--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช้า) 160767 subtitle: date: วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) โอเค เดี๋ยวเริ่มเลยแล้วกันนะคะ วันนี้ก็จะเป็นบทที่ 6 จะเกี่ยวข้องกับตะกร้าสินค้าในร้านค้าออนไลน์นะคะ แล้วก็การรักษาความปลอดภัยในระหว่างที่เราดำเนินการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ก่อนที่เราจะทำการค้า-ขายบนโลกออนไลน์นี้นะคะ ถ้าเป็นระบบที่เราพัฒนาเอง หรือเป็นระบบที่เราอาจจะให้ หรือติดตั้งมามันจะต้องมีการติดตั้ง ซึ่งขั้นตอนแรก ก็คือเราจะต้องมีเว็บของเราก่อนนะคะ ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเว็บของเราจะต้องมีตะกร้าสินค้า หรือรถเข็นนะคะ มันก็จะเหมือนรถเข็นที่เราเห็นตามห้างนี่แหละนะคะ จะเป็นแบบนั้น แล้วก็ในตัวรถเข็นหรือตะกร้าสินค้านี่ มันจะต้องมีการกำหนดค่าต่าง ๆ นะคะ ตั้งแต่รหัสสินค้า คุณสมบัติต่าง ๆ ขนาด ราคา ค่าขนส่ง ค่าดำเนินการในการจัดการต่าง ๆ มีอะไรบ้าง นะคะ ถ้าเราใช้ในระบบซื้อ-ขายออนไลน์ อย่างเช่นพวก LAZADA SHOPEE ใช่ไหม มันจะมีสรุปข้อมูลพวกนี้อยู่นะคะ ก่อนที่เราจะจ่ายเงินนะ ซึ่งในระบบนี่ มันจะต้องมีส่วนประกอบหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับการชำระเงินนี่นะคะ ตั้งแต่การขอใช้ระบบ Secure Socket Layer นะคะ SSL ตัวนี้นะคะ เป็นระบบที่ติดตั้งบนเครื่อง Server เพื่อใช้ชำระเงิน อีกสวนหนึ่ง ก็คือจะเป็นการสร้างฟอร์มหรือรายงานสำหรับการสั่งซื้อนะคะ ว่าสิ่งที่ลูกค้าสั่งซื้อมามีอะไร ข้อคุณสมบัติต่าง ๆ จำนวน ราคา โดยฟอร์มคำสั่งซื้อนี่ มันต้องแสดงบนหน้า Web page นี้ได้ เราก็ต้องติดตั้งระบบ SSL ที่ป้องกันการแก้ไขคำสั่งซื้อนะคะ เพราะว่าบางทีข้อมูลที่ลูกค้าสั่งมา ถ้าสมมติว่ามีการบิดเบือน แก้ไขยอดเงิน แล้วก็ยอด Stock ของสินค้าชิ้นนั้น มันจะไม่ตรงกันนะคะ แล้วก็ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ จะต้องไปสมัครเป็นร้านค้าที่รับบัตรเครดิตได้ เพื่อให้สามารถกรอกข้อมูลบัตรเครดิตสั่งซื้อได้ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะให้ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตแล้วจะใช้ได้เลย ต้องให้ไปติดต่อกับธนาคารผู้ให้บริการนะคะ แล้วก็เอาเขาเรียกว่าอะไรล่ะ API ส่วนนี้มาติดตั้งหน้า Web page ของเรา ซึ่งระบบการทำงานส่วนใหญ่ของหน้าร้านนะคะ หน้าร้านออนไลน์ก็จะเป็นมี Catalog มีรูปสินค้า มีราคา มีคุณสมบัติ มีรายละเอียดสินค้าทั้งหมด อยู่บนหน้า Web page แล้ว ถ้าลูกค้าต้องการสั่งซื้อกดเพิ่ม หรือในตะกร้า รถเข็นสินค้านะคะ หลังจากนั้น ถ้าผู้ซื้อพอใจแล้ว ก็จะไปสู่หน้าชำระเงินนะคะ ก็จะมีตั้งการส่งใบสั่งซื้อนะคะ สมมติว่าเราเป็นเว็บตลาดกลาง เราจะไปติดต่อผู้ขายอีกทีหนึ่งว่ามีคำสั่งซื้อมานะ แล้วก็การชำระเงินต้องเข้ารหัสด้วย SSL ด้วย ก็คือ SecureXนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายอีกทีหนึ่ง ซึ่งในส่วนของหน้าร้านจะมีส่งคำสั่งซื้อลงไป ใส่ข้อมูลบัตรเครดิตนะคะ ข้อมูลการขนส่ง แล้วก็มีการยืนยันที่จัดส่งอีกครั้ง ถ้าใครใช้แอปพลิเคชัน Shopping Onlie ตอนนี้ บางทีมันก็ขึ้นคุณซื้อเสร็จปุ๊บ มันมีเด้งขึ้นมาเลยว่าให้ยืนยันที่อยู่สำหรับการจัดส่งนะคะ ส่งให้ใคร ยืนยันให้ตัวเองหรือเปล่า หรือว่าในแอปพลิเคชันคุณมันมี Memory ของที่อยู่อื่นหรือเปล่า ให้คุณเช็กหรืออยากใส่ข้อมูลเพิ่มเติม บ้านอยู่ในซอยสีแดง มีต้นมะม่วง 8 ต้นอยู่หน้าบ้านอะไรก็ใส่ไป เพื่อให้ขนส่งมาส่งให้ถูกบ้าน ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดของหน้าร้าน ก็คือระบบตะกร้าสินค้านี่แหละนะคะ โดยตะกร้าสินค้านี่ มันเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นรถเข็นสินค้านะคะ ให้เลือกซื้อบนเว็บไซต์ เหมือนเวลาเราไปเดินห้าง เราก็ใส่รถเข็นไว้ก่อน แล้วค่อยไปคิดสตางค์ทีเดียวนะคะ โดยมันจะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ทั้งรหัสสินค้า ราคา จำนวน คุณสมบัตินะคะ สี ขนาด ลูกค้าก็เลยไปเลยนะคะ ใส่ตะกร้าไว้ แล้วดูสินค้าอื่น ๆ ไปด้วย รอชำระเงินทีเดียวก็ได้นะคะ ซึ่งมันจะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า สามารถ... เหมือนเวลาเราซื้อของในรถเข็นน่ะค่ะ เราก็สามารถตรวจสอบรายการสินค้าได้ เหมือนแชมพูมันยังไม่ครบ เราใส่มาเพิ่ม หรือครีมอาบน้ำเราหยิบมาเกิน เยอะเกิน เอาออก เปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่ระบบชำระเงิน หรือตราบใดที่สินค้านั้น แสดงว่ามันเหลืออยู่นะคะ ลักษณะงานที่เคยชินเราก็เลือกสินค้า หยิบใส่ตระกร้า หยิบใส่รถเข็นนะคะ หลังจากนั้นพอจะจ่ายเงิน เราจะเรียกว่า "Check Out" ก็คือคำนวณราคาสินค้า คำนวณค่าขนส่ง ทุกอย่างถูกต้อง ที่อยู่ถูกต้อง เราค่อยจ่ายเงินผ่านระบบบัตรเครดิต อันนี้เป็นของคนที่ใช้งานระบบ Shopping Online คุ้นชิน ซึ่งระบบตะกร้าสินค้านี่ มันจะมีหน้าที่ในการคำนวณราคา รวมทั้งกับค่าขนส่ง อย่างถ้าเป็นปัจจุบันนี่ ถ้าคุณมีโค้ดส่วนลด ถ้าฟรีค่าขนส่ง ราคาสินค้าคุณจะเหลือเท่าไร หรือคุณซื้อเยอะเกิน ค่าขนส่งจะบวกเพิ่ม ทุกอย่างจะถูกคิดเงินตอน... ตอนที่อยู่ในระบบตะกร้านะคะ องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้า จะมีตั้งแต่การรับสินค้าเข้ารถเข็น การชำระเงิน มี 2 อย่างหลัก ๆ นะคะ ระบบตะกร้า ส่วนใหญ่จะมี 2 ระบบ ซึ่งปัจจุบันนี่ มันก็ในฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์ในการขายของออนไลน์นี่ มันสามารถทำได้ทั้ง 2 แบบนี้อยู่แล้วนะคะ ก็คือการเติมตัวเลข คุณอยากได้ของ 10 ชิ้น คุณก็ลบเลข 1 ออก เติมเลข 10 ลงไป อย่างได้ 15 ชิ้น ก็เขียน 15 ชิ้น หรือคุณจะกดเครื่องหมาย + เพิ่มที่ละชิ้นก็ได้นะคะ ก็บวกไปเรื่อย ๆ จนถึงจำนวนที่คุณต้องการ เราก็ลบ และกดเครื่องหมายลบก็ได้ หรือจะลบตัวเลขออก ใส่จำนวนที่เราต้องการก็ได้ ซึ่งจำนวนสินค้าที่เขาบอกเราว่าสินค้ามีทั้งหมด 325 ชิ้น คุณใส่ไป 340 เขาขายให้ไม่ได้นะคะ เพราะมันมีแค่นี้ 325 นะคะ ต้องระบบตะกร้าสินค้า มันต้องเชื่อมโยงไปกับระบบในการตรวจสอบคลังสินค้าที่เหลืออยู่ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าสินค้าเหลืออยู่เท่านี้ คุณก็สามารถซื้อได้จำนวนเท่านี้เท่านั้นนะคะ จะเกินไม่ได้ ถ้าเกินจริง ๆ ก็ต้องไปซื้อที่ร้านอื่นเพิ่ม ให้ครบตามจำนวนที่คุณต้องการนะคะ ระบบตะกร้าหรือรถเข็นนี่ การกดสั่งซื้อในแต่ละครั้งจะมีข้อมูลที่ส่งไปนะคะ คือ รหัสสินค้า ราคา เพื่อให้โปรแกรมประมวลผล คำนวณยอดเงิน แสดงรายการที่สั่งซื้อนะคะ พอคุณไปกดปุ๊บ ดูเลยว่าเรากดสั่งเครื่องดูดฝุ่นไปแล้ว 2 ตัวนะคะ สีดำ 1 ตัว สีขาว 1 ตัว ราคาเท่าไร ถ้าซื้อ 2 ชิ้นนี่ เป็นจำนวนเงินเท่าไร อย่างเช่นตัวนี้ เรากด... เราซื้อ 1 ชิ้น จากภาพซื้อ 1 ชิ้น สินค้าโปรแกรมมันก็จะประมวลผลออกมานะคะ คำนวณส่วนลดต่าง ๆ จากราคา 30,000 กว่าบาท เรามีส่วนลดพิเศษให้เหลือราคาเท่านี้นะคะ สีนี้ ถูกต้องหรือเปล่า เหมือนเราสั่งซื้อสีดำใช่ไหมคะ มันก็จะมีให้เช็กว่าสีดำตัวนี้นะ สีดำนะ ราคานี้นะ จำนวน 1 ชิ้นนะ โพรโมชันของแถมอะไรว่าไปนะคะ มันจะอยู่ในระบบของรถเข็นสินค้า ตะกร้าสินค้าทั้งหมด การแสดงผลนะคะ โดยรูปแบบของตะกร้าสินค้า ก็มี 2 รูปแบบ แบบที่แบ่งตามลักษณะการแสดงผลกับรูปแบบการให้บริการนะคะ แบบแรก แบ่งตามการแสดงผล เขาจะเรียกว่าอันนี้เป็นแบบโบราณแล้ว เป็นแบบเฟรม ก็คือเป็นกรอบนะคะ เป็นกรอบอยู่ด้านข้าง แล้วค่อยให้คุณใส่จำนวนเอง อยากได้หนังสือกี่เล่ม 4 เล่ม ใส่เลขลงมา ไม่มีบอก Stock ว่าเหลือเท่าไร นะคะ ซึ่งข้อจำกัดของแบบเฟรมนี่ มันจะทำให้การปรับปรุงเว็บไซต์ ทำได้ยาก เพราะมันถูก... ลงไปแล้ว โครงสร้างาของหน้าเว็บไซต์นะคะ แล้วก็การเพิ่มจำนวน มันจะกดเครื่องหมายบวกไม่ได้ คุณจะต้องกรอกตัวเลขเองเท่านั้นนะคะ กับอีกแบบหนึ่งเป็นแบบโบราณ แบบ Pop-up ถ้าคุณกดสั่งซื้อ หรือกด Order มันจะเด้งหน้านี้ขึ้นมา ให้คุณตรวจสอบอีกครั้งว่าให้คุณต้องการสั่งซื้อกี่ชิ้น เป็นราคาเท่าไร ถูกต้องหรือเปล่านะคะ ซึ่งแบบนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน Pop-Up ที่มันเด้งขึ้นมานี่ ระบบรักษาความปลอดภัยของ Web Browser หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการอย่าง Google ของเครื่อง Mac ก็จะเป็น Safari นี่ มันก็จะบล็อกไม่ให้ Pop Up พวกนี้แสดงผล เพราะมันเข้าใจว่าเป็นสแปม เป็นขยะนะคะ ไอ้ตัวตะกร้าแบบ pop up ไม่เป็นที่นิยมแล้วก็ไม่ใช้แล้วในปัจจุบัน ถ้าเว็บไซต์ไหนยังใช้อยู่ ก็คือคุณพัฒนาได้โบราณมาก ๆ นะคะ กับแบ่งตามรูปแบบให้บริการ อันนี้เป็นแบบตะกร้าค้าส่ง เขาจะให้ใส่จำนวนที่ต้องการซื้อจำนวนขั้นต่ำ สมมติคุณอยากได้ราคาสินค้าส่ง คุณจะต้องซื้อ 2 โหลขึ้นไปเท่านั้น คุณอยากได้ราคานี้ คุณต้องซื้อ 2 โหล ต้องซื้อ 10 โหลขึ้นไปนะคะ โดยหน้าเว็บไซต์แบบนี้นี่ ส่วนมากจะเป็นการเราสั่งไว้ก่อน แล้วไปรับเองนะคะ รวมถึงอาจจะมีการขนส่งก็จะ... แต่ราคาก็จะเหมือนกับที่เราซื้ออยู่ที่หน้าโรงงาน ค่าขนส่งจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราจะได้ราคาที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางนะคะ ถ้าคุณอยากให้ส่งเขาก็ส่งให้ คุณอยากให้เขาทำประกันสินค้าเขาก็ทำให้ แต่คุณต้องใส่เอง เพราะเขาจะคิดราคาเหมือนร้านขายส่ง อย่างเดียวนะคะ กับแบบเพิ่มยอดขายนะคะ ซึ่งตอนนี้วิชา E-Commerce นี่ ตัวอย่างมันดูง่ายมาก เพราะเว็บไซต์ที่ขายของออนไลน์ตอนนี้ มันพูดง่ายมากเลย Shopee Lazada ใช้ตะกร้าสินค้าแบบนี้หมด ให้คุณเก็บโค้ดส่วนลด ซื้อครบ 300 บาท ลดไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ซื้อครบ 500 ลดไปอีก 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อจูงใจให้คุณซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับส่วนลดนะคะ หรือบอกว่าคุณซื้อ 2 ชิ้นขึ้นไป จะแถมอะไร เขาจะเขียนลงไปในหน้าสินค้านั้น ๆ เลย ที่เป็น Promotion นะคะ อย่างตัวนี้ก็จะบอกว่าซื้อเก้าอี้ครบ 20 ตัว รับส่วนลดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ หรือว่าถ้าซื้อโต๊ะ เราจะได้แถมเก้าอี้ไว้เลย เขาจะเขียนไว้เลยนะคะ อันนี้เป็นแบบตตะกร้าเพิ่มยอดขายกับตะกร้าสินค้าเฉพาะตัวแทนจำหน่าย อาจจะต้อง Login หรือมีการสมัครสมาชิก ใส่เลขสมาชิก ส่วนมากจะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาจจะใช้กับตัวแทนจำหน่ายของบริษัท เป็นตัวแทนนะคะ ถ้ามีบัตรพนักงาน บัตรสมาชิก คุณจะได้สินค้าที่ถูกลงไปอีกนะคะ แต่ละคนก็จะได้ส่วนลดไม่เท่ากัน ตามคุณสมบัติของคน ๆ นั้นนะคะ เช่น คนนี้ทำยอดขายได้สูงมาก ลดเพิ่มไปอีก เป็นต้นนะคะ เป็นต้น แล้วก็เป็นรูปแบบตะกร้าสินค้าในการส่งออก ราคาขายในประเทศอีกแบบหนึ่ง ราคาส่งออกเป็นแบบหนึ่ง สามารถเลือกรูปแบบการส่งสินค้าได้ จะส่งทางเรือหรือส่งทางอากาศ ก็คือทางเครื่องบิน ราคาในการขนส่งก็จะแตกต่างกัน เขาจะมีระบุเลยว่าคุณจะให้ส่งไปที่ประเทศอะไร จำนวนเท่าไร เลือกรูปแบบการส่งแบบไหนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นรูปแบบของการส่งออกนะ กับแบบตะกร้าลับเฉพาะนะคะ ราคาจะไม่บอกจนกว่าคุณจะเป็นสมาชิก หรือสมัครสมาชิกแล้วเท่านั้น ถึงจะเห็นราคานะคะ ราคาก็จะปิดไว้ ไม่ได้มีการบอกว่าให้ทักแชตมานะคะ จะแสดงราคาเลย อันนี้เป็นแบบตะกร้าลับเฉพาะนะคะ รูปแบบตะกร้าที่แก้ไขรายละเอียดได้ เช่น การปรับแต่งคอมพิวเตอร์ ปกติก็แพงอยู่แล้ว เราอยากเพิ่มอะไรเข้าไปอีก เพิ่ม Ram เพิ่มการ์ดจอ เพิ่มหน่วยความจำ หรือเปลี่ยนคีย์บอร์ด เปลี่ยนสีอะไรก็ว่าไป ในสิ่งที่ปรับแต่งได้ตามที่เว็บไซต์เขากำหนดนะ มันไม่ใช่ว่า... มันไม่มีหรอก คุณอยากปรับ ก็ต้องมาทำเองนอกเหนือจากนั้นนะคะ การชำระเงินแล้วก็การยื่นเรื่อง เป็นร้านที่สามารถรับบัตรเครดิตได้นะคะ วิธีการที่ชำระเงิน จากเมื่อก่อนจนถึงปัจจุบันนี่ ก็ที่ได้ความนิยมนะคะ จะเป็นบัตรเครดิตอยู่ การโอนเงินผ่านธนาคาร ทั้งผ่าน QR Code แล้วก็ใช้เงินดิจิทัล ผ่านผู้ให้บริการต่าง ๆ อย่างเช่น พวก True Money แบบนี้ก็ได้นะคะ ซึ่งขั้นตอนในการที่เรามีร้านค้า แล้วอยากให้รับบัตรเครดิตได้นี่ ต้องเขียนโครงการเขียน วัตถุประสงค์ของร้าน ลักษณะของร้าน คุณคืออะไรนะคะ มีนโยบายการประกันสินค้า การรับคืนสินค้า ทีมงานคุณ บริษัทคุณมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเป็นร้านเล็ก ๆ มันจะค่อนข้างยุ่งยาก เขาจะขายสินค้นหรือเว็บที่ให้บริการง่ายกว่า เขาไม่ต้องทำเองนะคะ แต่ปัญหาการขอใช้ระบบจ่ายสตางค์บัตรเครดิตของคนไทยนี่ ร้านทั่วไปบางทีเขาไม่อยากจะรับบัตรเครดิต เพราะมันจะถูกหักค่าบริการจากธนาคาร แล้วร้านบางร้านเขาไม่อยากให้หัก เพราะมันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำไรของเขานะคะ แล้วก็ร้านไหนจะรับบัตรเครดิตได้ต้องมีเงินฝากค้ำประกันอีก มันเลยยุ่งยาก ร้านค้าในไทยทั่วไปก็เลยไม่ชอบใช้บัตรเครดิต ชอบเงินสดมากกว่า ชอบจ่าย QR Code มากกว่าเพราะมันจะสามารถเข้าบัญชีได้เลยนะคะ ซึ่งการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินนี่ มันก็จะมีส่วนสำคัญอยู่ 2 จุด ก็คือการคำนวณเงิน เมื่อมีการ Check Out ก็คือสิ้นสุดการเลือกสินค้าแล้ว ต้องการจะจ่ายเงินแล้วนะคะ จุดที่ 2 ก็คือระหว่างการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตนะคะ การคำนวณเงินที่ดีต้องสามารถแยกย่อยแสดงสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ภาษี ค่าห่อพัสดุบางอย่าง อยากจ่ายเงินเพิ่ม ค่าประกันสินค้า ใครอยากจ่ายเพิ่มได้นะคะ แต่ทุกอย่างนี้จะต้องแยกเป็นรายการให้ชัดเจน แล้วก็ต้องมีความยืดหยุ่นในการแสดงผล ยังสามารถปรับลดสินค้าได้นะคะ ตราบใดที่เขายังไม่กดจ่ายสตางค์นะคะ แล้วก็ถ้ามันมีโพรโมชันมันก็จะลดให้เลยโดยอัตโนมัติ ถ้าลูกค้าใส่โค้ด หรือใส่รหัสส่วนลดแล้ว รวมถึงถ้ามันมีสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก มันต้องแสดงผลทันทีนะคะ ไม่ใช่ว่าซื้อไปแล้วเพิ่งมาเช็ก มันมีสิทธิ์สมาชิกนี่ ไม่ได้ มันจะต้องตัดยอดหรือส่งผลตอนนั้น ขณะนั้น ก่อนที่เขาจะกดจ่ายสตางค์นะคะ สำคัญที่สุด ก็คือระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยที่นิยมใช้นะคะ Secure Socket Layer ซึ่งจะต้องไปจดทะเบียนกับบริษัทที่ชื่อว่า "Verisign" ถ้าตอนนี้เราใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ ภาพมันเหมือนลูกกุญแจล็อกเป็นสีเขียว บางอันก็ไม่เป็นสีเขียว แต่ตรงข้างล่างนี่ค่ะ STTP มันต้องมีรหัสด้วย ก็คือมันเป็นการเข้ารหัส ไม่อยู่ดี ๆ อยากใส่ก็ใส่นะคะ มันจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว จดทะเบียนแล้ว ถึงจะขึ้นตัว S แบบนี้นะคะ ก็คือเว็บไซต์นี้ ในการทำการเข้ารหัสแล้ว ปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้วนะคะ โดยบริษัท Verified ก่อตั้งมาหลายปีแล้วนะคะ ก็เป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด ปัจจุบันก็ยังมั่นใจว่าข้อมูลที่ใช้ตัวเทคโนโลยีที่น่าปกป้อง จะมีความปลอดภัยสูงสุด และปัจจุบันนี้ยังเป็นบริษัทที่อนุมัติรับรองความปลอดภัยอันดับ 1 ของโลกอยู่ บริษัท Verified ตัวนี้ ซึ่งไม่ใช่จะได้ใช้กันฟรี ๆ ต้องเสียสตางค์นะคะ ก็จะเอาตัว Top ที่สุดเลย ก็จะได้หลักหลายหมื่นบาท เพื่อให้ได้แถบสีเขียวแบบนี้ เว็บไซต์หลาย ๆ อันจะมีแถบสีเขียวแบบนี้นะคะ เพื่อยืนยันว่าเว็บไซต์เขาปลอดภัย ปัญหาโจรกรรมมูล ถ้าอย่างไร เดี๋ยวจะหาข้อมูลที่มันขึ้นสัญลักษณ์แถบเขียวนี้ให้ดูนะคะ อันนี้เป็นหน้าตาของเว็บ Verisign นะคะ เผื่อต่อไปเรียนจบไปแล้ว ไปฝึกงาน แล้วพี่ ๆ ในบริษัทเขาต้องทำธุรกรรมร่วมกับ Verisign ที่เคยเห็น อ๋อ เราเคยรู้จักบริษัทนี้มาแล้วนะคะ ครับ ซึ่งปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยก็จะมีอยู่ 2 ระบบ ก็คือ SSL กับ SET SSL เป็น Protocol ที่เพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายนะคะ ทำให้ข้อมูลของเราเป็นความลับ ตั้งแต่รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต รหัส 3 ตัวหลัง รหัสผ่านนะคะ ตัวข้างหลังบัตรนะคะ ก็... นอกจากคนรับ คนส่งข้อมูลแล้ว เขาการันตีว่าไม่มีใครสามารถดึงข้อมูลของคุณไปได้ หน้าที่ของ SSL ก็มีไว้สำหรับตรวจสอบ การเข้ารหัสลับ การติดต่อสื่อสารระหว่าง Client Server หน้าที่หลัก ๆ มีอยู่ 3 ส่วน คือ ตรวจสอบว่า Client เป็นจริงแล้วก็ใส่รหัสของการเชื่อมต่อไว้นะคะ การเข้ารหัสข้อมูลของ SSL นะคะ มันจะเป็นการแปลงรูปแบบข้อมูลให้แตกต่างไปจากเดิม จนคนที่สามารถ... ถ้าไม่มีกุญแจในการปลดล็อกข้อมูล จะไม่สามารถอ่านได้ หรือเรียกว่า "การถอดรหัส" นั่นเอง บางคนได้ข้อมูลแบบที่เขาเข้ารหัสไป มันจะอ่านไม่ออกเลย มันจะเป็นเหมือนอักขระอะไรไม่รู้มั่วซั่วไปหมด อ่านไม่ออกนะคะ แต่ถ้ามีกุญแจมันสามารถทำการอ่านได้ ซึ่งการเข้ารหัสข้อมูลมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบสมมาตรก็จะคือกุญแจมันเหมือนกัน อสมมาตร ก็คือมันไม่เหมือนกันนะคะ จำง่าย ๆ โดยกุญแจแบบสมมาตรมันจะเป็นการเข้ารหัสกับถอดรหัสที่กุญแจที่เหมือนกัน เหมือนกุญแจบ้าน ดอก ไอ้ตัวแม่กุญแจมีอันเดียว แต่มีกุญแจที่เหมือนกัน 3-4 คนอย่างนี้ พ่อก็มี แม่ก็มี ลูกก็มี ใช้กุญแจหน้าตาเหมือนกัน เปิดบ้านได้ อันนี้เรียกว่า "กุญแจสมมาตร" ข้อดี คือ มันรวดเร็วนะคะ สามาถสร้างได้ง่าย แต่ข้อเสีย คือ การบริหาร จัดการกุญแจมันยาก เพราะกุญแจในการเข้ารหัส ถอดรหัส เหมือนกัน ไม่รู้ว่าดอกไหนเป็นดอกที่ปลอมแปลงมาหรือเปล่านะคะ ซึ่งแตกต่างกับกุญแจอสมมาตร ที่มันแตกต่างกัน มันไม่เหมือนกัน เพราะกุญแจที่ใช้ทำการเข้ารหัสกับถอดรหัสจะเป็นคนละดอกกัน สามารถระบุผู้ใช้งานโดยใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ Digital Signature ไอ้ Digital Signature นี่ ไม่ใช่ไปสแกนแล้วก็มาแปะใส่ใน Word ไม่ใช่ ตัวเลขแล้วก็สมการทางคณิตศาสตร์นะคะ ซึ่งเวลาที่ใช้ในการเข้าแล้วก็ถอดรหัสนี่ นานมาก เพราะต้องใช้เวลาในการคำนวณ มันเลยทำให้การเข้ารหัสแบบอสมมาตร หรือ Asymmetric Key นี่ มันค่อนข้างจะปลอดภัยนะคะ ต่อมาเป็นอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบ SET ที่พัฒนามาเพื่อชำระเงินบัตรเครดิต ก็ผู้ใช้บัตรเครดิต ร้านค้า ธนาคาร ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าการให้บริการ จะต้องมีใบรับรองดิจิทัลนะคะ เพื่อเข้ารหัสข้อมูลในการสั่งรายการสั่งซื้อ ก่อนส่งไปในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อไป ก็คือต้องมีการทำ... อะไรล่ะ เขาเรียกว่า "คำรับรอง" ว่าข้อมูลที่ส่งไปถูกต้องนะคะ กลไกการทำงานของ SET นะคะ ก็... มันก็จะต้องบอกว่า มันสามารถรักษาความลับของข้อมูลที่รับ-ส่งได้นะคะ สร้างความน่าเชื่อถือของใบรับรองดิจิทัล ตรวจสอบสิทธิ์การซื้อ ว่าคนซื้อ คนขายที่มีอยู่จริงนะคะ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้นะคะ ตัว SET นี่ มันจะมีการเกี่ยวข้องกับธนาคารด้วยนะคะ ส่วน SHL นี่ จะอยู่ในส่วนของ Server นะคะ ข้อมูลบัตรเครดิต ตัว SSL นี่ จะต้องทำการป้อนใหม่ทุกครั้ง แต่มันจะปลอดภัยทุกครั้งที่ทำการป้อนข้อมูลนะคะ แต่ตัว SCT จะมีการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้นะคะ ก็จะป้อนครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกนะคะ วันนี้ก็เลยจะให้ลองทำงานนะคะ ถ้าเหมือนที่อาจารย์บอกว่าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ ทำไมคำว่า "หน้าร้าน" ระบบที่สำคัญที่สุดคือระบบตะกร้าสินค้า ที่อาจารย์ให้ แล้วลองให้นักศึกษาลองบอกเหตุผลของตัวเองดูสิ ว่าทำให้ตะกร้าสินค้ามันสำคัญที่สุดของการซื้อขายออนไลน์แล้วกันนะคะ แล้วก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมดูสิ ว่า SSL กับ SET นี่ ข้อดี-ข้อเสียมันมี แล้วมันเป็นอย่างไรนะคะ ทำไมคนยังใช้ SSL อยู่ ทำไมคนยังใช้ SET อยู่ เพราะเหตุผลอะไร เขาถึงใช้แยกออกจากกัน หรือบางองค์กรเขาเลือกใช้ทั้ง 2 อย่างเลย เพราะอะไรนะคะ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ก็ส่งใน Google Classroom เหมือนเดิม 2 ข้อ เริ่มทำได้ค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]