--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช้า) 020767 subtitle: date: วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) บทที่ 4 นี่มันจะเป็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ e-commerce หรือระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็สิ่งที่จะต้องมีในระบบ E commerce หรือว่าการซื้อขายออนไลน์นะคะ มันก็จะมีทั้งการที่เราจะต้องใส่Catalog สินค้าเหมือนเวลาเอาเข้าจริง ๆ เวลาเราเข้าไปซื้อของออนไลน์นี่องค์ประกอบไหนบ้างที่มันควรจะต้องมี มีทั้ง Catalog สินค้าที่แสดงรายการสินค้า มีระบบตะกร้า คือ เวลาเราต้องสนใจจะซื้อของที่ไหน มันจะมีคำพูดเลย บอกว่า "หยิบใส่ตะกร้า" ก็คือรถเข็นเหมือนรถเข็นขายซื้อของในห้างนี่แหละนะคะ ระบบชำระเงินเราจะจ่ายเงินแบบไหนนะคะ การรักษาความปลอดภัย สำหรับคลังข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ข้อมูลร้านค้า แล้วก็ยิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการชำระเงินนะคะ รวมถึงมีระบบติดตามสถานะการขนส่ง เหมือนเวลาซื้อของออนไลน์มันก็จะดูได้ว่าคำสั่งซื้อของเราตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว กำลังจะถึงบ้านเราวันที่เท่าไรนะคะ อันนี้จะเป็นส่วนที่ลูกค้าคุ้นเคยกันดี กับอีกอย่างหนึ่ง ก็คืออันนี้จะเป็นในส่วนของผู้ขาย มันก็จะมีระบบของการวางแผนการผลิต ว่าสินค้าตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเหมือนช่วงหนึ่งตุ๊กตาลาบลูบูที่มันได้รับกันนิยมมาก ๆ นี่เขาผลิตไม่ทันเพราะผลิตไม่ทันคนก็เลยยิ่งเพิ่มราคามันสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด แล้วถ้ามันเป็นแบบนี้ เราจะวางแผนการผลิตทำอย่างไรดีนะคะ ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ก็คือถ้าสมมติลูกค้ามีปัญหา หรือลูกค้ามีข้อสงสัย เราจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไรนะคะ แล้วก็มีระบบการให้บริการเฉพาะบุคคล อันนี้จะเป็นให้บริการที่พิเศษมากขึ้น เช่น ระบบสมาชิก หรือระบบที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีสิทธิพิเศษเหนือกว่าอื่น ๆ แล้วระบบสุดท้าย ก็คือระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ถ้าเราดูในเว็บชอปปิงออนไลน์ที่เราดูนี่มันจะบอกเลยว่าสินค้าตอนนี้ที่เรากำลังจะซื้อนี่ตอนนี้เขาเหลืออยู่กี่ชิ้น นะคะ มันสามารถดูได้ ที่เราไม่สังเกตหรอก แต่ตอนที่เรากดลงไปในตะกร้าสินค้าออนไลน์แล้วนี่ มันก็ขึ้นเลยว่าสินค้าคงเหลืออยู่กี่ชิ้น ถ้าสังเกตดี ๆ นะคะ องค์ประกอบหลัก อันแรกที่สำคัญเลย คือ ส่วนที่เรียกว่า "Front End" หรือว่าหน้าร้าน ก็คือหน้าเว็บนั่นแหละ ซึ่งหน้าร้านจะต้องมีการนำเสนอสินค้าจะเป็น Catalog รูปภาพนะคะ รายละเอียดต่าง ๆ โดยเฉพาะในหน้าแรก หน้าเว็บไซต์นี่ มันต้องมีระบบตะกร้าสินค้า เพื่อให้ลูกค้านี่สามารถกดเพิ่มสินค้าได้ มีการค้นหา มีการเปรียบเทียบสินค้า ยังใช้เวลารอดูเว็บชอปปิงออนไลน์นี่ถ้าเราเลื่อนลงมาข้างล่าง ๆ หน่อย มันก็จะมีเขียนว่าสินค้าที่ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกัน ราคาอาจจะต่างกันบาท 2 บาท เปรียบเทียบให้ดู เราสามารถเลือกหรือบางครั้งสามารถเขาเรียกว่า "ต่อรองราคา" นี่ บางทีเราอาจจำเป็นจะต้องแชตไปหาร้านค้าก่อน เพื่อได้ส่วนลดใด ๆ ก็ตาม เขาจะเขียนว่าอยู่นะคะ รวมถึงมีการยืนยันการสั่งซื้อสินค้า ในกรณีนี้ จำเป็น เพราะว่าถ้าคุณซื้อของอะไรจริง ๆ หน้าสุดท้ายทั้งยืนยันจำนวน ทั้งยืนยันที่อยู่ ยืนยันช่องทางการชำระเงินนะคะ ซึ่งถ้าเป็นคน Gen X Gen Y ส่วนมากจะจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต เพราะเริ่มมีงานทำแล้วนะคะ แล้วก็กระบวนการสั่งซื้อสินค้าจะมีลำดับขั้นตอนใดบ้าง ร่วมถึงถ้าเราซื้อร้านค้าออนไลน์ ทั้งสีส้ม ทั้งสีน้ำเงิน มันจะมีช่องให้กดว่าฉันได้รับสินค้าแล้ว ก็คือเราตรวจสอบสินค้าแล้ว เราก็ยอมรับสินค้าแล้ว บางคนไม่กด ถ้าให้กดเป็นไรไหม ไม่เป็นไร เพราะระบบเขาจะตัดอัตโนมัติกี่วันก็แล้วแต่ระบบเขาเซตไว้นะคะ องค์ประกอบหลักของฟังก์ชันอีกอย่างหนึ่ง ก็คือมีการติดตามดูผลการสั่งซื้อ มีการตรวจสอบสินค้าการให้บริการก่อนและหลังการขาย ส่วนมากมันจะเป็น Chat Bot Auto นะคะ มันก็จะมี Pop Up เด้งขึ้นมา เป็นคำสั่งซื้อ นู่นนี่นั่นโน่น ให้เรากด Confirm ยืนยัน บางครั้งอาจจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม ตอบ Comment ก็ได้ค่ะ แล้วก็ถ้าเป็นร้านค้าที่มีคู่ค้าขนาดใหญ่ เขาจะมีระบบเครดิต คือ ให้เอาสินค้าไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาชำระเงินทีหลัง หรือค่อยมารวมยอดจ่ายตัดเป็นรอบเป็นรอบไปก็ได้นะคะ แล้วก็ร้านค้าถ้าเป็นร้านที่มีคำสั่งซื้อที่เข้ามาต่อเนื่องแล้วก็เยอะ เขาจะมีระบบการจัดส่งสินค้าที่บางทีบริษัทที่เขาดูแลเรื่องการขนส่งสินค้านี่ เขามารับถึงที่บ้านเลย เขามารับที่บริษัทเลย โดยที่เราไม่ต้องออกไปส่งข้างนอกก็ได้นะคะ ซึ่งในการพัฒนาหน้าร้านนี่จะมีอยู่ 3 ส่วนย่อยหลัก ๆ นะคะ อันแรกเป็นระบบของพ่อค้า ก็จะมีกับหน้าร้าน มี Catalog มีตะกร้าสินค้า ระบบของการดำเนินการตั้งแต่การสั่งซื้อการจ่ายเงินนะคะ การตรวจสอบออเดอร์ต่าง ๆ ช่องทางการจ่ายเงินจะเป็นของระบบการเงิน จะเป็นการเชื่อมต่อกับธนาคาร หรือว่าสถาบันทางการเงินที่เราทำธุรกรรมกับเขานะคะ อันนี้เป็นหน้าร้านสีส้มที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีนะคะ ตะกร้าสินค้าก็จะเหมือนรถเข็นในห้างที่เราเคยคุ้นเคยกัน มี Catalog สินค้าแบ่งแยกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ มีช่องให้ค้นหานะคะ มีบริการช่วยเหลือ อันนี้ก็เป็นส่วนของการดูแลลูกค้านะคะ ก็จะมีโพรโมชันต่าง ๆ แสดงมาให้ลูกค้าได้เห็นเลย ว่าตอนนี้มีโพรโมชันอะไรบ้าง เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้านะคะ แล้วก็มีส่วนของ Seller Center ก็คือถ้าใครต้องการจะมาเปิดร้านบนหน้าเว็บไซต์ของเขาต้องทำอย่างไรบ้างนะคะ โดยฟังก์ชันที่มีความสำคัญกับส่วนของผู้ขายแล้วกันนะคะ ก็เขาจะต้องไปสามารถปรับปรุงตะกร้าสินค้า แล้วก็ปรับปรุงรายการสินค้าได้ มีการตรวจสอบเครดิตของลูกค้าเพื่ออนุมัติคำสั่งซื้อได้ ไม่ใช่ว่าลูกค้าประวัติไม่ดียังส่งของไปสุดท้ายตีกลับ หรือไม่ได้รับเงิน นะคะ เก็บเงินไม่สำเร็จเลยว่าไปขั้นตอนการสั่งซื้อจะเป็นบริการที่เชื่อมต่อกับส่วนของหลังร้าน ก็คือส่วนของ ส่วนของโกดังสินค้า ส่วนของการจัดแพ็กสินค้านะคะ เพื่อการจัดส่ง มีระบบที่สามารถ Tracking ก็คือตรวจสอบการขนส่งว่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว อย่างเช่น ตัว ChatBot นี่ ถ้าสถานะของบริษัทขนส่งกดปุ๊บมาส่งเรียบร้อยแล้ว บางครั้งร้านค้าที่มี Chat Bot เขาจะรับแจ้งเตือน มันจะมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเลย ว่าสินค้าได้ส่งให้คุณแล้ว กรุณาตรวจสอบสินค้านู่นนี่นั่นนู่น ภายในตอนนั้นทันทีนะคะ แล้วก็อาจจะมีถ้าเป็นเว็บไซต์ของตัวเอง อาจจะมีเกี่ยวกับการติดตามการเยี่ยมชม แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ตลาดกลางแบบไอ้ตัว Shopee นี่นะคะ มันสามารถดูสถิติการขายสินค้าชิ้นนั้นได้ว่าเขาขายได้กี่ชิ้นแล้ว บางร้านขายได้ 100 ชิ้น บางร้านขายได้เป็นหมื่น ๆ ชิ้น ก็สามารถเช็กสถิติได้ ดูทั้งการให้ดาวนะคะ รีวิว การแสดงความคิดเห็นนะคะ ลูกค้าสามารถดูเพิ่มเติมได้ แล้วในหน้าร้านเนี่ยเราจะต้องมีรายละเอียดก่อนที่เราจะเริ่มการพัฒนา รายละเอียดที่ต้องพิจารณา คือ ใครเป็นคนขายเรา หรือมีเราเป็นคนพัฒนาให้ มีผู้ซื้อ มีผู้ขาย มีโพรโมชันหรือเปล่า มีการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดหรือเปล่า อย่างเช่น ช่วงนี้ฤดูฝน ถ้าคุณขายเสื้อผ้า เสื้อผ้ามันควรจะเป็นเสื้อผ้าแบบไหน สินค้าชนิดนั้นมีแบรนด์หรือว่ายี่ห้อติดหูคนทั่วไปแล้วหรือยังนะคะ ความสามารถในการเปิดใช้งานเว็บไซต์นะคะ รูปภาพใหญ่เกินไปหรือเปล่า กว่าจะโหลดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาทีหนึ่งช้ามากนะคะ แล้วก็ความง่ายของโครงสร้างเว็บ การใช้งานยากหรือง่ายนะคะ ก็อันนี้เป็นส่วนที่เราจะต้องมาวิเคราะห์หรือหรือเตรียมพร้อมก่อนที่จะพัฒนาเว็บไซต์ รถเข็นหรือตะกร้าสินค้าทำงานอย่างไร ถ้าเราสั่งซื้อปุ๊บมันตัดสต็อกเลยหรือเปล่านะคะ แล้วก็ในระบบคุณนี่ มันจะมีการแนะนำแนวทางที่สะดวกในการชำระเงินหรือเปล่า เช่น อาจจะแนะนำว่าเก็บเงินปลายทางดีที่สุด หรือชำระบัตรเครดิตได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้างนะคะ แล้วถ้ามีบริษัทคู่ค้า หรือร้านค้าที่เป็นสามารถจะร่วมธุรกิจคุณได้ คุณอาจจะเป็นการทำเป็นแบบเครดิตนะคะ แต่ต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควรเลยนะ คุณถึงจะสร้างหรือความสำคัญที่เป็นเครดิตได้ เอาไปก่อนจ่ายทีหลัง แล้วก็ข้อมูลจะต้องมีความปลอดภัย แล้วก็การบริการบางอย่าง อาจจะเป็นบริการเฉพาะบุคคล เหมือนระบบสมาชิกอาจจะมีหลาย ๆ ระดับชั้นของสมาชิก ดูแลไม่เท่ากัน เพื่อให้สร้างความพิเศษของแต่ละคนแล้วราคาการกำหนดราคาต้องเป็นราคาที่แท้จริง ไม่ใช่ราคา อุ๊ย นั้น 20 บาท ร้านนี้ขาย 2 บาท แต่ค่าส่งแพงกว่าร้าน 20 ร้านที่ขาย 20 บาทอีก อันนี้ไม่ได้นะคะ เราจะต้องมีความซื่อสัตย์ในการพัฒนาระบบของเราด้วย การออกแบบเว็บไซต์คำนึงถึงอย่างแรก คือ การโหลดหน้าเว็บถ้าคุณใช้ทรัพยากรหน้าสวยมาก 8k ลูกค้าทุกคนไม่ใช่ว่าจะมีความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเท่ากัน บางครั้งพอมันโหลดช้าเขาไม่เข้านะคะ เว็บไซต์ต้องใช้ง่ายนะคะ ออกแบบต้องเหมาะสม คิดง่าย ๆ ถ้าสมมติว่าเราให้เพื่อนลองทดลองใช้เว็บที่เราทำถ้าเพื่อนบอกว่าเราใช้ยากใช้งงแสดงว่ามีปัญหาแล้ว รวมถึงเวลาคุณไปลองใช้เว็บไซต์ไหนก็ตาม ถ้าคุณรู้สึกว่าเว็บไซต์ตัวนี้เข้ายากมากเลย นั่นแสดงว่ากลางแบบมีปัญหาแล้ว การเชื่อมต่อจะต้องเป็นระบบสากล ไม่ใช่ว่าบางเว็บไซต์บอกว่าจะต้องเข้าได้เฉพาะ Browser Chrome เท่านั้น Safari ใช้ไม่ได้ Microsoft Edge ใช้ไม่ได้ Firefox ใช้ไม่ได้ อันนี้ไม่โอเค คุณจะไม่คุณจะต้องไม่ล็อก ว่าจะต้องใช้ระบบนี้ระบบนี้เท่านั้น ทุกอย่างจะต้องเข้าถึงได้ดูบนโทรศัพท์ ก็ได้ Tablet ก็ได้ พอดูหน้าจอคอมโอเคมันต้องแสดงผลแบบนี้ ดูในหน้าโทรศัพท์มันต้องแสดงผลแบบนี้ที่เหมาะสมอะไรก็ว่าไปนะคะ การจ่ายเงินจะต้องสมบูรณ์มากที่สุด แล้วก็มีความปลอดภัย มีการให้การให้บริการก่อนและหลังการขายนะคะ นะคะ และพี่ย้ำอีกทางหนึ่ง ก็คือราคา ต้องเป็นราคาที่เป็นจริง ไม่หลอกลวงผู้บริโภคหรือลูกค้านะคะ องค์ประกอบสำคัญในการสร้าง Catalog ออนไลน์นะคะ มันจะต้องแสดงข้อมูลต่าง ๆ ทั้งรูปภาพ ราคา ถ้ามีส่วนลดอะไรก็ว่าไป การจ่ายเงินทำอย่างไรนะคะ โดยที่ไอ้ Catalog Online นี่ ต้องแสดงผลมันออนไลน์แน่นอน แล้วก็เป็นมัลติมีเดียที่สามารถดูได้ชัดเจนนะคะ เพราะว่าถ้ามันดูง่าย เข้าใจง่าย มันก็จะดึงดูดความสนใจของลูกค้านะคะ โอ้ โพรโมชันมีอะไรบ้าง ดูง่าย จ่ายง่าย ถึงบ้านเลย นึกว่าลักษณะของอิเล็กตรอนเนี่ยมันจะเป็นการสั่งซื้อแบบออนไลน์ ใช้หลักการของ Web Based เป็นเว็บนะคะ มีฐานข้อมูลเพื่อดูแลในส่วนของสินค้า ราคา การสั่งซื้อของลูกค้า ก็คือต้องมี 2 ส่วน ทั้งหน้าเว็บแล้วก็ส่วนของ Back End ก็คือส่วนของ Database ด้วย สามารถบูรณาการกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้ อาจจะมีการคำนวณภาษี การสั่งจ่ายต่าง ๆ การออกใบเสร็จนะคะ การแจ้งเป็น E-Tax ก็คือเป็นลักษณะของภาษีออนไลน์ ถ้ามันมีส่วนลดหรือเป็นโปรโมชันช่วงที่ซื้อสินค้าชนิดนี้ ลดหย่อนภาษีได้เลยก็ว่าไปนะคะ โดยบางครั้งนี่ถ้าเราไม่พัฒนาโปรแกรมเองนี่ มันก็จะมีชุดซอฟต์แวร์ที่ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ช่วยย่อย ๆ นะคะ หรือว่ากลุ่มของเครื่องมือต่าง ๆ ให้เรามาใช้งานได้ ซึ่งถ้าเป็นชุดของซอฟต์แวร์ที่เขาเรียกว่าสมบูรณ์แบบหน่อย มันจะมีความยืดหยุ่นมาก แล้วก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลง Custom อะไรอย่างได้ราคาก็จะแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันเพราะว่าเขาถือว่าเขาทำวิจัยเขาเตรียมพร้อมทุกอย่างมาครบมากสำหรับการที่ลูกค้าจะเอาไปใช้งานได้จริงนะคะ ถ้าเราจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ด้วยตัวเองนะคะ อย่างแรก ก็คือต้องรู้แล้วล่ะว่าเราจะทำธุรกิจอะไร ขายอะไร อย่างบอกว่าขายผลไม้สด Online เป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ค่ะ แต่ถ้าช่วงที่ผลไม้มันไม่ออก แล้วคุณจะหาสตางค์ที่ไหน รวมถึงถ้าลูกค้าสั่งไปแล้วการขนส่งมันไม่ดีทำอย่างไร หรือขายเสื้อผ้า แล้วอย่างไรต่อ ใครเป็นทีมงาน หรือทำคนเดียว หรือทำกับแม่ ทำกับน้องอะไรก็ว่าไปนะคะ ต้องมีแผนธุรกิจ เงินลงทุนมาจากไหน เงินเก็บตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 3 มีอยู่ 3,000 อยากลงทุนขายเสื้อผ้าออนไลน์นะคะ หรือถ้าเรียนจบไปแล้ว อยากทำธุรกิจที่มันใหญ่ขึ้น ก็มีความมั่นคงในชีวิตพอสมควร อยากหารายได้เสริม ก็อาจจะไปกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินก็ได้ หรือไปเชิญชวนคนที่มีเงินลงทุน มาร่วมลงทุนกับเราก็ได้นะคะ โดยขั้นตอนแรก เราจะต้องวางแผนธุรกิจ เราต้องรู้ก่อนว่าองค์กรของเรา อาจจะมีคนหรือ 2 คนไม่รู้แหละนะคะ จุดประสงค์ของเราคือจะทำอะไร บางคนก็บอกว่าเป็นงานอดิเรก หารายได้เสริมนะคะ หรือว่าสร้าง Connection สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น อะไรก็ว่าไปนะคะ ข้อมูลมีอะไรบ้าง จำเป็นที่ต้องเปิดเผยแพร่ในเว็บไซต์หรือเผยแพร่ในหน้าร้านค้าออนไลน์ของเรา นะคะ เราจะใช้ระบบที่เราพัฒนาเอง หรือจะใช้ระบบที่เขามีให้เราใช้อยู่แล้ว ไปสมัครใช้งานก็ได้นะคะ มีกฎระเบียบการใช้งานอะไรบ้างนะคะ ขั้นตอนในการพัฒนาก็ต้องมีเป้าหมายวิสัยทัศน์ก่อน มีข้อมูลนะคะ แล้วก็ต้องดูว่าโปรแกรมที่เราจะมาใช้ ถ้าพัฒนาข้อมูลเอง พัฒนาเว็บเอง เราจะใช้โปรแกรมอะไร เรามีฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ พร้อมที่จะมาใช้งานไหมนะคะ แล้วใครจะเป็นคนที่พัฒนาระบบ หรือดูแลระบบให้เรา อันนี้ก็ต้องวางแผน เรื่อง Option หรือตัวเลือกในการพัฒนา คุณจะ... คุณจบเทคโนคอมฯ มาคุณต้องเขียนเว็บไซต์เองได้ เดี๋ยวฉันพัฒนาเอง บางคนไม่รอดก็จ้าง แล้วถามว่ามีเงินจ้างไหม นะคะ เออ ไม่มี ไม่มีก็ทำเอง แล้วตอนนี้ พอเราได้ระบบมาแล้วเราทำอย่างไรต่อ ก็ต้องติดตั้ง ลองใช้ดู อยากจะลองให้ไอ้ข้อ 3 นี่ถ้าสมมุติว่าใครพัฒนา project เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ ตอนสอบโครงงาน คุณจะเจอจับบัคเยอะมาก เพราะว่ารูปแบบของเว็บไซต์นี่มันจะมีผิดไม่มีจุด อาจารย์ที่เป็นกรรมการหลาย ๆ ท่านเขาก็จะมาตรงนี้ไม่ได้ ตรงนี้น่าจะมีปัญหา เหมือนกัน ถ้าอยากลองใช้งานดู ลองให้เพื่อนใช้ดูก็ได้ ว่ามันมี Bug หรือมันมีข้อผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า ทดสอบจนกว่าจะถูกยอมรับนะคะ แล้วก็ลองดูก่อนว่าเว็บไซต์ที่เราพัฒนา หรือระบบเพื่อพัฒนานี่ มันเป็นไปตามสิ่งที่เราวางแผนไว้ไหมนะคะ เพราะเรามีระบบแล้ว ไม่ใช่ว่ามีแล้วไม่มีการอัปเดต ขนาดเกมพวกคุณยังอัปแพต ยังคับแคบซอฟต์แวร์ในโทรศัพท์คุณต้องอัปเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมอะไรตัวก็ยังอัปเดต เพราะฉะนั้น หน้าเว็บไซต์จะต้องมีการปรับปรุงอยู่เสมอเหมือนกัน หน้าตามันทันสมัยข้อมูลเป็นปัจจุบัน เว็บไซต์มันก็จะมีหลายรูปแบบ นะคะ ทั้งเว็บข่าวเว็บที่เป็น interactibve คือ เว็บที่สามารถคุยกับ Chat Bot อย่างสายการบินสายการบินหนึ่งนี่ ถ้าสมมติมีปัญหาเขาจะมีช่องที่เป็น ChatBot เขาจะเตรียมคำตอบของคำถามของลูกค้าไว้แล้ว อันนี้คือสิ่งที่เราจะอบรมวันเสาร์นะคะ ก็คือเขามีคำตอบไว้หมดแล้วน่ะ รอแค่ลูกค้ามาถามแค่นั้นเอง กับเว็บเพื่อธุรกรรมค้าขายทั่วไป อันนี้รู้จักอยู่แล้ว shopee Lazada นะคะ ถ้าเราอยากสร้างเอง เราจะต้องเตรียมเยอะแยะมากมาย ทั้งเราจะใช้ Server ที่ไหน Domain Name ชื่ออะไร เนื้อหาในเว็บไซต์ การออกแบบ การสร้าง การประชาสัมพันธ์ การทำ CRM ก็คือ Customer Relationship Management คือ การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้าทำอย่างไร นะคะ อันแรก Server เอาจากไหน บางคนก็บอกว่าเช่าเอา มีเงินลงทุน แต่บางคนก็คือมีเครื่องคอมอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวผมทำ Host เอง อะไรก็ว่าไปนะคะ ถ้าเช่าของคนอื่นนะะค ก็ราคาก็จะแตกต่างกันไป ตามรายละเอียดตามเงื่อนไขที่คุณต้องการ อยากได้เร็วแรง ก็ตามราคา ใช้พื้นที่เยอะไหมนะคะ มีการจำกัดปริมาณข้อมูลอัปโหลด-ดาวน์โหลดหรือเปล่านะคะ มีการสนับสนุนฟังก์ชันการทำงานอะไรบ้าง ใช้ภาษา PHP เขียนได้ไหมนะคะ web Hosting ส่วนใหญ่ ที่ดีก็จะคิดสตางค์ เป็นรายเดือน รายปี หรือรายตามจำนวนปริมาณข้อมูลนะคะ ก็ได้ แต่บางคนก็สร้าง server เอง แต่มันลงทุนสูง การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องเชื่อมต่อ 24 ชั่วโมงถ้าความเร็วไม่พอมันก็จะไม่รองรับการส่งข้อมูลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เหมือนบางคนอยากซื้อของคิดได้ตอน ตี 2 อยากซื้อก็ซื้อเลยนี่ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์เอง คือ เราจัดการง่าย เชื่อมต่อกับเครื่องอื่นในองค์กรก็ได้ตลอดเวลา แต่มันเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่นะคะ ข้อเสีย คือ มันค่อนข้างสูงสำหรับการลงทุนนะคะ แล้วก็ต้องมีคนที่คอยดูแล ที่มีความเชี่ยวชาญ ทำอย่างไรให้ระบบมันไม่ล่ม เหมือนเน็ต ม. เรา บางทีแค่เน็ตช้าลงก็บ่นแล้ว บางวันใช้ไม่ได้เลยมันสร้างความเสียหายอยู่ กับอีกบริการหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมช่วงหนึ่งแต่ตอนนี้ก็ยังมีคนใช้อยู่ เขาเรียกว่าเป็นการบริการ โคโลเคชัน ก็คือเราใช้ Server ที่เขาเตรียมไว้ ไปฝากไว้นะคะ ฝากไว้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต วางไว้กับเขาเลยนะคะ ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนหนึ่งนะคะ แต่การเปลี่ยนแปลงข้อมูลค่อนข้างจะยาก เพราะว่า Server ไม่อยู่กับเรา อยู่ในบริษัท ถ้าจะใช้งานทีถ้าไปเข้าไปแก้ไขทีหนึ่งนี่ก็ต้องขออนุญาตอะไรว่าไปนะคะ แต่ค่าใช้จ่ายมันก็จะถูกลง หรือยังเป็นนักศึกษายังไม่ค่อยมีรายได้ แต่อยากมีเว็บไซต์ อยากสร้างเอง ก็ไปขอใช้พื้นที่ของ web Server ฟรีก็ได้นะคะ แต่ข้อเสียมันก็มี พื้นที่ที่ให้ในการทำเว็บไซต์เรามันอาจจะจำกัด แล้วก็จำกัดความเร็วในการติดต่อขอข้อมูลใด ๆ นะคะ มันของฟรีถูกและดี ของฟรีนี่มันมี แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าไม่ใช่ว่ามันจะทำได้เต็มความสามารถนะคะ ผู้ให้บริการฟรีมีเยอะนะคะ ถ้าเราอยากทำเว็บ E-Commerce ที่ผ่าน ๆ มานักศึกษานิยมทำส่งอาจารย์ให้คือเป็น Wix.com หรือใครจะใช้ ก็ได้แต่ Wix นี่ มันก็จะค่อนข้างใช้งานง่ายกว่าอยู่นะคะ หน่อยถ้ามันเป็นของฟรีนี่ บางทีชื่อเว็บไซต์นี่มันอาจจะทำยาก นะคะ มันจะต้องติดชื่อของผู้ให้บริการมาด้วย เราก็อาจจะต้องไปใช้บริการเว็บที่ทำให้ย่อลิงก์ของเรามันลดลงนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างว่า Hosting แต่ละตัวนี่มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไรนะคะ บางอันให้พื้นที่น้อย นะคะ บางอันก็ต้องมีโฆษณาติดมาด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ Host โดยทั่วไป ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์นี่ก็จะจำกัดโปรแกรมที่ใช้ในเครื่องก็จะเป็นพวก Windows 2000หรือถ้าเป็นตัวฟรีก็จะเป็น Linux นะคะ โปรแกรมที่ใช้ในการแปลภาษาอาจจะเป็น PHP HTML โปรแกรมในการจัดการฐานข้อมูลก็เป็นพวก SQL Server หรือ MySQL จะต้องมีใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ราคาก็แล้วแต่ทุนทรัพย์ของแต่ละคนเลย การทำ Mirroring คืออะไร ซึ่งบางทีเราก็ใช้บริการนี้อยู่แต่เราไม่รู้ตัวจะเป็นสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ทำสำเนาข้อมูลของเว็บไซต์บริษัทจากคอมพิวเตอร์หลักของตัวเองนะคะ ไปกระจายอยู่ตามทวีปต่าง ๆ จริง ๆ แล้ว Server หลักของ YouTube อาจจะอยู่ที่อเมริกา ถ้าเวลาคุณจะดูคลิป YouTube ที่หนึ่งนี่ ข้อมูลต้องดึงมาจากอเมริกา เสียเวลา เขาก็อาจจะทำ Mirroring เว็บไซต์ Youtubeอาจจะวางไว้อยู่ที่สิงคโปร์ หรือจีน หรือฮ่องกง เพื่อให้คนในทวีปเอเชียสามารถลิงก์เข้าไปที่ YouTube ในทวีปตัวเอง ทำให้ดึงข้อมูลมาได้เร็วขึ้น นะคะ การจด Domain Name อันนี้ก็เหมือนกันจดชื่อบริษัทแบบปกติทุกอย่างจะต้องไม่ซ้ำกัน ชื่อ Domain Name จะต้องเป็นชื่อที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย แล้วก็สื่อความหมายของสินค้าหรือบริการที่เรากำลังจะแสดงผลนะคะ เทคนิคในการตั้งชื่อนะคะ อย่างที่บอก สั้น จำง่าย ได้ความหมาย สะกดผิดยาก ใช้ตัวหนังสือ a-z 0-9 จะมีเครื่องหมาย - หรือเครื่องหมายขีดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ - ขึ้นต้น หรือลงท้าย ไม่ควรมีช่องว่าง แล้วก็ตอนนี้ จริง ๆ แล้ว Domain Name จะต้องมีอย่างน้อย 2 ตัวอักษร แต่ Elon Musk เปลี่ยนทวิตเตอร์เป็น x.com อันนั้นคือใช้เงินแก้ปัญหานะคะ อย่างเช่นตัวนี้ เป็นร้านค้า สมมติว่าคุณกำลังจะออกแบบชื่อร้านค้าเกี่ยวกับการทำป้าย ชื่อร้านศิลปชัย อันนี้เป็นชื่อภาษาไทย ศิลปะ คือ Art ชัยชนะ ก็คือ Win ก็อาจจะเป็น Win นะคะ wicked.comแต่ภาษาไทยมันดิ้นได้อาจจะไม่อ่านก็ได้ค่ะ อ่านว่าหน้าตาก็ได้มีหน้าที่แปลว่าพัง เจ๊ง ถ้าคุณอยากใช้ชื่อ Win Art พูดอาจจะใช้ - เว้นคำก็ได้ เป็นต้นนะคะ ให้มันอ่านได้ง่าย แล้วก็เข้าใจได้ง่ายขึ้น เทคนิคในการตั้งชื่อเว็บไซต์ ถ้าขายของเล่นควรมีคำว่า "Toy" ขาย DVD ขายเกมคนมีคำว่า "Game" ถ้าเป็นชื่อองค์กรหรือชื่อบริษัทควรจะเป็นชื่อองค์กรนั้น ๆ แต่ถ้ามันจำเป็นหรือมันซ้ำก็ควรจะใช้ชื่อเดิมให้มากที่สุด ไม่ควรเปลี่ยนนะคะ การกำหนดเนื้อหา มีข้อความ มีกราฟิกอะไรไหม มีเสียง มีวิดีโอหรือเปล่า การวางโครงสร้างของเว็บไซต์นี่ มันจะต้องดูแลง่าย มีการปรับปรุงเนื้อหาตามที่จำเป็น เช่น ปรับปรุงเว็บไซต์ทุก 2 วัน หรือทุก 1 สัปดาห์ ถ้ามีความจำเป็นก็อาจจะต้องปรับปรุงตลอดเวลานะคะ หรือถ้ามันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้นก็ควรมีระยะเวลาที่เหมาะสม เนื้อหาบางเรื่องก็ควรจะปรับปรุงเป็นประจำ เช่น ข่าวนะคะ สีสัน หน้าตาเว็บไซต์ อย่างอันนี้เป็นตัวอย่างเว็บไซต์ขายการ์ตูนอนิเมะ ที่ไม่มีรูปการ์ตูนอนิเมะสักรูป มันก็ไม่เหมาะสม ไม่น่าซื้อเลย ดูเป็นเว็บที่โบราณมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ขายอนิเมะ นะคะ ซึ่งการออกแบบหน้า Web Page เนื้อหาอาจจะประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นรูปภาพ ถ้าข้อความเยอะเกินไปคนก็ไม่อ่าน รูปภาพเยอะเกินไปก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะเอารูปใส่ทำไมนะคะ สีสัน หน้าตาของเว็บไซต์ สีของเว็บไซต์กับสินค้าต้องสัมพันธ์กัน สีที่ทำให้ร้านดูดี อาจจะไม่ใช่สีที่ร้อนแรงเสมอไป สีอ่อน จะทำให้ผู้ชมเข้าดูแล้วสบายตา ถ้าสินค้าที่ผลิตจากธรรมชาติ ก็ควรจะเป็นสีเขียว สีน้ำตาล สีโทนเข้มควรจะใช้ในการตกแต่งขอบมากกว่านะคะ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะใช้สีอะไรในการออกแบบเว็บไซต์ อาจจะใช้สีเทาอ่อนกับสีขาวก็ได้นะคะ เว็บไซต์ที่ดีจะต้องอ่านง่าย ใช้โทนสีที่เข้ากันได้ มี Link ที่น่าสนใจ มีรูปภาพข้อมูลที่ชัดเจน แล้วก็อย่างที่บอก ต้องแสดงผลได้ทุก Browser ที่มีให้บริการในปัจจุบันนะคะ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเพจ หรือหน้าเว็บไซต์ บางครั้งก็อาจจะไม่ได้เกิดจากปริมาณของข้อมูลที่จะโหลด มันขึ้นอยู่กับความเร็วของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่ลูกค้า บางคนมันก็ความเร็วอินเทอร์เน็ตไม่ดี เราก็พยายามอย่าใส่รูปใหญ่เกินไป คำสั่งที่ไม่จำเป็นในการแสดงผลก็ไม่ต้องใส่ หรือไฟล์ประเภทมัลติมีเดีย ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง หรืออาจจะ ทำลิงก์แยกไป ถ้าใครสนใจก็กดไปดูเพิ่มเติมเอานะคะ การสร้างร้านค้าออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บบอร์ด หรืออาจจะมีในช่องที่ให้แสดงความคิดเห็น รีวิวก็ได้นะคะ Counter หรือตัวนับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ก็มีผลนะคะ บางครั้งเราก็ไปใช้บริการของเว็บไซต์ที่เขาให้บริการจำนวนผู้เยี่ยมชมได้ฟรีก็ได้นะคะ ถ้าใครอยากให้เว็บไซต์ตัวเองมีคนรู้ว่าเขานับจำนวนอย่างไร เหมือนยอดวิว YouTube คุณก็สามารถไปขอใช้บริการแบบนี้ก็ได้นะคะ การสร้างและการพัฒนา แน่นอน อันแรกพัฒนาตัวเองด้วยตัวเอง 2. ซื้อ 3. เช่า 4. ไปขอใช้บริการจากผู้ที่ให้บริการอยู่แล้วนะคะ 5. จ้าง 6. ใช้เพื่อน ประมาณนี้นะคะ พัฒนาเอง ข้อดีคือเราอยากได้อะไรก็ทำตามนั้น ข้อเสีย คือ ช้า แล้วก็จะบอกว่า โอ้ย บางฟังก์ชันยังไม่รู้ทำไม่เป็น มันเลยส่งผลให้เสียเวลากับคนอื่น ถ้าสมมติว่าคุณพัฒนาให้องค์กรนะคะ การสร้างเว็บเพจมันจะมีกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่า "Reverse Engineering" ถ้าพูดให้เป็น... ให้ง่าย ๆ ก็คือลอก แล้วก็ดัดแปลง ซึ่งเป็นวิธีการที่รวดเร็วและง่ายที่สุด คือ ไปเอาโค้ดเข้ามาเลย ไม่ใช่ลอกอย่างเดียวนะ ต้องลอกแล้วก็มาดัดแปลงด้วย บางอย่างอาจจะเขาทำแบบนี้ แล้วเราล่ะจะทำอย่างไรนะคะ ถามว่าการลอกในการพัฒผิดหรือไม่ ไม่ได้ผิดหรอกค่ะ แต่ถ้าเรามาถึงแล้วเราไม่ทำอะไรเลยนี่นะผิด ่ต้องมีการดัดแปลง ด้วยหรือทำให้มันดีกว่าของเขา โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาการออกแบบ Photoshop ใช้เป็นแล้ว Illuatrator ใช้เป็นแล้ว ถ้าใครเป็นพวก Codding จริง ๆ บางคนอาจจะใช้ Notepad หรือใช้ Word นี่เขียนเว็บก็ได้ กับอีกโปรแกรมนี้ก็คือ What you see What you get คือเห็นอะไรคุณได้อย่างนั้นก็คือผู้ใช้ Dreamweaver ใส่โค้ดเข้าไปกดรับเป็นอย่างไรดูไปด้วยกันเลยนะคะ การเขียนโปรแกรม ส่วนมากก็จะหนักตรงที่ต้องเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลนะคะ ทั้งอมูลสินค้า ข้อมูลลูกค้า คนมาเยี่ยมชมทุกอย่าง จะต้องใช้หลักการของ CGI Common Gateway Interface เพื่อให้เว็บไซต์ของเรามันมีลูกเล่นแล้วก็มีความหลากหลาย แล้วก็สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ได้ เพราะว่ามันมีความน่าเชื่อถือของภาษานะคะ กับบางคนไม่พัฒนาเลยทั้งนั้น ซื้อมาเลย จะซื้อหรือเช่าสิทธิ์มาก็ได้ ไม่เสียเวลา มีให้เลือกเยอะแยะนะคะ แต่อะไรที่มันพร้อมมาก ๆ มักจะตามมาด้วยล่ะค่ะ แล้วก็ฟังชั่นบางอย่างอาจจะไม่ตรงกับที่ต้องการ แล้วถ้าเราอยากปรับปรุงเวอร์ชันก็ยาก กว่าจะจ่ายสตางค์เพิ่ม บางครั้งมันไม่สามารถรวมเข้ากับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าจะใช้อาจจะต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมดนะคะ เช่าระบบนะคะ ก็ค่าใช้จ่ายก็จะน้อยกว่าซื้อนะคะ ก็ใช้บริการจากผู้ให้บริการพวก asp Application Service provider คือ เขาจัดหามาให้เราละก็เช่าใช้เป็นเดือนหรือจ่ายเป็น 3 เดือน 1 ปี อะไรก็ว่าไป ลักษณะของการให้บริการก็ค่อนข้างจะครบ ข้อดี ให้คำปรึกษามีการวิเคราะห์และออกแบบระบบให้เราด้วย รวมถึงการติดตั้งนะคะ ข้อดีของการใช้บริการของ ASP นะ คือ เราไม่ต้องพัฒนาระบบเอง ไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์ ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์เองนะคะ ไม่ต้องมีคนมาคอยดูแลระบบให้ก็ได้ ไม่ต้องลงทุน Set up เองการจัดการข้อมูล การเชื่อมต่อฐานข้อมูล ไม่ต้อง เขาทำให้หมด เพราะเราเช่าการบริการของเขา อันนี้ก็เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการ asp เจ้าใหญ่ของจ อาจจะเป็นของโลก เบอร์ต้น ๆ ของโลกแล้วกัน ก็ใช้บริการได้นะคะ เขาก็มีบริการให้ว่าตอนนี้คุณอยากได้อะไร เกม แอป Mobile App เขาพัฒนาให้ได้ เว็บนะคะ Business Intelligence คือ ธุรกิจอัจฉริยะทำให้ได้ การทำเว็บไซต์สำหรับคริปโตทำได้ การออกแบบเกษตรการออกแบบ UX UI ทำได้หมด VR ทำได้นะคะ Central Marketing เขาก็ดูแลให้คุณได้ ขอแค่มีสตางค์ไหม แล้วก็ไปจ้างคนมาก็ได้ สร้างพัฒนาให้เราจะได้ใช้ยาว ๆ แต่หลังจากนั้นเป็นอย่างไรไม่รู้ หรืออื่น ๆ ก็อาจจะไปฝากกับเว็บไซต์ที่เขามีให้บริการอยู่แล้ว Shopee Lazada ก็ว่าไปข้อ 6 นี่ได้รับความนิยมเพราะง่าย เพราะไม่ต้องพัฒนาอะไรเลยนะคะ แต่ในการเลือกการพัฒนาคุณก็ต้องพิจารณาด้วยว่าความต้องการของคุณคืออะไร คุณมีทรัพยากรทั้งเครื่อง ทั้งซอฟต์แวร์ พร้อมไหม การบำรุงรักษา ใครดูแล การติดตั้งใครทำ ความปลอดภัย ใช้ระบบอะไรปลอดภัยมากไหม เงินรั่วไหลทำอย่างไร นะคะ บุคลากรมีใครบ้าง มีแต่แม่กับคุณ 2 คนแม่ก็ใช้คอมฯ ไม่เป็น ปิดคอมฯ ทีก็ดึงปลั๊กออกอย่างเดียว จะทำอย่างไร ราคามีเงินทุนขนาดไหน ลงทุน 300 กำไร เดือนละ 200 เมื่อไหร่จะคืนทุน ก็ต้องพิจารณาด้วย เว็บไซต์เราจะโตไหม บางคนก็ คือ บางทีมันก็ตอบไม่ได้นะ เหมือนบางคนก็แค่1 วัน สมมติว่ามีคนดังมารีวิวสินค้าคุณอาจจะเป็นเศรษฐีในพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงของระบบที่คุณใช้งาน เชื่อได้ขนาดไหนนะคะ Database คุณสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เองหรือเปล่านะคะ โปรแกรมที่คุณใช้ แน่ใจว่ามันจะไม่มีปัญหาหรือการเก็บข้อมูลมั่นคงเพียงพอนะคะ การให้บริการลูกค้า ตอนนี้คุณสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่แล้วใช่ไหม หรืออย่างไรนะคะ วันนี้ งานนะคะ ก็จากหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่ดี ให้ไปหาเว็บไซต์มา 5 เว็บไซต์ ที่คุณคิดว่า อุ๊ย เขาออกแบบดี คุณชอบ เข้าไปดูบ่อยไม่เอา Facebook นะ ไม่เอา Instagram นะ เอาเว็บไซต์ที่ขายของนะ Facebook มันง่ายไป ไม่เอามันง่ายไป คุณลองหาเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่คุณคิดว่าเขาออกแบบแล้วมันใช้งานง่าย บางคนก็บอกว่า SHOPEE แล้ว SHOPEE มันใช้งานง่ายกว่า Lazada อย่างไร นความคิดคุณก็บอกมาคนชอบซื้อในติ๊กตอกติ๊กตอกมันดีกว่า shopee Lazada อย่างไรไรบอกมานะคะ แล้วก็ลองไปดูในเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้มันจะเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการ E-Commerce ในเว็บไซต์นี้นะอาจารย์เตรียมไว้ให้แล้ว ไม่รู้ยังเข้าได้หรือเปล่า นี่ถ้าเข้าเว็บไซต์ตัวนี้ไปลองกดดูว่าที่เขาให้บริการ อย่างอันนี้ 4.8 4.6 ด้วยนี่ คุณคิดว่าให้บริการดีอย่างไร อย่างเช่น ตัวนี้บอกว่าอุ๊ยค่าบริการแพงนะ ให้ทดลองใช้ 14 วัน บางอัน ให้ทดลองใช้ 30 วัน ทบางอันก็ใช้ฟรีเลย หาใครพี่ได้เลยอย่าง Wix นี่ ก็ใช้ 40 ใช้ฟรี 14 วันทดลองใช้ 14 วัน 14 วันในที่นี้ที่นี่คือให้ใช้แบบ Full Option หลังจากนั้นก็หมด แต่ก็มีแบบแพ็กเกจที่เป็นฟรีให้ลองใช้อยู่นะคะ ลองเข้าไปดูว่าใช้ได้หรือเปล่า ลิงก์เข้าได้ไหมนะ เข้าได้อยู่ ก็เข้าไปดู แค่ เอาไปดูในตัวอย่างที่เขามีแหละ เริ่มต้นฟรี ลากแล้ววางได้ไหม ถ้าเป็นคุณคุณจะเลือกเว็บไซต์ไหน เขาจะมีให้อยู่ เพราะอะไร เขาบอกว่าลากแล้ววาง ใช้ได้ฟรี ชอบ เอาเว็บนี้ก็ว่าไปนะคะ ในลิงก์ที่อาจารย์ให้ เริ่มทำงานได้ค่ะ