(อาจารย์) โอเคค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ โอเค วันนี้ก็จะเป็นบทที่ 3 นะคะ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระเงินของการทำธุรกรรม หรือว่าการทำธุรกิจออนไลน์ด้วยนะคะ โดยก่อนที่เราจะจ่ายเงินได้นี่ มันก็ต้อง... สิ่งสำคัญที่เราต้องคิดถึงนะคะ ก็คือเรื่องความปลอดภัย ก็คือโดยให้ความปลอดภัยนี่นับว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับความปลอดภัยที่เรามาใช้นี่ มันจะเป็นการเข้ารหัสด้วยกุญแจ ซึ่งหลัก ๆ แล้วมันจะมีกุญแจ 2 ดอกนะคะ มีกุญแจที่เรียกว่า Public Key นะคะ เป็นกุญแจสาธารณะแล้วก็ Private Key ที่เป็นกุญแจส่วนตัว ซึ่งอย่างน้อยแล้วนี่องค์กรที่เขาจะใช้กุญแจสาธารณะได้นี่ เขาจะต้องมีองค์กรรับรองความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคุณไปเอากุญแจของใครก็ไม่รู้มาใช้ แล้วคุณบอกว่าคุณใช้กุญแจแล้วน่ะ แต่ทำไมยังไม่มีความปลอดภัยในการใช้งาน ก็เพราะว่ากุญแจนั้นอาจจะไม่ได้ถูกรับรองโดยองค์กรที่ให้การรับรองที่ถูกต้องนะคะ ซึ่งกุญแจนี้เราจะไม่ได้ถึงกุญแจที่เป็นกุญแจเปิดประตูบ้าน มันจะเป็นกุญแจที่แทนด้วยเลขรหัสทางคณิตศาสตร์นะคะ ใช้หลักคณิตศาสตร์ในการคำนวณรหัสเพื่อเข้ารหัสข้อความหรือข้อมูลผู้รับแล้วก็ผู้ส่งได้อย่างเฉพาะเจาะจงนะคะ มันอยู่ดี ๆ สร้างไม่ได้ มันจะต้องได้รับการรับรองด้วยแหละความหมายนะคะ ซึ่งระบบที่จะใช้สำหรับการเข้ารหัสนี่ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยที่จะต้องมี อย่างแรก มันจะต้องสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับผู้ส่งได้นะคะ ไม่ว่าคุณจะยืนยันตัวเองด้วยอะไร ด้วยการสแกนใบหน้า สแกนบัตรประชาชน รหัสหลังบัตรประชาชนที่เป็นเลเซอร์อะไรก็ว่าไปนะคะ ต่อมาการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเขาจะดูด้วยว่าข้อมูลที่ถูกเก็บไว้เก็บข้อมูลอย่างไร เก็บไว้ที่ไหน มีการเข้ารหัสหรือเปล่านะคะ รวมถึงการที่เราจะต้องการันตีความถูกต้องของข้อมูล ไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราระบุไปตอนแรก เอาง่าย ๆ เลยวันเกิดที่คุณใส่กับการแสดงผลหรือการนำไปประมวลผลจะต้องตรงกัน คุณบอกคุณเกิด พ.ศ. 2540 ก็จะต้องเป็น 2540 47 ก็ต้องเป็น 47 อายุ 18 ก็ต้องเป็น 18 นะคะ เพราะไม่คาดเคลื่อนแล้วเหมือนอย่างเช่นที่อยู่เขาจะถามว่าที่อยู่สำหรับส่งเอกสารที่อยู่ปัจจุบันใช้ที่อยู่เดียวกันไหม หรือว่าเป็นที่อยู่ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ต้องแจ้งนะคะ แล้วก็ไม่ว่าคุณจะพิมพ์ข้อความอะไร หรือส่งข้อมูลอะไร ไม่ว่าภาพ เสียง ข้อความ คุณจะปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้นะคะ อย่างเช่น คุณจะบอกว่าอันนี้คุณไม่ได้ส่งไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่าลายเซ็นดิจิทัลหรือว่ารายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ติดไปด้วย ก็คือคุณเข้ารหัสแล้วว่ามันเป็นของคุณ คุณยืนยันแล้วว่าข้อมูลนี้เป็นของคุณ คุณจะปฏิเสธไม่ได้นะคะ การชำระเงินออนไลน์นะคะ จากผลวิจัยถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่นี่ เขามั่นใจกับการใช้วิธีการหักบัญชีธนาคารมากกว่านะคะ แต่ถ้าเป็นในขณะที่เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ อย่างเช่น คนที่เรียนจบไปแล้วทำงานมีรายได้ประจำเขาก็จะมีบัตรเครดิต สิ่งที่นิยมจ่ายมากที่สุด อย่างเช่น ชอปปิงออนไลน์ shopee Lazada เขาจะนิยมจ่ายด้วยเครดิตเสียมากกว่า เพราะจะบอกว่าความสะดวกสบาย การมีโพรโมชันต่าง ๆ ได้เงินคืนอะไรก็ว่าไป ส่วนมากเขาจะอ้างอิงจากการจัดโพรโมชันส่งเสริมการขาย แล้วก็ในประเทศไทยก็เหมือนกันนะคะ รองลงมา นอกจากบัตรเครดิตแล้วเราก็ใช้วิธีการโอนเงิน รวมถึงการจัดเก็บเงินปลายทางบริการจ่ายตรงอาจจะไม่มีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตการ์ด Debit Card คืออะไร บางทีทุกคนอาจจะมีอยู่อยู่แล้วแต่ก็ไม่เคยใช้นะคะ รวมถึงการลงหรือก็ได้มาดูกันแนวทางในการพัฒนาเพื่อชำระเงินเดี๋ยวนี้จ่ายเงินให้ภาคใช้บริการ Internet Banking นะคะ มันก็จะเป็นการทำเว็บแอปพลิเคชันขึ้นมา การสร้างลิงก์ที่เรียกว่าระหว่างขายกับตัว Application ของร้านค้ากับระบบธนาคารต้องการซื้อสินค้าสามารถ Genarate QR Code หรือว่าการใช้ QR Codeก็ให้คุณไก่เงินแล้วก็เข้าบัญชีของร้านค้าได้โดยตรงนะคะ ระบบจะแจ้งเตือนเลยว่ายอดเข้าแล้วเหมือนที่เวลาเราไปกินข้าวหรือไปซื้อของอย่างนี้ บางทีคุณยังไม่ทันหันหน้าจอโชว์สลิปด้วยซ้ำบอกมันแล้วว่าเงินมันเข้าแล้วค่ะ ก็บริการ Internet Banking นี่ก็ได้รับความนิยมแล้วก็รักษาความปลอดภัยได้อย่างดีและเป็นมาตรฐาน แต่บางคนก็จะโดนโกงว่าปลอมสลิปนู่นนี่นั่นโน่นไม่กดโอนจริงอันนี้หรือว่าตัวลูกค้าเองก็ต้องเช็กช่วยเขาเรียกว่าตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความมั่นใจนะคะ หรือการจ่ายเงินที่เป็น Micro payment Micro ก็คือมันแปลว่าเล็ก ๆ เราไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ก็ได้ เราอาจจะมีบัตรเครดิตใบเดียวที่มีชิปการ์ดอยู่นะคะ หรือถ้าเป็นต่างประเทศคุณมีโทรศัพท์เครื่องเดียว คุณก็สามารถเอาไปซื้อของเอาไปเที่ยวเอาไปเดินทางได้แล้ว ถ้าเป็นประเทศที่เขารองรับการใช้กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลโดยโทรศัพท์ หรือ Apple Watch ก็ได้ สามารถเดินขึ้นรถไฟซื้อของในห้างก็เอาโทรศัพท์ไปแตะนะคะ ซื้อของในเซเว่นก็เอาโทรศัพท์ไปแตะ ไม่ได้สแกนนะ เอาโทรศัพท์ไปไว้ใกล้ ๆ มันก็สามารถจ่ายเงินได้เลยนะคะ ซึ่งมันก็จะทำให้ความปลอดภัยมันมีมากขึ้น เพราะว่าบางทีก่อนที่เราจะจ่ายสตางค์นี่ ถ้าเป็นระบบ wallet ในโทรศัพท์บางเครื่องเขาต้องให้เราสแกนหน้าก่อนหรือสแกนลายนิ้วมือหรือใส่รหัสความปลอดภัยก่อนที่จะจ่ายเงิน ไม่ใช่ว่าใครเอาโทรศัพท์เราไปแตะจ่ายได้ เป็นต้นนะคะ มันก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้นแหละเป็นการยืนยันเพิ่มขึ้นไปอีกว่าเป็นเราจริง ๆ นะที่ไปจ่ายสตางค์นะคะ องค์ประกอบหลักของการชำระเงินแน่นอนต้องมีลูกค้า มีสถาบันทางการเงิน หรือว่าเป็นธนาคารนั่นแหละ เดี๋ยวก็มีคนที่คอยกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงธนาคารธนาคารเดียวไม่ได้ มันจะต้องเป็นเครือข่ายของธนาคาร เหมือนสมัยที่พวกคุณเป็นเด็ก ๆ ไม่รู้จะเรื่องและหรือยังหรือยังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน การจะโอนเงินต่างธนาคารแล้วต้องเสียสตางค์ 10 บาท 20 บาทว่าไป ตามยอดจำนวนเงินที่คุณจะโอนนะ แต่ปัจจุบันนี่ ถ้าเป็นการโอนเงินให้เพื่อนต่างธนาคาร ถ้าไม่เกินจำนวนที่กำหนด โอนผ่านได้เลย โอนโดยใช้โทรศัพท์ได้เลยนะคะ อันนี้คือเครือข่ายธนาคารเขาตกลงร่วมกันนะคะ ก็จะเป็นความร่วมมือกันอะไรก็ว่าไป โดยการสร้างระบบชำระเงินนี่ โดยธุรกิจทั่ว ๆ ไปแล้ว หรือว่าผู้ขายทั่ว ๆ ไปนี่ เขาอาจจะพัฒนาระบบจ่ายเงินเองก็ได้ โดยต้องพัฒนาทั้งโปรแกรมแล้วก็ติดตั้งบน web Server ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นผู้ค้ารายย่อยที่เขาไม่ทำ มันลงทุนเยอะนะคะ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่เขาทำเองแน่นอน หรือองค์กรขนาดใหญ่เหมือนกันไม่ทำฉันไปซื้อมาเลย หรือเช่าก็ได้ เช่าเป็นรายเดือนรายปีทำสัญญาให้เขาดูแลให้ ถ้าไม่เช่า อยากพัฒนาเองแต่ไม่มีคน ไม่มีกำลังคน ไม่อยากดูแลสวัสดิการ เขาก็จะไปสร้างบริษัทมืออาชีพมาพัฒนาที่เรียกว่า Outsource นะคะ มาพัฒนาให้ก็ได้ ไม่ต้องจ่ายอะไรเงินเดือนให้เขาเราก็ไปจ้างเขามาเขาก็ดูแลตัวเองส่งงานให้ทันเวลาก็จบ กับอีกอีกแบบหนึ่งค่ะ เหมาะกับผู้ค้ารายย่อยลายเล็ก ๆ นะคะ ธุรกิจไม่ใหญ่มากเข้าไปใช้บริการของระบบชำระเงินของธนาคารเลือกมาเลยธนาคารใดธนาคารหนึ่งก็ได้ สังเกตง่าย ๆ ปัจจุบันถ้านักศึกษาเดินไปสแกนจ่ายสตางค์ ร้านอะไรก็ได้ จะเห็นป้ายที่เขาตั้ง QR Code แต่ละร้าน โลโก้ธนาคารแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนใช้แบงก์สีม่วง บางคนใช้แบงก์สีเขียว ใช้แบงก์สีฟ้าบางคนใช้แบงก์สีชมพูแล้วแต่เลือกเลยธนาคารที่คุณสะดวกมีบัญชีอยู่แล้ว อาจจะเป็นแบงก์สีเหลืองหน้า ม. เราก็ได้นะคะ ก็เลือกตามที่รังไข่ออกได้เลยหรือบางธนาคารเขาก็จะมีโพรโมชันให้ เช่น เวลาทำธุรกรรมมาก ๆ อาจจะลดค่าธรรมเนียมอะไรก็ว่าไปมีสิทธิพิเศษให้นะคะ สิ่งที่จำเป็นในการจ่ายเงิน แน่นอน การเข้ารหัสถอดรหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยของการทำธุรกรรม จะเห็นได้ว่าเวลาคุณจ่ายเงินในโทรศัพท์เพื่อสามารถตอบปลอดภัยคือความถูกต้องของการโอนเงินได้ รวมถึงถ้าเป็นธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารหรือผู้ค้ารายอื่น คุณจะต้องมีการสร้างลายเซ็นดิจิทัลขึ้นมา เพราะเอกสารบางอย่างเราไม่ได้เซ็นด้วยลายเซ็นตัวเอง ไม่ได้เซ็นสดนะ เอาปากกาเซ็นต่อหน้าลายเซ็นดิจิทัล ไม่ใช่ให้คุณเอาลายเซ็นคุณไปสแกนแล้วไปวางใน Word ใน PowerPoint ไปวางในเอกสาร อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่า "ลายเซ็นดิจิทัล" ลายเซ็นดิจิตอลจะต้องมีการเข้ารหัส เพื่อยืนยันได้ว่าอะไรเซ็นนี้เป็นลายเซ็นที่คุณเอามาสร้างใส่ในเอกสารนี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เอารูปมาวาง อันนี้คือลายเซ็นดิจิทัลไม่ใช่ผู้ซื้อจะต้องมีลายเซ็นดิจิทัล ร้านค้าก็จะต้องมีใบรับรองดิจิทัล ว่าเป็นร้านค้าที่มีอยู่จริง เชื่อถือได้ ไม่ใช่ว่าทำไฟล์หลอกขึ้นมาไม่ใช่ ต้องสามารถตรวจสอบได้โดยองค์กรที่น่าเชื่อถือนะคะ เขาจะออกใบรับรองให้ว่าร้านนี้มีตัวตนจริง ถ้าร้านใครเป็นร้านขายของชำ เมื่อก่อนถ้าคุณจะขายแอลกอฮอล์ขายเหล้า ขายเหล้าหรือขายเครื่องดื่มใด ๆ ก็ตาม มันจะต้องมีป้ายใบอนุญาตกับกรมสรรพสามิตอะไรก็ว่าไปมาแปะ ว่าร้านนี้ถูกต้องนะ เสียภาษีเรียบร้อย ใบรับรอง Digital ก็เหมือนกันจะเป็นคนออกโดยองค์กรที่เป็นที่รองรับแล้วก็ควบคุมโดยรัฐบาลนะคะ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ ถ้ามีข้อผิดพลาดวิเคราะห์หรือข้อปัญหาสามารถตรวจสอบได้นะคะ โดยสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีในการจ่ายสตางค์ง่าย ๆ ข้อมูลต้องถูกต้อง แล้วต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ป้องกันความลับ ป้องกันการปฏิเสธป้องกันโจรกรรม เช่น คุณจะบอกว่าคุณสั่งซื้อไปแต่ไม่จ่ายสตางค์บอกว่าฉันไม่ได้สั่งไม่ได้ เพราะว่ามันเป็น Account มันต้องใส่อีเมลใส่ password ก่อนที่มันจะสั่งซื้อได้ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นหรืออาจจะมีบริการบาง อย่างเช่น การป้องกันภัยทางไซเบอร์มาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ เงื่อนไขในการเลือกระบบชำระการเงินที่ดี อย่างแรก ต้องเป็นธนาคารที่สามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้ด้วยนะคะ โดยมันจะมีข้อตกลงของธนาคารกลางนะคะ วางหลักการในการชำระเงินไว้ แล้วก็การหักบัญชี ซึ่งหลักการนี้เขาจะมีอยู่ 10 ข้อ ข้อแรก ระบบการจ่ายเงินจะต้องถูกต้องตามกฎหมายนะคะ มีกฎระเบียบที่เข้าใจได้ อธิบายถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงนะคะ ถ้ามันมีความรับผิดชอบเกิดขึ้นใครเป็นผู้รับผิดชอบนะคะ การจ่ายสตางค์ต้องเกิดภายในวันนั้น คุณซื้อของตอนเที่ยงเงินต้องเข้าภายในเที่ยง ภายในเที่ยงเลยก็ได้ หรือภายในวันนี้ไม่เกินเที่ยงคืน จะสังเกตได้ว่าบางธนาคาร หลัง 5 ทุ่มครึ่ง คุณจะโอนเงินไม่ได้ทำธุรกรรมอื่นไม่ได้เติมเงินโทรศัพท์ก็ไม่ได้ จ่ายบิลค่าไฟค่าน้ำไม่ได้ เพราะมันเป็นช่วงคาบเกี่ยว ถ้าสมมติว่าคุณจ่ายเงิน 5 ทุ่ม 30 แต่ระบบมันทำงานไม่เสร็จมันจะผิดกฎหมายอันนั้นน่ะ 5 ทุ่ม 30 เขาเลยจะให้ทำอะไรเพราะว่าด้วยกฎนี้ค่ะ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นภายในวันเดียวกันกับวันที่คุณทำธุรกรรม เพราะฉะนั้น คุณจ่ายค่าน้ำ สมมติสาย 5 ทุ่มครึ่ง แต่ระบบมันตัดไม่เสร็จกฎหมายแล้ว เป็นต้นนะคะ การชำระเงินจะต้องเป็นราคาสุทธิ ยอดภายในวันนั้น ไม่ใช่ว่าคุยวันนี้ 180 ไปตัดยอดเป็น 190 ไม่ได้นะคะ การชำระเงินต้องจ่ายผ่านธนาคารกลาง ก็คือธนาคารที่ได้รับความเชื่อถือนะคะ แล้วต้องเป็นระบบการชำระเงินที่มีการรักษาความปลอดภัยในการดำเนิน การทำธุรกรรมชำระหนี้ตามกฎหมายจะต้องมีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจนะคะ มีเป้าหมาย มีเงื่อนไขในการที่เราจะเป็นสมาชิก สามารถอ่านเงื่อนไขได้อย่างเปิดเผยนะคะ ผู้บริหารจะต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส แล้วก็มีความรับผิดชอบก็ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ให้บริการ ผู้จัดการเงิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นั่นเองนะคะ ระบบชำระเงินส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็อาจจะเป็นเงินสดนะคะ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่จ่ายเป็นเช็ค เป็นบัตรเดบิต เครดิตบัตร การโอนเงินนะคะ ซึ่งในการทำธุรกิจออนไลน์นี่ ส่วนมากทุกอย่างมันจะอยู่ในโลกออนไลน์นะ เวลาเราจ่ายสตางค์นี่เราก็จะใช้บัตรเครดิตเสียมากกว่า หรือการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้นะคะ สิ่งพวกนี้เราก็เรียกว่าเป็น E payment ก็คืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ใช่ไหม เป็น Electronpaymentขายผ่านออนไลน์ทั้งหมดเรื่องการทำระบบจ่ายสตางค์ออนไลน์นี่มันทำให้การทำธุรกิจรวมกันนี่ มันสะดวกแล้วก็เร็วขึ้นนะคะ ก็แต่มันก็จะมีสิ่งที่ภาครัฐเขามองว่ามันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้วก็มันก็เป็นการที่ทำให้เงินมันหมุนเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้นนะคะ โดยการจ่ายเงินออนไลน์นี่ มันจะเป็นการจ่ายเงินระหว่างผู้ซื้อกับผู้โอน หรือผู้รับสินค้านะคะ ซึ่งเงินจำนวนนี่ถามว่ามันจะลอยเข้าไปในกระเป๋าไหม สมมติเรามี 500 บาท เราจะจ่ายไปเงินมันเข้ากระเป๋าเลยนะเป็นแค่การเปลี่ยนสีของเงินเป็นของใครแค่นั้นเองนะคะ โดยปกติแล้วนี่ตั้งแต่ปี 2565 ก็เป็นช่างเริ่ม ๆ ช่วงโควิดนะ คน 1 คนจะทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์การโอนเงินหรือรับเงินนี่ 348 รายการต่อคนต่อปีนี่แทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกวัน คุณจะต้องมีการโอนเงินหรือรับเงินผ่านช่องทาง E Banking Mobile Banking โอนซื้อข้าวแค่วันหนึ่งนี่ ใครกินข้าว 3 มื้อแล้วโอนสตางค์ผ่าน QR Code บอกมันแล้วก็อย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว 3-4 ครั้ง แล้วข้าวก็ครั้งหนึ่งชาไข่มุกก็ครั้งหนึ่งผลไม้ก็ครั้งหนึ่งซื้อของเซเว่นก็สแกนผ่านแอปอีกที่หนึ่งเหมือนกันนะคะ รวมถึงการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมน้อยลง ก็คือการเดินไปที่ธนาคารและถอนสตางค์ น้อย เอาง่าย ๆ เลยค่ะ ในตัวคนบางคนตอนนี้เงินสดก็ไม่มี เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ไปกดสตางค์โอนอย่างเดียวนะคะ แต่พอหมดโควิค คนก็เริ่มกลับมากดสตางค์เยอะขึ้น เพราะร้านค้าบางร้านก็ไม่รับเงินโอนก็มีนะคะ ก็รูปแบบธุรกิจบางคนก็แตกต่างกันไป บางคนก็รู้สึกว่าโอนเงินเดี๋ยวภาษีเยอะ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไปทำความเข้าใจกับเขานะคะ จากข้อมูลนะคะ จะเห็นได้ว่าการทำธุรกรรมออนไลน์มันเป็นสีเขียวเกือบทุกวัอัน ก็คือมันเติบโตขึ้นมามีเพิ่มมากขึ้นทุกปีนะคะ ทุกปี การจ่ายเงินนะคะ ด้วยบัตรเครดิตเพิ่ม แต่เดบิตลดลง เดี๋ยวจะอธิบายว่าบัตรเครดิตกับเดบิตต่างกันอย่างไร การจ่ายสตาง์ด้วยเช็กน้อยลงการจ่ายเงินสดด้วยการโอนผ่านทางช่องทางสถาบันการเงินมีเพิ่มขึ้นนะคะ เครื่อง ATM อันนี้ทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดีใช้กันมา ทุกคนน่าจะมีบัตร ATM นะคะ บัตรที่ไปกดสตางค์ที่ตู้นะก็สะดวกสบายในการใช้บริการมีเยอะมีทุกมุมนะคะ เครื่องรับบัตร ณ จุดขาย มันจะเรียกว่าเป็น "point of Sale" เป็นเครื่องที่ไว้แบบติ๊ดบัตรเครดิตสแกนจ่าย QR Code Mr.DIY สแกน QR ค่ะ เขาก็จะสร้างเครื่องให้คุณจ่ายเงินติ๊ด ๆ ๆ หรือเรียกว่าเป็นการใช้บาร์โค้ดสแกนอันนั้นเขาเรียกว่า "เครื่อง point of Sale" เครื่อง pos นะคะ เครื่องที่ให้บริการณจุดขาย บัตรพลาสติกน่ก็จะมีทั้งบัตรเดบิต บัตร ATM แล้วก็มีบัตรเดบิต แล้วก็บัตรอะไรอีกล่ะ บัตรนักศึกษาเดินนี้ก็เป็นบัตร ATM ในตัวแล้วก็มีสามารถใช้ในการทั้งกดเงินแล้วก็ชำระบริการของสินค้าได้ ซึ่งแม่เหล็กก็คือบัตรพลาสติกนี่แหละมีอยู่ 3 ชนิดนะคะ แบบแรกเป็นแบบออนไลน์ มันจะเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็กที่ถูกอ่านได้อย่างเดียวโดยเครื่องอ่านเท่านั้น ทั้งบัตร ATM ธรรมดาบัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตร ATM ธรรมดาสังเกตได้ว่ามันจะมีไม่มีสัญลักษณ์ว่า VISA ไม่มีสัญลักษณ์ Master Card ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ หน้าบัตรนั่นคือมันกดสตางค์ได้อย่างเดียวนะคะ ถ้าเป็นบัตร Debit Cardหน้าตาจะคล้าย ๆ กับบัตรเครดิตการ์ดทุก ๆ อย่างเช่น บัตร ATM ของคุณในกระเป๋าตอนนี้อาจจะมีสัญลักษณ์ Visa หรือสัญลักษณ์ mastercard บัตรเดบิตคืออะไร บัตรเดบิต คือ คุณสามารถใช้บัตรนี้รูดหรือแตะบัตรจ่ายที่เครื่อง pos ได้ ถ้าคุณมีเงินในบัญชี อันนี้เดบิตนะ คือจะปิดนะโทรศัพท์ ซึ่งแตกต่างจากบัตรเครดิตการ์ด Credit Card คือเขาจะให้วงเงิน ก็คือเขาสามารถให้คุณซื้อสินค้าได้ ซื้อไปก่อน สิ้นเดือนค่อยจ่ายเขาเรียกว่าเครดิต ก็คือให้ความเชื่อถือของคุณไปก่อนนะคะ แล้วสิ้นเดือนค่อยว่ากัน ส่วนมากแล้วบัตรเครดิตนี่ได้จบใหม่เงินเดือน 15,000 ก็สามารถทำบัตรเครดิตของตัวเองได้แล้วนะคะ ต่อมาเป็นบัตรแบบออฟไลน์ ซึ่งอันนี้พวกคุณยังไม่เกิดแน่นอน มันจะเก็บข้อมูลแบบแม่เหล็กนะคะ โดยเครื่องอ่านบัตร แล้วมันก็ค่อยเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนบัตรเอ็งที่หลัง เมื่อก่อนนี้คือบัตรโทรศัพท์ สมัยอาจารย์เด็ก ๆ เลยด้วยซ้ำ คุณมีเงินซื้อบัตร 100 บาท คุณก็สามารถเอาไอ้บัตรนี้ไปเสียบที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วก็โทรได้ 100 บาท สังเกตได้ว่าวันนี้ตั้งแต่ปี 2536 คุณยังเป็นอะไรอยู่ก็ไม่รู้อยู่เลย แล้วมาใช้งานอย่างไร จะเห็นแถบสีขาวตรงนี้ ตรงนี้ค่ะ ตรงล่างแทนเงิน 100 บาท คุณโทรไป 10 บาท แล้วก็ถูกตอกข้อมูลไปว่าเคยใช้ไปแล้ว 10 บาท 50 บาทก็ตอบไปแล้วครึ่งหนึ่งใช้หมดโทรศัพท์ตัดเลย นี่ค่ะ มันจะเป็นแบบนี้ เป็นแบบนี้สีดำ ๆ นี่ แสดงว่าคุณใช้ใกล้จะหมดแล้วเหลืออีกนิดหนึ่ง อันนี้เป็นแบบโบราณมากนะคะ เป็นแบบออฟไลน์ ใช้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ กับอีกอันหนึ่งบัตรแบบผสม สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยตัวบัตรจะมีแถบแม่เหล็กนะคะ อยู่ 2 แท่งสามารถใช้เพื่อแสดงข้อมูลของเจ้าของบัตรก็ได้ หรือแสดงข้อมูลสิ่งที่บันทึกอยู่ในบัตรก็ได้ โดยที่หน้าบัตรก็คือเป็นข้อมูลเบื้องต้นในบัตรว่าบัตรใบนี้เก็บอะไรบ้าง บัตรอัจฉริยะหรือว่า Smart Card อันนี้ทุกคนมีอยู่แล้ว บัตรประชาชน มันจะมีไมโครชิพฝังมาอยู่เวลาเราไปธนาคารหรือไปธุรกรรมใด ๆ ก็ตามเราไม่ต้องกรอกข้อมูลแล้ว เขาเสียบบัตรประชาชนปิดข้อมูลออกมาปุ๊บ แล้วค่อยคุยเซ็นรับรองได้แป๊บเดียวเสร็จนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชนหรือว่าบัตรเครดิตตอนนี้ก็เป็นชิปไมโครชิพตรงนี้เสียบเข้าไปนะคะ เพื่ออ่านข้อมูลในบัตร บัตรเครดิตรูปนี้จะมีทั้งแบบรูดบัตรก็ได้หรือเสียบบัตรก็ได้หรือแตะบัตรก็ได้นะคะ หลักการทำงานของ Smart Card นะคะ ไอ้ตัวเป็นชิปเมื่อกี้นี้มันจะเป็นการสร้างกุญแจคู่กัน เป็น Private Key กับ Public Key ถ้ากุญแจ 2 ดอกนี้เป็น Public Key เราจะเรียกว่าเป็นกุญแจ sympathetic เป็นกุญแจเหมือนกันถ้าเกิดเป็นกุญแจที่ต่างกันเรียกว่าอะตอมเมทริกซ์ก็คือต่างกัน Public คือสมมุติว่าคุณอยากส่งข้อมูลให้ใครก็ตามคุณจะต้องมีกุญแจ 2 ดอกจะต้องส่งกุญแจสาธารณะไปให้เขาเก็บไว้นะคะ ถ้าวันไหนที่คุณส่งข้อมูลไป คุณจะเข้ารหัสข้อมูล ถ้าใครมีกุญแจสาธารณะที่คุณแจกให้เขาจะเปิดข้อมูลนั้นไม่ได้ ซึ่งกุญแจเหล่านี้เราไม่ได้ทำเอง มันจะต้องทำโดยองค์กรที่มีใบรับรอง รับรองกุญแจนั้นให้ แล้วก็ฝังลงไปนะคะ ข้อดีของ Smart Card บัตรชิปนะคะ ที่มีชิปมันน่าเชื่อถือกว่าเก็บได้มากกว่า ลดการปลอมแปลงข้อมูลได้นะคะ ใช้กับอุปกรณ์พกพาได้หลายชนิดโทรศัพท์คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต นู่นนี่นั่นโน่น ขอแค่มีตัวที่สามารถใช้ตัวชิปการ์ดได้ ใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้นระบบสุขภาพก็ได้ระบบธนาคารก็ได้สะดวกกว่า การชำระเงินหลัก ๆ แล้วในโลกธุรกิจมันจะมีอยู่ 6 รูปแบบ แบบแรกเข้าแล้วมันเป็นการโอนเงินที่มีคุณค่าสูงนะคะ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่รองรับการจ่ายเงินที่มีมูลค่าสูงมาก ๆ ซึ่งจะต้องทำผ่านระบบของธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ ก็จะค่อนข้างมีความปลอดภัยสูงนะคะ เงินที่โอนมันคงไม่ใช่หลัก 10 บาท 20 บาท แน่นอนนะคะ อาจเป็นหลักล้านขึ้นไปนะคะ การโอนเงินค่าหลายรายการนะคะ อันนี้ก็จะเป็นการโอนเงินที่ทำทีละหลาย ๆ รายการ เช่น การโอนเงินเดือนครูมี 300 คนเขาจะโอนทีเดียวนะคะ เรื่องจะโอนหลายรายการก็ได้แต่รายการนั้นจะไม่เกิน 2,000,000 บาท ซึ่งเงินจะไม่เกิน 2 ล้านบาทแล้วถ้าเป็นองค์กรทั่วไปที่เราสามารถเข้าถึงได้นี่นะคะ เช่น การที่เรียกว่า sameday กับ Next Day ก็คือโอนวันนี้ได้ภายในวันนี้กลับบ้านถ้าเป็นเงินเดือนเขาอาจจะโอนให้แต่เงินเข้าเช้าวันนี้ก็ได้ก็จะเป็นในโทรศัพท์บ้างก็ หรือ Counter ธนาคารก็ได้ ทำด้วยตัวเองได้หรือเป็นการโอนเงินรายย่อยอีกนะคะ เป็นการโอนเงินออนไลน์เหมือนกัน อาจจะทำโดยระบบของธนาคารหรือเว็บไซต์ก็ได้นะคะ การใช้บัตรพลาสติกเพื่อการใช้เงิน บัตรเดบิตใช้บัตรเครดิต ก็ได้อิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบลูกเสือต่าง ๆ เป็นแบบพลาสติกก็ได้ อาจจะเป็นแบบว่าอะไรก็ได้ซึ่งนักศึกษาที่ซื้อเกมออนไลน์ก็รู้หลักการใช้ wallet มากกว่านะคะ แล้วมีบัตรเงินสดไม่มีเงินสดก็จะไม่มีเครดิต ก็เข้าไปใน Wallet แล้วก็ไปซื้อสินค้าก็ได้นะคะ เลข 3 หลักสุดท้ายที่อยู่หลังบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตสำคัญอย่างไรวันนี้ไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องนะคะ อยู่ด้านหลังแบบนี้ ทำไมเวลาคนโดนแฮกข้อมูลนี่เหมือนบางทีเด็กปั๊มขโมยข้อมูลอย่างนี้เลขนี้สำคัญตรงที่ว่าเวลาคุณจ่ายเงินออนไลน์เขาจะถามเลขนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อก่อนเขาคิดว่าเลข 3 หลักตัวนี้มันก็สำคัญพอแล้วแต่จริง ๆ ไม่ใช่แล้วเขาก็เลยเพิ่มเพิ่มความปลอดภัยข้อมูลอีกครั้งหนึ่งการใช้เลขotpotp ย่อมาจาก One Time password จะส่งมาเลขโทรศัพท์ของคุณเป็นเลขรหัสไส้กรอกก่อนที่จะจ่ายตังค์ออนไลน์ขอเลข 3 หลักอันนี้คือใครจดไว้ก็ได้ไปซื้อของแล้วเขาแอบกดบัตรก็คุณก็เสียตังค์แล้วจ่ายเงินออฟไลน์ ก็คือเก็บเงินปลายทางบ้าง จ่ายเงินด้วยตัวเองบ้าง จ่ายเงินที่ไปรษณีย์ หรือไปจ่ายที่เซเว่น หรือจ่ายเงินสด ตอนที่เขามาส่งก็ได้ อันนี้เขาเรียกว่า "ออฟไลน์" นะ ก็คือไม่ได้ผ่านโทรศัพท์ไม่ได้ผ่านเว็บไซต์การจ่ายเงินแบบอื่นก็ได้จ่ายที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสก็ได้เช่นที่คาดเครื่องบินคุณต้องไปจ่ายที่เซเว่นก็ได้ซื้อก็จ่ายได้ขอลดค่าจ่ายเซเว่นบ้านก็จ่ายเซเว่น อย่างนี้เป็นต้นนะคะ วันนี้ก็เลยมีงานให้ทำ 5 ข้อนะคะ เนื้อหาหลาย ๆ อย่างนี้ อยู่ในสไลด์อยู่แล้วหรือควรจะไปหาเพิ่มเติมอีกก็ได้นะคะ 5 ข้อก็ทำแล้วก็ถึง ส่งใน Claเหมือนเดิม 5 ข้อเริ่มทำได้เลยค่ะ