﻿1
00:00:10,288 --> 00:00:14,288
(อาจารย์จักรพงศ์) สวัสดีครับ พี่ล่ามได้ยินใช่ไหมครับ

2
00:00:30,148 --> 00:00:34,148
สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามนะครับ

3
00:00:34,481 --> 00:00:38,481
เสียงโอเคใช่ไหมครับ

4
00:00:39,078 --> 00:00:43,078
ครับผม ก็วันนี้นะครับ คุณครู

5
00:00:45,862 --> 00:00:49,862
จะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของ ม.5 นะ วันนี้เราเจอกันครั้งแรกในห้องข้างล่ามนะครับ

6
00:00:51,008 --> 00:00:52,277
เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ

7
00:00:52,277 --> 00:00:56,277
ลักษณะ

8
00:00:57,934 --> 00:00:59,725
และพลังของภาษานะครับ ว่ามันคืออะไร ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

9
00:00:59,725 --> 00:01:00,603
แล้วภาษามันมีพลัง

10
00:01:00,603 --> 00:01:04,603
อย่างไร

11
00:01:06,713 --> 00:01:07,651
ลักษณะของภาษาเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้

12
00:01:07,651 --> 00:01:11,651
ให้นักเรียน

13
00:01:11,955 --> 00:01:15,955
บันทึกลงในสมุดของนักเรียนนะครับในชั่วโมงนี้ เดี๋ยวชั่วโมงหน้า

14
00:01:18,634 --> 00:01:22,523
ในสัปดาห์ถัดไปที่เราจะต้องเจอกันอีก เดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรมให้นักเรียนทำนะครับ เป็นเรื่องของ

15
00:01:22,523 --> 00:01:26,523
ธรรมชาติลักษณะ และพลังของภาษาตรงนี้นะครับ

16
00:01:32,078 --> 00:01:33,534
เดี๋ยวเรามาดูกันเลยนะครับ ว่าความหมายของภาษา

17
00:01:33,534 --> 00:01:37,534
... ภาษา

18
00:01:40,150 --> 00:01:42,319
... ภาษาแบ่ง... แบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับ ก็จะมี

19
00:01:42,319 --> 00:01:46,319
ภาษาในความหมายกว้าง

20
00:01:46,725 --> 00:01:48,533
แล้วก็ภาษาในความหมายแคบ เดี๋ยว

21
00:01:48,533 --> 00:01:49,881
นักเรียนอาจจะเคย

22
00:01:49,881 --> 00:01:53,645
ได้

23
00:01:53,645 --> 00:01:56,350
เรียนผ่าน ๆ มาบ้างแล้ว เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูจะ

24
00:01:56,350 --> 00:02:00,350
ทบทวนให้ ทางนี้เดี๋ยวคุณครูทบทวนให้อีกครั้งนึงนะ

25
00:02:03,393 --> 00:02:05,322
เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา ให้นักเรียนได้รับรู้แล้ว

26
00:02:05,322 --> 00:02:08,461
แล้วก็เดี๋ยววันนี้

27
00:02:08,461 --> 00:02:11,804
ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง

28
00:02:11,804 --> 00:02:15,804
นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ โอเค

29
00:02:22,264 --> 00:02:24,596
ถ้าเข้าใจแล้วเดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษาในความหมาย

30
00:02:24,596 --> 00:02:28,596
ความหมายกว้างนะครับว่ามันคืออะไร

31
00:02:29,638 --> 00:02:33,324
ในความหมายกว้างนะครับ ภาษาก็หมายถึงภาษาที่ใช้พูด

32
00:02:33,324 --> 00:02:37,324
ภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า "อวัจนภาษา"

33
00:02:41,734 --> 00:02:45,734
ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง ก็คืออวัจนภาษานะครับ ที่เป็นภาษาไม่ใช่คำพูด

34
00:02:45,992 --> 00:02:48,899
ทั้งนี้นะครับ หมายถึงภาษาในความหมาย

35
00:02:48,899 --> 00:02:52,899
อาจจะนับรวมไปถึงภาษาของสัตว์ด้วยนะ

36
00:02:54,903 --> 00:02:57,005
ภาษาที่มีความหมายกว้างนะครับ ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ ก็คือว่า

37
00:02:57,005 --> 00:03:00,336
หมายถึงเป็นภาษาพูด

38
00:03:00,336 --> 00:03:03,415
แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วย

39
00:03:03,415 --> 00:03:05,184
แล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ

40
00:03:05,184 --> 00:03:09,184
ของสัตว์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ

41
00:03:18,007 --> 00:03:21,429
แต่ว่านะครับ แต่ว่าของนักภาษาเขา เขายังไม่มีข้อมูลของภาษาสัตว์

42
00:03:21,429 --> 00:03:23,155
มากมายนะครับ จึงไม่ค่อยมีนำมากล่าว

43
00:03:23,155 --> 00:03:24,425
รวมกับภาษาของมนุษย์นะ

44
00:03:24,425 --> 00:03:28,425
มาม่า

45
00:03:29,878 --> 00:03:33,878
สัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน แต่เราแค่ไม่รู้จักภาษาของสัตว์แค่นั้นเอง

46
00:03:36,637 --> 00:03:40,637
นักเรียนเคยสังเกตไหม ว่า เอ๊ะ ทำไม... ทำไม

47
00:03:41,980 --> 00:03:45,980
แมว ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน

48
00:03:48,346 --> 00:03:52,346
ทำไมถึงรู้เรื่อง ทำไมถึงคุยกันรู้เรื่อง ก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ของเขาเหมือนกันครับผม

49
00:03:56,397 --> 00:04:00,397
ต่อไปนะครับ

50
00:04:02,106 --> 00:04:03,529
เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูสรุปให้นะครับ แล้วก็ให้มาดูความหมายแบบ

51
00:04:03,529 --> 00:04:07,529
กว้างก่อน แล้วก็

52
00:04:07,672 --> 00:04:11,672
อีกครั้งหนึ่งเป็นความหมายแบบแคบ แล้วก็เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ

53
00:04:13,913 --> 00:04:15,547
ไปดูความหมายแบบแคบกันเลยนะครับ ความหมายแบบแคบนะครับ ก็คือ

54
00:04:15,547 --> 00:04:19,005
เป็นภาษาพูด

55
00:04:19,005 --> 00:04:23,005
ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับ

56
00:04:24,367 --> 00:04:26,201
จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้

57
00:04:26,201 --> 00:04:30,201
นี่คือความหมายแคบ ๆ เลย

58
00:04:36,273 --> 00:04:39,340
เข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับที่คุณครูพูด ก็คือความหมายแบบกว้าง

59
00:04:39,340 --> 00:04:40,271
เขาก็จะพูดไปถึงว่า

60
00:04:40,271 --> 00:04:42,519
อาจจะเป็น

61
00:04:42,519 --> 00:04:45,070
ภาษาที่เป็นคำพูด

62
00:04:45,070 --> 00:04:47,705
หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด

63
00:04:47,705 --> 00:04:49,317
แล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ

64
00:04:49,317 --> 00:04:50,812
แต่ว่าภาษาสัตว์

65
00:04:50,812 --> 00:04:53,176
เขาก็ยังไม่ได้

66
00:04:53,176 --> 00:04:54,118
มีข้อมูลมากมายนักนะครับ ก็คือ

67
00:04:54,118 --> 00:04:56,158
เขาก็

68
00:04:56,158 --> 00:04:59,192
ยังไม่ได้เอามาพูดถึง

69
00:04:59,192 --> 00:05:00,405
แค่นั้นเอง ส่วนในความหมายแคบ

70
00:05:00,405 --> 00:05:02,573
เขาพูดแค่ว่า

71
00:05:02,573 --> 00:05:03,974
ภาษาที่ใช้พูด

72
00:05:03,974 --> 00:05:07,974
หรือ

73
00:05:08,383 --> 00:05:12,383
ใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน อย่างเช่น

74
00:05:12,878 --> 00:05:16,005
คนหูหนวก ก็คือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนี่

75
00:05:16,005 --> 00:05:18,021
เวลาเขาสื่อสารกันนะครับ เขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ

76
00:05:18,021 --> 00:05:22,021
ใช้ภาษามือใช่ไหม

77
00:05:23,507 --> 00:05:25,442
นักเรียนนักเรียนคิดดูนะครับ ว่าการที่เขาใช้ภาษามือ ภาษามือ

78
00:05:25,442 --> 00:05:29,106
มันเหมือนคำพูดไหม

79
00:05:29,106 --> 00:05:31,664
เหมือนคำพูดไหม ไม่เหมือน มันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ

80
00:05:31,664 --> 00:05:34,077
การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร

81
00:05:34,077 --> 00:05:35,766
กัน มันก็คือภาษาอย่างหนึ่ง

82
00:05:35,766 --> 00:05:37,762
นั่นก็คือเป็นภาษามือ

83
00:05:37,762 --> 00:05:41,762
ที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน

84
00:05:42,301 --> 00:05:46,301
เข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ

85
00:05:51,656 --> 00:05:55,656
เข้าใจไหม เข้าใจนะ โอเค เดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลย

86
00:05:56,210 --> 00:05:57,474
สรุปเลยนะครับ สรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร

87
00:05:57,474 --> 00:05:59,155
ภาษา

88
00:05:59,155 --> 00:06:03,155
คำสั้น ๆ เลยนะครับ

89
00:06:03,494 --> 00:06:04,833
หมายถึงว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน

90
00:06:04,833 --> 00:06:08,833
แค่นิดเดียว

91
00:06:10,038 --> 00:06:12,922
นี่ครับ นี่คือความหมายของภาษา ที่สรุปได้แบบสั้น ๆ เลย ก็คือ

92
00:06:12,922 --> 00:06:16,922
ใช้สื่อสารเข้าใจกัน

93
00:06:19,170 --> 00:06:23,170
พอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ว่าภาษาหมายถึงอะไร

94
00:06:25,072 --> 00:06:29,072
นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าภาษาหมายถึงอะไร

95
00:06:33,847 --> 00:06:36,557
ก็คือ

96
00:06:36,557 --> 00:06:37,512
สรุปง่าย ๆ ภาษาหมายถึง

97
00:06:37,512 --> 00:06:39,816
สิ่งที่มนุษย์

98
00:06:39,816 --> 00:06:43,816
ใช้สื่อสารเข้าใจกัน

99
00:06:56,553 --> 00:07:00,553
โอเค เดี๋ยวอย่างไรเดี๋ยวคุณครูให้นักเรียน

100
00:07:00,729 --> 00:07:04,729
เขียนลงในสมุดก่อนนะครับ จดลงในสมุดก่อน ใช่ครับ จดลงในสมุดก่อน

101
00:08:23,358 --> 00:08:27,358
ถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ

102
00:09:40,984 --> 00:09:44,984
ต่อไปนะครับ จะเป็นภาษาในความหมายกว้างนะ

103
00:09:48,785 --> 00:09:52,270
จะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ ถ้าเสร็จทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวคุณครูก็จะ

104
00:09:52,270 --> 00:09:56,270
สรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียน

105
00:14:32,907 --> 00:14:36,907
เสร็จหรือยังครับ

106
00:16:33,939 --> 00:16:35,665
โอเค เราไปดูความหมาย

107
00:16:35,665 --> 00:16:39,665
แคบกันเลย

108
00:20:07,519 --> 00:20:08,371
โอเคครับ นะครับ เดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของ

109
00:20:08,371 --> 00:20:12,371
ภาษานะครับ

110
00:22:21,822 --> 00:22:24,774
โอเค ในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับ เดี๋ยว

111
00:22:24,774 --> 00:22:28,294
เดี๋ยวแต่เรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่ง

112
00:22:28,294 --> 00:22:29,858
ความหมายของภาษาที่เรียนเข้าใจนะครับ

113
00:22:29,858 --> 00:22:33,858
ก็คือ

114
00:22:36,045 --> 00:22:40,045
... นักเรียนนะครับ นักเรียนรู้ไหมว่าทำไมคุณครูถึงให้นักเรียนจดลงในสมุด

115
00:22:44,098 --> 00:22:48,098
เรียนรู้ไหม เพราะว่า

116
00:22:49,159 --> 00:22:50,680
การเขียน การฝึกเขียนของนักเรียนนะครับ มันจะช่วยให้นักเรียนทบทวน

117
00:22:50,680 --> 00:22:52,730
ความจำของนักเรียน

118
00:22:52,730 --> 00:22:53,654
ในการสื่อสาร ในการเขียน

119
00:22:53,654 --> 00:22:54,644
กับ

120
00:22:54,644 --> 00:22:57,806
เพื่อ

121
00:22:57,806 --> 00:23:00,514
น ๆ ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ

122
00:23:00,514 --> 00:23:02,800
ให้นักเรียนเขียนได้ถูกต้อง

123
00:23:02,800 --> 00:23:06,564
การสื่อสารก็จะทำให้

124
00:23:06,564 --> 00:23:08,098
... เป็นลูก ๆ กระบวนการไป

125
00:23:08,098 --> 00:23:12,098

126
00:23:36,246 --> 00:23:38,519
เชิญครับ ต่อไปนะครับ แล้วมาดูประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกัน

127
00:23:38,519 --> 00:23:42,519
ว่ามันคืออะไร

128
00:23:42,629 --> 00:23:46,629
การสื่อสารของมนุษย์นะครับ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม

129
00:23:46,795 --> 00:23:48,215
อาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง

130
00:23:48,215 --> 00:23:51,420
การเขียนให้อ่าน

131
00:23:51,420 --> 00:23:54,641
การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ นะครับ

132
00:23:54,641 --> 00:23:57,185
อันเป็นการส่งเสริม การใช้ภาษาถ้อยคำ

133
00:23:57,185 --> 00:23:58,925
การถ่ายทอดจากผู้ส่งสาร

134
00:23:58,925 --> 00:24:02,162
ไปยังผู้รับสารนะครับ

135
00:24:02,162 --> 00:24:04,417
การตีความ

136
00:24:04,417 --> 00:24:05,828
จากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียว

137
00:24:05,828 --> 00:24:09,676
อาจไม่ชัดเจน

138
00:24:09,676 --> 00:24:11,147
และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

139
00:24:11,147 --> 00:24:13,838
จึงต้อง

140
00:24:13,838 --> 00:24:15,683
อาศัยการพิจารณาน้ำเสียง

141
00:24:15,683 --> 00:24:16,904
บุคลิก

142
00:24:16,904 --> 00:24:18,112
แววตา

143
00:24:18,112 --> 00:24:19,779
ท่าทาง

144
00:24:19,779 --> 00:24:23,779
และสิ่งแวดล้อม

145
00:24:27,544 --> 00:24:29,189
ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ ก็คือไม่ว่าจะเป็นถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะ

146
00:24:29,189 --> 00:24:32,215
อาจจะสื่อสาร

147
00:24:32,215 --> 00:24:33,949
ไม่ได้ชัดเจน มันต้องอาศัย

148
00:24:33,949 --> 00:24:35,549
น้ำเสียงออกมาด้วย

149
00:24:35,549 --> 00:24:36,511
ต้องอาศัยบุคลิก

150
00:24:36,511 --> 00:24:38,253
ของผู้พูด

151
00:24:38,253 --> 00:24:41,869
ผู้สื่อสารออกมาด้วย

152
00:24:41,869 --> 00:24:45,869
ท่าทางออกมาด้วยแววตา ในการสื่อสารออกมา

153
00:24:46,152 --> 00:24:47,203
สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในบริบทที่เขาพูด ที่เขาสื่อสารออกมานี่

154
00:24:47,203 --> 00:24:49,906
ประกอบ

155
00:24:49,906 --> 00:24:52,199
กับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ

156
00:24:52,199 --> 00:24:55,473
พอจะเข้าใจไหม

157
00:24:55,473 --> 00:24:57,921
พอจะเข้าใจนะ

158
00:24:57,921 --> 00:25:00,386
โอเค ให้นักเรียนจดลงในสมุดก่อน

159
00:25:00,386 --> 00:25:01,473
แล้วค่อยมาดูว่าภาษา

160
00:25:01,473 --> 00:25:03,792
ของมนุษย์แบ่ง

161
00:25:03,792 --> 00:25:07,792
1 ประเภทคืออะไร

162
00:25:17,308 --> 00:25:21,308
ครูเจเขียนผิดนะครับ เดี๋ยว... เดี๋ยว 1 ตรงนี้เปลี่ยน เปลี่ยนเป็น 2 นะ

163
00:25:22,699 --> 00:25:26,050
1 ตรงสุดท้ายนี่ เปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะครับ

164
00:25:26,050 --> 00:25:30,050
คุณคูรพิมพ์ผิด ขอโทษทีนะครับ

165
00:35:53,740 --> 00:35:54,723
โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับ ว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็น

166
00:35:54,723 --> 00:35:58,723
ประเภทนะครับ

167
00:35:59,349 --> 00:36:02,955
คือ ประเภทที่ 1 จะเรียกว่า

168
00:36:02,955 --> 00:36:06,332
อวัจน.... ประเภทที่ 1 จะเรียกว่าวัจนภาษานะครับ

169
00:36:06,332 --> 00:36:08,753
วัจนภาษา ก็หมายถึง

170
00:36:08,753 --> 00:36:11,191
ภาษาที่

171
00:36:11,191 --> 00:36:15,191
ใช้ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูด

172
00:36:17,033 --> 00:36:18,301
ส่วนข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่

173
00:36:18,301 --> 00:36:19,658
เป็นคำพูด

174
00:36:19,658 --> 00:36:23,658
เป็นถ้อยคำ

175
00:36:24,402 --> 00:36:27,019
เดี๋ยวเราจะไปดูว่า

176
00:36:27,019 --> 00:36:30,101
วัจนภาษาและอวัจนภาษามัน

177
00:36:30,101 --> 00:36:31,377
มีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ

178
00:36:31,377 --> 00:36:35,377
นักเรียน

179
00:38:05,726 --> 00:38:07,582
สำหรับนักเรียนที่เขียนเสร็จแล้วนะ นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไ

180
00:38:07,582 --> 00:38:11,582
อย่างไรก็ให้ถามคุณครูนะครับ

181
00:38:24,775 --> 00:38:25,729
ก็ถ้าสมมติว่านักเรียนเขียนเสร็จเร็วก่อนเพื่อนนะ

182
00:38:25,729 --> 00:38:29,729
ถ้านักเรียน

183
00:38:31,316 --> 00:38:33,016
เสร็จแล้วนักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้

184
00:38:33,016 --> 00:38:37,016
ถามคุณครูได้เลยนะครับ

185
00:41:34,407 --> 00:41:38,407
ต่อไปเรามาดูลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะคะ

186
00:41:39,569 --> 00:41:40,520
ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา

187
00:41:40,520 --> 00:41:44,520
ก็คือ

188
00:41:45,770 --> 00:41:49,770
ภาษาไทยมีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่น

189
00:41:52,188 --> 00:41:53,735
ชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับ ทั้งถ้อยคำ สำนวน

190
00:41:53,735 --> 00:41:56,675
โวหาร

191
00:41:56,675 --> 00:41:58,017
การเลือกสรรถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

192
00:41:58,017 --> 00:42:02,017
ในการสื่อสาร

193
00:42:02,253 --> 00:42:03,265
การใช้วัจนภาษาให้เหมาะสมกับกาละเทศะ

194
00:42:03,265 --> 00:42:04,478
และ

195
00:42:04,478 --> 00:42:06,956
บุคคล

196
00:42:06,956 --> 00:42:10,956
จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษา

197
00:42:19,227 --> 00:42:22,265
นักเรียนอย่าเพิ่งจด เดี๋ยวนักเรียนดูก่อน ดูพี่ล่ามอธิบายก่อนแล้วคุณครูจะอธิบายนักเรียนฟัง

198
00:42:22,265 --> 00:42:24,775
ให้เข้าใจก่อน ก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ

199
00:42:24,775 --> 00:42:25,895
ก็คือสรุปเลย

200
00:42:25,895 --> 00:42:28,967
ภาษา

201
00:42:28,967 --> 00:42:32,967
ลักษณะของรูปแบบของวัจนภาษานี่

202
00:42:35,053 --> 00:42:36,865
ลักษณะรูปแบบของวัจนภาษา ก็คือเป็นถ้อยคำนะครับ

203
00:42:36,865 --> 00:42:40,745
เป็นถ้อยคำ เป็นคำพูด

204
00:42:40,745 --> 00:42:42,055
ก็คือถ้ามันเป็นถ้อยคำ

205
00:42:42,055 --> 00:42:43,687
แล้วเป็นคำพูดน

206
00:42:43,687 --> 00:42:46,471
ี่ นักเรียนรู้ไหมว่า

207
00:42:46,471 --> 00:42:49,828
การที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่ง

208
00:42:49,828 --> 00:42:51,129
นี่ เราจะต้องเลือกใช้คำพูด

209
00:42:51,129 --> 00:42:54,129
ให้เหมาะสม

210
00:42:54,129 --> 00:42:56,509
กับกาละเทศะ

211
00:42:56,509 --> 00:42:58,111
กับบุคคลคนนั้นนะครับ ว่า

212
00:42:58,111 --> 00:43:00,033
เขาอยู่

213
00:43:00,033 --> 00:43:04,033
ในระดับใด

214
00:43:09,458 --> 00:43:13,458
การที่เราจะเลือกสรรคำพูดแต่ละคำออกมาพูด

215
00:43:20,472 --> 00:43:24,472
โอเค นักเรียนตั้งใจหน่อย

216
00:43:25,476 --> 00:43:29,476
ตั้งใจนะครับ ตั้งใจ โอเค

217
00:43:39,622 --> 00:43:40,131
สรุปของลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะ เดี๋ยวครูจะส

218
00:43:40,131 --> 00:43:43,806
รุปให้

219
00:43:43,806 --> 00:43:47,477
สรุปในนี้นะครับ

220
00:43:47,477 --> 00:43:50,900
ก็คือเขาพูดถึงว่าภาษาไทยนี่

221
00:43:50,900 --> 00:43:52,376
มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิง

222
00:43:52,376 --> 00:43:56,376
อยู่มากมายเลย

223
00:43:56,798 --> 00:43:57,683
ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมา สื่อสาร

224
00:43:57,683 --> 00:44:00,645
ให้ก

225
00:44:00,645 --> 00:44:04,645
ับคนแต่ละคนนี่ เขาจะมีอยู่หลายระดับ

226
00:44:05,044 --> 00:44:09,044
อย่างเช่น นักเรียนจะพูดกับเพื่อน นักเรียนก็จะใช้คำพูด

227
00:44:10,520 --> 00:44:13,336
ในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง ถ้านักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู

228
00:44:13,336 --> 00:44:17,336
พูดกับพ่อแม่ นักเรียนก็ต้องใช้คำพูดอีก

229
00:44:17,634 --> 00:44:20,565
รูปแบบหนึ่งอย่างนี้ครับ จะเป็นลักษณะที่

230
00:44:20,565 --> 00:44:24,565
ใช้ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ

231
00:44:27,964 --> 00:44:30,110
อันนี้คุณครูจะสรุปของเฟรมนี้ให้ดู นักเรียนเข้าใจที่ครูพูดนะ

232
00:44:30,110 --> 00:44:33,875
เข้าใจไหมครับ

233
00:44:33,875 --> 00:44:37,875
ถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย

234
00:49:25,817 --> 00:49:29,817
เสร็จหรือยังครับ

235
00:49:32,315 --> 00:49:34,661
เสร็จแล้วนะ ต่อไปเรามาดูข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ

236
00:49:34,661 --> 00:49:35,921
การใช้วัจนภาษา

237
00:49:35,921 --> 00:49:39,213
นีี่ มันจะใช้อย่างไร

238
00:49:39,213 --> 00:49:41,954
ข้อที่ 1 นะครับ ข้อที่ 1

239
00:49:41,954 --> 00:49:45,613
คำที่มีความหมายเหมือนกัน

240
00:49:45,613 --> 00:49:49,613
มีที่ใช้ต่างกัน

241
00:49:51,241 --> 00:49:52,209
การใช้คำเหล่านี้ ต้องคำนึงถึงโอกาสสถานที่และสัมพันธภาพระหว่าง

242
00:49:52,209 --> 00:49:55,836
บุคคลคน เช่น

243
00:49:55,836 --> 00:49:57,998
กินนะครับ คำว่า "กิน

244
00:49:57,998 --> 00:49:58,924
" นักเรียนรู้ไหมว่า

245
00:49:58,924 --> 00:50:01,301
พระสงฆ์

246
00:50:01,301 --> 00:50:02,006
ไม่ได้ใช้คำว่า "กิน

247
00:50:02,006 --> 00:50:03,283
" เหมือนกับ

248
00:50:03,283 --> 00:50:07,283
คนทั่วไปนะ

249
00:50:10,862 --> 00:50:12,205
พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่ง

250
00:50:12,205 --> 00:50:16,205
ก็คือคำว่า "ฉัน"

251
00:50:20,329 --> 00:50:22,056
แล้วก็

252
00:50:22,056 --> 00:50:24,606
ถ้าเป็น

253
00:50:24,606 --> 00:50:28,606
คนธรรมดาภาษาสุภาพ

254
00:50:29,837 --> 00:50:31,406
ภาษาสุภาพจริง ๆ จะไม่ใช่คำว่า "กิน" นะครับ จะใช้คำว่า "

255
00:50:31,406 --> 00:50:35,406
"รับประทาน"

256
00:50:45,388 --> 00:50:48,706
แต่ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์นะครับ

257
00:50:48,706 --> 00:50:52,706
ก็จะใช้คำว่า "เสวย"

258
00:50:58,702 --> 00:51:02,702
แต่ความหมายล้วนทั้งสิ้นแล้วก็หมายถึงคำว่า "กิน

259
00:51:03,841 --> 00:51:04,911
" แต่ใช้แต่ใช้คนต่างระดับกันระหว่างบุคคลกันนะครับ

260
00:51:04,911 --> 00:51:05,812
ก็คือ

261
00:51:05,812 --> 00:51:07,153
ให้

262
00:51:07,153 --> 00:51:09,206
ใช้ระหว่าง

263
00:51:09,206 --> 00:51:11,780
... เขาเรียกว่า "กาละเทศะ

264
00:51:11,780 --> 00:51:15,780
" แตกต่างกันไป

265
00:51:19,523 --> 00:51:22,026
สรุปก็คือข้อที่ 1 ข้อ... ข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน

266
00:51:22,026 --> 00:51:26,026
แต่ว่าใช้ต่างกัน

267
00:51:29,359 --> 00:51:33,359
ก็คือเป็นคำพูดนะครับ อันนี้หมายถึงเป็นคำพูดนะ ว่าวัจนภาษาหมายถึงกัน

268
00:51:33,559 --> 00:51:35,291
การสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด ก็คือ

269
00:51:35,291 --> 00:51:39,291
พูดในลักษณะที่แบบว่า...

270
00:51:41,385 --> 00:51:45,385
ในแตกต่างระดับกันออกไป

271
00:51:48,224 --> 00:51:49,452
แต่มีความหมายเหมือนกัน เช่น คำว่า "กิน" น่ะ คำพูดธรรมดาของเรา คือคำว่ากลิ่นแต่ว่าพอใช้กับพระสงฆ์

272
00:51:49,452 --> 00:51:50,521
จะใช้คำว่า

273
00:51:50,521 --> 00:51:54,521
"ฉัน"

274
00:51:56,444 --> 00:51:58,477
แต่ถ้าใช้กับบุคคลธรรมดา แต่ใช้เป็นภาษาสุภาพแทน

275
00:51:58,477 --> 00:52:01,379
ก็ใช้คำว่า "รับประทาน

276
00:52:01,379 --> 00:52:05,379
" ถ้าใช้กับพระบรมวงศานุวงศ์

277
00:52:05,882 --> 00:52:09,882
จะใช้คำว่า "เสวย" อย่างนี้ครับ จะใช้แตกต่างกันออกไป

278
00:52:12,678 --> 00:52:15,492
เข้าใจไหมครับ นักเรียนเข้าใจไหมข้อนี้

279
00:52:15,492 --> 00:52:19,492
เข้าใจแล้วจดลงเลยครับ จดลงเลย

280
00:57:28,737 --> 00:57:29,982
ต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาดูข้อที่ 2 กันเลยนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ข้อที่ 2 คืออะไร

281
00:57:29,982 --> 00:57:32,180
ก็คือ

282
00:57:32,180 --> 00:57:33,646
คำที่พูดที่เป็นภาษาพูด

283
00:57:33,646 --> 00:57:37,646
เมื่อนำคำที่พูด

284
00:57:39,196 --> 00:57:41,449
ที่เป็นภาษาพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ

285
00:57:41,449 --> 00:57:44,285
อย่างเช่น

286
00:57:44,285 --> 00:57:46,198
ภาษาพูดนะครับ

287
00:57:46,198 --> 00:57:48,198
จะเขียนว่า

288
00:57:48,198 --> 00:57:50,757
เขาเอาขนมของฉัน

289
00:57:50,757 --> 00:57:54,757
ไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร

290
00:58:01,714 --> 00:58:02,271
แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนนะคะ นักเรียนดูนะครับ ว่าเขาเขียนต่างกันไหม ว่าดเช่น

291
00:58:02,271 --> 00:58:04,624

292
00:58:04,624 --> 00:58:06,236
คำ ๆ คำว่าเขานะครับ

293
00:58:06,236 --> 00:58:07,724
"เขา

294
00:58:07,724 --> 00:58:11,724
" มันต่างกันนะครับ

295
00:58:17,940 --> 00:58:21,899
นักเรียนเห็นไหมครับ ว่าภาษาพูดนะครับ

296
00:58:21,899 --> 00:58:25,079
ภาษาพูดและเขียนคำว่า "เค้า" าแปลภาษาเขียน

297
00:58:25,079 --> 00:58:29,079
เขียนคำว่า เขาซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลย

298
00:58:30,409 --> 00:58:34,409
เพราะฉะนั้น

299
00:58:34,566 --> 00:58:38,566
นะครับที่คือก็คือเป็นข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา

300
00:58:48,695 --> 00:58:50,024
เข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ

301
00:58:50,024 --> 00:58:54,024
เข้าใจข้อนี้นะ

302
00:58:58,513 --> 00:58:59,677
ก็คือก็คือเป็นคำพูดนั่นแหละ แต่ว่าเมื่อนำคำพูดมาพูด นำมาเขียนแล้ว

303
00:58:59,677 --> 00:59:02,710
น่ะ

304
00:59:02,710 --> 00:59:06,710
คำที่เรามาเขียนน่ะ มันจะไม่ตรงกัน

305
00:59:10,967 --> 00:59:14,556
มันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูด อย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้า" จะสะกดไปด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอก

306
00:59:14,556 --> 00:59:15,773
เอคควายไม้โทแล้วก็สระอา

307
00:59:15,773 --> 00:59:18,767
พ่อมาเขียน

308
00:59:18,767 --> 00:59:22,165
ภาษาเขียนจะเขียนเป็นสระเอขอไข่

309
00:59:22,165 --> 00:59:26,165
ข ไข่ สระเอา นั่นแหละครับ

310
00:59:26,919 --> 00:59:30,919
ก็จะเขียนแตกต่างกันไป

311
00:59:32,620 --> 00:59:36,620
ก็คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน เวลาเราพูดเราจะใช้

312
00:59:39,616 --> 00:59:43,616
สีหน้า ท่าทาง คำพูด น้ำเสียง ออกมาในลักษณะที่แบบว่าบางทีมันก็เพี้ยนไป จากภาษาเขียนไปเลย

313
00:59:45,330 --> 00:59:46,757
วรรณยุกต์ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไป แต่เวลาเอามาเขียน เราต้องเขียนให้มันถูกต้อง

314
00:59:46,757 --> 00:59:47,657
ตามหลักภาษา

315
00:59:47,657 --> 00:59:50,110
ก็คือ

316
00:59:50,110 --> 00:59:52,361
อย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้าอย่างเงี้ย

317
00:59:52,361 --> 00:59:56,361
เค้ารักตัวเองนะอะไรอย่างนี้ครับ

318
00:59:59,054 --> 01:00:03,054
คำว่า "เค้า" ก็คือคำว่า "เขา

319
01:00:04,247 --> 01:00:07,309
" เข้าใจนะ

320
01:00:07,309 --> 01:00:11,309
โอเคครับ จดลงในสมุดได้เลย

321
01:04:03,476 --> 01:04:06,029
เรามาดู

322
01:04:06,029 --> 01:04:10,029
ข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ

323
01:04:12,914 --> 01:04:16,079
ก็คือข้อที่ 3 นะครับ เป็นคำที่เป็นภาษาปาก

324
01:04:16,079 --> 01:04:20,079
ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน

325
01:04:23,914 --> 01:04:25,556
เช่น ภาษาปากนะครับ คำว่า "เยอะแยะ

326
01:04:25,556 --> 01:04:27,416
" "ใบขับขี่

327
01:04:27,416 --> 01:04:31,297
" "มหาลัย

328
01:04:31,297 --> 01:04:33,692
" นักเรียนดูนะครับ พอเป็นภาษาปากพวกนี้

329
01:04:33,692 --> 01:04:37,692
หมายถึงว่า

330
01:04:39,333 --> 01:04:41,346
ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ ถ้ามันเป็นคำพวกนี้ ก็คือวัจนภาษาเลย

331
01:04:41,346 --> 01:04:43,838
เป็นคำที่เป็นภาษาปาก

332
01:04:43,838 --> 01:04:46,569
ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน

333
01:04:46,569 --> 01:04:50,569
ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน

334
01:04:50,948 --> 01:04:54,948
เช่น คำว่า "เยอะแยะ" "ใบขับขี่" "มหาลัย

335
01:04:55,678 --> 01:04:57,841
" เป็นภาษาปากธรรมดานะครับ ซึ่งเวลาที่เราจะเอามาเขียนแล้วนะ

336
01:04:57,841 --> 01:04:59,955
เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะครับ

337
01:04:59,955 --> 01:05:03,955
เขียนคำว่า "เยอะแยะ

338
01:05:04,662 --> 01:05:08,662
" เวลาเราเอามาเขียนจริง ๆ เราต้องเขียนคำว่า "มากมาย

339
01:05:11,496 --> 01:05:14,028
" ส่วนภาษาปาก

340
01:05:14,028 --> 01:05:18,028
ที่เราชอบพูดกันว่าใบขับขี่

341
01:05:20,581 --> 01:05:21,621
แต่จริง ๆ แล้วเวลาเราเอามาเขียนสื่อสารเราก็ต้องเขียนว่า "ใบอนุญาตขับขี่

342
01:05:21,621 --> 01:05:25,621
ขี่รถยนต์

343
01:05:27,960 --> 01:05:31,960
หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์

344
01:05:36,343 --> 01:05:39,375
แล้วก็

345
01:05:39,375 --> 01:05:43,375
ตัวอย่างคำที่ 3 ก็คือ "มหาลัย" นะครับ

346
01:05:44,516 --> 01:05:47,311
ที่เราชอบพูดกันว่าเรียนมหาลัยไหน เรียนมหาลัยไหน

347
01:05:47,311 --> 01:05:51,311
ก็คือเป็นภาษาพูด เป็นภาษาปากธรรมดา

348
01:05:53,210 --> 01:05:55,690
ที่ใช้ในการสื่อสารพูดกันปกติแต่จริง ๆ แล้วเวลาเราจะเขียนสื่อสาร เราต้องเขียนคำว่า

349
01:05:55,690 --> 01:05:59,690
"มหาวิทยาลัย

350
01:06:03,143 --> 01:06:07,143
" สังเกตได้เลยว่าถ้านักเรียนเห็นคำ

351
01:06:10,516 --> 01:06:13,094
ภาษาปาก เช่นคำว่า "พวก" คำว่า "เยอะแยะ" "ใบขับขี่" มาหาอะไรพวกเนี้ยนักเรียนรู้ได้เลยนะครับ ว่าคำพวกนี้

352
01:06:13,094 --> 01:06:14,399
ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่

353
01:06:14,399 --> 01:06:15,565
ก็คือเป็น

354
01:06:15,565 --> 01:06:16,830
วัจน

355
01:06:16,830 --> 01:06:19,058
ภาษา

356
01:06:19,058 --> 01:06:20,253
ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้

357
01:06:20,253 --> 01:06:21,578
เป็นคำพูด

358
01:06:21,578 --> 01:06:24,769
เป็นถ้อยคำ

359
01:06:24,769 --> 01:06:27,408
เข้าใจไหม

360
01:06:27,408 --> 01:06:28,574
เข้าใจแล้ว

361
01:06:28,574 --> 01:06:32,574
จดลงเลยครับ

362
01:10:54,977 --> 01:10:57,568
เรามาดู

363
01:10:57,568 --> 01:11:01,568
ข้อที่ 4 กันนะครับ

364
01:11:04,112 --> 01:11:06,266
ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไร ก็คือการใช้สำนวน

365
01:11:06,266 --> 01:11:09,090
เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร

366
01:11:09,090 --> 01:11:13,090
เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที

367
01:11:16,493 --> 01:11:20,493
สำนวนเหล่านี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน

368
01:11:27,995 --> 01:11:31,995
เข้าใจที่คุณครูพูดไหม

369
01:11:33,230 --> 01:11:34,730
นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ อย่าเพิ่งเขียน

370
01:11:34,730 --> 01:11:37,005
นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน

371
01:11:37,005 --> 01:11:40,496
เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายข้อนี้ให้ฟัง

372
01:11:40,496 --> 01:11:44,496
เขาบอกว่าเป็นการใช้สำนวน

373
01:11:46,486 --> 01:11:48,173
บอกลักษณะเด่นของการสื่อสารนะครับ ก็คือสำนวนที่เขาพูดกัน สื่อสารกันออกมานี่

374
01:11:48,173 --> 01:11:49,776
รู้ไหมว่า

375
01:11:49,776 --> 01:11:53,179
เวลาเอามาเขียนแล้วน่ะ

376
01:11:53,179 --> 01:11:56,615
ความหมายมันจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ

377
01:11:56,615 --> 01:11:58,477
อย่างเช่นคำว่า "น้ำท่วมทุ่ง

378
01:11:58,477 --> 01:12:01,138
ผักบุ้งโหรงเหรง

379
01:12:01,138 --> 01:12:03,477
" นักเรียนเห็นคำนี้ไหม

380
01:12:03,477 --> 01:12:07,477
เห็นคำที่ครูชี้ไหมครับ

381
01:12:09,760 --> 01:12:12,965
มันไม่ได้มีความหมาย ว่าน้ำ

382
01:12:12,965 --> 01:12:16,156
ท่วมทุ่งนาเยอะแยะมากมาย

383
01:12:16,156 --> 01:12:17,630
ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือผักบุ้ง

384
01:12:17,630 --> 01:12:21,630
มีนิดเดียว

385
01:12:25,079 --> 01:12:28,271
บางตาเบาบาง

386
01:12:28,271 --> 01:12:32,271
สำนวนนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงว่า

387
01:12:37,334 --> 01:12:41,334
ฟังมาก ๆ เลยแต่เนื้อหาสาระน้อย

388
01:12:44,947 --> 01:12:48,874
คือ เยอะแยะมากมายเลย การที่เราจะทำอะไรอย่างนี้

389
01:12:48,874 --> 01:12:52,874
แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลย เขาเปรียบเทียบกับแบบว่า

390
01:12:53,337 --> 01:12:57,337
... เขาเปรียบเทียบน้ำท่วมทุ่งหญ้า ก็คือการฟัง

391
01:13:00,365 --> 01:13:03,073
เยอะแยะมากมาย แต่ความรู้ที่ได้สาระที่ได้นะ

392
01:13:03,073 --> 01:13:06,396
หมายถึงผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือเบาบาง

393
01:13:06,396 --> 01:13:08,437
ก็คือความรู้ที่ได้น้อยมากเลย

394
01:13:08,437 --> 01:13:11,779
นี่ครับ ก็คือ

395
01:13:11,779 --> 01:13:13,299
ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ก็คือเป็นคำพูด

396
01:13:13,299 --> 01:13:15,217
พูดเป็น

397
01:13:15,217 --> 01:13:16,429
สำนวนออกมา

398
01:13:16,429 --> 01:13:20,199
แต่ว่า

399
01:13:20,199 --> 01:13:24,199
ไม่ได้แปลตรงตัวกับสำนวน เขาพูดถึงน้ำ แต่

400
01:13:24,490 --> 01:13:25,544
เราหมายถึงการฟัง เขาพูดถึงผักบุ้ง แต่เราหมายถึงว่า

401
01:13:25,544 --> 01:13:27,661
สาระ

402
01:13:27,661 --> 01:13:28,422
ความรู้ที่เราได้รับ

403
01:13:28,422 --> 01:13:31,690
ครับ

404
01:13:31,690 --> 01:13:33,545
ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลย

405
01:13:33,545 --> 01:13:36,558
ว่า

406
01:13:36,558 --> 01:13:40,558
เป็นวัจนภาษา

407
01:13:43,248 --> 01:13:45,293
โอเค  นักเรียนตัวในสมุดได้ครับ

408
01:13:45,293 --> 01:13:48,873
เข้าใจไหมนี่ เข้าใจไหม

409
01:13:48,873 --> 01:13:49,651
โ

410
01:13:49,651 --> 01:13:53,651
อเค ครับ

411
01:16:23,635 --> 01:16:27,109
โอเคนะครับ นักเรียนเดี๋ยวเราจะ

412
01:16:27,109 --> 01:16:28,951
ทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่ 4 นะ เดี๋ยวเราจะมาต่อ

413
01:16:28,951 --> 01:16:32,951
ข้อที่ 5

414
01:16:36,603 --> 01:16:38,782
ในครั้งต่อไป แล้วก็ก่อนที่เราจะต่อในข้อที่ 5 ในครั้งต่อไปนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะทบทวนตั้งแต่แรกเลย ว่าความหมายของวัจนภา

415
01:16:38,782 --> 01:16:39,509
คืออะไร แล้วก็เดี๋ยวจะ

416
01:16:39,509 --> 01:16:41,095
มี

417
01:16:41,095 --> 01:16:43,904
ใบงานให้นักเรียน

418
01:16:43,904 --> 01:16:47,904
ทำ แล้วก็ให้นักเรียน

419
01:16:49,079 --> 01:16:50,789
เป็นเกมก็ได้ เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ

420
01:16:50,789 --> 01:16:53,935
แยกระหว่าง

421
01:16:53,935 --> 01:16:57,935
วัจนภาษา

422
01:17:00,187 --> 01:17:02,231
กับอวัจนภาษา อยากจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไปที่เราจะต้องเจอกัน

423
01:17:02,231 --> 01:17:06,231
ในห้องนี้นะครับผม

424
01:17:08,996 --> 01:17:10,725
โอเค สำหรับวันนี้เวลาก็

425
01:17:10,725 --> 01:17:13,264
หมดลงแล้ว

426
01:17:13,264 --> 01:17:17,264
ก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ

427
01:17:46,725 --> 01:17:50,725
ครับ ขอบคุณครับ [สิ้นสุดการถอดความ]

