--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช้า) 250667 subtitle: date: วันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ โอเค วันนี้ก็จะเป็นบทที่ 3 นะคะ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการชำระเงิน ของการทำธุรกรรม หรือว่าการทำธุรกิจออนไลน์ด้วยนะคะ โดยก่อนที่เราจะจ่ายเงินได้นี่ มันก็ต้อง... สิ่งที่สำคัญที่เราต้องคิดถึงนะคะ ก็คือเรื่องความปลอดภัย โดยการให้ความปลอดภัยนี่ นับว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุดนะคะ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยที่เรามาใช้นี่ มันจะเป็นการเข้ารหัสด้วยกุญแจ ซึ่งหลัก ๆ แล้ว มันจะมีกุญแจ 2 ดอกนะคะ มีกุญแจที่เรียกว่า Public Key นะคะ เป็นกุญแจสาธารณะ แล้วก็ Private Key ที่เป็นกุญแจส่วนตัว ถึงอย่างน้อยแล้วนี่ องค์กรที่เขาจะใช้กุญแจสาธารณะได้นี่ เขาจะต้องมีองค์กรรับรองความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคุณไปเอากุญแจของใครก็ไม่รู้มาใช้ แล้วคุณบอกว่าคุณใช้กุญแจแล้วน่ะ ทำไมยัง ไม่มีความปลอดภัยในการใช้งาน ก็เพราะว่ากุญแจนะนี่ อาจจะไม่ได้ถูกรับรอง โดยองค์กรที่ให้การรับรอง โดยองค์กรที่ถูกต้องนะคะ กุญแจนี้ เราจะไม่ได้หมายถึงกุญแจ เหมือนพูดกุญแจเปิดประตูบ้าน มันจะเป็นกุญแจที่แทนด้วยเลขรหัสทางคณิตศาสตร์นะคะ ใช้หลักคณิตศาสตร์ในการคำนวณรหัส เพื่อ เข้ารหัสข้อความหรือข้อมูลจากผู้รับแล้วก็ผู้ส่งได้อย่างเฉพาะเจาะจง มันอยู่ดี ๆ สร้างไม่ได้ มันก็ต้องได้รับการรับรองด้วย นั่นแหละ ความหมายนะคะ ซึ่งระบบที่จะใช้สำหรับการเข้ารหัสนี่ รวมถึงการรักษาความปลอดภัย ที่จะต้องมีอย่างแรก มันจะต้องสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับ ผู้ส่งได้นะคะ ไม่ว่าคุณจะยืนยันตัวเองด้วยอะไร ด้วยการสแกนใบหน้า การสแกนบัตรประชาชน รหัสหลังบัตรประชาชน ที่เป็นเลเซอร์อะไรก็ว่าไป การรักษาความปลอดภัยข้อมูล เขาจะดูได้ว่าข้อมูลที่ถูกเก็บไว้นี่ เก็บข้อมูลอย่างไร เก็บไว้ที่ไหน มีการเข้ารหัสหรือเปล่านะคะ รวมถึงการที่เราจะต้องการันตีความถูกต้องของข้อมูลไม่ให้ข้อมูลมันคลาดเคลื่อน จากสิ่งที่เราระบุไปตอนแรก เอาง่าย ๆ เลยวันเกิดที่คุณใส่กับการแสดงผล หรือการนำไปประมวลผล จะต้องตรงกัน คุณบอกคุณเกิด พ.ศ. 2540 ก็ต้องไป 2540 2547 ก็คือ 2547 อายุ 18 ก็ต้องอายุ 18 นะคะ ต้องไม่คาดเคลื่อน แล้ว... เหมือนอย่างเช่นที่อยู่ เขาถามว่าที่อยู่สำหรับส่งเอกสารที่อยู่ปัจจุบันใช้ที่อยู่เดียวกันไหมห รือว่ามีที่อยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องแจ้งนะคะ แล้วก็ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ข้อความอะไร หรือส่งข้อมูลอะไร ไม่ว่าภาพ เสียง ข้อความ คุณจะปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้ อย่างเช่น คุณจะบอกว่าอันนี้คุณไม่ได้ส่ง ไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า ลายเซ็นดิจิทัล หรือว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย ก็คือคุณเข้ารหัสแล้วว่ามันเป็นของคุณ คุณยืนยันแล้วว่าข้อมูลนี้เป็นของคุณ คุณจะปฏิเสธไม่ได้นะคะ การชำระเงินออนไลน์นะคะ จากผลวิจัย ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่นี่ เขามั่นใจกับการใช้วิธีการหักบัญชีธนาคารมากกว่านะคะ แต่ถ้าเป็นในขณะที่เป็นผู้บริโภค ที่มีกำลังซื้อ อย่างเช่น คนที่เรียนจบไปแล้ว ทำงานมีรายได้ประจำ เขาก็จะมีบัตรเครดิต สิ่งที่นิยมจ่ายไม่สุด อย่างเช่น การชอปปิงออนไลน์ shopee Lazada นี่ เขาก็จะนิยมจ่ายด้วยบัตรเครดิตมากกว่า เพราะคนก็บอกว่าความสะดวกสบาย การมีโพรโมชันต่าง ๆ จะได้เงินคืนอะไรก็ว่าไป ส่วนมากเขาจะอ้างอิงจากการจัดโพรโมชัน ส่งเสริมการขาย แล้วก็ในประเทศไทยเหมือนกันนะคะ รองลงมานอกจากบัตรเครดิตแล้ว เราก็ใช้วิธีการโอนเงิน รวมถึงการจ่ายเก็บเงินปลายทาง หรือการจ่ายตรง อาจจะไม่บัตร Credit แต่มีบัตร Debit Card Debit Card คืออะไร บางทีทุกคนอาจจะมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ไม่เคยใช้ รวมถึงการโอนเงินโดยตรง หรือผ่านคนกลางก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะมาปดูกันนะคะ ในการพัฒนาเพื่อชำระเงิน เดี๋ยวนี้จ่ายเงินง่ายมาก เราใช้บริการ Internet Banking มันก็จะเป็นการทำ Web Application ขึ้นมานะคะ เป็นการสร้างลิงก์ ที่เรียกว่า "Hyper Link" ระหว่างเว็บไซต์กับตัวแอปพลิเคชันร้านค้ากับระบบของธนาคาร เวลาคุณต้องการจะจ่ายซื้อสินค้า ร้านค้าสามารถ Generate QR Code การสร้าง QR Code เพื่อให้คุณจ่ายเงิน แล้วก็เข้าบัญชีของร้านค้าได้โดยตรง พอคุณโอนปุ๊บ ระบบจะแจ้งเตือนเลย ว่ายอดเข้าแล้ว เหมือนที่เวลาเราไปกินข้าวหรือไปซื้อของนี่ คุณไม่จำเป็น... บางทีคุณยังไม่ทันหันหน้าจอโชว์สลิปด้วยซ้ำ ระบบมันแจ้งเตือนแล้ว ว่าเงินเข้าแล้ว ก็บริการ Internet Banking นี่ ก็ได้รับความนิยม แล้วก็รักษาความปลอดภัยได้อย่างดี และเป็นมาตรฐาน บางคนก็มันก็จะโดนโกงน่ะ ปลอมสลิปนู่นนี่นั่นโน้น ไม่กดโอนจริง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ร้านค้าหรือว่าลูกค้าเอง ก็ต้องเช็กด้วย ใครว่าตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ หรือการจ่ายเงินที่เป็น Micro payment Micro มันแปลว่าเล็ก ๆ เราไม่ต้องพกกระเป๋าตังค์ก็ได้ เราจะมีบัตรเครดิตใบเดียวที่มีชิปการ์ดอยู่นะคะ หรือถ้าเป็นต่างประเทศนี่ คุณมีโทรศัพท์เครื่องเดียวคุณก็สามารถออกไปซื้อของ ออกไปเที่ยว ออกไปเดินทางได้แล้ว ถ้าเป็นประเทศที่เขารองรับ การใช้กระเป๋าตังดิจิทัล โดยโทรศัพท์หรือแอปเปิลวอชก็ได้ คุณสามารถเดินขึ้นรถไฟ ไปซื้อของในห้าง จ่ายเงินปุ๊บก็เอาโทรศัพท์ไปแตะ ซื้อของในเซเว่นก็เอาโทรศัพท์ไปแตะ ไม่ได้สแกนนะ เอาโทรศัพท์ไปวางใกล้ ๆ มันก็สามารถจ่ายเงินได้เลยนะคะ ซึ่งมันก็จะทำให้ความปลอดภัยมันมีมากขึ้น เพราะว่าบางทีก่อนที่เราจะจ่ายสตางค์นี่ ถ้าเป็นระบบของ Wallet ในโทรศัพท์บางเครื่อง เขาจะต้องให้เราสแกนหน้าก่อน หรือสแกนลายนิ้วมือ หรือใส่รหัสความปลอดภัยก่อน ก่อนที่จะไปแตะจ่ายเงิน ไม่ใช่ว่าใครเอาโทรศัพท์เราไปแตะจ่ายได้ เป็นต้นนะคะ มันก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และมันก็เหมือนเป็นการยืนยันเพิ่มขึ้นมาอีกว่าเราจริง ๆ นะ ที่ไปจ่ายสตางค์นะคะ องค์ประกอบหลักของการชำระเงิน แน่นอนต้องมีลูกค้า มีร้านค้า มีสถาบันทางการเงิน หรือว่าเป็นธนาคารนั่นแหละนะคะ แล้วก็จะมีคนที่คอยกำหนดกฎ ระเบียบ มาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงธนาคาร มีธนาคารเดียวไม่ได้ มันจะต้องเป็นเครือข่ายของธนาคาร เหมือนสมัยที่พวกคุณเป็นเด็ก ๆ ไม่รู้จะรู้เรื่องแล้ว หรือยังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน การจะโอนเงินต่างธนาคาร เราต้องเสียสตางค์ 10 บาท 20 บาท ว่าไป ตามยอดจำนวนเงินที่คุณจะโอนนะ แต่ปัจจุบันนี่ ถ้าเป็นการโอนเงินให้เพื่อนต่างธนาคาร ถ้าไม่เกินจำนวนที่กำหนดโอนผ่านได้เลย โอนนี่ ใช้โทรศัพท์ได้เลย อันนี้คือเครือข่ายธนาคารเขาตกลงร่วมกันนะคะ ก็จะเป็นความร่วมมือกันอะไรก็ว่าไป โดยการสร้างระบบบชำระเงินนี่ โดยธุรกิจทั่ว ๆ ไปแล้วหรือว่าผู้ขายเสื้อผ้าไปเนี่ยเขาอาจจะพัฒนาระบบจ่ายเงินเองก็ได้ โดยต้องพัฒนาทั้งโปรแกรม แล้วก็ติดตั้งบน Web Server ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นผู้ค้ารายย่อยนี่ เขาไม่ทำมันลงทุนเยอะนะคะ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่นี่ เขาทำเองแน่นอน หรือองค์กรก็ขนาดใหญ่เหมือนกัน ไม่ทำ ฉันไปซื้อมาเลย หรือเช่าก็ได้ เช่าเป็นรายเดือน รายปีทำสัญญา ให้เขาดูแลให้ ถ้าไม่เช่า อยากพัฒนาเอง แต่ไม่มีคน ไม่มีกำลังคน ไม่อยากดูแลสวัสดิการ เขาก็จะไปจ้างบริษัทมืออาชีพมาพัฒนาที่เรียกว่า "Outsource" ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้เขา เราไปจ้างเขามาเขาก็ดูแลตัวเองส่งงานให้เราตามเวลาเท่านั้นจบ แต่อีกแบบหนึ่ง ส่วนมากจะเหมาะกับผู้ค้ารายย่อย รายเล็ก ๆ นะคะ ธุรกิจไม่ใหญ่มาก ก็ไปใช้บริการของระบบชำระเงินของธนาคาร เลือกมาเลยธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็ได้ สังเกตง่าย ๆ ปัจจุบันแค่นักศึกษาเดินไปสแกนจ่ายสตางค์ ร้านอะไรก็ได้ จะเห็นได้ว่าป้ายที่เขาตั้ง QR Code แต่ละร้าน โลโก้ธนาคารแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้ Bank สีม่วง บางคนใช้ Bank สีเขียว บางคนใช้ Bank สีฟ้าบางคนใช้แบงค์สีชมพูแล้วแต่เลือกเลย กับธนาคารที่คุณสะดวก หรือมีบัญชีอยู่แล้ว อาจจะเป็นแบงก์สีเหลืองหน้ามอเราก็ได้ ก็เลือกตามที่เราสะดวกได้เลย หรือบางธนาคารเขาก็จะมีโพรโมชันให้ เช่นเวลาเราทำธุรกรรมมาก ๆ อาจจะลดค่าธรรมเนียมอะไรก็ว่าไป มีสิทธิพิเศษให้นะคะ สิ่งที่จำเป็นรายการจ่ายเงิน แน่นอนการเข้ารหัสถอดรหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของการทำรายการ จะเห็นได้ว่าเวลาคุณจ่าย ลองสังเกตดูในสลิปที่คุณโอนที่อยู่ในโทรศัพท์ มันจะมีเลขรหัสการทำธุรกรรมทุกครั้งไว้ เพื่อสามารถไปตรวจสอบความปลอดภัย หรือความถูกต้องของการโอนเงินได้ รวมถึงถ้าเป็นธุรกิจที่มีการทำธุรกรรม ร่วมกับธนาคารหรือผู้ค้ารายอื่น คุณจะต้องมีการสร้างลายเซ็นดิจิทัลขึ้นมา เพราะเอกสารบางอย่างพอเราไม่ได้เซ็นด้วยเลยเซ็นตัวเองนี่ ไม่ได้เซ็นสดนะ เอาปากกาเซ็นชื่อต่อหน้ากัน ลายเซ็นดิจิทัลไม่ใช่แค่คุณเอาลายเซ็นคุณไปสแกน แล้วไปวางใน Word ไปวางใน PowerPoint ไปวางเอกสาร อันนั้น เขาไม่เรียก "ลายเซ็นดิจิทัล" ท่านจะต้องมีการเข้ารหัส เพื่อยืนยันได้ว่าลายเซ็นนี้ เป็นลายเซ็นที่คุณเอามาสร้างใส่เอกสารนี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เอารูปมาวางอันนี้คือลายเซ็นดิจิทัลไม่ใช่ ผู้ซื้อจะต้องมีแต่สิ่งดีท่านร้านค้าก็ต้องมีใบรับรองดิจิทัล ว่าเป็นร้านค้าที่มีอยู่จริง เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าทำไฟล์หลอกขึ้นมา ไม่ใช่ มันจะต้องสามารถตรวจสอบได้ โดยองค์กรที่น่าเชื่อถือนะค เขาจะออกใบรับรองให้ ว่าร้านนี้มีตัวตนจริง ถ้าร้านใครเป็นร้านขายของชำ เมื่อก่อน ถ้าคุณจะขายแอลกอฮอล์ ขายเหล้า ขายเหล้าหรือขายเครื่องดื่มใดใดก็ตาม มันจะต้องมีป้ายใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตอะไรก็ว่าไป มาแปะ ร้านนี้ถูกต้องนะ เสียภาษีเรียบร้อย มันก็เหมือนกันการออกโดยองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็ควลคุมโดยรัฐบาลนะคะ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ ถ้ามีข้อผิดพลาดหรือข้อปัญหา สามารถตรวจสอบได้ โดยสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีในการจ่ายสตางค์ ง่าย ๆ ข้อมูลต้องถูกต้อง แล้วก็ต้องเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้นะคะ มีการยืนยันตัวตน มีการป้องกันความลับ มีระบบที่ป้องกันการปฏิเสธธุรกรรม เช่น คุณบอกว่าคุณสั่งซื้อไปแต่ไม่จ่ายสตางค์ แต่บอกว่าฉันไม่ได้สั่ง ไม่ได้ เพราะมันเป็น account คุณ มันต้องใส่ทั้งอีเมลใส่ทั้ง password กว่าที่มันจะสั่งซื้อได้นะคะ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น หรืออาจจะมีบริการบางอย่าง เช่นการป้องกันภัยทางไซเบอร์ เกี่ยวข้องด้วยนะคะ เงื่อนไขในการเลือกระบบชำระเงินที่ดี อย่างแรกต้องเป็นธนาคารที่สามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้ด้วย นะคะ โดยมันจะมีข้อตกลงของธนาคารกลางนะคะ วางหลักการในการชำระเงินไว้แล้วก็ก็หักบัญชี ซึ่งหลักการนี้เขาอยู่ 10 ข้อ ข้อแรก ระบบการจ่ายเงินจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย มีกฎระเบียบที่เข้าใจได้ อธิบายถึงความเสี่ยงทั้งหมด ที่อาจจะเกิดขึ้น มีกระบวนการบริหารความเสี่ยง นะคะ ถ้ามันมีความรับผิดชอบเกิดขึ้นใครเป็นผู้รับผิดชอบนะคะ การจ่ายสตางค์จะต้องเกิดภายในวันนั้น คุณซื้อของตอนเที่ยง เงินต้องเข้าภายในเที่ยง ภายในเที่ยงเลยก็ได้ หรือภายในวันนี้ไม่เกินเที่ยงคืน จะสังเกตได้ว่าบางธนาคาร หลัง 5 ทุ่มครึ่ง คุณจะโอนเงินไม่ได้ จะทำธุรกรรมอื่นไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์ก็ไม่ได้ จ่ายบิล จ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ไม่ได้ เพราะมันเป็นช่วงคาบเกี่ยว ถ้าสมมติว่าคุณจ่ายเงินตอน 23.30 น. แต่ระบบมันทำงานไม่เสร็จมันจะผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นหลัง 23.30 น. เขาเลยจะไม่ให้คุณทำอะไร เพราะว่าด้วยกฎนี้ค่ะ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในวันเดียวกันกับวันที่คุณทำธุรกรรม เพราะฉะนั้น คุณจ่ายค่าน้ำ ตอน 5 ทุ่มครึ่ง แต่ระบบมันตัดไม่เสร็จ ผิดกฎหมายละ เป็นต้น นะคะ การชำระเงินจะต้องเป็นราคาสุทธิ ยอดขายในวันนั้น ไม่ใช่ว่า คุยวันนี้ 180 ไปตัดยอดเป็น 190 ไม่ได้นะคะ การชำระเงินต้องจ่ายผ่านธนาคารกลาง ก็คือธนาคารที่ได้รับความเชื่อถือนะคะ แล้วก็ต้องเป็นระบบชำระเงินที่มีการรักษาความปลอดภัยในการดำเนินการ การทำธุรกรรม ชำระหนี้ตามกฎหมาย จะต้องมีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจนะคะ มีเป้าหมาย มีเงื่อนไขในการที่เราจะเป็นสมาชิก สามารถอ่านเงื่อนไขได้อย่างเปิดเผย ผู้บริหารจะต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพโปร่งใส แล้วก็มีความรับผิดชอบ ก็ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ให้บริการ ผู้จัดการเงิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นั่นเองนะคะ รูปชำระเงินส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็จะเป็นเงินสดนะคะ เป็นถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่จ่ายเป็นเช็กเป็นบัตรเดบิต บัตรเครดิตการโอนเงิน ซึ่งในการทำธุรกิจออนไลน์นี่ ก็คือส่วนมากทุกอย่าง จะอยู่ในโลกออนไลน์นะ เวลาเราจ่ายตังค์นี่ เขาอาจจะใช้บัตรเครดิตเสียมากกว่า หรือการโอนเงินสดทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ สิ่งพวกนี้แหละที่เรียกว่าเป็น "E-Payment" ก็คือออนไลน์ Payment แต่เงินผ่านออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งการทำระบบจ่ายตังออนไลน์นี่ มันทำให้การทำธุรกิจร่วมกันนี่ มันสะดวกแล้วก็เร็วขึ้นนะคะ ก็แต่มันก็จะมีสิ่งที่ภาครัฐเขามองว่า มันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้วก็มันก็จะเป็นการที่ทำให้เงินหมุน เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น โดยการจ่ายเงินออนไลน์นี่ มันจะเป็นการใช้เงินระหว่างผู้ซื้อกับผู้โอน หรือผู้รับสินค้า ซึ่งเงินจำนวนนี้นี่ ถามว่ามันจะลอยเข้าไปในกระเป๋าเลยไหม ไม่ใช่ มันจะไม่เหมือนกันโอนสิทธิการถือครองเงิน สมมติเรามี 500 มันจะจ่ายเงินเข้ากระเป๋าไป ไม่ใช่เงินเข้ากระเป๋าเลยนะ มันเหลือแค่การเปลี่ยนสิทธิ์ของเงิน เป็นของใครแค่นั้นเอง โดยปกติแล้วนี่ ตั้งแต่ปี 2565 ช่วงนั้น ก็เป็นช่วง เริ่ม ๆ อีกนะ ก็คน 1 คน จะทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ด้วยการโอนเงินหรือรับเงินนี่ 348 รายการต่อ คนต่อปีนี่ แทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกวัน คุณจะต้องมีการโอนเงินหรือรับเงินผ่านช่องทางE- Banking Mobile Banking โอนซื้อข้าวแค่วันหนึ่งนี่ ไปกินข้าว 3 มื้อแล้วโอนสตางค์ อ่าน QR Code 2 วันแล้วก็ อย่างน้อย 3 ครั้งละ 3-4 ครั้งละ ข้าวข้าง 1 ชาไข่มุกข้างนึงผลไม้ก็ครั้งหนึ่ง ซื้อของเซเว่นก็สแกนผ่านอีกทีหนึ่งเหมือนกัน รวมถึงการทำธุรกรรมแบบดั่งเดิมน้อยลง ก็คือการเดินไปที่ธนาคารและถอนสตางค์น้อย เอาง่าย ๆ เลย ขนาดในตัวคนบางคนตอนนี้เงินสดก็ไม่มี เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ไปกดสตางค์ โอนอย่างเดียวนะคะ แต่พอหมด COVID คนก็เริ่มกลับมากดสตางค์เยอะขึ้น เพราะร้านค้าบางร้านก็ได้รับเงินโอน รูปแบบธุรกิจบางคน ก็แตกต่างกันไปเช่นบางคนเขารู้สึกว่าอุ้ย โอนเงินเดี๋ยวภาษีเยอะ อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับเขานะคะ จากข้อมูลนะคะ จะเห็นได้ว่าการทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นสีเขียวเกือบทุกอัน ก็คือมันเติบโตขึ้น มันมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีนะคะ ทุกปี การจ่ายเงินนะคะ ด้วยบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น แต่บัตรเดบิตลดลง เดี๋ยวจะอธิบายว่าเครดิตกับเดบิตต่างกันอย่างไร การจ่ายสตางค์ด้วย เช็กน้อยลง การจ่ายเงินสด โดยการโอนผ่านทางช่องทางสถาบันการเงินมีเพิ่มขึ้นนะคะ เครื่อง ATM อันนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดีใช้กันมา ทุกคนน่าจะมีบัตร ATM นะคะ เป็นบัตรที่ไปกดสตางค์ที่ตู้นะ ก็สะดวกสบายกัน ใช้บริการมีเยอะ มีทุกมุมนะคะ เครื่องรับบัตร ณ จุดขายมันจะเรียกว่าเป็น Point of Sale เป็นเครื่องที่ไว้แบบติ๊ดบัตรเครดิต สแกนจ่าย QR Code ไปมิสเตอร์ดีไอวาย จ่ายด้วย QR Codค่ะ เขาก็จะสร้าง ขึ้นมาอันนึงให้คุณจ่ายตังค์เรื่องที่เขากดติ๊ด ๆ ๆ แล้วมีเงินออกมาหรืออะไรก็ว่าไป เป็นการใช้ Bar Code สแกน เขาเรียกว่าเครื่อง Point of sale เครื่อง ญ นะคะ เป็นเครื่องที่ให้บริการณจุดขาย พลาสติก ก็จะมีทั้งบัตรเครดิต บัตร ATM บัตรเดบิต บัตรอะไรอีกน่ะ บัตรนักศึกษา เดี๋ยวนี้ก็เป็นบัตร ATM ในตัวแล้วก็มีนะคะ สามารถใช้ในการตั้งกดเงิน แล้วก็ชำระค่าบริการของสินค้าได้ ซึ่งบัตรแม่เหล็ก ก็คือบัตรพลาสติกนี่แหละ มีอยู่ 3 ชนิดนะคะ แบบแรกเป็นแบบออนไลน์ มันจะเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็กที่ถูกอ่านได้อย่างเดียว โดยเครื่องอ่านเท่านั้น ทั้งบัตร ATM ธรรมดา บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตร ATM ธรรมดา สังเกตได้ว่ามันจะไม่มีสัญลักษณ์ว่า VISA ไม่มีสัญลักษณ์ Mastercard ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ หน้าบัตร มันคือมันกดสตางค์ได้อย่างเดียวแต่ถ้าเป็นบัตร Debit Card หน้าตาจะคล้าย ๆ กับบัตร Credit Card ทุกอย่าง บัตร ATM ของคุณในกระเป๋าตอนนี้ จะมีสัญลักษณ์ VISA หรือสัญลักษณ์ Mastercard บัตร Debit คืออะไร บัตร Debit คือคุณสามารถใช้บัตรนี้ รูดหรือแตะบัตรจ่ายที่เครื่อง pos ได้ ถ้าคุณมีเงินในบัญชี อันนี้คือเดบิตนะ คล้าย ๆ กับบัตรเติมเงินโทรศัพท์ ต้องมีเงินถึงจะใช้ได้ ซึ่งแตกต่างจากบัตรเครดิตการ์ด Credit Card คือเขาจะให้วงเงิน ก็คือเขาสามารถให้คุณซื้อสินค้าได้ ซื้อไปก่อนสิ้นเดือนค่อยจ่าย เขาเรียกว่าเครดิต ก็คือให้ความเชื่อถือคุณไปก่อนนะคะ แล้วสิ้นเดือนค่อยมาว่ากันส่วนมากแล้วบัตรเครดิตนี่ เด็กจบใหม่เงินเดือน 15,000 บาท ก็สามารถทำบัตรเครดิตของตัวเองได้แล้วนะคะ ต่อมาเป็นบัตรแบบ Ofline ซึ่งอันนี้พวกคุณยังไม่เกิดแน่นอน มันจะเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็ก นะคะ โดยเครื่องอ่านบัตร แล้วมันค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงข้อมูลบนบัตร เองที่หลัง เมื่อก่อนนี้คือบัตรโทรศัพท์ สมัยอาจารย์เด็ก ๆ เลยด้วยซ้ำ คุณมีเงินซื้อบัตร 100 บาท คุณก็สามารถเอาเครื่อง... ไอ้บัตรนี้ไปเสียบที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็โทรได้ 100 บาท สังเกตได้ว่าบัตรนี้ ตั้งแต่ปี 2536 คุณยังเป็นอะไรก็ไม่รู้อยู่เลย แล้วมันใช้งานอย่างไร จะเห็นแถบสีขาวตรงนี้ ข้างล่างมันแพงเงิน 100 บาท คุณโทรไป 10 บาท มันก็ถูกตอกข้อมูลไปแล้วว่าคุณใช้ไปแล้ว 10 บาท 50 บาทก็ตอกไปแล้วครึ่งหนึ่งคุณใช้หมด โทรศัพท์ตัดเลย มันจะเป็นอย่างนี้ เป็นเส้นสีดำนี่ แสดงว่าคุณใช้ใกล้จะหมดแล้ว เหลืออีกนิดหนึ่ง อันนี้เป็นบัตรแบบโบราณมาก บัตรแบบ Offline ใช้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ กับอีกอันหนึ่งเป็นบัตรแบบผสม สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งแบบ Online และ Offline โดยตัวบัตรจะมีแถบแม่เหล็กมี 2 แถบ สามารถใช้เพื่อแสดงข้อมูลของเจ้าของบัตรก็ได้ แสดงข้อมูลสิ่งที่บันทึกอยู่ในบัตรก็ได้นะคะ โดยที่หน้าบัตรแสดงข้อมูลแบบออฟไลน์ ก็คือเป็นข้อมูลเบื้องต้นในบัตร ว่าบัตรใบนี้เก็บอะไรบ้าง นะคะ บัตรอัจฉริยะหรือว่า Smart Card อันนี้ทุกคนมีอยู่แล้ว บัตรประชาชน มันจะมี Microship ฝังมาอยู่ เวลาเราไปธนาคารหรือไปทำธุรกรรมใด ๆ ก็ตามบางที เราไม่ต้องกรอกข้อมูล เขาเสียบบัตรประชาชนกูเข้าไปปุ๊บเขาก็เป็นข้อมูลมา แล้วให้คุณเซ็นรับรองได้ แป๊บเดียวเสร็จนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน หรือบัตร Credit ตอนนี้ก็มีเป็นไมโครชิปตรงนี้ เสียบเข้าไปนะคะ เพื่ออ่านข้อมูลในบัตร บัตรเครดิต ยุคนี้ จะมีทั้งแบบรูดบัตรก็ได้ เสียบบัตรก็ได้หรือแตะบัตรก็ได้นะคะ หลักการทำงานของ Smart Card ในตัวเป็นชิปเมื่อกี้นี้ มันเป็นการสร้างกุญแจ คู่กัน Private Key กับ Public Key ถ้ากุญแจ 2 ดอกนี้เป็น Public Key ทั้ง 2 อัน เราจะเรียกว่าเป็นกุญแจซิมเมจิก กุญแจเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกุญแจที่ต่างกัน แล้วแต่ว่าติดก็คือกุญแจต่างกันPublic คือสมมุติว่า คุณอยากส่งข้อมูลให้ใครก็ตาม คุณจะต้องมีกุญแจ 2 ดอก คุณจะต้องส่งกุญแจสาธารณะไปให้เขา เก็บไว้ นะคะ ถ้าวันไหนที่คุณส่งข้อมูลไป คุณจะเข้ารหัสข้อมูล ถ้าใครไม่มีกุญแจสาธารณะที่คุณแจกให้ เขาจะเปิดข้อมูลนั้นไม่ได้ ซึ่งกุญแจเหล่านี้เราไม่ได้ทำเอง มันจะต้องทำโดยองค์กรที่มีใบรับรอง รับรองกุญแจนั้นให้แล้วก็ฝังลงไปนะคะ ข้อดีของ Smart Card บัตรชิป บัตรที่มีชิปมันน่าจะถูกกว่าเก็บข้อมูลได้มากกว่า ก็ลดการปลอมแปลงข้อมูลได้นะคะ ใช้กับอุปกรณ์พกพาได้หลายชนิด ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตนู่นนี่นั่นโน่น ได้หมดนะคะ ขอแค่มีตัวที่สามารถใช้อ่านชิปการ์ดได้ ใช้งานได้ข้างขวามากขึ้น ทั้งระบบสุขภาพก็ได้ ระบบธนาคารก็ได้นะคะ สะดวกกว่า การชำระเงินหลัก ๆ แล้วในโลกธุรกิจมันจะมีอยู่ 6 รูปแบบนะคะ แบบแรกเขาเรียกว่าเป็นการโอนเงินที่มีมูลค่าสูงนะคะ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ที่รองรับการจ่ายเงินที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ ซึ่งจะต้องทำผ่านระบบ ของธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงนะคะ เงินที่โอนวันคงไม่ใช่หลัก 10 บาท 20 บาท แน่นอนนะคะ อาจจะเป็นหลักล้านขึ้นไปนะคะ การโอนเงินครั้งละหลายรายการนะคะ อันนี้ก็จะเป็นการโอนเงินที่ทำทีละหลายรายการ เช่น การโอนเงินเดือน องค์กรคุณมี 300 คน เขาจะโอนทีเดียว ซึ่งจะโอนหลาย ๆ รายการก็ได้ แต่รายการนั้น ๆ จะไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งเงินเดือนมันไม่ถึง 2 ล้านบาทหรอก ถ้าเป็นองค์กรทั่วไป ที่เรา สามารถเข้าถึงได้นี่ เช่น มันจะมีบริการที่เรียกว่า Same day ก็คือเสคือโอนวันนี้ได้ภายในวันนี้ กับบางทีนี่ ถ้าเป็นเงินเดือนเขาจะโอนให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เงินเข้าเช้าวันนี้ก็ได้นะคะ การโอนเงินรายย่อย ก็จะเป็นการโอนเงินแบบออนไลน์ด้วยตัวเอง ด้วยเครื่อง ATM บ้าง ในโทรศัพท์มาเลย เข้าธนาคารก็ได้นะคะ ก็อันนี้ก็ไปทำช่วยได้ หรือการโอนเงินรายย่อยอีกนะคะ การโอนเงินออนไลน์เหมือนกัน อาจจะทำโดยระบบของธนาคาร หรือเว็บไซต์ก็ได้นะคะ หรือการใช้บัตรพลาสติก เพื่อชำระเงิน ใช้บัตร Debit ก็ได้ใช้บัตร Credit ก็ได้นะคะ เงินอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเป็นเงินสดที่อยู่ในรูปแบบของสื่อต่าง ๆ อาจจะเป็นบัตรพลาสติกก็ได้ หรือเป็นการใช้ Wallet ก็ได้ ซึ่งนักศึกษา ที่บางทีซื้อเกมออนไลน์ ก็ดูหลักการใช้ Wallet มากกว่านะคะ ยังไม่มีบัตรเงินสด ยังไม่มีเงินสด หรือไม่มีบัตรเครดิต ก็เอาเงินเติมเข้าไปใน Wallet เราก็ไปจ่ายสินค้าก็ได้ เลข 3 หลักสุดท้ายที่อยู่หลังบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตสำคัญอย่างไร มันเป็นเลขที่ไว้ตรวจสอบความถูกต้องนะคะ อยู่ด้านหลังแบบนี้ ทำไมเวลาคนโดนแฮกข้อมูล แบบเหมือนบางทีเด็กปั๊ม ปั๊มขโมยข้อมูล เลข 3 หลักนี้ สำคัญตรงที่ว่าเวลาคุณจ่ายเงินออนไลน์ เขาจะถามเลขตัวนี้ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อก่อนเขาก็คิดว่าเลข 3 หลักตัวนี้ มันก็สำคัญพอแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ละเขาก็เลยเริ่มเพิ่มความปลอดภัยขึ้นอีกขั้นหนึ่งคือใช้ OTP OTP ย่อมาจาก One Time Password จะส่งไปที่โทรศัพท์ของคุณ เป็นเลขรหัส 6 ตัวให้กรอก ก่อนที่จะจ่ายสตางค์ออนไลน์นะคะ เลข 3 หลักตัวนี้ ใครจดไปก็ได้ ไปซื้อของแล้วเขาแอบจดไว้ ก็คุณก็เสียตังค์ละ การจ่ายเงินแบบ Offline ก็คือเก็บเงินปลายทาง ไปจ่ายเงินด้วยตัวเองบ้าง หรือว่าไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ ไปจ่ายเงินที่เซเว่น หรือจ่ายเงินสดตอนที่เขามาส่งสินค้าก็ได้ อันนี้เขาเรียกว่า "ออฟไลน์" นะ ก็คือไม่ได้ผ่านโทรศัพท์ ไม่ผ่านเว็บไซต์ หรือการใช้เงินแบบอื่นก็ได้ คุณไปจ่ายที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสก็ได้ เช่น จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน คุณก็ไปจ่ายที่เซเว่นก็ได้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ไปจ่ายที่เซเว่นก็ได้นะคะ มือถือจ่ายได้ผ่อนรถ ก็จ่ายเซเว่น ผ่อนบ้านก็จ่ายเซเว่น อย่างนี้เป็นต้นนะคะ วันนี้ก็เลยมีงานให้ทำ 5 ข้อนะคะ เนื้อหาหลาย ๆ อย่างนี่ ก็อยู่ในสไลด์อยู่แล้ว หรือคุณจะไปหาเพิ่มเติมอีกก็ได้นะคะ 5 ข้อ ก็ทำแล้วก็ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ 5 ข้อ เริ่มทำได้เลยค่ะ