--- title: ท32101 ภาษาไทย 3 ม.5/1 (เช้า) 080767 subtitle: date: วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 เวลา 08.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์จักรพงศ์) สวัสดีครับ พี่ล่ามได้ยินใช่ไหมครับ สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามนะครับ เสียงโอเคใช่ไหมครับ ครับผม ก็วันนี้นะครับ คุณครูจะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของ ม.5 นะ วันนี้เราเจอกันครั้งแรกในห้องข้างล่ามนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะ และพลังของภาษานะครับ ว่ามันคืออะไร ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วภาษามันมีพลังอย่างไร ลักษณะของภาษาเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้ให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดของนักเรียนนะครับในชั่วโมงนี้ เดี๋ยวชั่วโมงหน้า ในสัปดาห์ถัดไปที่เราจะต้องเจอกันอีก เดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรมให้นักเรียนทำนะครับ เป็นเรื่องของธรรมชาติลักษณะ และพลังของภาษาตรงนี้นะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยนะครับ ว่าความหมายของภาษา... ภาษา... ภาษาแบ่ง... แบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับ ก็จะมีภาษาในความหมายกว้าง แล้วก็ภาษาในความหมายแคบ เดี๋ยวนักเรียนอาจจะเคยได้เรียนผ่าน ๆ มาบ้างแล้ว เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูจะทบทวนให้ ทางนี้เดี๋ยวคุณครูทบทวนให้อีกครั้งนึงนะ เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา ให้นักเรียนได้รับรู้แล้วแล้วก็เดี๋ยววันนี้ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ โอเค ถ้าเข้าใจแล้วเดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษาในความหมาย ความหมายกว้างนะครับว่ามันคืออะไร ในความหมายกว้างนะครับ ภาษาก็หมายถึงภาษาที่ใช้พูด ภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า "อวัจนภาษา" ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง ก็คืออวัจนภาษานะครับ ที่เป็นภาษาไม่ใช่คำพูด ทั้งนี้นะครับ หมายถึงภาษาในความหมายอาจจะนับรวมไปถึงภาษาของสัตว์ด้วยนะ ภาษาที่มีความหมายกว้างนะครับ ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ ก็คือว่าหมายถึงเป็นภาษาพูด แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วย แล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ ของสัตว์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ แต่ว่านะครับ แต่ว่าของนักภาษาเขา เขายังไม่มีข้อมูลของภาษาสัตว์มากมายนะครับ จึงไม่ค่อยมีนำมากล่าวรวมกับภาษาของมนุษย์นะ มาม่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน แต่เราแค่ไม่รู้จักภาษาของสัตว์แค่นั้นเอง นักเรียนเคยสังเกตไหม ว่า เอ๊ะ ทำไม... ทำไมแมว ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน ทำไมถึงรู้เรื่อง ทำไมถึงคุยกันรู้เรื่อง ก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ของเขาเหมือนกันครับผม ต่อไปนะครับ เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูสรุปให้นะครับ แล้วก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อน แล้วก็อีกครั้งหนึ่งเป็นความหมายแบบแคบ แล้วก็เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ ไปดูความหมายแบบแคบกันเลยนะครับ ความหมายแบบแคบนะครับ ก็คือเป็นภาษาพูด ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับ จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ นี่คือความหมายแคบ ๆ เลย เข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับที่คุณครูพูด ก็คือความหมายแบบกว้าง เขาก็จะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูด หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด แล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ แต่ว่าภาษาสัตว์เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะครับ ก็คือเขาก็ยังไม่ได้เอามาพูดถึงแค่นั้นเอง ส่วนในความหมายแคบ เขาพูดแค่ว่าภาษาที่ใช้พูด หรือใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน อย่างเช่น คนหูหนวก ก็คือบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนี่ เวลาเขาสื่อสารกันนะครับ เขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ ใช้ภาษามือใช่ไหม นักเรียนนักเรียนคิดดูนะครับ ว่าการที่เขาใช้ภาษามือ ภาษามือมันเหมือนคำพูดไหม เหมือนคำพูดไหม ไม่เหมือน มันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน มันก็คือภาษาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นภาษามือที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน เข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ เข้าใจไหม เข้าใจนะ โอเค เดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลย สรุปเลยนะครับ สรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร ภาษาคำสั้น ๆ เลยนะครับ หมายถึงว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน แค่นิดเดียว นี่ครับ นี่คือความหมายของภาษา ที่สรุปได้แบบสั้น ๆ เลย ก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกัน พอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ว่าภาษาหมายถึงอะไร นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าภาษาหมายถึงอะไร ก็คือสรุปง่าย ๆ ภาษาหมายถึง สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน โอเค เดี๋ยวอย่างไรเดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับ จดลงในสมุดก่อน ใช่ครับ จดลงในสมุดก่อน ถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นภาษาในความหมายกว้างนะ จะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ ถ้าเสร็จทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวคุณครูก็จะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียน เสร็จหรือยังครับ โอเค เราไปดูความหมายแคบกันเลย โอเคครับ นะครับ เดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของภาษานะครับ โอเค ในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับ เดี๋ยว เดี๋ยวแต่เรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่งความหมายของภาษาที่เรียนเข้าใจนะครับ ก็คือ... นักเรียนนะครับ นักเรียนรู้ไหมว่าทำไมคุณครูถึงให้นักเรียนจดลงในสมุด เรียนรู้ไหม เพราะว่าการเขียน การฝึกเขียนของนักเรียนนะครับ มันจะช่วยให้นักเรียนทบทวนความจำของนักเรียน ในการสื่อสาร ในการเขียน กับเพื่อน ๆ ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ ให้นักเรียนเขียนได้ถูกต้อง การสื่อสารก็จะทำให้... เป็นลูก ๆ กระบวนการไป เชิญครับ ต่อไปนะครับ แล้วมาดูประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกัน ว่ามันคืออะไร การสื่อสารของมนุษย์นะครับ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่านการส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ นะครับ อันเป็นการส่งเสริม การใช้ภาษาถ้อยคำ การถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารนะครับ การตีความ จากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ชัดเจน และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ ก็คือไม่ว่าจะเป็นถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะ อาจจะสื่อสารไม่ได้ชัดเจน มันต้องอาศัยน้ำเสียงออกมาด้วย ต้องอาศัยบุคลิกของผู้พูด ผู้สื่อสารออกมาด้วย ท่าทางออกมาด้วยแววตา ในการสื่อสารออกมา สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในบริบทที่เขาพูด ที่เขาสื่อสารออกมานี่ ประกอบกับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ พอจะเข้าใจไหม พอจะเข้าใจนะ โอเค ให้นักเรียนจดลงในสมุดก่อน แล้วค่อยมาดูว่าภาษาของมนุษย์แบ่ง 1 ประเภทคืออะไร ครูเจเขียนผิดนะครับ เดี๋ยว... เดี๋ยว 1 ตรงนี้เปลี่ยน เปลี่ยนเป็น 2 นะ 1 ตรงสุดท้ายนี่ เปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะครับ คุณคูรพิมพ์ผิด ขอโทษทีนะครับ โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับ ว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นประเภทนะครับ คือ ประเภทที่ 1 จะเรียกว่า อวัจน.... ประเภทที่ 1 จะเรียกว่าวัจนภาษานะครับ วัจนภาษา ก็หมายถึงภาษาที่ใช้ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูด ส่วนข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เดี๋ยวเราจะไปดูว่าวัจนภาษาและอวัจนภาษามันมีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ นักเรียน สำหรับนักเรียนที่เขียนเสร็จแล้วนะ นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไอย่างไรก็ให้ถามคุณครูนะครับ ก็ถ้าสมมติว่านักเรียนเขียนเสร็จเร็วก่อนเพื่อนนะ ถ้านักเรียนเสร็จแล้วนักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามคุณครูได้เลยนะครับ ต่อไปเรามาดูลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะคะ ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา ก็คือภาษาไทยมีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับ ทั้งถ้อยคำ สำนวน โวหาร การเลือกสรรถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสื่อสาร การใช้วัจนภาษาให้เหมาะสมกับกาละเทศะ และบุคคล จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษา นักเรียนอย่าเพิ่งจด เดี๋ยวนักเรียนดูก่อน ดูพี่ล่ามอธิบายก่อนแล้วคุณครูจะอธิบายนักเรียนฟังให้เข้าใจก่อน ก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ ก็คือสรุปเลย ภาษา ลักษณะของรูปแบบของวัจนภาษานี่ ลักษณะรูปแบบของวัจนภาษา ก็คือเป็นถ้อยคำนะครับ เป็นถ้อยคำ เป็นคำพูด ก็คือถ้ามันเป็นถ้อยคำแล้วเป็นคำพูดนี่ นักเรียนรู้ไหมว่าการที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่งนี่ เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับกาละเทศะ กับบุคคลคนนั้นนะครับ ว่าเขาอยู่ในระดับใด การที่เราจะเลือกสรรคำพูดแต่ละคำออกมาพูด โอเค นักเรียนตั้งใจหน่อย ตั้งใจนะครับ ตั้งใจ โอเค สรุปของลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานะ เดี๋ยวครูจะสรุปให้ สรุปในนี้นะครับ ก็คือเขาพูดถึงว่าภาษาไทยนี่ มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงอยู่มากมายเลย ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมา สื่อสารให้กับคนแต่ละคนนี่ เขาจะมีอยู่หลายระดับ อย่างเช่น นักเรียนจะพูดกับเพื่อน นักเรียนก็จะใช้คำพูดในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง ถ้านักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู พูดกับพ่อแม่ นักเรียนก็ต้องใช้คำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ครับ จะเป็นลักษณะที่ใช้ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ อันนี้คุณครูจะสรุปของเฟรมนี้ให้ดู นักเรียนเข้าใจที่ครูพูดนะ เข้าใจไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย เสร็จหรือยังครับ เสร็จแล้วนะ ต่อไปเรามาดูข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ การใช้วัจนภาษานีี่ มันจะใช้อย่างไร ข้อที่ 1 นะครับ ข้อที่ 1 คำที่มีความหมายเหมือนกัน มีที่ใช้ต่างกัน การใช้คำเหล่านี้ ต้องคำนึงถึงโอกาสสถานที่และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลคน เช่น กินนะครับ คำว่า "กิน" นักเรียนรู้ไหมว่าพระสงฆ์ไม่ได้ใช้คำว่า "กิน" เหมือนกับคนทั่วไปนะ พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า "ฉัน" แล้วก็ถ้าเป็นคนธรรมดาภาษาสุภาพ ภาษาสุภาพจริง ๆ จะไม่ใช่คำว่า "กิน" นะครับ จะใช้คำว่า " "รับประทาน" แต่ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์นะครับ ก็จะใช้คำว่า "เสวย" แต่ความหมายล้วนทั้งสิ้นแล้วก็หมายถึงคำว่า "กิน" แต่ใช้แต่ใช้คนต่างระดับกันระหว่างบุคคลกันนะครับ ก็คือให้ใช้ระหว่าง... เขาเรียกว่า "กาละเทศะ" แตกต่างกันไป สรุปก็คือข้อที่ 1 ข้อ... ข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ว่าใช้ต่างกัน ก็คือเป็นคำพูดนะครับ อันนี้หมายถึงเป็นคำพูดนะ ว่าวัจนภาษาหมายถึงกันการสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด ก็คือพูดในลักษณะที่แบบว่า... ในแตกต่างระดับกันออกไป แต่มีความหมายเหมือนกัน เช่น คำว่า "กิน" น่ะ คำพูดธรรมดาของเรา คือคำว่ากลิ่นแต่ว่าพอใช้กับพระสงฆ์จะใช้คำว่า "ฉัน" แต่ถ้าใช้กับบุคคลธรรมดา แต่ใช้เป็นภาษาสุภาพแทน ก็ใช้คำว่า "รับประทาน" ถ้าใช้กับพระบรมวงศานุวงศ์ จะใช้คำว่า "เสวย" อย่างนี้ครับ จะใช้แตกต่างกันออกไป เข้าใจไหมครับ นักเรียนเข้าใจไหมข้อนี้ เข้าใจแล้วจดลงเลยครับ จดลงเลย ต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาดูข้อที่ 2 กันเลยนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ข้อที่ 2 คืออะไร ก็คือคำที่พูดที่เป็นภาษาพูด เมื่อนำคำที่พูดที่เป็นภาษาพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ อย่างเช่น ภาษาพูดนะครับ จะเขียนว่าเขาเอาขนมของฉันไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนนะคะ นักเรียนดูนะครับ ว่าเขาเขียนต่างกันไหม ว่าดเช่น คำ ๆ คำว่าเขานะครับ "เขา" มันต่างกันนะครับ นักเรียนเห็นไหมครับ ว่าภาษาพูดนะครับ ภาษาพูดและเขียนคำว่า "เค้า" าแปลภาษาเขียนเขียนคำว่า เขาซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลย เพราะฉะนั้น นะครับที่คือก็คือเป็นข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาเข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจข้อนี้นะ ก็คือก็คือเป็นคำพูดนั่นแหละ แต่ว่าเมื่อนำคำพูดมาพูด นำมาเขียนแล้วน่ะ คำที่เรามาเขียนน่ะ มันจะไม่ตรงกัน มันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูด อย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้า" จะสะกดไปด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอก เอคควายไม้โทแล้วก็สระอาพ่อมาเขียนภาษาเขียนจะเขียนเป็นสระเอขอไข่ข ไข่ สระเอา นั่นแหละครับ ก็จะเขียนแตกต่างกันไป ก็คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน เวลาเราพูดเราจะใช้สีหน้า ท่าทาง คำพูด น้ำเสียง ออกมาในลักษณะที่แบบว่าบางทีมันก็เพี้ยนไป จากภาษาเขียนไปเลย วรรณยุกต์ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไป แต่เวลาเอามาเขียน เราต้องเขียนให้มันถูกต้องตามหลักภาษา ก็คืออย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เค้าอย่างเงี้ย เค้ารักตัวเองนะอะไรอย่างนี้ครับ คำว่า "เค้า" ก็คือคำว่า "เขา" เข้าใจนะ โอเคครับ จดลงในสมุดได้เลย เรามาดูข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ ก็คือข้อที่ 3 นะครับ เป็นคำที่เป็นภาษาปาก ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน เช่น ภาษาปากนะครับ คำว่า "เยอะแยะ" "ใบขับขี่" "มหาลัย" นักเรียนดูนะครับ พอเป็นภาษาปากพวกนี้ หมายถึงว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ ถ้ามันเป็นคำพวกนี้ ก็คือวัจนภาษาเลย เป็นคำที่เป็นภาษาปาก ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน เช่น คำว่า "เยอะแยะ" "ใบขับขี่" "มหาลัย" เป็นภาษาปากธรรมดานะครับ ซึ่งเวลาที่เราจะเอามาเขียนแล้วนะ เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะครับ เขียนคำว่า "เยอะแยะ" เวลาเราเอามาเขียนจริง ๆ เราต้องเขียนคำว่า "มากมาย" ส่วนภาษาปากที่เราชอบพูดกันว่าใบขับขี่ แต่จริง ๆ แล้วเวลาเราเอามาเขียนสื่อสารเราก็ต้องเขียนว่า "ใบอนุญาตขับขี่ขี่รถยนต์ หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ แล้วก็ตัวอย่างคำที่ 3 ก็คือ "มหาลัย" นะครับ ที่เราชอบพูดกันว่าเรียนมหาลัยไหน เรียนมหาลัยไหน ก็คือเป็นภาษาพูด เป็นภาษาปากธรรมดา ที่ใช้ในการสื่อสารพูดกันปกติแต่จริง ๆ แล้วเวลาเราจะเขียนสื่อสาร เราต้องเขียนคำว่า "มหาวิทยาลัย" สังเกตได้เลยว่าถ้านักเรียนเห็นคำ ภาษาปาก เช่นคำว่า "พวก" คำว่า "เยอะแยะ" "ใบขับขี่" มาหาอะไรพวกเนี้ยนักเรียนรู้ได้เลยนะครับ ว่าคำพวกนี้ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ ก็คือเป็นวัจนภาษา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เข้าใจไหม เข้าใจแล้ว จดลงเลยครับ เรามาดูข้อที่ 4 กันนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไร ก็คือการใช้สำนวนเป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที สำนวนเหล่านี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน เข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ อย่าเพิ่งเขียน นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายข้อนี้ให้ฟัง เขาบอกว่าเป็นการใช้สำนวน บอกลักษณะเด่นของการสื่อสารนะครับ ก็คือสำนวนที่เขาพูดกัน สื่อสารกันออกมานี่ รู้ไหมว่าเวลาเอามาเขียนแล้วน่ะ ความหมายมันจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ อย่างเช่นคำว่า "น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง" นักเรียนเห็นคำนี้ไหม เห็นคำที่ครูชี้ไหมครับ มันไม่ได้มีความหมาย ว่าน้ำท่วมทุ่งนาเยอะแยะมากมาย ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือผักบุ้งมีนิดเดียว บางตาเบาบาง สำนวนนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงว่าฟังมาก ๆ เลยแต่เนื้อหาสาระน้อย คือ เยอะแยะมากมายเลย การที่เราจะทำอะไรอย่างนี้ แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลย เขาเปรียบเทียบกับแบบว่า... เขาเปรียบเทียบน้ำท่วมทุ่งหญ้า ก็คือการฟังเยอะแยะมากมาย แต่ความรู้ที่ได้สาระที่ได้นะหมายถึงผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือเบาบาง ก็คือความรู้ที่ได้น้อยมากเลย นี่ครับ ก็คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ก็คือเป็นคำพูด พูดเป็นสำนวนออกมา แต่ว่าไม่ได้แปลตรงตัวกับสำนวน เขาพูดถึงน้ำ แต่เราหมายถึงการฟัง เขาพูดถึงผักบุ้ง แต่เราหมายถึงว่า สาระความรู้ที่เราได้รับครับ ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลยว่าเป็นวัจนภาษา โอเค นักเรียนตัวในสมุดได้ครับ เข้าใจไหมนี่ เข้าใจไหม โอเค ครับ โอเคนะครับ นักเรียนเดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่ 4 นะ เดี๋ยวเราจะมาต่อข้อที่ 5 ในครั้งต่อไป แล้วก็ก่อนที่เราจะต่อในข้อที่ 5 ในครั้งต่อไปนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะทบทวนตั้งแต่แรกเลย ว่าความหมายของวัจนภาคืออะไร แล้วก็เดี๋ยวจะมีใบงานให้นักเรียนทำ แล้วก็ให้นักเรียนเป็นเกมก็ได้ เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ แยกระหว่างวัจนภาษา กับอวัจนภาษา อยากจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไปที่เราจะต้องเจอกันในห้องนี้นะครับผม โอเค สำหรับวันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว ก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ ครับ ขอบคุณครับ [สิ้นสุดการถอดความ]