--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช้า) 230767 subtitle: date: วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์) นะคะ Facebook ก็มีแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายนะคะ องค์ประกอบที่ขึ้นกับแพลตฟอร์ม จะมีระบบหลังบ้าน ที่เรียกว่าระบบ Back End ก็จะเป็นระบบคลาวด์ ที่รองรับการทำงานจำนวนมากนะคะ มีระบบซอฟต์แว ร์ในการเขียนเป็น API นะคะ ก็พอพัฒนาเสร็จแล้ว คนนอกสามารถเข้าถึงบริการ สามารถดูข้อมูลได้นะคะ ก็จะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ มาต่อยอดไปเรื่อย ๆ นะคะ ถ้าเว็บไซต์ไหน เขาต้องการจะให้คนมาพัฒนา เขาจะเปิด API เอาไว้นะคะ ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์คนอื่น มาเชื่อมต่อนะคะ แล้วก็พัฒนาโปรแกรมร่วมกัน องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มนะคะ ก็จะมีระบบหลังบ้าน ก็คือระบบ Back End เป็นระบบคลาวด์สามารถแก้ไข ปรับปรุงที่ไหนก็ได้ บนโลกนะคะ แล้วก็จะมีการเปิด API นะคะ ให้คนมาช่วยพัฒนาเว็บไซต์ก็ได้นะคะ ก็จะมีการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้เหมาะสม กับการทำงานด้วยนะคะ ตั้งแต่มีฐานข้อมูล มีเว็บเซิร์ฟเวอร์นะคะ มีหน้าตาของแอปพลิเคชัน หรือว่ามีส่วนเสริมต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ก็ได้ โดยของแพลตฟอร์มนี่ ก็ต้องประกอบด้วย คนที่จะอยู่ในขั้นตอนธุรกิจ ผู้ผลิต ตัวจัดจำหน่าย ตัวแทน ลูกค้า ทุกคนจะเชื่อมโยงกัน พึ่งพาอาศัยกัน ลูกค้าเป็นผู้บริโภคก็จริง เขาหิวข้าว ก็ต้องมีร้านขายให้เขา ร้านค้าไม่มีลูกค้าก็ขายให้ไม่ได้นะคะ ซึ่งในโลกธุรกิจปัจจุบันมันเป็นโลกออนไลน์ มันเชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ต ไอ้ตัว Ecosystem นี่ ค่ะ ถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้านะคะ โดยตัว Ecosystem นี่ มันก็จะเป็นการพัฒนาสินค้า การบริการ การดูแล สิ่งแวดล้อมขององค์กร สิ่งแวดล้อมในที่นี้ ไม่ใช่ว่าปลูกต้นไม้นะคะทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกค้าพึงพอใจ แล้วก็ให้ลูกค้า ยังเรียกว่าจงรักภักดีในแบรนด์ เขาเรียกว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาซื้อสินค้าเรา ให้เขายังอยู่ในระบบนิเวศ คือ เขายังซื้อ เขายังซื้อซ้ำ อย่างนี้ดีกว่านะคะ ประเภทของแพลตฟอร์มนะคะ เราจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท นะคะ ประเภทแรก เป็นแบบที่มีนวัตกรรมนะคะ สามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อย ๆ ก็คือระบบปฏิบัติการนะคะ แบบที่ 2 เป็นแบบการทำธุรกรรม เช่น UBER Ari bnb Grab Line man Food Panda ก็คือมีการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างแอปพลิเคชัน อันที่ 3 คือการประยุกต์ใช้ หรือการเอามารวมกันนะคะ เช่น อาจจะเป็นกลุ่มของการคำนวณราคา ของร้านค้า ที่เป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกัน พัฒนาระบบร่วมกันนะคะ โดยธุรกิจแพลตฟอร์มนี่ เราสามารถทำงานได้ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ โดยใช้ IP เป็นส่วนสำคัญนะคะ ยิ่งแพลตฟอร์มมันใช้ง่าย แล้วมันก็มีการใช้งานอย่างกว้างขวางนี่ การพัฒนานะคะ เลยต้องอาศัยการเชื่อมต่อ แล้วก็การสร้างเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กัน โดยส่วนมากนี่ ทางด้านธุรกิจนี่ เขาจะพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมานะคะ เพราะอะไร เพราะเขาต้องดูว่าระบบนิเวศของธุรกิจเขา หรือบุคคลที่เป็นคนที่... หาวัตถุดิบมาให้เขานี่ หาสิ้นค้ามาให้เขานี่ ต้องสามารถเขามาใช้งานได้ แล้วก็สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกันได้นะคะ พอองค์กรทางธุรกิจนี่ เขาเปลี่ยนกลยุทธ์นะคะ แพลตฟอร์มก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในแพลตฟอร์มจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เช่น กิจกรรมส่งเสริมการขาย โพรโมชันต่าง ๆ ใครสามารถร่วมโพรโมชันนี้ได้นะคะ ใครเป็นกลุ่มลูกค้า ใครเป็นผู้ผลิต ให้ใครเป็นผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่เอามาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ทำอย่างไรก็ได้ ให้มันสร้างมูลค่า ให้กับธุรกิจมากที่สุดนะคะ โดยแพลตฟอร์มนี่ ส่วนมากเขาจะต้องมีการจัดโพรโมชัน หรือว่าจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างที่เราเห็น ก็คือ โปร 1.1 2.2 ไปจนถึง 12 เดือน 12 วนซ้ำทุกปี คืออย่างน้อยลูกค้าจะรู้เลยว่ามีโพรโมชันนี้ ทุกเดือน แค่วันที่มันต่างไป ตามเดือนที่จัดโปรโมชันนั้น ๆ นะคะ โดยยิ่งคนเขาจัดกิจกรรมส่งเสริมมากเท่าไร มีเครือข่ายที่เข้าร่วมโปรโมชันมากขนาดไหน มันยิ่งได้เปรียบ เพราะแพลตฟอร์มนี้มีโพรโมชัน แพลตฟอร์มนี้ไม่มี ลูกค้าตจะเลือกแบบไหน ก็ต้องเลือกสิ่งที่มีโพรโมชันสิ ใช่ไหมคะ โดยจุดเน้น ของการทำธุรกิจอย่างนี้นี่ เป็นธุรกิจแบบท่อ เหมือนท่อน้ำเปิดก๊อกน้ำนะคะ มุ่งเน้นในการขายสินค้าและคุณภาพ น้ำยิ่งแรงเท่านั้น ยิ่งมีคนมาร่วมทำธุรกิจกับเรามากเท่าไร การซื้อ การขาย การให้บริการมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นนะคะ ยิ่งมีคนซื้อเยอะ แสดงว่ารายได้แล้วก็ผลกำไรมันก็ต้องมากขึ้นเช่นเดียวกันนะคะ โดยปัจจัยตัวชี้วัดธุรกิจแบบท่อ ท่อน้ำนี่นะคะ เราจะสามารถดูได้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเลข เป็นเชิงสถิติของการทำงานที่ผ่านมานะคะ แล้วก็อาจจะดูความล้มเหลวด้วย ไม่ใช่ดูแต่ความสำเร็จอย่างเดียวนะคะ เช่น แชร์หรือเปล่า คุณภาพการจับคู่ เช่น สินค้าตัวเดียวกัน คุณหาคู่เปรียบเทียบมาให้เขาดูหรือเปล่าว่า อยากได้ขนมยี่ห้อนี่ แบบนี้ ในแพลตฟอร์มคุณน่ะมีขายกี่ร้าน แล้วแต่ละร้านให้ราคาเท่าไร หรือว่าเขามาค้นหา แต่เขาหาสินค้าที่เราต้องการไม่เจอ แต่คีย์เวิร์ดที่เขาใส่เป็นแบบนี้ ร้านคุณก็มีขาย แต่เขาใช้ คีย์เวิร์ดอันนี้ เลยหาไม่เจอ มันเลยจับคู่ความต้องการไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เรามีของขายนะ มันก็จะมีปัญหา เหมือนกับที่สัปดาห์ที่แล้วที่ครู Meta Search คือ Keyword มันไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการนะคะ คุณจะต้องสามารถคิดคำที่ลูกค้าจะใช้กับสินค้าตัวนี้ให้ได้นะคะ บางที่แบบใส่คีย์เวิร์ดน้อยมาก พอเขาเข้ามาค้นไม่เจอ โดยข้อมูลเหล่านี้นี่ เราสามารถแก้ไขได้นะคะ รวมถึงผลกระทบทางเชิงลบนะคะ เช่น พอมีโพรโมชันแพลตฟอร์มเราเข้าใช้งานไม่ได้ เพราะคนเข้าใช้เยอะเกินนะคะ เช่น พอมีโพรโมชันแพลตฟอร์มเราเข้าใช้งานไม่ได้ เพราะคนเข้าใช้เยอะเกิน หรือพอมีโปรโมชันสินค้าเราไม่พอขาย เราจะแก้ปัญหาพวกนี้อย่างไรนะคะ ลักษณะก่อนการดำเนินธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม มันก็เกี่ยวข้องกับการควบคุมทรัพยากรนะคะ ต้องมีการจัดทรัพยากรให้เหมาะสม ไม่ต้องสต๊อกของเยอะ แต่ต้องพอขาย จับต้องได้ในที่นี้ คือ ไม่ใช่ว่า เขาสั่งมา 300 ชิ้น แต่ของที่คุณมีน่ะ จับต้องได้จริง ๆ แค่ 200 แบบนี้ไม่ได้นะคะ แล้วก็เปลี่ยนประสิทธิภาพของการทำงานภายในองค์กร การปฏิสัมพันธ์ การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้บริโภคนะคะ แล้วก็มุ่งเน้นคุณค่าที่ลูกค้า เหมือนเวลาที่เขาบอกว่าการทำธุรกิจ หรือการทำงานบริการนี่ สิ่งที่สำคัญ คือ ลูกค้า ผู้ใช้บริการนะคะ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าพึงพอใจ ในการอยู่ในระบบนิเวศของเรา ใช้สินค้าของเรา อยู่ใน Ecosystem เพื่อทำให้ธุรกิจของเราที่เป็นท่อนี่ ขยายใหญ่ขึ้น น้ำที่เข้ามาให้มันแรงขึ้นอะไรแบบนี้นะคะ โดยเราก็จะใช้ IT นะคะ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม ทั้งความก้าวหน้าของอุปกรณ์ การใช้สมาร์ตโฟนมีขนาดเล็ก รองรับเครือข่ายความเร็วสูง ซึ่งปัจจุบันนี่ มันมีความสำคัญมาก ที่จะให้คนจากทั่วโลกใช้อินเทอร์เน็ต แล้วอินเทอร์เน็ตนี่ แทบตะทุกซอกทุกมุมในโลกนี่ ยิ่งประเทศที่เจริญแล้วนะคะ อินเทอร์เน็ตนี่ มีทุกที่เลย หน้าข้าง ๆ เสา ป้ายรถเมล์ มีให้แบบฟรี ๆ เลย ในร้านอาหารก็ฟรี บ้านเราก็มีแล้ว ในร้านอาหาร แต่ว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐาน เวลาเราเดินบนถนน บ้านเรายังไม่มีขนาดนั้น โดยการเอาไอทีเขามาเป็นเครื่องมือ มันมีบทบาทสำคัญมาก ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดการ การเปลี่ยนแปลงนะคะ ถ้าองค์กรไหนปรับตัวไม่ทัน มันก็จะเสียเปรียบในการแข่งขัน เช่น เขาเปลี่ยนแพลตฟอร์ม ที่สามรถดูได้ทั้งในบนโทรศัพท์ ทั้งใน Smart Watch แต่บริษัทคุณยังไม่สามารถแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทวอทได้อย่างนี้นะคะ เช่น เขามีแค่ลูกค้าเคยซื้อสินค้า เขาจะมีแจ้งเตือนเลยว่า คุณต้องการซื้อสินค้าซ้ำไหม เขาคำนวณเลยว่าถ้าคุณสั่งซื้อวิตามิน เขาคำนวณแล้วว่าลูกค้านี่ น่าจะรับประทานหมดวันที่เท่าไร เขาจะมีการส่งแจ้งเตือนเลย ว่าคุณต้องการจะซื้อซ้ำไหม บางบริษัทมี แต่คุณไม่มี คุณก็เสียเปรียบแล้วนะคะ การเผยแพร่สื่อออนไลน์ต่าง ๆ เช่น ใน Facebook บน Google บนแอปพลิเคชัน บนเว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้งาน มันจะมีแบรนด์เนอร์โฆษณา เพื่อสร้างสร้างความจดจำ กระตุ้นนะคะ ให้ผู้บริโถคนี่ สนใจ แล้วก็จดจำสินค้าของเราได้นะคะ ยิ่งในยุคปัจจุบันนี่ เขาเรียกว่า ยิ่งอะไใช้งานง่าย ๆ เขาเรียกว่า "User Friendly" หรือเว็บไซต์นั้น ๆ นี่ เข้าไปใช้งานง่าย สะดวก แล้วปลอดภัย ไม่เจอคอลเซนเตอร์ ไม่เจอขโมยเลขบัตรนะคะ อันนี้ก็สามารถสร้างความพึงพอใจ ให้กับลูกค้าระดับหนึ่งเลยนะคะ อย่างเช่น ตอนนี้ การตลาดสมัยใหม่ของผู้ประกอบการ เป็นคนขายของคนเดียว ก็เป็นผู้ประกอบการได้ ไลฟ์สดคนเดียว เปลี่ยนเสื้อผ้า โชว์สินค้า ตัดสต๊อก คุยกับลูกค้า ส่งของ ตอนนี้ผู้ประกอบการให้จำเป็นมีเป็นบริษัทใหญ่ ๆ มีหน้าร้านใหญ่ ๆ ไม่ต้อง มีแค่อุปกรณ์ที่สามารถไลฟ์สดได้ คุณพูดให้เก่งหน่อย มีอินเทอร์เน็ตก็ขายของได้แล้วนะคะ อย่างนี้เป็นต้น ยืนขายของคนเดียว เสื้อผ้าวางไว้ ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ได้ แค่หยิบมาโชว์ ก็เป็นผู้ประกอบการได้แแล้วนะคะ โดยแพลตฟอร์มของ E-Commerce นะคะ หรือว่าแพลตฟอร์มของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ ส่วนมากจะเป็นเว็บไซต์ หรือเป็นแอปพลิเคชันสำเร็จรูปนะคะ ที่รองรับบริการออนไลน์โดยเฉพาะ ก็จะเป็นช่องทางที่ให้ผู้ซื้อ ผู้ขายมาเจอกันนะคะ มีข้อตกลงซื้อขาย มีการเสนอขาย มีการสั่งซื้อ ครอบคลุมการชำระสินค้า การส่งมอบผ่านระบบขนส่งต่าง ๆ ข้อดี ของการทำธุรกิจ โดยใช้ E-commerce Platfrom นะคะ ก็คืิอไม่ต้องใช้เงินเยอะ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง เพราะแพลตฟอร์มพวกนี้นี่ มันเป็นแพลตฟอร์มสำเร็จรูปคิดค้น พัฒนามาแล้ว มีแทบจะทุกองค์ประกอบ ของการขายของออนไลน์แล้วนะคะ บางแพลตฟอร์มก็สมัคร แล้วใช้งานได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่าย ส่วนมาก จะอยู่ในการคิดค่าส่วนต่าง เราเรียกว่า "แบ่งเปอร์เซ็นต์" นะคะ เหมือนร้านขายของ ขายอาหาร หน้าร้านกับซื้อผ่านแพลตฟอร์มคนละราคากัน เพราะว่าเราจะต้องแบ่งส่วนต่าง หรือว่าเปอร์เซ็นต์ ให้กับคนที่ดูแลแพลตฟอร์มให้เรานะคะ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์บางที่นี่ เขาจะแบ่งจากยอกขายกี่เปอร์เซ็นต์ว่าไปนะคะ เป็นค่าดำเนินการ หรือค่าใช้บริการของเขานั่นเอง แล้วก็ถ้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีขนาดใหญ่ แล้วก็มีคนรู้จักแล้วนี่ เราไม่จำเป็นต้องโฆษณาเองก็ได้ ถ้าเราวางใจ หรือเลือกใช้ E-Commerce แพลตฟอร์มนะคะ แพลตฟอร์มใดก็ตาม ซึ่งจากการสำรวจ ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ของไทยนี่แหละ เขาให้ข้อมูล ว่าชาวไทยนิยมซื้อของออนไลน์ผ่าน shopee เป็นอันดับ 1 Lazada เป็นอันดับ 2 FACEBOOK แฟนเพจ หรือ Facebook market นี่ อันดับ 2 เพราะสามารถค้นหาสินค้าได้ง่าย มีความหลากหลาย มีโปรโมชันประจำเดือนไว้จูงใจ เช่น เดือนนี้ก็จะเป็น 7.7 ก็จะมีโพรโมชันต่าง ๆ ขึ้นมานะคะ ช่องทางการชำระเงินปลอดภัย เพราะร้านค้าแต่ละคนที่มาขายบนแพลตฟอร์ม จะต้องยืนยันตัวตนอะไรก็ว่าไปนะคะ เดี๋ยวจะเป็นงาน ที่นักศึกษาจะต้องทำด้วย เป็นระบบที่มีเครื่องมีเครื่องมือพร้อมแล้ว สำหรับเป็นร้านค้าออนไลน์ สามารถจดการสต๊อกออเดอร์ เครื่องมือโพรโมตสินค้า บางแพลตฟอร์มสามารถ Live สด ได้เลย นะคะ ก็เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมาย ก็ใช้เครื่องมือของเขาก็ครบแล้ว กลุ่มลูกค้ามีขนาดใหญ่ แล้วก็เป็นคนสมัยใหม่ มีความทันสมัยแล้ว ซื้อของออนไลน์เป็นนะคะ สามารถกดเปรียบเทียบราคา อ่าน Review ได้ มีความพึงพอใจในการ... ระบบ สำหรับระบบชำระเงิน รวมถึงเขาสามารถเข้าถึงสินค้า โพรโมชัน สิทธิพิเศษต่าง ๆ การเก็บส่วนลด ค่าส่งฟรี อะไรก็ว่าไปนะคะ โดยที่ยิ่งคุณขาย ไปเปิดร้านกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่นี่ กลุ่มเป้าหมายของลูกค้า ก็จะมีเยอะกว่า ใช้กลยุทธ์ในการเจากลุ่มเป้าหมาย ก็ได้ง่ายมากขึ้นนะคะ ความสามารถของแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ใช้งานง่าย ไม่ทำงานซ้ำซ้อนนะคะ สามารถโฆษณาอัปโหลดรูปภาพ วิดีโอสินค้า การตั้งราคาขาย การทำโปรโมชัน ครบแล้วทุกอย่าง สำหรับคนที่จะมีร้านค้าออนไลน์ได้ แล้วก็ส่วนมากธุรกิจ ที่ขายของอยู่บน E-Commerce แพลตฟอร์มนี่ ที่เป็นพวก Start Up คนเพิ่งเริ่มมีธุรกิจ ไม่ต้องลงทุนเยอะ ในการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองนะคะ แต่บางคนก็อาจจะยังไม่ค่อยพอใจ ที่เราจะต้องแบ่งส่วนแบ่ง หรือจะมีค่าใช้จ่าย อันนั้นจะเป็นเรื่องของอนาคต ที่คุณอาจจะไปพัฒนาแพลตฟอร์ม ของตัวเองได้นะคะ ดังนั้น ถ้าคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจนะคะ ก็ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ๆ นะคะ อาจจะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขายนะคะ มีฐานลูกค้าชัดเจน ประหยัดเงินลงทุน ประหยัดเวลา ประหยัดบุคคลากร การตัดสต็อก ก็มีประสิทธิภาพ การชำระเงินก็มีความปลอดภัย เลยทำให้การซื้อขายมีประสิทธิภาพมากนะคะ แพลตฟอร์มที่ดีควรเป็นอย่างไรนะคะ ก็อย่างที่บอก ใช้งานง่าย เป็นระเบียบ สวย แบ่งสินค้าออกเป็นหมวดหมู่ มีการค้นหาได้ง่าย มีข้อมูลของสินค้าครบถ้วน รูปภาพ ข้อความ วิดีโอ ราคา Review การสั่งซื้อรวดเร็ว เข้าใจง่าย อันนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ที่เราอาจจะคุ้นชิน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรนะคะ แล้วก็ต้องมีความเหมาะสมกับขนาดของธุรกิจนะคะ อย่างธุรกิจคุณนี่ อยากให้สามาถซื้อได้ตลอดเวลา อัปเดต Real Time จัดการขายสินค้าได้ง่าย มีภาพรวม ก็เป็นระบบหนึ่งของเว็บไซต์แพลตฟอร์มที่เรามีน่ะ มันจะเขียนว่า เราเคยซื้อของไปแล้ว เราจะซอซ้ำไหม นะคะ สามารถรายงานการสั่งซื้อได้ตลอดเวลา ว่าเราซื้อะไรไปบ้าง สำเร็จ ไม่สำเร็จ อะไรก็ว่าไปนะคะ ช่องทางการซื้อขาย อันแรกที่เรารู้จักกันดี แน่นอน Shopee อันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน ไอ้ข้อดีที่กล่าวมานี้ SHOPEE มีทุกข้อนะคะ LAZADA ก็มีทุกข้อ แต่ทำไม บางคนก็เลือกใช้ Shopee บางคนก็เลือกใช้ LAZADA บางร้านค้า official มีใน LAZADA ไม่มีใน SHOPEE เดี๋ยวเราจะได้ลองดูว่าเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มมันต่างกันอย่างไร แล้ว Facebook Marketplace ล่ะ เป็นอย่างไรนะคะ ซึ่งอย่างที่บอกค่ะ การแข่งขันของโลกธุรกิจในปัจจุบันนี่ มันหนักหน่วงมาก สู้กันมาก การใช้งาน รวมถึงการพัฒนานี่ ก็จะทำอยู่บนคลาวด์ สามารถประยุกต์ที่เรียกใช้ได้ทุกที่ เรียกใช้ได้ทุกที่นะคะ ความสัมพันธ์กันทางธุรกิจนี่ จะต้องเอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกันนะคะ ธุรกิจแบบเดิมนี่ มันไม่ค่อยมีนวัตกรรม เราจะต้องเติมเต็มช่องว่าง ในห่วงโซ่ของการทำธุรกิจนะคะ บริษัทขนาดใหญ่ ที่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง ตอนนี้เขาก็มาเปิดร้านค้าออนไลน์ บนแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ ร้านค้าที่เป็นร้านค้าองค์กรขนาดใหญ่ ๆ นี่ เขาขายบนแพลตฟอร์มตัวเองด้วย แล้วเขาก็มาขายของบนแพลตฟอร์มออที่ลูกค้าทั่วไปใช้กัน ก็มี แต่สินค้าอาจจะไม่ครบเท่าแพลตฟอร์มออนไลน์ ของตัวเองก็ได้นะคะ แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถเลือกสินค้าของคุณได้ ซึ่งวันนี้ อย่างแรก อันนี้ท้ายบทนะคะ ให้แพลตฟอร์ม E-Commerce อันไหนที่คุณเข้าไปเลือกซื้อสินค้าบ่อยที่สุด คนนี้อาจจะบอก Shopee คนนี้อาจจะบอก LAZADA คนนี้อาจจะบอก Tiktok คนนี้อาจจะบอก IG คนนี้อาจจะบอก Facebook ไม่ต้องไปก๊อบฯ ในเน็ตมานะ เอาความคิดตัวเอง ว่าเว็บไหน หรือแพลตฟอร์มไหน ที่คุณเข้าไปซื้อของบ่อยที่สุด เพราะอะไร เพราะสีมันสวย เพราะมันใช้งานง่าย เพราะมันมีโพรโมชันเยอะ เพราะมันมีให้เก็บคูปองได้ เพราะมันมีเกมให้เล่น เพื่อได้โปรโมชันต่าง ๆ ก็ว่าไปนะคะ ส่วนคะแนนรายงาน เรียนปกติ หมู่เรียนปกติ มีอยู่ 20 เท่าไรน่ะ ห้องเรียนปกติ จะมีประมาณ 20 กว่าคนนิด ๆ จะได้กลุ่มละ 5-6 คน ส่วนห้องพิเศษ 7 คน คุยกันมาว่า ใน 4 ข้อนี้ จะเลือกทำแพลตฟอร์มไหน เดี๋ยวจะให้กระดาษนะคะ กลุ่มละแผ่น เขียนชื่อสมาชิกก่อน แล้วค่อยมาเลือกกัน ว่าคุณจะทำหัวข้อรายงานอะไร แต่ด้านบน 1 ข้อน่ะค่ะ ส่งท้ายบทที่ Classroom เหมือนเดิมนะคะ ระหว่างนี้เดี๋ยวจะให้ทำงานด้วย แล้วก็ให้นั่งคิดก่อนว่า ใน 4 แพลตฟอร์มนี้ คุณจะเลือกอะไร ให้เลือกทำท้ายบทก่อนค่ะ นับคนที่เหลือจริง ๆ น่ะ ไม่ให้เป็นคนซื้อนะ ให้เป็นผู้ขายนะ ในส่วนของผู้ขายนะ ไม่ได้ให้... ถ้าคุณเป็นคนจะขายของบนแพลตฟอร์มนี้... แ [สิ้นสุดการถอดความ]