--- title: ท32101 ภาษาไทย 3 ม.5/2 (เช้า) 080767 subtitle: date: วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์จักรพงศ์) สวัสดีครับ สวัสดีพี่]ล่าม พี่ล่ามได้ยินนะครับ โอเค โอเคนะครับ วันนี้นะครับ คาบที่ 3 ที่ 4 นะครับ เดี๋ยวเรียนกับคุณครูนะวิชาภาษาไทยนะครับ เดี๋ยวนักเรียนดูพี่ล่ามมาอธิบายด้วยนะครับ ดูพี่ล่ามมาอธิบาย งแล้วก็เดี๋ยวเรามาดูกันนะครับ ว่าวันนี้คุณครูจะพูดถึงในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะ และพลังของภาษานะครับ ว่าธรรมชาติของภาษานี่ มันเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร แล้วก็พลังของภาษานี่มีพลังแค่ไหนถึงจะบอกว่าเป็นพลังของภาษาได้ เดี๋ยวเรามาดู... เดี๋ยวเรามาดูความหมายนะครับ ว่าภาษานี่เขาบอกว่าความภาษาอาจจะแบ่งได้ 2 ประเภทก็คือ ภาษาในความหมายแบบกว้าง และข้อที่ 2 ก็คือภาษาในความหมายแบบแคบ เราจะมาดูกันว่าพี่เขาหมายถึงว่าภาษาความหมายแบบกว้าง แบบแคบน่ะ มันคืออะไรนะครับ เดี๋ยวไปดูเลยข้อที่... ข้อที่ 1 ภาษาในความหมายแบบกว้างที่เขาพูดถึง ก็คือเป็นภาษาที่ใช้พูด หรืออวัจน... หรือวัจนภาษา และภาษาที่ใช้ในการเขียน หรือที่ไม่ใช่คำพูด ก็เรียกว่า "อวัจนภาษา" ทั้งนี้ภาษาในความหมายกว้างนี่ เขาพูดไปถึงเป็นภาษาของสัตว์ด้วยนะครับ สัตว์ต่าง ๆ เลย แต่ว่า แต่ว่าในเรื่องของภาษาสัตว์นี่ เขายังไม่มีข้อมูลมากนัก เขาจึงไม่ได้เอามากล่าวรวมกับภาษาของมนุษย์ ที่ครุพูดถึงภาษาสัตว์นักเรียนเข้าใจ เข้าใจตรงนี้ไหม ว่าภาษาศาสตร์คืออะไร ที่ครูจะพูดถึงภาษาสัตว์ ก็คือเป็นภาษาของสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้สื่อสารกัน อย่างเช่น ครูเจจะยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างแมว แมว 2 ตัวที่อยู่ด้วยกัน ร้องเหมียว ๆ นะครับ คุยกัน ทำไมแมว 2 ตัวถึงเข้าใจกัน เพราะว่าสัตว์แต่ละชนิด เขาก็มีภาษาของเขา เขาก็ใช้สื่อสาร ของเขาให้เข้าใจเหมือนกัน ก็เหมือนกับมนุษย์เรา เรามีภาษา ที่ใช้ในการสื่อสาร ก็อย่างเช่นถ้าเป็น... ถ้าเป็นคนที่เขาพูดได้ เขาก็จะสื่อสารด้วยคำพูด ด้วยลักษณะต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นบุคคลที่เขาไม่สามารถพูดได้ก็ อย่างเช่น บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน อย่างเช่นนักเรียนเอง นักเรียนก็จะใช้ใช้อะไรในการสื่อสาร ใช้ภาษามือ ใช่ ใช้ภาษามือในการสื่อสาร นะครับ ทีนี้สรุปเลย ความหมายแบบกว้าง สรุปความหมายแบบกว้างนะครับ ก็คือพูดในเรื่องของการใช้ภาษา คำพูด และที่ไม่ใช่คำพูดด้วย รวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ อันนี้ความหมายแบบกว้างนะ แล้วทีนี้นักเรียนนะครับ มาดูความหมายแบบแคบกัน ความหมายแบบแคบนะครับ แบบแคบก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด ภาษาที่ใช้พูด จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ อันนี้ความหมายแบบแคบนะคะ ความหมายแบบแคบ เขาจะไม่ได้พูดถึงในลักษณะของไปในลักษณะ แบบพูดถึงภาษาสัตว์อย่างนี้ แต่เขาแต่เขาแคบลงมาอีกนิดหนึ่ง แทบลงมาในลักษณะที่เขาบอกว่าเป็นภาษาที่ใช้ในการพูดหรือจะเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้ในคำพูดก็ได้ อันนี้คือความหมายแบบแคบนะ ความหมายแบบกว้าง ก็คือพูดไปในลักษณะที่ใหญ่มากเลยหมายถึงว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำหรือเขาเรียกว่าวัจนภาษาหรือนี่ใช้ไม่ใช่ถ้อยคำเรียกว่าอวัจนภาษา แล้วก็รวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสื่อสารกันด้วย แล้วแคบลงมาอีกนิดหนึ่ง ข้อที่ 2 หมายถึงว่า ภาษาที่ใช้ในการพูด จะเป็นคำพูดหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายของคำพูดนั้นก็ได้ ทีนี้นะครับ ทีนี้เรารู้ความหมายของภาษาในลักษณะความหมายกว้าง แล้วก็แบบแคบเรียบร้อยแล้ว แล้วทีนี้เราจะไปดูสรุปจริง ๆ ว่าภาษาหมายถึงอะไร สรุปเลยนะครับ ความหมายของภาษาสรุปแบบสั้น ๆ แล้วได้ใจความ หมายถึงว่าสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อ ความเข้าใจกัน สิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารทำความเข้าใจกัน นี่ครับ คือความหมายของภาษาที่เขาสรุปออกมาสั้น ๆ ที่เขาสรุปมาจากความหมายแบบกว้างและก็ความหมายแบบแทบออกมาแล้ว แล้วก็เอามาสรุปเป็นคำพูดสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ว่าภาษาหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อความเข้าใจกัน นักเรียนเข้าใจใช่ไหมครับ ที่คุณครูพูดนะ นักเรียนดูพี่ล่ามด้วยนะครับ ดูพี่ล่ามนะถ้าไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจนักเรียนถามคุณครูได้เลยนะครับ เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจยกมือหน่อย แสดงว่าไม่เข้าใจใช่ไหมครั บไม่ได้ยกมือ เข้าใจไหม เข้าใจยกมือ สมมติว่าเข้าใจน่ะยกมือ โอเค แสดงว่าเข้าใจ ถ้านักเรียนเข้าใจแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุด ที่คุณครูแจกให้นะคะ ไปตั้งแต่เริ่มต้นเลย ความหมายของภาษา โอเค โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาดูนะครับ โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาดูนะครับ สไลด์ที่ 2 ความหมายแบบกว้าง มีนักเรียนคนไหนที่ไม่เข้าใจในสไลด์นี้ไหม มีไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย ตอนนี้ฝนตกหนักมากเลยโอเคนะครับ เดี๋ยวสไลด์ต่อไปนะ ยังเหรอ โอเค โอเค รอแป๊บหนึ่ง ต่อไปนะครับ เป็นภาษาในความหมายแคบนะ สไลด์นี้มีข้อสงสัยไหมครับ นักเรียนสงสัยอะไรมีไหมเ ข้าใจนะ โอเค นักเรียนเข้าใจจดลงในสมุดได้เลย สไลด์นี้ ต่อไปนะครับ เป็นสรุปรวมว่าภาษาคืออะไรนะครับ จะได้จดลงในสมุดได้เลย นักเรียนเสร็จหรือยังครับ ถ้าเสร็จแล้วนะครับ เดี๋ยวต่อไปนะครับ เราจะไปดูว่าประเภทของภาษาในการสื่อสารน่ะ มันเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายไปก่อน เราก็ให้นักเรียนจด นักเรียนต้องดูพี่ล่ามก่อน การสื่อสารของมนุษย์นี่ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อาจสื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร การตีความจากการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวน่ะอาจไม่ชัดเจนและตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยพิจารณา น้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทางและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย เดี๋ยวเราจะมาดูว่าภาษาของมนุษย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทคืออะไร นักเรียนเห็นเลข 1 ตรงนี้ไหม จริง ๆ เป็นเลข 2 นะครับ ครูเจพิมพ์ผิด ให้เปลี่ยนเป็นเลข 2 นะ เปลี่ยนเป็น 2 โอเค เดี๋ยวอย่างไรนักเรียนจดลงในสมุดก่อนเลย เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันว่าภาษาของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ประเภทคืออะไร โอเค พี่ได้ยินไหมครับ แต่ระหว่างนี้ไม่มีอะไรนะครับ เดี๋ยวเราไปพร้อมกัน โอเค เดี๋ยวเราจะถามว่าภาษาของมนุษย์ ที่เราพูดถึง แบ่งเป็น 2 ประเภทที่ 1 อ ภาษาถ้อยคำคุยกันก่อนนะครับ ข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา เป็นเรื่องของสัญลักษณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ครับ ที่สามารถสื่อสารได้เข้าใจ เช่น ครูยกตัวอย่างสัญญาณจราจร สัญญาณไฟจราจร นักเรียนรู้จักสัญญาณไฟจราจรอยู่นะ สัญญาณไฟจราจรพูดได้ไหม สัญญาณไฟสัญญาณไฟจราจรพูดได้ไหม พูดไม่ได้ มันแค่มีกี่สี สีอะไรบ้าง สัญญาณไฟจรา สีแดง สีแดง สัญญาณไฟจราจร นักเรียนรู้หมายถึงอะไร สีเหลืองหมายถึง นี่แหละ มันต้องเรียนรู้เพราะว่า เพราะว่าเขาเขาใช้สัญลักษณ์ ใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร นักเรียนเข้าใจได้ ก็คือเขาเรียกว่า "อวัจนภาษา" ฟ้าร้อง โอเคนะเข้าใจนะ นักเรียนจดเสร็จแล้วใช่ไหมครับ สไลด์นี้จดเสร็จแล้วนะ เดี๋ยวเราจะไปดูมากลักษณะแบบของภาษาคืออะไร นักเรียนอย่าเพิ่งจด นักเรียนดูพี่ล่ามอธิบายให้ฟัง แปลให้นักเรียนเข้าใจ ลักษณะและวัจนภาษานะครับ ภาษาที่มีถ้อยคำมีความหมาย ทั้งทำการเลือกสรร มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในการสื่อสารการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับบุคคน จึงเป็นเรื่องอีกนักเรียนควรศึกษาไว้นะครับ สรุปสั้น ๆ ครูจะสรุปให้ฟังนักเรียน อย่าเพิ่งคุยกัน ฟังสรุปสมมติว่าออกมาหน้าห้องได้ไปไหมออกมาพูดไปหน่อย เข้าใจว่าอะไร เข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจให้ดูพี่ล่ามก่อน ดูพี่ล่าม นักเรียนก็ไม่ได้ยินครูพูดต้องดูลูก เพราะว่าครูจะตั้งใจที่จะมาพูดให้นักเรียนว่านี่ มันคืออะไร เตรียมการสอน ครูต้องเสมอว่าพูด แล้วมันเข้าใจง่าย ๆ โอเค สั้น ๆ ลูก สั้น ๆ เลย ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษานี่คืออะไร ลักษณะของวัจนภาษานี่ ก็คือเป็นคำพูดหรือถ้อยคำนะ เป็นคำพูด อาจจะเป็นสำนวนโวหาร หรือการเลือกคำต่าง ๆ หลาย ๆ ชนิดมาเลย เป็นเรื่องคืออะไร สำคัญที่สุด การใช้วัจนภาษาต้องใช้ให้เหมาะกาละเทศะ ทำไมครูเจพูดว่ากไว้ว่าจะนัดให้เหมาะกับ อย่างไร เดี๋ยวอธิบายข้อสังเกตตอนนี้ นั่งอยู่เสร็จยังครับ นี้เดี๋ยวครูเจจะอธิบายก่อน เดี๋ยวจดทีหลัง เข้าใจไหมครับ เดี๋ยวครูเจจะอธิบายก่อน แล้วจดทีหลังนะ ทำไมครูเจถึงบอกว่าให้บอกนักเรียนดูก่อน คือ ที่มีความหมายเหมือนกันมีที่ใช้ต่างกัน ใช้คำเหล่านี้ ก็คือคำที่มีความหมาย คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน ตามบุคคลและสถานที่ อย่างเช่น ครูเจยกตัวอย่างคำว่า "กิน" นะครับ สะกดด้วย ก กอ สระอิ น หนู โรงเรียนรู้ไหมว่าที่เขียนคำว่า จะใช้ทำไม่เหมือนกัน อย่างเช่น คำพูดคำพูดธรรมดา เป็นคำพูดธรรมดาเมื่อไหร่ ที่นักเรียนไปใช้กับพระสงฆ์ หรือพระภิกษุนักเรียนจะต้องใช้คำว่า "ฉัน" อากาศแล้วก็นักเรียนจะต้องใช้ ทีนี้นักเรียนต้องใช้คำพูดที่สุภาพของคำว่า "กิิน" ก็คือรับประทาน รับประทานนะครับ แล้วทีนี้ถ้านักเรียนจะใช้คำว่า "กิน" กับพระบรมวงศ์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะเขาจะมีกลุ่มคำ ที่เรียกว่า "ราชา" เขาใช้คำว่า "เสวย" ถึงคำว่าทุกอย่างก็จะดีมาก ฉัน รับประทาน เสลย ล้วนหมายเพราะว่าคำพูด ไม่ทำเขาใช้ ตามกาละเทศะ นักเรียน นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจไหม เข้าใจไหมครับ เข้าใจ เข้าใจไหม โอเค เดี๋ยวเรากลับมาลักษณะ ให้นักเรียนจดก่อนนะ ต่อไปเรามาดูข้อที่ 2 กันเลยนะครับ ข้อที่ 2 ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ข้อ 2 ก็คือที่พูดเมื่อนำคำพูดมาเขียนเป็นภาษาเขียน จะเขียนไม่ตรงคำพูดนะครับ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็คือ ครูเจบอกว่าอย่างไร ครูเจบอกให้ดูที่ร้านก่อนอธิบายอ้าวดูนะครับ ครูเจจะอธิบาย ข้อที่ 2 คำที่พูดเป็นภาษาพูด เมื่อนำคำพูด เขียนอย่างนี้ เขียนไม่ตรงเสียง ที่พูดภาษาพูด จะพูดคำว่า นักเรียนเห็นตัวแดงนี้ไหม ตัวหนังสือสีแดง คือภาษาพูด ภาษาพูดว่าเขาเอาขนมฉันไปแล้วไม่คืนได้ไง นักเรียนสังเกตภาษาพูดเขียนแบบนี้ แต่เมื่อไหร่เมื่อนักเรียนเอาภาษาเมื่อกี้มาเขียน มันจะไม่... ที่นักเรียนแล้ว เขียนเรียบร้อยแล้ว เช่นคำว่า "เขา" อันนี้เป็นค คำพูดขายเครื่องเขา วันนี้ครับ มันจะเขียนว่าเป็นความหมายเดียวกัน 1 อันที่ 1 คำพูด 2 เขียน ภาษาเขียนถูกต้อง เข้าใจไหม โอเค จดได้เลย ทีนี้นะครับ ไปหัวข้อที่ 3 กันนะ ข้อที่ 3 เขาบอกว่าคำที่เป็นภาษาปาก เป็นอะไร ภาษาปากก็ก็คำพูดเยอะแยะ ยกตัวอย่าง ภาษาปากนะ ภาษาปากเห็นไหม นักเรียนเห็นไหม นักเรียนเห็นตัวหนังสือสีแดง ๆ ไหม ภาษาปาก อาจเป็นเพราะเป็นคนพูด เยอะแยะ คำว่า "เยอะแยะ" เราจะเขียนคำว่า "เยอะแยะ" ไหม ไม่นะครับ เราจะไม่เขียน เยอะแยะ จะให้นะครับ มา ๆ ความหมายเดียวกัน นักเรียนชีวิตกำลังไปครับตามนี้นะ จริง ๆ แล้ว เราจะเขียนใบอนุญาตขับขี่รถ หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็คือเขียนให้มันถูกต้อง โอเคไหมครับ ถ้าสมมติว่านักเรียนไปเจอคำที่เขียนภาษาปากนะครับ คำว่า "เยอะแยะ" อะไรพวกนี้ ให้รู้ไว้เลยวัจนภาษา โอเคจดได้เลยครับ โอเคนะครัย มาต่อข้อสุดท้ายของวันนี้เพราะว่าห้อง 1 สุดท้ายเหมือนกันนะ จะได้เริ่มต้นพร้อมกัน เขาบอกว่า ข้อที่ 4 นะครับ การใช้สำนวนนะครับ เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสารเปรียบเทียบสำนวนเหล่านี้ มีความหมายไม่ตรงกับเขียนนะครับ ยกตัวอย่างนะครับ เขาบอกว่า น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหลงเหลง แต่เขาไม่ได้มาแต่เขาหมายถึงว่าฟังได้มากแต่ได้เนื้อนิดเดียว เขาเปรียบเทียบน้ำท่วมทุ่งนี่ ก็คือเนื้อหาสาระที่ฟังมากมายเลย แต่สิ่งที่ได้นิดเดียว ถ้านักเรียนเห็นสำนวนแบบนี้ให้รู้เลยว่าเป็นวัจนภาษา โอเค จดได้ครับ โอเคนะครับ วันนี้ เวลาของเราก็หมดลงแล้ว แล้วเจอกันใหม่นะครับ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะ ครับ ครับ สวัสดีครับ