﻿1
00:09:14,964 --> 00:09:18,964
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ

2
00:09:22,323 --> 00:09:22,654
นักศึกษาทุนคน

3
00:09:22,654 --> 00:09:26,654
เดี๋ยวขอเชิญล่ามทางไกลได้เลยนะคะ อาจารย์พร้อม

4
00:09:27,830 --> 00:09:29,025
ที่จะสอนแล้วค่ะ ค่ะ ก็

5
00:09:29,025 --> 00:09:33,025
สวัสดีอย่างเป็นทางการนะคะ สำหรับนักศึกษา

6
00:09:34,372 --> 00:09:38,372
สาขาการศึกษาพิเศษนะ ทุกคนก็คง

7
00:09:41,435 --> 00:09:44,602
จะรู้จักชื่ออาจารย์แล้วนะคะ ขอแนะนำตัว

8
00:09:44,602 --> 00:09:48,602
อีกรอบหนึ่งนะคะ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามา

9
00:09:50,500 --> 00:09:54,500
สัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกนะ วันนี้อาจารย์ก็จะมาสอนในรายวิชา

10
00:09:56,185 --> 00:09:58,510
จิตวิทยาสำหรับครูนะคะ อาจารย์ชื่อ

11
00:09:58,510 --> 00:10:02,510
ดร.วิกานดา ชัยรัตน์ เราสามารถเรียกชื่อเล่นได้ว่า

12
00:10:07,558 --> 00:10:11,558
อาจารย์กานต์นะคะ อยู่สาขา

13
00:10:11,759 --> 00:10:15,759
จิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว คณะเดียวกัน

14
00:10:17,155 --> 00:10:18,208
กับเรา ก็คือคณะครุศาสตร์ เรียกชื่อเล่นก็ได้

15
00:10:18,208 --> 00:10:18,882
จะได้เป็นกันเองนะคะ ทีนี้ ในรายวิชานี้

16
00:10:18,882 --> 00:10:20,708
ก็จะเป็น 3 หน่วยกิตนะคะ

17
00:10:20,708 --> 00:10:24,708
3 หน่วยกิตนะ วิชานี้ก็จะมี

18
00:10:28,595 --> 00:10:30,042
ทั้งบรรยาย แล้วก็มีการ

19
00:10:30,042 --> 00:10:32,221
ทำกิจกรรมกลุ่มนะคะ

20
00:10:32,221 --> 00:10:36,221
วันนี้อาจารย์ก็จะมาพูดใน

21
00:10:39,032 --> 00:10:43,032
บทที่ 1 ว่าในส่วนที่เป็นความหมาย

22
00:10:43,600 --> 00:10:45,926
และความสำคัญของจิตวิทยา

23
00:10:45,926 --> 00:10:49,926
ส่วนที่ 2 ก็จะว่าในเรื่องพฤติกรรม

24
00:10:51,918 --> 00:10:55,918
ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมของนัก

25
00:10:57,246 --> 00:11:00,282
จิตวิทยา แล้วก็ส่วนที่ 4 ก็จะว่า

26
00:11:00,282 --> 00:11:04,282
เรื่อง แนวคิดพื้นฐาน

27
00:11:04,611 --> 00:11:08,611
ของนักจิตวิทยานะคะ เวลาอาจารย์อธิบาย

28
00:11:09,808 --> 00:11:10,776
ถ้าใครสงสัยตรงไหน สามารถยกมือถามได้เลยนะคะ

29
00:11:10,776 --> 00:11:14,776
วิชานี้อาจารย์ก็จะถาม

30
00:11:16,546 --> 00:11:20,546
เยอะนิดหนึ่ง ในการถามของอาจารย์ ก็คือเปรียบเสมือน

31
00:11:24,817 --> 00:11:28,817
เป็นการวัดความรู้ เขาเรียกว่า "Per Test" นะ

32
00:11:28,877 --> 00:11:29,324
อันนี้นะคะ เพื่อที่จะได้วัดว่าเรามีความรู้

33
00:11:29,324 --> 00:11:33,324
ความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั่นเองนะคะ ทีนี้

34
00:11:33,842 --> 00:11:37,842
เรามาดูสัดส่วนในการเก็บคะแนน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก

35
00:11:39,842 --> 00:11:42,378
ก็คือคะแนนเก็บ 60 คะแนน

36
00:11:42,378 --> 00:11:46,378
ส่วนที่ 2 ก็จะเป็นคะแนนสอบนะคะ

37
00:11:47,868 --> 00:11:50,865
คะแนนเก็บ เข้าชั้นเรียนตรงเวลา

38
00:11:50,865 --> 00:11:53,418
คือเท่าไรคะ 10 คะแนนนะคะ

39
00:11:53,418 --> 00:11:57,418
ส่วนที่ 2 กิจกรรมในชั้นเรียน

40
00:11:58,665 --> 00:12:02,665
ก็จะแยกย่อย แบ่งออกเป็นทั้งหมด

41
00:12:05,737 --> 00:12:09,737
5 ชิ้นงานด้วยกัน อันนี้ก็คืออย่างละ 5 คะแนน กิจกรรม

42
00:12:10,169 --> 00:12:14,169
ในทีนี้ ก็คือจะทำกันเป็นแบบกลุ่มนะ

43
00:12:14,943 --> 00:12:18,943
อันนี้นะ ก็จะไล่ไปตั้งแต่วิเคราะห์

44
00:12:24,786 --> 00:12:27,404
พัฒนาการ 5 คะแนน นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ 5 คะแนน การออกแบบกิจกรรม

45
00:12:27,404 --> 00:12:31,298
เพื่อพัฒนาผู้เรียน อันนี้ก็ 5 คะแนนนะคะ

46
00:12:31,298 --> 00:12:35,298
ทำ Case Study หรือการศึกษา 5

47
00:12:41,779 --> 00:12:43,887
ก็ 5 คะแนน แล้วก็ฝึกกระบวนการปรึกษา 5 คะแนน เนื้อหา

48
00:12:43,887 --> 00:12:47,387
ก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 12 บทด้วยกัน

49
00:12:47,387 --> 00:12:49,176
นะคะ ส่วนแรก

50
00:12:49,176 --> 00:12:53,176
เริ่มตั้งแต่เปิดภาค

51
00:12:57,096 --> 00:13:01,096
จนกระทั่งสอบกลางภาค ก็จะเป็นอาจารย์วิกานดานะ

52
00:13:05,539 --> 00:13:09,539
แล้วก็หลังจากสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์... จะเป็นอีกท่านหนึ่งนะคะ ก็เป็น

53
00:13:15,054 --> 00:13:16,553
ผศ.ดร. ฐิติ โอเค ทุกคนพร้อมแล้วนะคะ ที่จะเรียน ทีนี้ แบบฝึกหัด ถ้าใคร

54
00:13:16,553 --> 00:13:20,553
เรียนบทที่ 1 แล้ว สามารถตอบคำถาม

55
00:13:21,021 --> 00:13:24,690
ได้ ก็แสดงว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ

56
00:13:24,690 --> 00:13:25,651
ในเรื่อง ๆ นั้นแล้วนะคะ ทีนี้

57
00:13:25,651 --> 00:13:29,651
เรามาดูความหมาย ความเป็นมาของ

58
00:13:30,311 --> 00:13:34,311
จิตวิทยา หรือเราเรียกว่ากันว่า "Psychology" นะคะ

59
00:13:37,217 --> 00:13:41,217
ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก

60
00:13:42,553 --> 00:13:42,688
ก็คือจะเป็นก่อนศตวรรษที่ 19

61
00:13:42,688 --> 00:13:46,688
กล่าวได้ว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษา

62
00:13:48,924 --> 00:13:52,924
เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่าง

63
00:13:53,218 --> 00:13:57,218
เขามองว่าการแสดงออกนี่ เขาเชื่อเรื่องวิญญาณ

64
00:14:03,066 --> 00:14:03,483
ยังไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร แต่ทีนี้หลังศตวรรษที่ 19 เริ่มม

65
00:14:03,483 --> 00:14:07,407
มีการศึกษาทางจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ

66
00:14:07,407 --> 00:14:11,407
ก็จะมีการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกทาง

67
00:14:17,707 --> 00:14:18,790
พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัยวิธีการทางอะไรคะ วิทยาศาสตร์

68
00:14:18,790 --> 00:14:22,790
นั่นเองนะคะ เขาก็จะไม่เชื่อใน เรื่อง วิญญาณ

69
00:14:23,296 --> 00:14:27,296
เพราะว่าบางครั้งมันยังหาเหตุหาผลไม่ได้ ในยุคหลัง

70
00:14:30,692 --> 00:14:32,120
เขามองว่า เอ๊ะ พฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น

71
00:14:32,120 --> 00:14:36,120
มันมีที่มาที่ไปอย่างไรนั่นเองนะคะ เขาก็เลย

72
00:14:36,324 --> 00:14:40,324
ห้องทดลองที่เมืองไรซิกนะ เพื่อดูพฤติกรรม

73
00:14:40,867 --> 00:14:44,867
ว่ากลวิธีการแสดงออกทางวิธีกรรม สาเหตุ

74
00:14:47,258 --> 00:14:47,401
มันเกิดขึ้นมาจากตรงไหน อย่างไร เขาก็เลย

75
00:14:47,401 --> 00:14:51,401
เชื่อว่าจะต้องอาศัยการศึกษาอย่างเป็นระบบ

76
00:14:53,838 --> 00:14:56,229
คำว่า "เป็นระบบ" ในที่นี้ ก็คือศึกษา

77
00:14:56,229 --> 00:15:00,229
ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่เดี๋ยวเรา

78
00:15:03,000 --> 00:15:05,926
มาดูกันนะ ทีนี้ ความหมายของจิตวิทยาคืออะไร

79
00:15:05,926 --> 00:15:09,926
ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ ดังนั้น จิตวิทยา

80
00:15:13,973 --> 00:15:17,973
ก็คือการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ

81
00:15:20,176 --> 00:15:24,176
พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์แล้วก็สัตว์นั่นเองนะ อันนี้นะ

82
00:15:25,391 --> 00:15:25,908
ทีนี้เรามาดูกัน

83
00:15:25,908 --> 00:15:29,908
คำว่า "พฤติกรรม" Behaver

84
00:15:38,680 --> 00:15:38,929
นั่นเองนะคะ มันคืออะไร นักศึกษาตอบได้ไหม พฤติกรรมคืออะไร

85
00:15:38,929 --> 00:15:42,119
การกระทำนั่นเองนะคะ เช่นอะไรบ้างคะ

86
00:15:42,119 --> 00:15:46,119
การกิน

87
00:15:50,735 --> 00:15:54,735
ได้ไหม รับประทานได้ไหม การวิ่งได้ไหม ตอนนี้อาจารย์มีพฤติกรรมอะไร ตอนนี้

88
00:15:55,341 --> 00:15:58,161
พูดหรือว่าสอน สอนได้ไหม

89
00:15:58,161 --> 00:16:02,161
การถ่ายทอดเนื้อหานะ นักศึกษาตั้งใจเรียน ถือว่าเป็น

90
00:16:11,105 --> 00:16:13,220
พฤติกรรมไหมคะ เป็น แล้วรู้ได้อย่างไร ว่าเราตั้งใจเรียน ถ้าเราสังเกตตัวเองใช่ไหม

91
00:16:13,220 --> 00:16:17,220
ถูกไหม แสดงว่าเรารู้ตัวใช่ไหมคะ อันนี้นะ

92
00:16:21,375 --> 00:16:23,971
เพราะฉะนั้น พฤติกรรมก็เป็นการกระทำที่

93
00:16:23,971 --> 00:16:25,755
เรามีทั้งรู้ตัว  แล้วก็ไม่รู้ตัว

94
00:16:25,755 --> 00:16:29,755
ทีนี้ พฤติกรรมอะไรที่บ่งบอกว่า เอ๊ะ เราไม่รู้ตัว

95
00:16:32,171 --> 00:16:36,171
อาการใจลอยได้ไหม ได้

96
00:16:36,518 --> 00:16:39,547
เหม่อลอยได้ไหมคะ หรือว่าอาการแบบ...

97
00:16:39,547 --> 00:16:43,137
รู้จักหลับในไหม มันคืออะไร

98
00:16:43,137 --> 00:16:45,830
หลับในน่ะ

99
00:16:45,830 --> 00:16:49,830
แบบง่วง ๆ แล้วก็สติมันไปนิดหนึ่ง แล้วค่อยกลับมา

100
00:16:55,655 --> 00:16:59,410
ใช่ไหมคะ อันนี้นะ ทีนี้กล่าวได้ว่า พฤติกรรมก็คือเป็นการกระทำ

101
00:16:59,410 --> 00:17:03,171
ของมนุษย์ที่กระทำโดยรู้ตัว

102
00:17:03,171 --> 00:17:07,171
แล้วก็ไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นพฤติกรรมที่คนอื่น

103
00:17:12,457 --> 00:17:16,457
เขาสังเกตเห็นเราได้ รวมถึงในบางครั้ง เขาก็ไม่ทราบว่าเราแสดงพฤติกรรมอะไร

104
00:17:20,688 --> 00:17:21,427
ถ้าเขาไม่ได้สังเกตนั่นเองนะคะ ตอนนี้

105
00:17:21,427 --> 00:17:25,427
ทุกคนตั้งใจเรียนสูงมาก ในสาขาการศึกษา

106
00:17:28,218 --> 00:17:29,032
พิเศษนะ เพราะอาจารย์รู้ได้อย่างไร อาจารย์ใช้การสังเกตทุกคน

107
00:17:29,032 --> 00:17:33,032
เรารู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์พูด เพราะอะไรคะ เพราะเรา

108
00:17:37,224 --> 00:17:41,224
สังเกตอะไรคะ อาจารย์ ในการสังเกต สังเกตทางไหน

109
00:17:46,482 --> 00:17:48,123
ตาใช่ไหมคะ หูฟังด้วยนะ อันนี้นะ ทีนี้ เรามาดู

110
00:17:48,123 --> 00:17:50,208
กันนะคะ พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะมี

111
00:17:50,208 --> 00:17:54,208
ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ก็คือทางด้านการรู้คิด

112
00:17:59,127 --> 00:18:03,127
การรู้คิด ในที่นี้ ก็คือ

113
00:18:05,065 --> 00:18:09,065
ความรู้สึก ก็คือ cCACc

114
00:18:10,946 --> 00:18:14,946
ทัศนคติ ส่วน Action คืออะไร คะ การกระทำนั่นเอง ทีนี้ เราอยู่ในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต

115
00:18:16,236 --> 00:18:20,236
ความเป็นครู ก็คือเราจะต้องสามารถ

116
00:18:21,430 --> 00:18:21,760
ถ่ายทอดองค์ความรู้เนื้อหาได้

117
00:18:21,760 --> 00:18:25,760
เราก็คือจะต้องมีการเขียนแผน

118
00:18:31,150 --> 00:18:35,150
ใช่ไหมคะ ในการเขียนแผนเรา ก็คือจะต้องกำหนดจุดประสงค์ก่อน จุดประสงค์ ก็คือ

119
00:18:39,105 --> 00:18:39,221
ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเกิดอะไร

120
00:18:39,221 --> 00:18:43,221
จุดประสงค์ในที่นี้ก็คือล็อกตาม

121
00:18:48,505 --> 00:18:51,377
หลักบูมนะ ก็คือมีอะไรบ้างนะ แล้วก็ A นั่นเองนะคะ

122
00:18:51,377 --> 00:18:55,377
K คืออะไรคะ คือ ความรู้ใช่ไหมคะ Knowlaged

123
00:19:00,477 --> 00:19:03,267
นะ S คืออะไร คะ Skill หรือว่า

124
00:19:03,267 --> 00:19:04,446
ทักษะ A ก็คือคุณลักษณะ

125
00:19:04,446 --> 00:19:08,446
Attitude หรือว่าทัศนคติ

126
00:19:11,805 --> 00:19:15,805
นิดหนึ่ง เพราะเหตุใดเราถึงต้องเรียนจิตวิทยาสำหรับครู

127
00:19:16,887 --> 00:19:20,887
ตอบได้ไหม

128
00:19:29,542 --> 00:19:33,542
โอเค ทีนี้มันก็จะล็อคกับ

129
00:19:33,781 --> 00:19:37,781
ปรัชญาของคณะมนุษยศาสตร์ เก่ง ก็คือ

130
00:19:46,011 --> 00:19:47,556
เก่งศาสตร์ใช่ไหมคะ ศาสตร์ ก็คือศาสตร์ของเรา

131
00:19:47,556 --> 00:19:49,552
การศึกษาพิเศษ ถ้าอาจารย์

132
00:19:49,552 --> 00:19:53,366
จะถามเกี่ยวกับศาสตร์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรวม

133
00:19:53,366 --> 00:19:57,366
อาจารย์ก็เชื่อมั่นว่าเรามีองค์ความรู้

134
00:19:59,906 --> 00:20:03,383
ใน เรื่อง ศาสตร์นั่นเองนะคะ ทีนี้

135
00:20:03,383 --> 00:20:07,383
แล้วก็จะต้องเก่งอะไรคะ เก่งสอน สอนในที่นี้ ก็คือ

136
00:20:08,392 --> 00:20:10,303
กลวิธีเทคนิคถ่ายทอดองค์ความรู้

137
00:20:10,303 --> 00:20:14,303
ที่เรามีอยู่ในศาสตร์ของตัวเอง

138
00:20:15,578 --> 00:20:19,578
แล้วก็มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ตรงนี้มันก็จะล้อมกับ KSA

139
00:20:22,444 --> 00:20:24,764
เก่งศาสตร์ ก็คือมีความรู้ในเรื่องศาสตร์ เก่งสอน

140
00:20:24,764 --> 00:20:27,062
ก็คือเราเข้าใจเทคนิค แล้วเราก็สามารถ

141
00:20:27,062 --> 00:20:31,062
ออกแบบ หรือว่าวางแผนในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน

142
00:20:32,367 --> 00:20:35,343
ให้สอดคล้องกับพัฒนาการ

143
00:20:35,343 --> 00:20:38,306
ของผู้เรียนนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

144
00:20:38,306 --> 00:20:42,306
เพราะฉะนั้น จิตครูก็มีความสำคัญว่า โอเค เราจะ

145
00:20:45,337 --> 00:20:47,207
ออกแบบเทคนิควิธีการสอน รวมถึง

146
00:20:47,207 --> 00:20:51,207
เมื่อเรามีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็ก

147
00:20:55,729 --> 00:20:57,756
ในวัยเรียน แล้วก็เด็กวัยรุ่น แล้วก็ทฤษฎีการเรียนรู้

148
00:20:57,756 --> 00:21:00,656
เราสามารถเอามาใช้

149
00:21:00,656 --> 00:21:04,656
บูรณาการ ใช้ในชั้นเรียนของเราได้

150
00:21:07,117 --> 00:21:10,746
นั่นเองนะคะ ด้วยความเป็นครูที่เต็มเปี่ยม

151
00:21:10,746 --> 00:21:11,242
นั่นเองนะคะ ว่า เอ๊ะ จะทำอย่างไรให้

152
00:21:11,242 --> 00:21:15,022
เด็กเป็นอย่างไรคะ มีความรู้ที่เราได้

153
00:21:15,022 --> 00:21:19,022
ถ่ายทอดออกไป แล้วเขาก็สามารถใช้ความรู้

154
00:21:19,763 --> 00:21:23,763
ที่เราถ่ายทอดนั้น ไปใช้ในงาน

155
00:21:25,426 --> 00:21:26,341
ของเขาได้นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

156
00:21:26,341 --> 00:21:29,793
โอเค ทีนี้ เรามาดู

157
00:21:29,793 --> 00:21:33,793
ความหมายของพฤติกรรม

158
00:21:34,260 --> 00:21:38,260
กันบ้าง พฤติกรรม ก็จะแย่งออกเป็น

159
00:21:44,169 --> 00:21:45,992
2 กลุ่ม พฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มนะคะ

160
00:21:45,992 --> 00:21:49,992
กลุ่มภายใน แล้วก็

161
00:21:51,097 --> 00:21:55,097
ภายนอกนะคะ ภายใน ก็คือตัวเรา

162
00:21:55,977 --> 00:21:56,882
ภายนอกคืออะไรคะ

163
00:21:56,882 --> 00:22:00,882
ภายนอกคืออะไร ใช่นอกตัวเราไหม

164
00:22:02,902 --> 00:22:06,902
หรือว่าตัวเรา มันคืออะไร สงสัยไหม พฤติกรรม

165
00:22:07,312 --> 00:22:11,312
ภายในกับภายนอก

166
00:22:13,161 --> 00:22:17,161
ย้อนกลับไปใหม่ 3 ส่วนนี้

167
00:22:19,166 --> 00:22:22,373
เราคิดว่าส่วนไหนเป็นภายใน

168
00:22:22,373 --> 00:22:26,373
ส่วนไหนเป็นภายนอก

169
00:22:30,154 --> 00:22:34,154
รู้คิดกับรู้สึกเป็นภายอะไรคะ

170
00:22:35,173 --> 00:22:35,840
ภายใน รู้ คิด ก็คือความรู้ที่เรามี

171
00:22:35,840 --> 00:22:39,494
มันเป็นภายใน รู้สึก

172
00:22:39,494 --> 00:22:43,494
ก็คือทัศนคติ ชอบ มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์

173
00:22:49,931 --> 00:22:52,693
ในความซาบซึ้ง อันนี้ก็คือภายใน เพราะฉะนั้น ภายใน ก็คือในจิตใจเรา ในความรู้สึกเรา

174
00:22:52,693 --> 00:22:53,862
ในจิตใจเรานะคะ

175
00:22:53,862 --> 00:22:57,862
ภายนอก ก็คือ

176
00:23:03,456 --> 00:23:07,456
การอะไรคะ การกระทำหรือว่าการแสดงออก อันนี้ ที่ทำให้คนอื่นเป็นอย่างไรคะ

177
00:23:09,181 --> 00:23:09,437
ที่มองเห็นตัวเรา

178
00:23:09,437 --> 00:23:13,437
ที่บางครั้งเราอาจจะรู้ตัว

179
00:23:15,305 --> 00:23:19,305
หรือไม่รู้ตัวก็ได้นั่นเองนะคะ

180
00:23:20,620 --> 00:23:24,620
สรุปได้ว่าพฤติกรรม

181
00:23:27,363 --> 00:23:31,363
ของมุษย์ ก็คือการกระทำที่แสดง

182
00:23:34,258 --> 00:23:35,334
ออกมาที่เรารู้ตัว

183
00:23:35,334 --> 00:23:39,334
แล้วก็ไม่อะไรคะ ไม่รู้ตัว พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น

184
00:23:42,075 --> 00:23:46,075
2 กลุ่มด้วยกัน คือ ภายในกับภายนอกนะคะ แต่ทีนี้

185
00:23:46,202 --> 00:23:48,805
คุณก็จะเห็นว่า

186
00:23:48,805 --> 00:23:52,805
พฤติกรรมภายนอกจะแบ่งออกเป็น

187
00:24:01,616 --> 00:24:05,616
2 ส่วนย่อย ๆ อีก พฤติกรรมองค์รวมกับพฤติกรรม

188
00:24:07,618 --> 00:24:10,950
หมวดย่อย องค์รวมภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่า "เป็น

189
00:24:10,950 --> 00:24:14,950
หน่วยใหญ่"  เรียกกันว่าแบบ Mula

190
00:24:15,285 --> 00:24:19,285
หน่วยย่อยจะเรียกกันว่า "Molegul"

191
00:24:26,549 --> 00:24:27,969
ทีนี้ ถามนักศึกษาอีกแหละ โมแบบโมลา ที่เรียกกันว่าองค์รวม

192
00:24:27,969 --> 00:24:31,969
กับพฤติกรรมที่เป็นแบบโมเดกุล หรือเรียกว่า "

193
00:24:34,091 --> 00:24:38,091
พฤติกรรมหน่วยย่อย" มันต่างกัน

194
00:24:39,371 --> 00:24:40,890
แต่โมร่ากับโมเลกุลต่างกันอย่างไร

195
00:24:40,890 --> 00:24:44,890
ต่างกันอย่างไร ใครตอบได้เดี๋ยวให้

196
00:24:48,584 --> 00:24:52,584
ติ๊กชื่อ แล้วก็ให้คะแนน 1 คะแนน

197
00:25:05,153 --> 00:25:09,153
เกือบถูกแต่ยังไม่ถูก

198
00:25:10,446 --> 00:25:13,639
คำตอบ ก็คือ

199
00:25:13,639 --> 00:25:17,639
ถ้าเป็นโมลาร์ ประสาทสัมผัส

200
00:25:20,403 --> 00:25:23,825
ของเรา ตาดู หูฟัง ลิ้น

201
00:25:23,825 --> 00:25:27,825
ชิมรส ผิวหนังสัมผัส โมลาร์ ก็คือ

202
00:25:28,671 --> 00:25:32,671
ใช้ประสาทสัมผัสเข้าช่วยในการสังเกต

203
00:25:34,795 --> 00:25:37,113
แล้วก็บ่งบอกถึงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ อย่างเช่น

204
00:25:37,113 --> 00:25:40,641
เด็กเอกการศึกษาพิเศษ

205
00:25:40,641 --> 00:25:43,896
มีลีลาการเตะ Free Kick ลูกบอลได้

206
00:25:43,896 --> 00:25:47,896
แบบ... แม่นยำ

207
00:25:48,096 --> 00:25:52,096
เข้าประตูแบบทุกประตูได้เลย หรือว่าเด็กเอกการศึกษา

208
00:25:52,102 --> 00:25:56,102
พิเศษมีลีลาในการที่เขาเรียกว่า "ชู๊ต

209
00:26:00,834 --> 00:26:04,834
บาสเกตบอล" นะ แม่นมาก หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ โอ้ ฝีมือ

210
00:26:06,786 --> 00:26:07,267
ในการทำส้มตำนะ อร่อยใช่ไหมคะ นะ

211
00:26:07,267 --> 00:26:11,267
อาจารย์รู้ได้อย่างไร ว่าเด็กการศึกษา

212
00:26:15,059 --> 00:26:19,059
พิเศษนี่ ลีลาการเตะ Free Kick ลูกฟุตบอลแบบแม่นยำ

213
00:26:21,563 --> 00:26:22,139
หรือว่าชู๊ตบาสได้แบบแม่นยำ หรือว่ารสชาติ

214
00:26:22,139 --> 00:26:26,139
ฝีมือการทำส้มตำอร่อย

215
00:26:30,634 --> 00:26:33,619
อาจารย์เห็นเราเล่นใช่ไหมคะ ทั้งฟุตบอล ทั้งบาสเกตบอล

216
00:26:33,619 --> 00:26:37,619
ใช้ตาในการสังเกต เป็นการกระทำของเรานะ

217
00:26:37,647 --> 00:26:38,959
ส่วนส้มตำใช้อะไรคะ

218
00:26:38,959 --> 00:26:42,959
ลิ้นชิ้มรสนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะ

219
00:26:48,909 --> 00:26:50,392
ถือได้ว่าเป็นแบบโมลาร์หน่วยใหญ่นะ

220
00:26:50,392 --> 00:26:54,392
หรือว่าห้องนี้ตั้งใจเรียนสูงมากเลย ถามอะไรปุ๊บ

221
00:26:55,718 --> 00:26:59,718
ตอบปั๊บ อาจารย์รู้ได้อย่างไร ก็สังเกตพฤติกรรมที่

222
00:27:06,630 --> 00:27:10,021
เราเรียน แต่ทีนี้โมเลกุลล่ะ มันเป็นหน่วยย่อย ๆ ในบางครั้งพฤติกรรมบางด้าน

223
00:27:10,021 --> 00:27:10,824
ที่เขาแสดงออกมา เรา

224
00:27:10,824 --> 00:27:14,824
ยังไม่กล้าตีพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามันคืออะไร

225
00:27:18,068 --> 00:27:18,963
เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ

226
00:27:18,963 --> 00:27:22,963
เข้ามาช่วยในการตรวจสอบในการอะไรคะ ในการ

227
00:27:25,854 --> 00:27:27,886
ยืนยัน เวลาคุณไปหาหมอ หมอเขาเห็น

228
00:27:27,886 --> 00:27:31,886
อาการของคุณแล้วว่าหน้าแดง เป็นไข้

229
00:27:34,891 --> 00:27:38,891
หมอเขาให้ยาทันทีได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าบางครั้งให้ยาผิด ชีวิต

230
00:27:45,550 --> 00:27:48,258
อาจจะเปลี่ยน แนวทางในการวินิจฉัยของแพทย์หรือว่าของหมอ ก็คือจะต้อง

231
00:27:48,258 --> 00:27:52,258
ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ

232
00:27:52,572 --> 00:27:55,109
นั่นเองนะคะ เพื่อยืนยันลักษณะอาการ

233
00:27:55,109 --> 00:27:59,109
ที่ปรากฏขึ้น ที่เขาสังเกตเห็นนั่นเองนะคะ

234
00:27:59,438 --> 00:28:03,438
หรือว่าลักษณะของคน

235
00:28:06,265 --> 00:28:08,975
โกหกที่เราเชื่อว่าเวลาเขาพูดนะ จะไม่สบตา

236
00:28:08,975 --> 00:28:11,421
ใช่ไหมคะ พูดวกไปวนมา แต่

237
00:28:11,421 --> 00:28:15,421
เวลาเราสงสัยใครคนใดคนหนึ่ง

238
00:28:16,138 --> 00:28:20,138
ตำรวจเขาจะไม่ไปกล่าวหาทันที

239
00:28:23,413 --> 00:28:25,260
เขาก็คือจะต้องมีการสอบสวนสืบสวนก่อน

240
00:28:25,260 --> 00:28:27,714
เรียกมาให้ปากคำก่อน เขาจะเชื่อว่า

241
00:28:27,714 --> 00:28:31,714
ผู้ต้องสงสัยยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

242
00:28:34,487 --> 00:28:38,487
เขาจะทำอย่างไร ว่าเอ๊ะ คนนี้โกหกหรือไม่โกหก

243
00:28:42,102 --> 00:28:46,102
คือจะต้องอาศัยเครื่องจับเท็จเข้ามาช่วย ว่า เอ๊ะ สรุปแล้วว่าคนนี้โกหกไหม

244
00:28:46,635 --> 00:28:47,285
อันนี้ก็จะถือได้ว่า

245
00:28:47,285 --> 00:28:51,285
เป็นพฤติกรรมแบบโมเลกุล ก็คือจะต้อง

246
00:28:57,811 --> 00:28:59,260
มีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ นะ หรือว่าลักษณะ

247
00:28:59,260 --> 00:29:03,260
ของคนที่เป็นโรคความดันจะเป็นอย่างไรคะ

248
00:29:03,799 --> 00:29:07,066
หน้ามืดใช่ไหมคะ วิงเวียน

249
00:29:07,066 --> 00:29:10,293
คุณหมอเขาก็คือจะต้องมีเครื่องอะไรคะ

250
00:29:10,293 --> 00:29:14,293
มีเครื่องตรวจความดันอยู่ หรือว่า

251
00:29:14,757 --> 00:29:17,597
ของเราน่ะ ไอ จาม ก็จะต้องมี

252
00:29:17,597 --> 00:29:21,597
เครื่องอะไรคะ ดักตรวจ

253
00:29:25,692 --> 00:29:28,927
เพื่อยืนยันว่า เอ๊ะ เราเป็นโควิดหรือไม่นั่นเองนะคะ

254
00:29:28,927 --> 00:29:32,927
อันนี้นะ โอเค เราเข้าใจแล้วนะ ว่าโมลาร์

255
00:29:33,039 --> 00:29:35,071
กับโมเลกุลต่างกันอย่างไรนะคะ

256
00:29:35,071 --> 00:29:39,071
เดี๋ยววันนี้จะมีการบ้านให้เราทำดีไหม

257
00:29:50,684 --> 00:29:50,885
ดูการ์ตูน

258
00:29:50,885 --> 00:29:54,588
ตัวการ์ตูนบนซ้าย

259
00:29:54,588 --> 00:29:58,256
เราคิดว่าเขามีพฤติกรรม

260
00:29:58,256 --> 00:30:00,834
อะไร

261
00:30:00,834 --> 00:30:04,834
เศร้าก็ได้

262
00:30:06,449 --> 00:30:10,449
เพราะน้ำตาไหลใช่ไหม แต่บางคนก็อาจจะบอกว่า

263
00:30:13,972 --> 00:30:17,972
เขาอาจจะน้อยใจก็ได้ ถูกไหมคะ ล่าง

264
00:30:19,093 --> 00:30:23,093
ด้านซ้ายเราเขาเป็นอย่างไร

265
00:30:28,596 --> 00:30:32,596
มีที่แคะจมูกน่ะ มันคืออะไร

266
00:30:37,680 --> 00:30:41,680
บางคนก็บอกว่า

267
00:30:43,441 --> 00:30:47,070
เขินอายก็ได้ หรือว่า Happy ก็ได้

268
00:30:47,070 --> 00:30:51,070
แต่เราสงสัยไหม ว่าทำไมเราเห็นรูปเดียวกัน

269
00:30:54,635 --> 00:30:58,635
แต่เราทายพฤติกรรมไม่เหมือนกัน เนื่องมาจากประสบการเดิมของ

270
00:31:06,197 --> 00:31:10,197
แต่ละคนที่คนรอบตัว หรือเราเคยแสดงว่าถ้าเรามีลักษระอาการเขินอาย

271
00:31:11,401 --> 00:31:15,401
หรือว่าคนรอบข้างที่มีลักษณะเขินอาย ที่อาจจะแสดงพฤติกรรมดังรูปนี้นั่นเองนะคะ

272
00:31:19,771 --> 00:31:23,771
ทีนี้ เราจะย้อนกลับมาเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า เอ๊ะ พฤติกรรมภายใน เขาเศร้า

273
00:31:25,010 --> 00:31:26,414
เสียใจหรือว่าเขามีความสุข เราก็

274
00:31:26,414 --> 00:31:30,414
อาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมอะไรคะ

275
00:31:39,452 --> 00:31:42,101
ภายนอกของเขานั่นเองนะคะ ที่เราเรียกกันว่า "ภาวะสันนิษฐาน" จากพฤติกรรมภายนอกมาสู่ภายใน

276
00:31:42,101 --> 00:31:46,101
ยกตัวอย่างตอนนี้ อาจารย์ผู้สอน

277
00:31:48,651 --> 00:31:49,226
เราคิดว่าถ้าเราทาย

278
00:31:49,226 --> 00:31:53,226
จากพฤติกรรมอาจารย์ตอนนี้ คิดว่าภายในอาจารย์

279
00:31:57,463 --> 00:32:01,463
รู้สึกอย่างไร

280
00:32:04,986 --> 00:32:06,752
อะไรนะ พูดได้... อยากสอนนักเรียน

281
00:32:06,752 --> 00:32:10,752
เรารู้ได้อย่างไร เราก็ทายจากการแสดงออกของพฤติกรรม

282
00:32:13,041 --> 00:32:15,744
ภายนอกของอาจารย์นั่นเองนะคะ

283
00:32:15,744 --> 00:32:17,474
อันนี้นะ

284
00:32:17,474 --> 00:32:21,474
โอเค

285
00:32:21,543 --> 00:32:25,543
ทีนี้ เรามาดูเกี่ยวกับ

286
00:32:30,376 --> 00:32:34,376
สิ่งที่นักศึกษาจะต้องรู้ ก็คือตามโครงสร้างของจิตวิทยา

287
00:32:38,827 --> 00:32:39,623
จะแบ่งออกเป็น S O

288
00:32:39,623 --> 00:32:41,402
แล้วก็อะไรคะ R นั่นเองนะคะ

289
00:32:41,402 --> 00:32:45,402
S ในที่นี้ ก็คือสิ่งเร้าหรืออะไร เราเรียกกันว่า Stimulus

290
00:32:51,876 --> 00:32:55,876
นั่นเองนะคะ สิ่งเร้าก็คือสิ่งที่อยู่

291
00:32:57,547 --> 00:32:57,945
รอบตัวเรา แล้วก็กระตุ้นให้เราเกิดความคิดความรู้สึก แล้วก็มีการ

292
00:32:57,945 --> 00:33:01,945
ตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเอง

293
00:33:02,814 --> 00:33:06,814
นะคะ  ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้

294
00:33:06,973 --> 00:33:10,973
อาจารย์กำลังสอน นักศึกษา ก็คือกำลัง

295
00:33:12,197 --> 00:33:16,197
คุยกันเสียงดัง สิ่งเร้าเกิดขึ้น

296
00:33:17,254 --> 00:33:19,969
ทีนี้ ก็จะต้องผ่านประสาทสัมผัส

297
00:33:19,969 --> 00:33:23,969
ของอาจารย์ ก็คือ Sensation การ

298
00:33:31,527 --> 00:33:35,527
รู้ หูได้ยินเสียงระหว่างสอนนี่ นักศึกษาคุยกัน ตาของอาจารย์ก็มองเห็น เราไม่สนใจ

299
00:33:38,798 --> 00:33:42,798
ตรงคำว่า "Point" เรานั่งใกล้ ๆ กันน่ะ

300
00:33:45,708 --> 00:33:49,708
คุยกัน อาจารย์ก็รับรู้ รับรู้ ก็คือการแปลความหมาย จากสิ่งที่

301
00:33:51,064 --> 00:33:52,901
แปลควาหมายของสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น แปลง

302
00:33:52,901 --> 00:33:56,901
ในที่นี้ ก็คือในประสบการณ์เดิม โอเค อันนี้

303
00:34:01,463 --> 00:34:03,893
สะท้อนว่านักศึกษาแบบกำลังคุยกัน ไม่ตั้งใจเรียน มันก็จะมาสู่การมี

304
00:34:03,893 --> 00:34:06,841
Emotion หรือว่าอารมณ์ อารมณ์

305
00:34:06,841 --> 00:34:10,841
ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ บวก

306
00:34:19,093 --> 00:34:21,175
กับลบนะคะ แต่ทีนี้ นักศึกษาคุยกันจะให้อาจารย์มีความสุขไหม ไม่ อาจารย์ก็จะต้อง

307
00:34:21,175 --> 00:34:25,175
มีความรู้สึกแบบไม่พอใจ พวกเธอคุยกัน

308
00:34:25,282 --> 00:34:29,282
ความต้องการก็จะเกิดขึ้น

309
00:34:30,073 --> 00:34:31,827
อยากให้นักศึกษาหยุดคุยน่ะ

310
00:34:31,827 --> 00:34:35,827
ทำอย่างไรดี ทีนี้ ก็จะเริ่มมาสู่การคิด

311
00:34:36,407 --> 00:34:40,407
การคิด เราสามารถเลือกได้

312
00:34:41,059 --> 00:34:45,059
แบบหลากหลายวิธีว่าจะทำอย่างไร จะเดินไป

313
00:34:49,009 --> 00:34:53,009
แบบ Walk Out เดินออกจากห้องไม่สอนเลยดีไหม หรือว่า เอ๊ะ จะตบโต๊ะดี เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ

314
00:34:57,853 --> 00:35:01,853
ฉันจะเลือกอะไรดี อันนี้นะ ทีนี้ ก็จะมาสู่การตัดสินใจ ก็ยังอยู่ในความคิดเรา โอเค

315
00:35:04,403 --> 00:35:08,403
ฉันเลือกวิธีการตบโต๊ะดีกว่า ทีนี้ Response คือ การ

316
00:35:10,871 --> 00:35:11,184
ตอบสนอง ก็คือเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด

317
00:35:11,184 --> 00:35:15,184
ก็แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอก

318
00:35:20,035 --> 00:35:22,924
นั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น โครงสร้างทางจิตวิทยาก็จะมี

319
00:35:22,924 --> 00:35:26,415
ส่วนแรกเลย ก็คือสิ่งเร้านะคะ

320
00:35:26,415 --> 00:35:30,415
สมมติเราเดินตรงอาคาร 36

321
00:35:35,708 --> 00:35:39,661
กลิ่นกาแฟมาเลยแบบเตะจมูก

322
00:35:39,661 --> 00:35:43,168
ก็คือกลิ่นกาแฟ หรือว่าช่วงพักเที่ยง

323
00:35:43,168 --> 00:35:44,850
เราได้กลิ่นกะเพรามาใช่ไหม

324
00:35:44,850 --> 00:35:48,850
ก็คือจมูกเป็นอย่างไรคะ ได้กลิ่นนะ

325
00:35:52,475 --> 00:35:56,475
รับรู้ ก็คือการแปลงจากประสบการณ์เดิมที่ทำให้รู้ว่าอันนี้คือกลิ่นอะไรคะ กลิ่นกะเพรา

326
00:36:03,416 --> 00:36:06,634
ทีนี้ พอใกล้ ๆ เที่ยง อารมณ์รู้สึกเป็นอย่างไรคะ มันหอมน่ะ

327
00:36:06,634 --> 00:36:06,972
เรารู้สึกชอบน่ะ ใกล้ ๆ

328
00:36:06,972 --> 00:36:10,972
จะต้องกินข้าวแล้วน่ะ ความต้องการ ก็คืออยาก

329
00:36:14,442 --> 00:36:15,443
กินผัดกะเพรา ทีนี้ก็จะมาสู่

330
00:36:15,443 --> 00:36:19,443
การคิด Thinking ว่าจะสั่ง

331
00:36:23,091 --> 00:36:27,091
เพื่อนให้ไปซื้อให้ดีไหม หรือว่าจะเดินเข้าไปซื้อข้าวผัดกะเพรา

332
00:36:27,481 --> 00:36:31,082
ด้วยตัวเอง การคิดก็เลย

333
00:36:31,082 --> 00:36:34,642
บอกว่าเราสามารถคิดได้แบบ

334
00:36:34,642 --> 00:36:38,642
3-4 แนวทาง แต่สุดท้ายแล้ว

335
00:36:40,852 --> 00:36:44,852
การตัดสินใจ เราจะต้องเลือกแนวทางเดียว

336
00:36:47,726 --> 00:36:51,726
ที่เราคิดว่ามันเหมาะกับเราที่สุดนั่นเองนะคะ การตัดสินใจก็จะอยู่ใน

337
00:36:52,529 --> 00:36:56,529
ระบบความคิดที่คิดว่า โอเค ที่ฉันเลือกว่าฉันไปซื้อเอง

338
00:36:58,871 --> 00:37:02,871
ดีกว่า แล้วก็สั่งกาย คือ การเดินไปซื้อ

339
00:37:07,498 --> 00:37:11,498
ด้วยตัวเองนะ อันนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับดู O ก็คือ

340
00:37:14,404 --> 00:37:18,404
มันจะอยู่ในส่วนที่เป็นพฤติกรรมภายในของเรา ส่วน R Response จะเป็นส่วนของ

341
00:37:19,572 --> 00:37:23,572
พฤติกรรมอะไรคะ พฤติกรรมภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้

342
00:37:23,985 --> 00:37:26,356
O ตรงนี้

343
00:37:26,356 --> 00:37:30,356
ก็จะแปลภาษาไทยว่าเป็นอินทรีย์

344
00:37:38,400 --> 00:37:40,151
อาจารย์ถามเราก่อนว่าอินทรีย์

345
00:37:40,151 --> 00:37:42,113
คืออะไร สิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ

346
00:37:42,113 --> 00:37:45,138
แต่ถามว่าพืชก็มีชีวิต แต่ถามว่าพืช

347
00:37:45,138 --> 00:37:49,138
เป็นอินทรีย์ไหม ไม่ พืชมันร้องไห้ได้ไหม

348
00:37:51,145 --> 00:37:51,797
มันแสดงอารมณ์เศร้าได้ไหม ไม่ได้

349
00:37:51,797 --> 00:37:55,797
เราต่างกับ AI อย่างไร

350
00:37:57,556 --> 00:38:01,556
เราต่างกับ AI อย่างไร AI มันก็ตอบโต้

351
00:38:10,896 --> 00:38:14,896
เราได้เหมือนกัน AI มันแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ไหม มันก็เห็นอกเห็นใจ

352
00:38:19,076 --> 00:38:23,076
เราได้ไหม เพราะฉะนั้น อินทรีย์ ก็คือสิ่งที่มีความรู้สึก อารมณ์ต่าง ๆ

353
00:38:25,932 --> 00:38:29,064
อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากกระบวนการทำงาน

354
00:38:29,064 --> 00:38:30,829
ของระบบสมองนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

355
00:38:30,829 --> 00:38:34,829
ทีนี้ เรามาดูกันในส่วนที่เป็นการ

356
00:38:38,773 --> 00:38:39,168
ศึกษาพฤติกรรม

357
00:38:39,168 --> 00:38:43,168
เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไรบ้าง

358
00:38:45,217 --> 00:38:45,711
ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ

359
00:38:45,711 --> 00:38:49,711
อย่างเช่น บางคนมา...

360
00:38:51,120 --> 00:38:55,120
เขาเรียกว่า "มาสาย" นะ หรือว่า "เข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา"

361
00:38:59,987 --> 00:39:02,001
อาจารย์ก็เลยถามว่าเพราะอะไร

362
00:39:02,001 --> 00:39:02,010
เธอถึงแบบ... เข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา

363
00:39:02,010 --> 00:39:06,010
การถามของอาจารย์ ก็คือเพื่อที่จะได้รู้สาเหตุ

364
00:39:12,305 --> 00:39:12,391
การรู้สาเหตุก็จะนำมาสู่การอธิบายเพื่อความเข้าใจ

365
00:39:12,391 --> 00:39:16,391
ในพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ อ๋อ สาเหตุที่

366
00:39:21,109 --> 00:39:25,109
มาสายในบางครั้งก็คือเป็นอย่างไรคะ รถติด

367
00:39:26,505 --> 00:39:28,827
ด้วยนะ ทีนี้ พอเราเข้าใจสาเหตุ

368
00:39:28,827 --> 00:39:32,297
เราก็สามารถอธิบาย แล้วก็นำมาสู่การ

369
00:39:32,297 --> 00:39:32,848
อะไรคะ กาพยากรณ์

370
00:39:32,848 --> 00:39:36,848
พยากรณ์ ก็คือการทำนาย

371
00:39:42,915 --> 00:39:46,915
นั่นเองนะคะ ก็คือถ้า... แล้วอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่น บางคน

372
00:39:52,757 --> 00:39:54,802
ตื่นสายเป็นอย่างไรคะ ตื่นสายนะ สาเหตุการตื่นสาย เนื่องมาจากอะไร นอนดึก มันก็

373
00:39:54,802 --> 00:39:58,433
จะมาสู่การพยากรณ์

374
00:39:58,433 --> 00:40:02,433
เพราะเราเข้าใจเหตุว่า โอเค ต่อไปถ้าคุณนอนดึกนะ ถ้าคุณ

375
00:40:09,589 --> 00:40:09,609
นอนดึกแล้วโอกาสคุณจะตื่นสายสูงไหมคะ

376
00:40:09,609 --> 00:40:13,609
สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้ หลักในการควบคุม

377
00:40:14,577 --> 00:40:18,577
ก็คือการควบคุมสาเหตุ ควบคุมอย่างไร

378
00:40:21,907 --> 00:40:23,913
ก็คือไม่ให้ตัวเองเป็นอย่างไรคะ

379
00:40:23,913 --> 00:40:26,270
นอนดึกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

380
00:40:26,270 --> 00:40:30,270
ทีนี้ มีคำหนึ่ง คือ คำว่า "

381
00:40:34,086 --> 00:40:38,086
ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ"

382
00:40:39,453 --> 00:40:41,037
คำนี้คืออะไร

383
00:40:41,037 --> 00:40:45,037
นักศึกษาเข้าใจคำนี้ว

384
00:40:51,031 --> 00:40:52,863
่าอย่างไร "ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ"

385
00:40:52,863 --> 00:40:56,863
ควบคุม

386
00:41:00,579 --> 00:41:04,579
แต่ก่อนที่จะมาควบคุมได้นั้น ก็คือเขา

387
00:41:04,935 --> 00:41:08,935
ก็จะต้องเข้าใจสาเหตุก่อนใช่ไหมคะ ว่าสถิติการ

388
00:41:15,556 --> 00:41:19,556
เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก็คือมาจากอะไรคะ การเมา หรือว่าจากการง่วง แล้วก็ทำให้หลับในนะ ทีนี้ มันก็จะมา

389
00:41:21,282 --> 00:41:25,282
สู่การพยากรณ์ว่า โอเค ถ้าใครเป็นอย่างไรคะ

390
00:41:28,025 --> 00:41:32,025
ง่วง หรือใครเมา โอกาสขับรถที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างไรคะ สูง

391
00:41:34,771 --> 00:41:36,994
ก็จะมาสู่การออกระเบียบ

392
00:41:36,994 --> 00:41:40,994
ในการควบคุมนั่นเองนะคะ ก็มีการเป็นอย่างไรคะ

393
00:41:42,522 --> 00:41:43,121
ควบคุมไม่ให้คนขับรถ

394
00:41:43,121 --> 00:41:47,121
คือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินไป

395
00:41:51,014 --> 00:41:55,014
นั่นเองนะคะ อันนี้นะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหนไหม ในการศึกษาพฤติกรรม

396
00:42:00,332 --> 00:42:03,020
ไม่มีนะคะ เหมือนกัน ยกตัวอย่างอีก 1 ตัวอย่าง

397
00:42:03,020 --> 00:42:06,619
เราคิดว่าที่เรา

398
00:42:06,619 --> 00:42:10,619
ได้คะแนนสอบน้อยน่ะมันเกิดจากอะไร

399
00:42:14,442 --> 00:42:18,442
ไม่ใส่ใจ หรือว่าไม่ตั้งใจ

400
00:42:23,523 --> 00:42:25,743
อ่านหนังสือใช่ไหมคะ ก็จะทำให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างไรคะ

401
00:42:25,743 --> 00:42:29,743
เข้าใจสาเหตุนะว่าที่เราสอบได้คะแนนกลางภาคได้น้อย เพราะว่า

402
00:42:35,761 --> 00:42:38,043
ได้น้อย เพราะว่าเราไม่มีการทบทวนเนื้อหาเลย ทีนี้ พอจะสอบ

403
00:42:38,043 --> 00:42:42,043
เขาเรียกว่า "ปลายภาค" นะ หรือว่า "Final" เรา

404
00:42:50,059 --> 00:42:54,059
มีการพยากรณ์ได้ว่าถ้าฉันไม่ตั้งใจนะ โอกาสที่จะสอบได้คะแนนน้อยมีสูงไหมคะ

405
00:42:57,140 --> 00:43:01,140
สูงนั่นเองนะคะ แต่ถ้าฉันตั้งใจล่ะ การสอบได้คะแนนของฉันก็จะเป็นอย่างไรคะ

406
00:43:04,861 --> 00:43:08,699
สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้ก็มาสู่การควบคุม ก็คือการควบคุมพฤติกรรมตนเอง ถ้ามี

407
00:43:08,699 --> 00:43:10,155
การตั้งใจในการอ่านหนังสือ

408
00:43:10,155 --> 00:43:14,155
นั่นเองนะคะ โอเค

409
00:43:14,257 --> 00:43:18,257

410
00:43:18,554 --> 00:43:22,554
เพราะฉะนั้น มาสรุปอีกรอบหนึ่งนะ ความเข้าใจ

411
00:43:24,074 --> 00:43:27,945
ของพฤติกรรม ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุองพฤติกรรม

412
00:43:27,945 --> 00:43:31,945
นั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น

413
00:43:37,626 --> 00:43:38,071
สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการหัวเรานั่นเองนะคะ แล้วก็

414
00:43:38,071 --> 00:43:42,071
นำมาสู่การพยากรณ์จากการที่เราเข้าใจสาเหตุ

415
00:43:45,905 --> 00:43:46,616
ถ้าคุณมีความสุข

416
00:43:46,616 --> 00:43:50,363
ก็จะทำให้คุณเป็นอย่างไรคะ หัวเราะ

417
00:43:50,363 --> 00:43:54,363
ทำไมพยากรณ์ได้ เพราะเราเข้าใจสาเหตุของเขา

418
00:44:00,455 --> 00:44:01,688
แล้ว ว่าการที่เขาหัวเราะ เพราะเขาเป็นอย่างไรคะ มีความสุขนั่นเองนะคะ

419
00:44:01,688 --> 00:44:05,688
ทีนี้

420
00:44:07,427 --> 00:44:11,427
การควบคุมคืออะไร ก็เป็นการควบคุมที่ทำให้พฤติกรรมนั้น

421
00:44:18,600 --> 00:44:22,600
เกิดหรือไม่เกิด เพราะฉะนั้น การควบคุมก็เลยเป็นผล

422
00:44:23,826 --> 00:44:27,046
นั้นของความเข้าใจนั่นเองนะคะ แล้วเราก็สามารถ

423
00:44:27,046 --> 00:44:31,046
ควบคุมมันได้ อย่างเช่น เราอยากมีความสุข เราก็จะต้อง

424
00:44:37,301 --> 00:44:40,170
สร้างเสียงหัวเราะให้มันแบบเพิ่มขึ้นนั่นเองนะคะ

425
00:44:40,170 --> 00:44:40,492
โอเค เดี๋ยวอาจารย์ให้พักประมาณ 5 นาที

426
00:44:40,492 --> 00:44:43,420
นะคะ เพราะอาจารย์ผู้สอนก็คอแห้งด้วยนะคะ

427
00:44:43,420 --> 00:44:47,420
พักประมาณ 5 นาทีก่อน โอเคค่ะ

428
00:52:21,747 --> 00:52:23,232
สวัสดีค่ะ

429
00:52:23,232 --> 00:52:27,232
นักศึกษาพร้อมที่จะรับเนื้อหาต่อ

430
00:52:30,101 --> 00:52:30,610
เลยไหมคะ พร้อมแล้วนะคะ โอเค

431
00:52:30,610 --> 00:52:34,610
เดี๋ยวเชิญล่ามนะคะ ค่ะ ทีนี้ก็จะมา

432
00:52:38,839 --> 00:52:42,839
ส่วนต่อมานะคะ ก็จะว่าใน เรื่อง วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการ

433
00:52:44,992 --> 00:52:47,156
ศึกษาพฤติกรรมนะ ทีนี้ ในการ

434
00:52:47,156 --> 00:52:51,156
ศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนะคะ

435
00:52:54,072 --> 00:52:58,072
อันดับแรกเลย ก็คือเราจะต้องสงสัยในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

436
00:53:04,554 --> 00:53:05,451
เราก็จะเรียกกันว่า "การตั้งปัญหา"

437
00:53:05,451 --> 00:53:07,948
ว่า เอ๊ะ ปัญหาอะไร

438
00:53:07,948 --> 00:53:11,794
มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบ

439
00:53:11,794 --> 00:53:14,777
รับในห้องเรียน มีอะไรนะ

440
00:53:14,777 --> 00:53:18,777
ทีนี้ ในการตั้งปัญหาปุ๊บ เราก็

441
00:53:20,808 --> 00:53:24,808
จะต้องมีการตั้งสมมติฐาน

442
00:53:25,542 --> 00:53:26,892
สมมติฐาน

443
00:53:26,892 --> 00:53:30,892
คืออะไร หมายความว่า เป็นการ

444
00:53:31,097 --> 00:53:35,097
คาดคะเนคำตอบ

445
00:53:35,529 --> 00:53:39,529
ของพฤติกรรมที่เขาเกิดขึ้นมา

446
00:53:41,174 --> 00:53:44,187
แต่ทีนี้สมมติฐาน

447
00:53:44,187 --> 00:53:48,187
เราอาจจะคาดคะเน แบบทายถูกหรือทายผิด

448
00:53:54,542 --> 00:53:58,542
ก็ได้ ดังนั้น เราก็คือจะต้องมีการพิสูจน์สมมติฐานในการพิสูจน์สมมติฐาน

449
00:54:04,012 --> 00:54:07,188
เราก็คือจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ว่า เอ๊ะ มันมีอะไรที่ทำให้

450
00:54:07,188 --> 00:54:11,188
นักศึกษาชอบนอนหลับ การรวบรวมในที่นี้

451
00:54:17,758 --> 00:54:20,812
ก็คือใช้แบบสอบถาม แบบสอบถามเข้ามาช่วยด้วยก็ได้

452
00:54:20,812 --> 00:54:24,812
ทีนี้ อาจารย์ถามเราก่อนว่า

453
00:54:25,711 --> 00:54:29,711
เราตั้งปัญหาแล้วว่า เพื่อนเราชอบ

454
00:54:30,805 --> 00:54:34,805
นั่งหลับในชั้นเรียน เราจะตั้งสมมติฐานว่าอะไร

455
00:54:42,054 --> 00:54:46,054
เราคิดว่ามันเกิดอะไรที่เขาชอบหลับในชั้นเรียน

456
00:54:48,788 --> 00:54:52,472
นอนไม่พอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือว่า

457
00:54:52,472 --> 00:54:56,472
อาจารย์อาจจะสอนน่าเบื่อก็ได้ถูกไหมคะ เรา

458
00:54:57,192 --> 00:55:01,192
คาดคะเน สมมติฐาน ก็คือเป็นการคาดคะเนคำตอบ

459
00:55:05,013 --> 00:55:09,013
แต่การคาดคะแนเราจะเชื่อทันทีไหม ยังไม่เชื่อทันที เราจะต้องมีการ

460
00:55:10,497 --> 00:55:14,497
พิสูจน์หรือเราเรียกกันว่า "ทดสอบ

461
00:55:14,781 --> 00:55:16,612
สมมติฐาน" นั้น ๆ เราคาดคะเน

462
00:55:16,612 --> 00:55:20,612
ว่า โอเค เพื่อนพักผ่อนไม่เพียงพอ

463
00:55:20,723 --> 00:55:24,723
แน่เลย ทำให้เขาแบบหลับในชั้นเรียนนะ ทีนี้

464
00:55:25,015 --> 00:55:28,058
จอหาย...

465
00:55:28,058 --> 00:55:32,058
ทีนี้ ในการรวบรวมข้อมูล เราจะรวบรวมอยางไร

466
00:55:40,139 --> 00:55:42,834
ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยใช่ไหมคะ มีอะไรคะ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ใช่ไหมคะ

467
00:55:42,834 --> 00:55:44,182
ได้ ทีนี้ พอเราได้คำตอบ

468
00:55:44,182 --> 00:55:48,182
จากแบบสอบถาม แล้วก็แบบสัมภาษณ์ ทีนี้เราก็มา

469
00:55:50,244 --> 00:55:51,643
วิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้

470
00:55:51,643 --> 00:55:55,643
รวบรวมข้อมูลไป  จากเครื่องมือที่เราได้ใช้กับเพื่อน

471
00:55:58,267 --> 00:55:59,311

472
00:55:59,311 --> 00:56:03,311
แล้วก็ค่อยมาสรุปผล การสรุปผล ก็คือ

473
00:56:06,683 --> 00:56:10,683
เป็นการตรวจสอบว่าสมมติฐาน

474
00:56:11,395 --> 00:56:15,271
ที่ฉันตั้งขึ้นมา มันสอดคล้อง

475
00:56:15,271 --> 00:56:19,271
หรือไม่นั่นเองนะคะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหน มีไหม ถามได้นะคะ

476
00:56:22,754 --> 00:56:26,754
มีสงสัยตรงไหน

477
00:56:28,121 --> 00:56:30,696
มีไหม หรือว่า

478
00:56:30,696 --> 00:56:34,696
สาเหตุของพฤติกรรมน่ะ เราชอบกินจุกกินจิกน่ะ

479
00:56:40,484 --> 00:56:43,116
เพื่อนเราน่ะ ชอบแบบกินจุกกินจิก

480
00:56:43,116 --> 00:56:46,583
เราจะตั้งสมมติฐาน

481
00:56:46,583 --> 00:56:50,583
ว่าอย่างไร ตั้งได้อย่างไร เราจะคาดคะเนสาเหตุ

482
00:56:55,475 --> 00:56:57,828
ของพฤติกรรมการกินของเพื่อนแบบไม่หยุดปาก

483
00:56:57,828 --> 00:57:01,443
อย่างไร

484
00:57:01,443 --> 00:57:05,443
เรา

485
00:57:07,993 --> 00:57:11,993
อาจจะต้องสมมติฐานว่าเพราะเพื่อน

486
00:57:13,596 --> 00:57:17,596
คือ กินข้าวเป็นอย่างไรคะ ไม่ตรงเวลาใช่ไหมคะ

487
00:57:17,751 --> 00:57:21,308
หรือว่าไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้เขารู้สึก

488
00:57:21,308 --> 00:57:25,308
เป็นอย่างไรคะ หิวตลอดเวลา อันนี้คือ

489
00:57:27,235 --> 00:57:30,799
สมมติฐานที่เราตั้งนะ สมมติเราตั้งว่าแบบเพื่อน

490
00:57:30,799 --> 00:57:34,799
ไม่ทานอาหารเช้ามาเลย เพราะว่ารีบเรียนตั้งแต่เช้า

491
00:57:35,787 --> 00:57:36,181
ถูกไหม ทำให้เขามีพฤติกรรมที่

492
00:57:36,181 --> 00:57:37,688
แบบบ่อย ๆ ตลอดเวลา

493
00:57:37,688 --> 00:57:41,688
ทีนี้ การรวบรวมข้อมูล

494
00:57:42,197 --> 00:57:46,197
เราก็ใช้หลักการอะไรคะ สัมภาษณ์

495
00:57:50,080 --> 00:57:53,359
หรือสอบถามเพื่อน ว่า เอ๊ะ เธอ

496
00:57:53,359 --> 00:57:57,359
... ที่เธอกินนี่ เป็นเพราะอะไร ที่เธอกิน

497
00:58:00,907 --> 00:58:04,907
บ่อย ๆ เพื่ออาจจะบอกว่า อ๋อ เพราะฉันแบบทำ IF มาตั้งนาน

498
00:58:06,627 --> 00:58:10,627
พอหยุดทำ IF ปุ๊บ เป็นอย่างไรคะ ทำให้

499
00:58:12,311 --> 00:58:12,608
แบบรู้สึกหิวตลอดเวลา

500
00:58:12,608 --> 00:58:16,608
เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลที่เราได้

501
00:58:22,448 --> 00:58:23,028
ก็คือคำตอบของเพื่อน ทีนี้ พอวิเคราะห์

502
00:58:23,028 --> 00:58:24,610
เราก็สามารถสรุปผลได้ว่า โอเค

503
00:58:24,610 --> 00:58:28,610
สมมติฐานที่เราตั้ง กับคำตอบของเพื่อน

504
00:58:30,690 --> 00:58:34,053
ตรงกันไหม ไม่ตรงกันนั่นเอง

505
00:58:34,053 --> 00:58:37,150
นะคะ อันนี้นะ เข้าใจแล้วนะคะ ในการวิเคราะห์...

506
00:58:37,150 --> 00:58:38,600
ศึกษาพฤติกรรมตรงนี้นะคะ

507
00:58:38,600 --> 00:58:42,600
ทีนี้ เรามาดูลักษณะในรูปแบบ

508
00:58:44,432 --> 00:58:46,972
การศึกษาพฤติกรรม

509
00:58:46,972 --> 00:58:50,972
ก็จะมีทั้ง 3 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรก

510
00:58:52,256 --> 00:58:53,900
ก็คือเป็นแบบการทดลองนะ

511
00:58:53,900 --> 00:58:57,900
การทดลองในที่นี้ ก็คือเป็นการทดสอบใน

512
00:59:03,459 --> 00:59:03,661
ความสัมพันธ์เชิงเหตุแล้วก็ผล

513
00:59:03,661 --> 00:59:07,054
นั่นเองนะคะ ก็คือจะมีตัวแปรต้น แล้วก็

514
00:59:07,054 --> 00:59:11,054
ตัวแปรตาม ตัวแปรต้น ก็คือ...

515
00:59:12,367 --> 00:59:16,367
คืออะไร ก็คือเป็นตัวแปรเหตุนั้น ๆ

516
00:59:23,897 --> 00:59:27,897
เหตุนั้น ๆ เหตุนี้เกิดตัวแปรตามจะเกิดขึ้นไหม อันนี้นะคะ อย่างเช่น ตัวแปรต้น ก็คือการตั้งใจเรียน ตัวแปรตาม

517
00:59:28,771 --> 00:59:32,771
ก็คือเมื่อคุณตั้งใจเรียนปุ๊บ คะแนนสอบ

518
00:59:35,562 --> 00:59:36,326
กลางภาคของคุณจะสูงหรือไม่ คะแนนสอบสูง

519
00:59:36,326 --> 00:59:40,326
ก็คือเป็นตัวแปรอะไรคะ ตามนั่นเองนะคะ

520
00:59:41,918 --> 00:59:45,918
ทีนี้ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์

521
00:59:46,442 --> 00:59:50,442
คืออะไร เป็นการหาความสัมพันธ์

522
00:59:55,059 --> 00:59:55,640
รวมถึงทิศทาง ก็คือดูความสัมพันธ์ของตัวแปร ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป

523
00:59:55,640 --> 00:59:59,640
อย่างเช่น

524
00:59:59,788 --> 01:00:03,788
คะแนนของการปรับตัว มันสัมพันธ์

525
01:00:06,008 --> 01:00:07,052
กับ IQ หรือว่า

526
01:00:07,052 --> 01:00:09,880
สติปัญญาหรือไม่นั่นเองนะคะ นะ

527
01:00:09,880 --> 01:00:13,880
หรือว่าความสูง

528
01:00:15,266 --> 01:00:19,266
มันสัมพันธ์กับ

529
01:00:19,303 --> 01:00:23,303
ความแข็งแรงของร่างกายหรือไม่ หรือว่าความสูง

530
01:00:26,202 --> 01:00:30,202
มันสัมพันธ์กับการปรับตัวหรือไม่ อันนี้จะถือได้ว่า

531
01:00:30,413 --> 01:00:34,413
เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ดูค่าความสัมพันธ์

532
01:00:37,269 --> 01:00:39,752
กันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

533
01:00:39,752 --> 01:00:41,720
ในความเข้มข้นของความสัมพันธ์จะมีทั้ง

534
01:00:41,720 --> 01:00:44,972
เป็น 0 มีทั้ง +1 แล้วก็มีทั้ง

535
01:00:44,972 --> 01:00:48,050
อะไรคะ -1 ส่วนการวิจัยเชิงบรรยาย

536
01:00:48,050 --> 01:00:52,050
ก็จะเป็นการสำรวจคุณลักษณะ

537
01:00:59,372 --> 01:01:01,488
หรือสถานการณ์นั้น ๆ ทีนี้ เรามาดูกันในส่วนแรก

538
01:01:01,488 --> 01:01:05,488
ส่วนแรก ก็คือการวิจัยเชิงการ

539
01:01:12,552 --> 01:01:12,599
ทดลองนั่นเองนะคะ

540
01:01:12,599 --> 01:01:16,599
ก็จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย กลุ่มแรกก็จะเป็น

541
01:01:18,774 --> 01:01:19,152
การทดลองในห้องปฏิบัติการ

542
01:01:19,152 --> 01:01:23,152
อย่างเช่น ทดลอง ทดลองกับ

543
01:01:25,870 --> 01:01:29,870
พฤติกรรมของสุนัขในการทดลองของพฤติกรรมนัน ๆ

544
01:01:36,263 --> 01:01:39,279
ก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ มีการควบคุมสิ่งแวดล้อม พวกแสงสว่าง

545
01:01:39,279 --> 01:01:43,279
ต่าง ๆ นั่นเองนะคะ เพื่อป้องกันการแทรกซ้อน

546
01:01:45,193 --> 01:01:48,677
ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองนะ อันนี้นะคะ หรือว่าการทดลองเกี่ยวกับ

547
01:01:48,677 --> 01:01:52,677
ของโคเลอร์ ที่ทดลองกับลิงชิมแปนซี

548
01:01:58,671 --> 01:02:00,255
นะ รวมถึงการทดลองของ

549
01:02:00,255 --> 01:02:04,255
นกพิราบ ที่สกินเนอร์เขาได้

550
01:02:05,074 --> 01:02:08,695
ทดลองนั่นเองนะคะ เกี่ยวกับการเลือกจิก...

551
01:02:08,695 --> 01:02:12,695
เขาเรียกว่า "แป้นในกล่อง" นั่นเองนะคะ

552
01:02:19,015 --> 01:02:23,015
รวมถึงการทดลองกับพวกหนูนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เดี๋ยวเราก็จะได้เรียนกันในบท

553
01:02:24,045 --> 01:02:26,719
ต่อไปนะคะ กับใน เรื่อง ทฤษฎีการเรียนรู้นะ

554
01:02:26,719 --> 01:02:30,719
ทีนี้ เรามาดูการทดลองภาคสนาม

555
01:02:31,992 --> 01:02:35,992
ภาคสนาม ก็คือการทดลองในสถานการณ์จริง ส่วนการทดลองเฉพาะกรณี เป็นการทดลอง

556
01:02:37,451 --> 01:02:40,762
เฉพาะกลุ่ม ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะด้าน

557
01:02:40,762 --> 01:02:44,762
ที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไปนั่นเองนะคะ

558
01:02:46,575 --> 01:02:49,128
ยกตัวอย่างเช่น จะทดลอง

559
01:02:49,128 --> 01:02:53,128
กับบุคคลหนึ่ง หรือว่าเด็กชาย ก ที่มี

560
01:02:56,128 --> 01:03:00,128
ลักษณะ IQ ที่สูงเกินเกณฑ์

561
01:03:00,754 --> 01:03:01,614
หรือว่าเกินอายุนั่นเองนะคะ โอเค

562
01:03:01,614 --> 01:03:02,719
ทีนี้ เราก็มาดูกัน ว่า

563
01:03:02,719 --> 01:03:06,719
ลักษณะการทดลองในห้องการปฏิบัติการ ก็คือ

564
01:03:12,294 --> 01:03:13,471
เป็นการพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี

565
01:03:13,471 --> 01:03:17,471
อย่างการทดลองของ Pavlov นั่นเองนะคะ

566
01:03:23,840 --> 01:03:27,840
ว่า เอ๊ะ เอาสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขมาคู่กับสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข

567
01:03:30,478 --> 01:03:34,478
จะส่งผลทำให้พฤติกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข ก็คือ

568
01:03:35,365 --> 01:03:36,343
เสียงกระดิ่งคู่กับอะไรคะ คู่กับผงเนื้อ

569
01:03:36,343 --> 01:03:40,343
เสียงกระดิ่งถ้าคู่กับผงเนื้อ

570
01:03:40,963 --> 01:03:44,963
จะทำให้สุนัขมีพฤติกรรม

571
01:03:46,225 --> 01:03:50,225
น้ำลายไหลหรือไม่ อันนี้ก็คือการทดลองทฤษฎีนะ

572
01:03:55,485 --> 01:03:59,485
เพราะฉะนั้น เขาก็คือจะต้องทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อควบคุมแสง สี เสียงต่าง ๆ

573
01:03:59,955 --> 01:04:03,955
นะคะ ที่มันกระทบในระหว่างการทดลองนั่นเองนะคะ ทีนี้ การ

574
01:04:06,636 --> 01:04:10,636
ทดลองภาคสนาม ปกติเราก็จะสอนในห้อง ทีนี้ อาจารย์

575
01:04:11,855 --> 01:04:15,855
ก็อยากจะลองใช้เครื่องมือว่า เอ๊ะ เอากิจกรรม

576
01:04:18,202 --> 01:04:19,670
กลุ่มหรือเปิดเพลง

577
01:04:19,670 --> 01:04:21,431
ก่อนที่เราจะเข้าสู่เนื้อหา

578
01:04:21,431 --> 01:04:25,431
จะส่งผลทำให้ห้องเรา

579
01:04:26,441 --> 01:04:30,441
มีคะแนน

580
01:04:32,636 --> 01:04:36,636
Post-Test หรือว่าคะแนน

581
01:04:40,172 --> 01:04:44,172
หลังเรียนสูงขึ้นหรือไม่ อันนี้นะคะ ทีนี้ อาจารย์ก็จะดู

582
01:04:45,325 --> 01:04:47,017
ว่า โอเค

583
01:04:47,017 --> 01:04:51,017
ตอนจะสอนบทที่ 2 อาจารย์ก็จะให้

584
01:04:54,031 --> 01:04:55,368
ห้องนี้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน คือ

585
01:04:55,368 --> 01:04:59,368
Pre-Test ก่อนใช่ไหมคะ แล้วก็เรียนปกติ

586
01:05:03,618 --> 01:05:04,087
ทั่ว ๆ ไป แล้วก็ค่อยมา Post-Test นะ

587
01:05:04,087 --> 01:05:08,087
ทีนี้ พอในบทที่ 3

588
01:05:14,037 --> 01:05:16,050
อาจารย์ก็คิดกิจกรรมก่อนที่เราจะลง

589
01:05:16,050 --> 01:05:20,050
เนื้อหาบทเรียนว่าถ้าเปิดเพลง หรือว่า

590
01:05:22,794 --> 01:05:26,268
ให้เราออกกำลังกายแบบเบา ๆ น่ะ มันจะส่งผลที่

591
01:05:26,268 --> 01:05:29,241
ทำให้คะแนนสอบหลังเรียน Post-Test

592
01:05:29,241 --> 01:05:33,241
ของคุณสูงหรือไม่ ทีนี้ อาจารย์ก็จะแบ่งห้องเรา

593
01:05:37,725 --> 01:05:41,725
เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือเป็นกลุ่มทดลอง ทดลองในที่นี้ ก็คือให้เขาเข้าร่วม

594
01:05:43,750 --> 01:05:44,220
กิจกรรมที่อาจารย์สร้างเครื่องมือเข้ามา

595
01:05:44,220 --> 01:05:48,220
กลุ่มควบคุม ก็คือกลุ่มท

596
01:05:49,389 --> 01:05:53,389
ี่เรียนตามปกติ ถูกไหมคะ ทีนี้

597
01:05:53,494 --> 01:05:57,494
ในการทดลองของอาจารย์ อาจารย์ก็จะให้ทั้ง 2 กลุ่มทำ

598
01:06:01,095 --> 01:06:01,376
ทั้งทำ Pre-Test ก่อน แล้วก็มีการแบ่ง

599
01:06:01,376 --> 01:06:05,376
กลุ่ม ต่อจากนั้นกลุ่มทดลอง ก็คืออาจารย์ก็จะ

600
01:06:06,187 --> 01:06:09,421
มีเพลงคลาสสิกในฟัง มีการ

601
01:06:09,421 --> 01:06:13,421
ออกกำลังกายเบา ๆ แล้วก็เรียน ส่วนกลุ่ม

602
01:06:20,334 --> 01:06:24,334
เรียนตามปกติไม่มีการเปิดเพลง ไม่มีการใช้เครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้น ทีนี้ อาจารย์ก็จะดูว่า

603
01:06:25,706 --> 01:06:26,774
ตัวแปรต้นน่ะ ที่อาจารย์ตั้งขึ้นมาว่า

604
01:06:26,774 --> 01:06:30,774
การเปิดเพลงคลาสสิค ก่อนเราเข้า

605
01:06:31,541 --> 01:06:32,779
สู่เนื้อหาบทเรียนจะ

606
01:06:32,779 --> 01:06:36,779
มีอิทธิพล หรือส่งผลที่ทำให้คะแนน Post-Test

607
01:06:39,765 --> 01:06:40,850
ของคุณสูงหรือไม่ อาจารย์ก็จะเอา

608
01:06:40,850 --> 01:06:44,850
ข้อสอบที่เป็น Post-Test หรือว่า

609
01:06:50,173 --> 01:06:52,773
แบบทดสอบหลังเรียนใช้ชุดเดียวกัน ให้ทั้งกลุ่มควบคุม แล้วก็กลุ่มทดลองทำ

610
01:06:52,773 --> 01:06:56,773
ถ้าคะแนน Post-Test

611
01:06:57,093 --> 01:07:01,093
ของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุม

612
01:07:03,812 --> 01:07:07,781
แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิคหรือว่าทำกิจกรรม

613
01:07:07,781 --> 01:07:10,230
กลุ่มก่อนเข้าสู่บทเรียน

614
01:07:10,230 --> 01:07:14,230
มีผลที่ทำให้คะแนนผลสำริด

615
01:07:20,038 --> 01:07:20,851
ทางการเรียนเป็นอย่างไรคะ

616
01:07:20,851 --> 01:07:23,791
สูงนั่นเองนะคะ แต่ในมุมกลับกัน ถ้า

617
01:07:23,791 --> 01:07:27,791
คะแนน Post-Test

618
01:07:28,536 --> 01:07:32,536
ของกลุ่มทด... ของกลุ่มควบคุม สูงกว่ากลุ่มทดลอง

619
01:07:33,627 --> 01:07:37,627
แสดงว่าการเปิดเพลงคลาสสิค แล้วก็ทำกิจกรรมกลุ่ม

620
01:07:38,789 --> 01:07:42,204
ก่อนเข้าสู่เนื้อหา มีผลหรือว่ามีอิทธิพลไหม

621
01:07:42,204 --> 01:07:44,122
มีหรือไม่มี มีหรือไม่มี

622
01:07:44,122 --> 01:07:48,122
คะแนนกลุ่มควบคุม

623
01:07:51,007 --> 01:07:51,411
สูงกว่านะ ถ้า Post-Test น่ะ

624
01:07:51,411 --> 01:07:55,411
แสดงว่าไม่มีผลนั่นเองนะคะ หรือคะแนนกลุ่ม

625
01:07:57,689 --> 01:08:00,159
ควบคุมกับกลุ่มทดลอง มีคะแนนแบบเท่า ๆ กัน

626
01:08:00,159 --> 01:08:04,159
แสดงว่าเครื่องมือที่อาจารย์ใช้ ที่ให้เปิดเพลงคลาสสิค

627
01:08:12,426 --> 01:08:16,426
แล้วก็ให้ทำกิจกรรมก่อนเข้าสู่บทเรียน ไม่ได้มีผลที่จะทำให้เด็กมีคะแนนเพิ่มขึ้นมา

628
01:08:19,518 --> 01:08:23,518
นั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะถือได้ว่า

629
01:08:24,433 --> 01:08:24,437
เป็นการศึกษาผลที่เกิดขึ้น

630
01:08:24,437 --> 01:08:28,437
จากเครื่องมือที่เราได้ใช้ไปนั่นเองนะคะ เราถึงเรียกกันว่า "

631
01:08:29,453 --> 01:08:32,684
การทดลองภาคสนาม" นะ ก็คือมีการแต่งเสริม

632
01:08:32,684 --> 01:08:34,962
ว่า โอเค ถ้า

633
01:08:34,962 --> 01:08:38,962
เปิดเพลงคลาสสิคแล้วทำให้เด็กแบบตั้งใจเรียน

634
01:08:42,492 --> 01:08:46,492
ก็คือจะทำอย่างไร ก็จะไปขยายผลสู่การ

635
01:08:49,245 --> 01:08:49,507
ตั้งใจเรียนในรายวิชาอื่น ๆ ได้ หรือว่าออกแบบ

636
01:08:49,507 --> 01:08:52,378
กิจกรรมในรายวิชาอื่นได้

637
01:08:52,378 --> 01:08:54,363
ทีนี้

638
01:08:54,363 --> 01:08:58,363
การทดลองเฉพาะกรณี

639
01:08:59,145 --> 01:09:03,145
หรือเราเรียกกันว่า "Case Study" เป็นการทดลอง

640
01:09:09,011 --> 01:09:13,011
ในการศึกษาพฤิตกรรมที่

641
01:09:13,260 --> 01:09:17,260
บุคคลคนนั้น ที่เขามีลักษณะที่เป็นแบบเด่นชัด แตกต่างจากที่เป็นอย่างไรคะ

642
01:09:22,695 --> 01:09:26,695
เพื่อนนั่นเองนะคะ มีอะไรบ้าง มีอะไรบ้าง ที่

643
01:09:31,173 --> 01:09:34,067
เป็นพฤติกรรมแบบเด่นชัดที่เราอยากทำ Case Study ในห้องนี้มี 1 คนน่ะ ชอบนอนหลับในชั้นเรียน

644
01:09:34,067 --> 01:09:35,332
มีแค่คนเดียวเท่านั้น คนอื่น

645
01:09:35,332 --> 01:09:38,465
เขาไม่นอนหลับเลย

646
01:09:38,465 --> 01:09:42,465
อาจารย์ก็จะต้องเลือกเขามาเป็น Case study

647
01:09:45,428 --> 01:09:46,849
แล้วก็จะหาเทคนิค วิธีการ

648
01:09:46,849 --> 01:09:50,774
จะทำอย่างไรที่จะทำให้เขาเป็นอย่างไรคะ

649
01:09:50,774 --> 01:09:54,774
ไม่นอนหลับในชั้นเรียนนะ เพราะฉะนั้น

650
01:09:59,275 --> 01:10:00,550
การทดลองเฉพาะกรณี ก็คือจะต้องมีการจัดกระทำ

651
01:10:00,550 --> 01:10:04,308
ต่อพฤติกรรมของเขา จัดกระทำอย่างไร อาจจะให้

652
01:10:04,308 --> 01:10:08,188
บทเรียนเสริมที่เป็นเฉพาะตัว เฉพาะด้าน

653
01:10:08,188 --> 01:10:12,188
ที่เขาจะต้องทำเพิ่มเติมขึ้นมา

654
01:10:13,708 --> 01:10:14,884
เพื่ออะไรคะ ปรับพฤติกรรม

655
01:10:14,884 --> 01:10:18,884
ให้เขาเป็นอย่างไรคะ หยุดการนอนหลับ

656
01:10:21,042 --> 01:10:25,042
ในชั้นเรียนได้ แต่เราดูว่าต้องหาข้อมูลเส้นฐาน

657
01:10:27,101 --> 01:10:31,101
เส้นฐานคืออะไร ดูว่าลักษณะพฤ

658
01:10:36,481 --> 01:10:38,954
ติกรรมเหล่านั้นมันเกิดขึ้นบ่อยไหม หรือว่าเราทดลองจัดกระทำ เพื่อปรับ

659
01:10:38,954 --> 01:10:41,021
พฤติกรรม ก็คือใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยเขา

660
01:10:41,021 --> 01:10:45,021
เส้นฐานที่ทำให้เขามีพฤติกรรมใหม่ คือ ความตั้งใจเรียน

661
01:10:48,996 --> 01:10:52,996
ของเขา จะมีคงเส้นคงวาตลอดหรือไม่ อันนี้นะคะ โอเค

662
01:10:53,742 --> 01:10:57,742
ทีนี้ เรามาดูการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์

663
01:11:04,987 --> 01:11:08,987
กันบ้าง เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปรขึ้นไป 2 ตัวแปรในที่นี้ ก็คือ

664
01:11:10,636 --> 01:11:13,327
สิ่งที่เราจะศึกษา ว่าโอเค ความสูง

665
01:11:13,327 --> 01:11:17,327
มันเกี่ยวข้องกับ IQ

666
01:11:19,425 --> 01:11:19,885
ที่สูงด้วยหรือไม่นั่นเองนะคะ

667
01:11:19,885 --> 01:11:23,885
หรือว่าความอ้วนมันสัมพันธ์กับความตั้งใจเรียนหรือไม่นะคะ

668
01:11:27,064 --> 01:11:29,881
อันนี้นะ ทีนี้ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ ก็คือ

669
01:11:29,881 --> 01:11:33,881
มีการโยกย้ายตัวแปรอิสระ เพื่อดู

670
01:11:35,615 --> 01:11:36,747
ว่าทั้ง 2 ตัวแปรนี้มันมีความสัมพันธ์

671
01:11:36,747 --> 01:11:40,747
ไปในทิศทางเดียวกัน หรือว่าไม่ใช่

672
01:11:42,532 --> 01:11:43,374
ทิศทางเดียวกันนะ แต่ทีนี้ความอ้วน

673
01:11:43,374 --> 01:11:47,374
ถ้ามันสัมพันธ์กับความฉลาด ก

674
01:11:52,298 --> 01:11:55,830
็ไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร

675
01:11:55,830 --> 01:11:56,445
มันส่งผลต่อ IQ ที่มันสูงนั่นเองนะคะ

676
01:11:56,445 --> 01:12:00,445
เขาก็เลยบอกว่าการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์

677
01:12:01,515 --> 01:12:05,515
ก็คือไม่สามารถบอกถึงความเป็นเหตุเป็นผล

678
01:12:08,291 --> 01:12:11,863
ทีนี้เรามาดู อาจารย์ให้แบบวัดคุณไป

679
01:12:11,863 --> 01:12:15,863
แบบวัดในทีนี้ ก็คือแบบวัดการมองโลกในแง่ดี

680
01:12:19,083 --> 01:12:20,355
กับแบบวัดการปรับตัว ถ้าคะแนน

681
01:12:20,355 --> 01:12:22,324
แบบวัดของคุณสูง แบบวัด

682
01:12:22,324 --> 01:12:26,324
การปรับตัวของคุณก็สูง แสดงว่ามันไปในทาง

683
01:12:36,293 --> 01:12:38,037
อะไรคะ เป็นไปในทิศทางอะไรคะ เดียวกันนะ แต่ทีนี้ ความสัมพันธ์ทา

684
01:12:38,037 --> 01:12:42,037
ง... อาจารย์ให้ทำแบบวัดความภาคภูมิใจในตนเอง

685
01:12:46,260 --> 01:12:50,260
หรือเรียกกันว่า "แบบวัดเห็นคุณค่าในตนเอง" Self

686
01:12:53,560 --> 01:12:56,898
ก็ได้นะคะ กับแบบวัดความวิตกกังวล ถ้าแบบวัด

687
01:12:56,898 --> 01:12:57,333
ความภาคภูมิใจของตัวเองสูง

688
01:12:57,333 --> 01:13:01,333
แบบวัดความวิตกกังวลของคุณต่ำ

689
01:13:04,596 --> 01:13:08,596
แสดงว่ามันไปในทิศทางเดียวกันไหมคะ จะมีค่าความสัมพันธ์เป็นอะไรคะ ลบนั่นเองนะคะ

690
01:13:15,564 --> 01:13:19,564
ทีนี้ ถ้าค่าความสัมพันธ์เป็น 0 ก็คืออะไร ก็คือคะแนนการมองโลกในแง่ดี

691
01:13:20,109 --> 01:13:24,109
กับคะแนนการปรับคตัวด้านจิตใจ มันแบบ

692
01:13:29,827 --> 01:13:33,754
... เป็นค่ากลาง ๆ ทั้ง 2 ค่า แสดงว่ามันเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะ อันนี้นะ

693
01:13:33,754 --> 01:13:35,706
ทีนี้ต่อมา เรามาดู

694
01:13:35,706 --> 01:13:38,264
ในส่วนที่เป็นการวิจัยเชิ

695
01:13:38,264 --> 01:13:42,264
งบรรยาย ก็คือ

696
01:13:43,997 --> 01:13:47,997
เป็นการสำรวจคุณลักษณะของสภาพชุมชน

697
01:13:51,004 --> 01:13:52,892
หรือว่าคุณลักษณะของนักศึกษาก็ได้

698
01:13:52,892 --> 01:13:56,892
ในมหาวิทยาลัยก็ได้ ส่วนใหญ่การวิจัย

699
01:14:00,898 --> 01:14:04,898
เชิงบรรยายก็จะมักใช้วิธีการสังเกต แต่ถ้าทำกับกลุ่มใหญ่ ๆ ก็จะใช้เป็นแบบสอบถาม

700
01:14:08,945 --> 01:14:12,945
หรือว่าแบบอะไรคะ แบบสำรวจนั่นเองนะคะ อันนี้นะ อย่างเช่น เวลาเข้ามา

701
01:14:15,239 --> 01:14:18,049
เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เขาอยากรู้ว่า เอ๊ะ

702
01:14:18,049 --> 01:14:22,049
เด็กมีการปรับตัวเรียนทางด้านการเรียนน่ะ

703
01:14:23,367 --> 01:14:27,367
เป็นอย่างไร เขาก็ใช้แบบสำรวจ หรือว่าแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว แล้วเขาก็

704
01:14:31,913 --> 01:14:35,817
เอาคำตอบที่ได้จาก

705
01:14:35,817 --> 01:14:39,817
Rating scale ในแต่ละด้าน มาวิเคราะห์ มาอธิบาย

706
01:14:43,584 --> 01:14:47,584
คุณลักษณะการปรับตัวของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มหาวิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัยราชภั

707
01:14:52,575 --> 01:14:56,575
ฎนครราชสีมานั่นเองนะคะ หรือว่าอาจารย์จะทำ จะดูว่า เอ๊ะ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มีการมองโลก

708
01:14:57,057 --> 01:15:01,057
ในแง่ดีเป็นอย่างไร อาจารย์ก็จะใช้ความสำรวจ

709
01:15:06,378 --> 01:15:06,949
การมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาทำ วิเคราะห์ข้อมูลจาก

710
01:15:06,949 --> 01:15:10,949
คำตอบที่เราได้กรอกแบบสำรวจม

711
01:15:13,522 --> 01:15:17,522
าอธิบายว่า โอเค นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มี

712
01:15:23,360 --> 01:15:27,360
การมองโลกในแง่ดีในระดับแบบไหน แบบปานกลางหรือว่าสูงนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น การวิจัยเชิงบรรยาย

713
01:15:28,457 --> 01:15:32,457
ก็คือมันก็จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์

714
01:15:39,145 --> 01:15:43,145
สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ที่วิเคราะห์จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น แต่

715
01:15:44,262 --> 01:15:45,643
ไม่ได้มีการจะกระทำ

716
01:15:45,643 --> 01:15:49,643
กับกลุ่มตัวนักศึกษา

717
01:15:50,406 --> 01:15:54,018
จัดกระทำในที่นี้ ก็คือใช้เครื่องมือ

718
01:15:54,018 --> 01:15:58,018
มาฝึกหรือว่ามาทำนั่นเองนะคะ ก็คือหมายความว่า

719
01:15:58,031 --> 01:16:00,904
ไม่ได้มีกิจกรรมเสริมที่จะช่วย

720
01:16:00,904 --> 01:16:04,904
การมองโลกในแง่ดีให้นักศึกษาได้ฝึกทำ เพื่อ

721
01:16:12,602 --> 01:16:16,602
ที่จะให้นักศึกษาได้ตอบข้อมูลแบบสำรวจนั้น ๆ เท่านั้น อันนี้นะ โอเค หรือว่าจะ

722
01:16:18,333 --> 01:16:22,333
ให้นักศึกษาศึกษาพฤติกรรมการบริโภค

723
01:16:28,070 --> 01:16:32,070
นักศึกษามหาวิทยาลัยราช

724
01:16:32,609 --> 01:16:36,609
ภัฎนครราชสีมาอย่างนี้นะคะ ว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารสุขภาพของนักศึกษาที่นี่

725
01:16:37,245 --> 01:16:41,245
มีอยู่ในระดับไหน เป็นอย่างไร อันนี้ก็

726
01:16:42,656 --> 01:16:43,476
บรรยายลักษณะที่เกิดขึ้นนะ โอเคค่ะ ต่อมา ตั้งใจฟังดี ๆ

727
01:16:43,476 --> 01:16:47,476
ก็จะมาสู่เนื้อหาที่เป็น

728
01:16:48,009 --> 01:16:52,009
แนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยา

729
01:16:53,056 --> 01:16:54,176
เมื่อสักครู่นี้

730
01:16:54,176 --> 01:16:58,176
เรารู้กันแล้วนะ ว่าพฤติกรรมเรามีกี่กลุ่มกันแล้วคะ

731
01:17:04,071 --> 01:17:08,071
มีกี่กลุ่ม 2 กลุ่ม พฤติกรรม

732
01:17:11,279 --> 01:17:13,466
ภายในกับพฤติกรรมภายนอก

733
01:17:13,466 --> 01:17:17,466
เพราะฉะนั้น ก็จะมีกลุ่มนักจิตวิทยา แล้วเขามี

734
01:17:18,612 --> 01:17:20,491
ความเชื่อ แล้วก็ลองสร้างทฤษฎี

735
01:17:20,491 --> 01:17:24,491
แล้วก็มีการพิสูจน์ทฤษฎีความเชื่อนั้น ๆ

736
01:17:32,631 --> 01:17:33,517
นักจิตวิทยาก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ก็คือ เชื่อในเรื่อง... กลุ่มเชื่อใน เรื่อง

737
01:17:33,517 --> 01:17:36,372
พฤติกรรมภายใน กลุ่มที่ 2 ก็คือเป็นพฤติกรรม

738
01:17:36,372 --> 01:17:40,372
ภายนอกนะคะ ทีนี้ เนื้อหาในบท

739
01:17:40,912 --> 01:17:43,665
ที่ 1 สิ่งที่เราจะต้องศึกษา

740
01:17:43,665 --> 01:17:47,665
เนื้อหา คือ เล่มนี้ก็จะให้เราศึกษาทั้งหมด

741
01:17:50,008 --> 01:17:50,210
5 แนวคิด

742
01:17:50,210 --> 01:17:54,210
พื้นฐานของนักจิตวิทยา

743
01:17:58,278 --> 01:17:59,067
เรามาช่วยกันดูก่อน เราคิดว่า

744
01:17:59,067 --> 01:18:03,067
กลุ่มไหนที่เป็นพฤติกรรมภายใน

745
01:18:04,465 --> 01:18:08,465
กลุ่มจิตวิเคราะห์ เป็นพฤติกรรมภายในหรือภายนอก

746
01:18:18,020 --> 01:18:22,020
ภาย...

747
01:18:23,658 --> 01:18:26,278
ภาย...

748
01:18:26,278 --> 01:18:30,278
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าอาจารย์มาถาม เป็น Question Mask ให้

749
01:18:37,285 --> 01:18:38,999
กลุ่มพฤติกรรมนิยมภายในหรือภายนอก ภายในหรือภายนอก

750
01:18:38,999 --> 01:18:42,999
เรารู้ได้อย่างไรว่า

751
01:18:45,822 --> 01:18:46,457
กลุ่มนี้ ว่ามันเป็นภายนอก

752
01:18:46,457 --> 01:18:50,457
ให้จับคีย์เวิร์ด

753
01:18:56,314 --> 01:18:57,536
ชื่อพฤติกรรมบวกอะไรคะ

754
01:18:57,536 --> 01:19:01,536
...นิยม เพราะฉะนั้น ก็คือเป็นภายอะไรคะ

755
01:19:02,249 --> 01:19:06,249
...นอก แล้วจิตวิเคราะห์เป็นภายใน

756
01:19:06,866 --> 01:19:10,866
ภายนอก ภายใน

757
01:19:11,555 --> 01:19:15,555
แต่ก็จะกึ่ง ๆ ภายนอกด้วยนะ จิตแล้วก็แสดงออกมา

758
01:19:21,264 --> 01:19:25,264
นะคะ ทีนี้กลุ่มนี้ ปัญญานิยม หรือว่ากลุ่มปัญญารู้คิดล่ะ

759
01:19:26,153 --> 01:19:27,325
ภาย

760
01:19:27,325 --> 01:19:31,325
ใน เพราะ

761
01:19:32,469 --> 01:19:36,402
การคิดกลุ่มชีวจิตวิทยาล่ะ

762
01:19:36,402 --> 01:19:40,402
ภาย...

763
01:19:41,020 --> 01:19:44,881
ภาย...

764
01:19:44,881 --> 01:19:48,881
ภายในนะคะ กลุ่มมนุษย์

765
01:19:50,132 --> 01:19:54,132
นิยมล่ะคะ ภายในเช่นเดียวกัน

766
01:19:54,366 --> 01:19:58,366

767
01:19:58,972 --> 01:20:02,972
แต่ใครที่ตอบว่าภายนอก อธิบายได้นะ

768
01:20:08,151 --> 01:20:12,151
เพราะเหตุใดที่เรามองว่าเป็นภายนอก

769
01:20:12,558 --> 01:20:16,558
อาจารย์ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เสียงเบามาก อาจจะลุกขึ้นตอบ

770
01:20:20,493 --> 01:20:21,985
นิดหนึ่งนะ

771
01:20:21,985 --> 01:20:25,985
เดี๋ยวเรามาดูเนื้อหา

772
01:20:32,548 --> 01:20:36,548
กันนะ อันนี้ก็เป็นตามความเชื่อความรู้ของเรานะคะ อันนี้นะ โอเค

773
01:20:37,423 --> 01:20:40,957
ทีนี้ ตั้งใจฟังนิดหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวจะไป

774
01:20:40,957 --> 01:20:44,507
ขยายความในส่วนที่เป็นบทที่ 2 ว่าใน เรื่อง

775
01:20:44,507 --> 01:20:47,908
พัฒนาการนะคะ

776
01:20:47,908 --> 01:20:51,908
ทีนี้ เราเรียนกันแล้ว

777
01:20:53,237 --> 01:20:56,659
โครงสร้างของจิตจะมี S คือ

778
01:20:56,659 --> 01:21:00,659
อะไรคะ สิ่งเร้านะ สิ่งเร้า ภาษาอังกฤษ

779
01:21:02,948 --> 01:21:06,317
ก็คือ "stimulus" นั่นเองนะคะ

780
01:21:06,317 --> 01:21:10,317
ส่วน O ล่ะ "Oganism"

781
01:21:16,127 --> 01:21:16,683
ใช่ไหม ที่แปลว่า อินทรีย์ อินทรีย์อะไรคะ สิ่งที่มีชีวิตใช่ไหมคะ ตัวเรา

782
01:21:16,683 --> 01:21:20,683
ใช่ไหม แล้วอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นอินทรีย์

783
01:21:22,250 --> 01:21:26,250
ที่มีอารมณ์ความรู้สึกถูกไหมคะ อารมณ์มาจากไหน

784
01:21:31,928 --> 01:21:33,496
มาจากไหน ก็มาจากสมองของเรานั่นเองนะคะ ส่วน R ล่ะคะ คืออะไรคะ

785
01:21:33,496 --> 01:21:35,622
Response ใช่ไหมคะ นะ

786
01:21:35,622 --> 01:21:39,622
การตอบสนองถูกไหมคะ ทีนี้ กลุ่ม

787
01:21:42,669 --> 01:21:45,333
จิตวิเคราะห์ก็จะมีจุดเน้น

788
01:21:45,333 --> 01:21:48,150
เพราะฉะนั้น จิตวิเคราะห์...

789
01:21:48,150 --> 01:21:52,150
เอาใหม่ Set 0 เอาใหม่

790
01:21:52,374 --> 01:21:56,374
เป็นพฤติกรรมภายในหรือว่าภายนอก

791
01:21:58,245 --> 01:21:58,811
ภายในหรือภายนอก

792
01:21:58,811 --> 01:22:02,811
มี S O แล้วก็ R

793
01:22:03,137 --> 01:22:07,137
เราเห็นสีไหมมันต่างกัน เราคิดว่าจุดเน้น

794
01:22:07,354 --> 01:22:11,354
คือภายในหรือภายนอก

795
01:22:14,716 --> 01:22:15,795
เราคิดว่าสีไหน

796
01:22:15,795 --> 01:22:19,795
ที่เป็นจุดเน้นในทฤษฎีนี้

797
01:22:30,051 --> 01:22:34,051
S กับ R นี่คือภายนอก O กับ R นี่คือ

798
01:22:42,380 --> 01:22:43,820
ภายใน แต่จุดนี้ คือ เน้นสีแดง

799
01:22:43,820 --> 01:22:47,820
ไม่ได้สนใจความคิดว่าเขาคิด

800
01:22:49,716 --> 01:22:53,716
อะไร อย่างไร

801
01:22:54,057 --> 01:22:58,057
ทีนี้ จิตวิเคราะห์นะคะ ความเชื่อ

802
01:23:02,196 --> 01:23:03,934
พื้นฐาน เขาบอกว่าพฤติกรรมหรือกระบวนการ

803
01:23:03,934 --> 01:23:07,934
ถูกกำหนดโดยจิตนะ

804
01:23:08,303 --> 01:23:11,559
แล้วก็มันก็จะเกี่ยวข้องกับ

805
01:23:11,559 --> 01:23:15,559
ความต้องการทางเพศ ความก้าวร้าว

806
01:23:16,380 --> 01:23:20,380
บางครั้งจิตใจเราน่ะ มัน

807
01:23:24,373 --> 01:23:25,683
แบบ... ยังเกิดความขัดแย้งน่ะ กล่าวได้ว่า

808
01:23:25,683 --> 01:23:27,306
ตัวเราน่ะ เกิดตั้งแต่จำความได้ เราจะ

809
01:23:27,306 --> 01:23:31,306
สะสมประสบการณ์ ประสบการณ์ก็จะมีทั้งดี

810
01:23:36,765 --> 01:23:38,161
แล้วก็ไม่ดี แต่ไอ้ประสบการณ์ที่ไม่ดีน่ะ

811
01:23:38,161 --> 01:23:42,161
เราจะถูกเก็บกดไว้ แต่มันก็พร้อมที่จะ

812
01:23:43,074 --> 01:23:43,855
แสดงออกมาเมื่อมีอะไรมากระตุ้น

813
01:23:43,855 --> 01:23:47,855
โดยการแสดงออกมีทั้งรู้ตัวและไม่

814
01:23:55,670 --> 01:23:59,483
รู้ตัวนั่งเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกัน เดี๋ยว

815
01:23:59,483 --> 01:24:03,483
.. นี่ ตามที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้ เราก็จะ

816
01:24:08,040 --> 01:24:08,686
สะสมประสบการณ์ตั้งแต่เราแบบ

817
01:24:08,686 --> 01:24:12,686
... เราจำความได้ เขาบอกว่าประสบการณ์วัยเด็ก

818
01:24:15,556 --> 01:24:18,522
จะส่งผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ

819
01:24:18,522 --> 01:24:22,522
โดยเฉพาะ 6 ปีแรก

820
01:24:25,468 --> 01:24:29,468
ของชีวิต ซึ่งฟอยด์เรียกว่า "ช่วงวิกฤต

821
01:24:32,758 --> 01:24:36,758
" ตรงนี้ เดี๋ยวจะไปขยายในบทที่ 2 แล้วก็บทที่ 3 อันนี้ก็คือปูความเข้าใจให้กับเรา

822
01:24:38,310 --> 01:24:38,774
เขาเชื่อว่า

823
01:24:38,774 --> 01:24:42,774
จิตใจของเราน่ะ เปรียบเสมือน

824
01:24:47,545 --> 01:24:51,545
ภูเขาน้ำแข็ง เราช่วยกันดูรูปนี้ รูน้ำแข็ง เราช่วยกันดูรูปนี้

825
01:24:53,851 --> 01:24:55,511
รูปที่เกิดขึ้น ภูเขาน้ำแข็ง

826
01:24:55,511 --> 01:24:59,205
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีส่วนไหนบ้าง

827
01:24:59,205 --> 01:25:03,205
พ้นน้ำ ใต้น้ำ แล้วก็

828
01:25:03,885 --> 01:25:07,146
มีอะไรคะ ทุกส่วนเลย

829
01:25:07,146 --> 01:25:11,146
ไล่ไปตั้งแต่พ้นน้ำ แล้วก็

830
01:25:12,870 --> 01:25:15,971
ใต้น้ำ ถูกไหม ทีนี้

831
01:25:15,971 --> 01:25:19,971
เราเห็นอะไรในรูปนี้ พ้นน้ำ

832
01:25:20,053 --> 01:25:24,053
มันคืออะไรตามความเข้าใจเรา ถ้าเกี่ยวกับเรา

833
01:25:30,887 --> 01:25:33,079
พ้นน้ำมันคืออะไร เราคิดว่าถ้าสมมติ

834
01:25:33,079 --> 01:25:37,079
เราเห็น... เ

835
01:25:38,730 --> 01:25:42,730
ราเอาน้ำแข็งใส่ในแก้วที่มันทึบ ๆ

836
01:25:45,484 --> 01:25:49,484
เห็นน้ำแข็งที่มันอยู่ใต้น้ำไหม ไม่นะ ไม่นะ เราจะเห็นเฉพาะในส่วนที่เป็นอะไรคะ

837
01:25:50,607 --> 01:25:52,331
พ้นน้ำ เพราะฉะนั้น ก็คือ

838
01:25:52,331 --> 01:25:56,331
สิ่งที่เรามองเห็นคนอื่น

839
01:25:56,346 --> 01:25:58,999
ที่เขาแสดงออกมา ในขณะเดียวกัน

840
01:25:58,999 --> 01:26:02,999
ก็เป็นสิ่งที่เรามองเห็นตัวเองได้เช่นเดียวกัน

841
01:26:05,205 --> 01:26:09,205
นะ ทีนี้ มันก็จะมีสัตว์

842
01:26:09,711 --> 01:26:13,711
ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภูเขาน้ำแข็ง

843
01:26:16,067 --> 01:26:16,975
มีทั้งค่าบริเวณ

844
01:26:16,975 --> 01:26:20,975
ที่เป็นแบบบนน้ำแข็ง ก็จะเป็น เขาเรียกว่า

845
01:26:23,478 --> 01:26:27,478
สิ่งที่เราแบบ

846
01:26:30,777 --> 01:26:34,777
"มีสติรู้ตัว" รู้ตัวว่าเราจะทำอะไรแบบไหน แล้วก็... บางครั้งมันก็อยู่

847
01:26:37,524 --> 01:26:41,524
บนน้ำ บางครั้งมันก็เคยอยู่ใต้น้ำปริ่ม ๆ

848
01:26:42,318 --> 01:26:46,318
มีที่เรารู้ตัว แล้วก็

849
01:26:49,138 --> 01:26:50,140
เป็นอย่างไรคะ ไม่รู้ตัว แต่ใต้น้ำ

850
01:26:50,140 --> 01:26:54,140
ใต้น้ำคืออะไร

851
01:26:54,622 --> 01:26:58,622
มันเป็นแบบ

852
01:27:00,193 --> 01:27:04,193
จิตใจสำนึกเลย ที่เราเก็บเอาไว้น่ะ

853
01:27:05,176 --> 01:27:07,571
ที่เราเก็บเอาไว้น่ะ ที่เราสะสมโดยไม่รู้ตัว

854
01:27:07,571 --> 01:27:11,571
แต่มันสามารถกระตุ้นให้แสดงออกมาได้ไหม ได้

855
01:27:11,971 --> 01:27:15,971
นั่นเองนะคะ ทีนี้ คำ

856
01:27:17,386 --> 01:27:21,386
ที่เราจะต้องรู้จักกลุ่มหนึ่ง ก็คือ

857
01:27:23,058 --> 01:27:27,058
Ego Ego แล้วก็อะไรคะ

858
01:27:28,541 --> 01:27:32,541
Superego เขาบอกว่ามนุษย์

859
01:27:35,016 --> 01:27:39,016
ทุกคนมักจะมีพื้นฐาน พื้นฐานของแต่ละคน

860
01:27:39,849 --> 01:27:40,881
เป็นอย่างไรคะ ไม่เท่ากัน พื้นฐานในที่นี้

861
01:27:40,881 --> 01:27:44,478
ถ้าภาษาบ้าน ๆ เวลาเราเจอคน

862
01:27:44,478 --> 01:27:48,478
ที่มันขับรถปาดหน้าเราน่ะ บางคน

863
01:27:49,050 --> 01:27:52,607
ก็จะแบบ... ใช้คำด่า

864
01:27:52,607 --> 01:27:54,233
ว่า "ส.ด" นะ

865
01:27:54,233 --> 01:27:58,233
อันนี้ถ้าเป็นศัพท์ ศัพท์น่ะ ไอ้

866
01:28:04,324 --> 01:28:08,324
คำว่า "ส ด" น่ะ อาจารย์พูดย่อ ๆ

867
01:28:09,098 --> 01:28:13,098
หมายถึงไอ้ตัวนี้ ตัว นี่

868
01:28:16,706 --> 01:28:18,464
อิฐคืออะไร เป็นความต้องการ เมื่อเราความต้องการ

869
01:28:18,464 --> 01:28:22,026
ในที่นี้คืออะไร ก็คือสิ่งที่แบบ

870
01:28:22,026 --> 01:28:24,729
ตอบสนองต่อความพึงพอใจของเรา

871
01:28:24,729 --> 01:28:28,729
โดยบางครั้ง ก็คือยังไม่ได้รับการอะไรคะ

872
01:28:31,950 --> 01:28:34,871
ขัดเกลาใช่ไหมคะ ทีนี้ มีอะไรมาช่วยขัดเกลา

873
01:28:34,871 --> 01:28:38,871
ก็คือ Superego

874
01:28:41,585 --> 01:28:42,383
Superego Superego ก็คือ

875
01:28:42,383 --> 01:28:46,383
ความรับผิดชอบชั่วดี ศีลธรรม จรรยา

876
01:28:47,134 --> 01:28:47,176
บรรณต่าง ๆ

877
01:28:47,176 --> 01:28:51,176
แล้ว Eco คืออะไรล่ะอาจารย์ อาจารย์ครับ

878
01:28:58,666 --> 01:29:01,959
Ego คืออะไร Ego ก็คือตัวตนที่เราแสดงออกมา

879
01:29:01,959 --> 01:29:05,959
Ego จะเป็นตัวกลางระหว่าง Id กับ

880
01:29:07,753 --> 01:29:11,753
Super อะไรคะ Ego

881
01:29:14,595 --> 01:29:16,259
ถามว่าทุกคนมีความต้องการเหมือนกันไหม ความต้องการในที่นี้

882
01:29:16,259 --> 01:29:20,259
ก็คือตอบสนองเพื่อให้หายหิว มีเหมือนกันไหมคะ

883
01:29:21,171 --> 01:29:25,171
มีเหมือนกันหมดเลย ความกระหายใช่ไหมคะ

884
01:29:27,305 --> 01:29:29,142
แต่ทีนี้มี

885
01:29:29,142 --> 01:29:33,142
Superego เข้ามาอะไรคะ ช่วยขัดเกลา

886
01:29:36,690 --> 01:29:40,071
ให้ตัวเราเป็นอย่างไรคะ มีระเบียบแบบแผนใช่ไหมคะ นะ

887
01:29:40,071 --> 01:29:43,399
ทีนี้การที่ Ego

888
01:29:43,399 --> 01:29:47,399
จะแสดงแบบไหน ก็คือขึ้นอยู่กับว่า

889
01:29:49,566 --> 01:29:53,566
Ego รับอิทธิพลมาจาก Id

890
01:29:54,976 --> 01:29:58,976
หรืออะไรคะ Superego ถามว่า

891
01:30:03,298 --> 01:30:07,298
ในห้องนี้ใครอยากได้เงิน 100,000 บาทบ้าง ได้มาแบบฟรี ๆ ทุกคนมีความ

892
01:30:08,942 --> 01:30:10,071
ต้องการเงินเหมือนกันใช่ไหมคะ ยิ่งมากก็คือยิ่งชอบใช่ไหมคะ

893
01:30:10,071 --> 01:30:11,792
อันนี้ก็คือ

894
01:30:11,792 --> 01:30:15,169
ความต้องการของเรา Id น่ะ

895
01:30:15,169 --> 01:30:19,169
แต่ทีนี้ บังเอิญคุณไปเจอเงิน

896
01:30:20,932 --> 01:30:23,362
ตกในที่สาธารณะ

897
01:30:23,362 --> 01:30:27,362
ประมาณ 100,000 บาท

898
01:30:28,007 --> 01:30:32,007
มันก็จะมี

899
01:30:33,496 --> 01:30:37,496
Id กับ Superego Id คือ

900
01:30:42,978 --> 01:30:46,978
ปีศาจ หยิบไปเลย เธอเจอน่ะ มันก็ต้องเป็นของเราสิ ส่วน

901
01:30:48,657 --> 01:30:52,348
Superego คืออะไรคะ ภาคเทพบุตรนะ สงสาร

902
01:30:52,348 --> 01:30:56,348
เขาเถอะ เผื่อเจ้าของเงินเขาเป็นอย่างไรคะ

903
01:30:57,039 --> 01:31:01,039
เดือดร้อนใช่ไหมคะ Ego

904
01:31:02,423 --> 01:31:05,715
ก็คือขึ้นอยู่กับว่า เอ๊ะ ฉันจะไปทางมืด

905
01:31:05,715 --> 01:31:09,713
หรือว่าฉันจะไปทางอะไรคะ สว่าง

906
01:31:09,713 --> 01:31:11,829
ทีนี้สุดท้ายแล้ว

907
01:31:11,829 --> 01:31:15,829
ถ้าเราตัดสินใจเอาเงินที่เราเก็บได้

908
01:31:19,086 --> 01:31:20,372
ไปประกาศหาเจ้าของ แสดงว่า Ego ของเรา

909
01:31:20,372 --> 01:31:24,372
ตอบสนองทางไหน

910
01:31:25,648 --> 01:31:29,648
ทาง Superego ทางสว่าง

911
01:31:29,806 --> 01:31:31,472
อันนี้นะ

912
01:31:31,472 --> 01:31:35,472
หรือว่าห้องนี้ทุกอยากสอบได้คะแนนสูง ๆ

913
01:31:37,220 --> 01:31:41,220
เหมือนกันใช่ไหมคะ มีใครอยากได้คะแนน

914
01:31:41,654 --> 01:31:44,978
... สมมติคะแนนเต็ม 40 คะแนน มีใครอยากสอบ

915
01:31:44,978 --> 01:31:48,575
ได้แค่ 10 เต็ม 40 บ้างมีไหม

916
01:31:48,575 --> 01:31:52,575
ส่วนใหญ่ก็อยากจะได้แบบเต็ม

917
01:31:53,146 --> 01:31:57,146
ถูกไหมคะ ทีนี้ ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันน่ะ

918
01:31:58,992 --> 01:32:02,992
ทำอย่างไร

919
01:32:06,999 --> 01:32:10,999
ทุกคน อยากสอบได้คะแนนที่สูง

920
01:32:14,321 --> 01:32:17,516
ทุกคนเลยนะ ทีนี้

921
01:32:17,516 --> 01:32:21,516
Id ก็คือความต้องการได้คะแนนที่สูงนะ ก็คือทำอะไร

922
01:32:26,208 --> 01:32:29,484
ก็ได้ที่ไม่รู้จักรับผิดชอบชั่วดี แอบเอาโพยมาทำแล้วก็ลอกเพื่อน

923
01:32:29,484 --> 01:32:32,526
ใช่ไหมคะ แต่ถ้า Superego ล่ะ

924
01:32:32,526 --> 01:32:36,526
ตั้งใจอ่านหนังสือถูกไหมคะ

925
01:32:37,750 --> 01:32:38,848
ก็คือขึ้นอยู่กับว่า

926
01:32:38,848 --> 01:32:42,848
เรา Ego ของเรา จะรับอิทธิพล

927
01:32:44,380 --> 01:32:48,380
มาจาก Id หรือว่าอะไรคะ

928
01:32:48,411 --> 01:32:52,411
Super Ego นั่นเองนะคะ โอเค

929
01:33:00,582 --> 01:33:01,003
ทีนี้

930
01:33:01,003 --> 01:33:03,865
อธิบายซ้ำนะ สรุปแล้วกระบวนการ

931
01:33:03,865 --> 01:33:07,865
ทางจิตก็มีทั้งจิตสำนึกคืออะไรคะ

932
01:33:11,365 --> 01:33:13,051
เป็นภาวะที่เรารู้ตัวเต็มที่ ตอนนี้ทุกคน

933
01:33:13,051 --> 01:33:17,051
มีความรู้ตัวเต็มที่ใช่ไหม แสดงว่าทุกคนมีอไรคะ

934
01:33:20,867 --> 01:33:24,867
จิตสำนึก เพราะว่าทุกคนแบบตั้งใจมาก ส่วนจิตใต้สำนึกล่ะ

935
01:33:26,061 --> 01:33:28,098
ในบางครั้งอาจจะเหม่อลอยไปบ้าง

936
01:33:28,098 --> 01:33:32,098
คิดถึงเพื่อน หรือว่าบางครั้งอาจจะใจลอย

937
01:33:36,058 --> 01:33:39,470
เมื่อไหร่อาจารย์จะปล่อย ฉันอยากไปโรงอาหารเต็มแก่แล้ว

938
01:33:39,470 --> 01:33:43,470
ฉันอยากจะไปชอปปิงเต็มแก่แล้ว แล้วก็นึกได้ว่า

939
01:33:47,672 --> 01:33:49,628
ฉันกำลังเรียนกับอาจารย์ อันนี้นะ หรือ

940
01:33:49,628 --> 01:33:50,104
อาจารย์ปล่อยเร็ว ๆ สิ มันปิดหยุดยาวน่ะ

941
01:33:50,104 --> 01:33:53,969
ฉันจะได้แบบไปรีบซื้อตั๋วกลับบ้าน แต่

942
01:33:53,969 --> 01:33:57,969
พออาจารย์เรียกชื่อปุ๊บก็มีสติรู้ตัวแล้วว่า

943
01:34:04,015 --> 01:34:05,843
โอเค อาจารย์ยังไม่ปล่อย อันนี้นะ ส่วนจิตไร้สำนึกล่ะคะ เป็นส่วนที่

944
01:34:05,843 --> 01:34:07,085
มันแบบจมอยู่ใต้น้ำแข็ง

945
01:34:07,085 --> 01:34:11,085
เป็นส่วนของความไม่รู้ตัว

946
01:34:16,342 --> 01:34:20,342
ของเรา มันอยู่ในแบบดิ่งแบบลึกน่ะ แต่มันก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับ

947
01:34:21,972 --> 01:34:25,972
ก็คือจะมีแรงขับแห่งการดำรงชีวิตอยู่

948
01:34:27,712 --> 01:34:31,712
แรงขับแห่งการทำลายที่เราเรียกว่า "ความ

949
01:34:35,920 --> 01:34:37,297
ก้าวร้าว" แล้วก็แรงขับอะไรคะ ทางเพศนั่นเองนะคะ โอเค อันนี้ก็ให้รู้อีกรอบหนึ่งนะ

950
01:34:37,297 --> 01:34:41,297
ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของจิตนั่นเองนะคะ

951
01:34:47,491 --> 01:34:51,491
เพราะฉะนั้น Id ซ้ำอีกรอบหนึ่ง ก็คือเกี่ยวข้องกับความ

952
01:34:55,672 --> 01:34:59,672
ต้องการ แต่ต้องการของ

953
01:35:02,221 --> 01:35:04,636
ตามทฤษฎีฟรอยด์ ก็คือการ

954
01:35:04,636 --> 01:35:08,636
มีชีวิตอยู่รอด ก็จะเกี่ยวข้องกับแรงขับต่าง ๆ นั่นเองนะคะ แรงขับในที่นี้ ก็คือ

955
01:35:12,272 --> 01:35:12,464
แ่งการทำลายนะ

956
01:35:12,464 --> 01:35:16,464
อันนี้นะคะ รวมถึงความต้องการทางเพศด้วย

957
01:35:21,453 --> 01:35:23,085
นะคะ โอเค ตรงนี้เราอ่านเองได้นั่นเองนะ

958
01:35:23,085 --> 01:35:27,085
ทีนี้

959
01:35:31,748 --> 01:35:35,748
เรามาดูกลุ่มต่อมา คือ กลุ่มพฤติกรรม

960
01:35:38,918 --> 01:35:42,918
นิยม พฤติกรรมนิยม ก็คือเหมือนกัน

961
01:35:45,697 --> 01:35:49,697
เน้น S กับเน้นอะไรคะ R โดย

962
01:35:52,869 --> 01:35:56,869
ไม่สนใจตัว O เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้นั่นเองนะคะ

963
01:35:58,005 --> 01:36:00,131
พฤติกรรมนิยมเชื่อว่าสิ่งเร้า

964
01:36:00,131 --> 01:36:04,131
จะกระตุ้นให้ตัวเรามี

965
01:36:05,435 --> 01:36:09,189
พฤติกรรมการตอบสนองที่เกิดขึ้นนั่นเองนะคะ

966
01:36:09,189 --> 01:36:11,995
อันนี้นะ อันนี้ก็เดี๋ยวจะไปเรียน

967
01:36:11,995 --> 01:36:15,995
ในบทที่ 2 ในทฤษฎีของ

968
01:36:19,043 --> 01:36:23,043
Skiner นะคะ แล้วก็มี ธอร์นไดค์ด้วยนะคะ

969
01:36:28,687 --> 01:36:31,542
อันนี้ก็เลยเป็นสรุปได้ว่าเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม ที่เป็นตัว S

970
01:36:31,542 --> 01:36:35,542
กับตัวอะไรคะ R นั่นเองนะคะ

971
01:36:41,251 --> 01:36:45,251
ทีนี้ กลุ่มต่อมา ก็คือกลุ่มการรู้คิด รู้คิด เน้น S เน้น O หรือว่า

972
01:36:46,794 --> 01:36:50,794
เน้น O หรือว่าเน้น R

973
01:36:51,382 --> 01:36:55,323
เน้น O ทีนี้เรามาดูกันว่า เอ๊ะ

974
01:36:55,323 --> 01:36:59,323
การรู้คิดนั้นมันคืออะไร เขาบอกว่าการ

975
01:37:03,307 --> 01:37:03,984
ที่เราจะเข้าใจในพฤติกรรมต่าง ๆ นะ เราจะต้อง

976
01:37:03,984 --> 01:37:07,984
ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้การจำ การคิด

977
01:37:11,867 --> 01:37:14,438
การตัดสินใจก่อน ก็คือการพูดง่าย ๆ สมองของเรา

978
01:37:14,438 --> 01:37:16,444
มีการรับข้อมูล แล้วก็เอาข้อมูลนั้น

979
01:37:16,444 --> 01:37:20,444
มาประมวลผล แล้วก็มีอิทธิพล

980
01:37:21,403 --> 01:37:25,403
ต่อการคิดการตัดสินใจ แล้วค่อยแสดงออกมา

981
01:37:29,239 --> 01:37:30,326
ในรูปพฤติการณ์นั้น ๆ นั่นเองนะคะ

982
01:37:30,326 --> 01:37:34,326
เพราะฉะนั้น กลุ่มการรู้คิดก็จะเน้น เน้นตัวอะไรนะ

983
01:37:37,848 --> 01:37:38,547
เน้นตัว O นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

984
01:37:38,547 --> 01:37:42,547
เพราะฉะนั้น Hilight สำคัญของกลุ่มการรู้คิด

985
01:37:50,853 --> 01:37:50,987
ก็คือเป็นการสังเกตพฤติกรรม

986
01:37:50,987 --> 01:37:53,525
ที่มันวัดได้ยาก ก็คือเป็นการศึกษา

987
01:37:53,525 --> 01:37:57,525
ที่เกี่ยวข้องกับความจำความรู้สึก แล้วก็

988
01:38:00,915 --> 01:38:04,915
การตัดสินใจ แต่การจำหรือว่าการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การ

989
01:38:09,459 --> 01:38:09,873
ใช้เหตุผลเอามาได้อย่างไร เราก็เอา

990
01:38:09,873 --> 01:38:13,873
มาจากสมองของเรา... ที่เรารับ Infromation เข้ามา

991
01:38:19,436 --> 01:38:20,536
เข้ามาแล้วเราก็มีวิธีการประมวล

992
01:38:20,536 --> 01:38:22,551
สารสนเทศจากสิ่งที่เรารับนั้น ๆ

993
01:38:22,551 --> 01:38:26,551
นี่นะคะ

994
01:38:28,442 --> 01:38:31,542
โอเค ทีนี้ มากลุ่ม

995
01:38:31,542 --> 01:38:35,542
ชีวจิตวิทยากันบ้าง

996
01:38:38,983 --> 01:38:41,790
กลุ่มนี้ก็จะเน้นตัว O เช่นเดียวกันนะคะ

997
01:38:41,790 --> 01:38:45,790
ไม่สนใจ S กับ R เขาเชื่อว่า

998
01:38:47,131 --> 01:38:48,197
พฤติกรรมของมนุษย์น่ะ มาจาก

999
01:38:48,197 --> 01:38:52,197
สารเคมีในสมองของเรา

1000
01:38:52,542 --> 01:38:56,542
ถ้าเราตั้งใจเรียน แสดงว่าสารเคมี

1001
01:38:58,554 --> 01:39:02,554
ในสมองหรือเซลล์ประสาทในสมองของเราเป็นอย่างไรคะ

1002
01:39:09,052 --> 01:39:13,052
มีการทำงานอย่างดีนั่นเองนะคะ อันนี้ เพราะฉะนั้น วิธีการศึกษาของกลุ่มชีวจิตวิทยา ก็คือเป็นการศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาท

1003
01:39:18,124 --> 01:39:21,330
ในสมอง หรือว่าการศึกษาที่เกี่ยวกับ

1004
01:39:21,330 --> 01:39:23,664
ระบบประสาท หรือว่าเนื้อเยื่อต่าง ๆ การที่ห้องนี้

1005
01:39:23,664 --> 01:39:27,664
แบบ... มีความจำเป็นเลิศ หรือว่ามีการตั้งใจเรียนดี

1006
01:39:29,568 --> 01:39:30,062
หรือว่ามีการ... มีพฤติกรรมที่เข้าชั้นเรียน

1007
01:39:30,062 --> 01:39:31,489
ได้แบบตรงเวลา แสดงว่า

1008
01:39:31,489 --> 01:39:35,489
สารเคมีในสมอง หรือว่าเซลล์ประสาทในสมอง

1009
01:39:38,160 --> 01:39:42,160
ของในห้องนี้มีคุณภาพสูงนั่นเองนะคะ

1010
01:39:42,480 --> 01:39:46,480
อันนี้นะ

1011
01:39:54,548 --> 01:39:56,784
อันนี้ก็อธิบายไปแล้ว ทีนี้กลุ่มมนุษย์นิยม

1012
01:39:56,784 --> 01:39:58,432
กลุ่มนี้เขาเชื่อว่า

1013
01:39:58,432 --> 01:39:59,788
มนุษย์มีคุณค่า มีศักยภาพ

1014
01:39:59,788 --> 01:40:03,788
มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ

1015
01:40:11,642 --> 01:40:15,642
มาตั้งแต่เกิด สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ มนุษย์เกิดมาพร้อม

1016
01:40:16,552 --> 01:40:17,170
ที่จะเขาเรียกว่า "พัฒนาความงอกงาม"

1017
01:40:17,170 --> 01:40:21,170
พัฒนาการมีคุณค่าในตนเอง เพียงแต่ว่า

1018
01:40:26,995 --> 01:40:27,280
บางครั้ง

1019
01:40:27,280 --> 01:40:30,848
สิ่งแวดล้อมมันมาขัดที่ทำให้เรา

1020
01:40:30,848 --> 01:40:31,881
ไม่สามารถพัฒนาความงอกงามของตนเอง

1021
01:40:31,881 --> 01:40:35,881
ได้ สรุปว่า

1022
01:40:37,185 --> 01:40:41,185
กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

1023
01:40:42,664 --> 01:40:46,188
กับตัว O กับตัว R นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

1024
01:40:46,188 --> 01:40:48,210
เพราะฉะนั้น วิธีการ

1025
01:40:48,210 --> 01:40:52,210
ศึกษาของกลุ่มมนุษย์นิยมก็จะศึกษาเกี่ยวกับ

1026
01:41:01,011 --> 01:41:04,479
คุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า

1027
01:41:04,479 --> 01:41:08,479
เราสามารถพัฒนาในเกิดความงอกงามในชีวิตได้ ทีนี้ อาจารย์ถามอีกแหละ

1028
01:41:12,569 --> 01:41:15,703
ว่าความงอกงามคืออะไร ความงอกงามคืออะไรคะ

1029
01:41:15,703 --> 01:41:19,703
เวลาเราปลูกต้นไม้น่ะ ต้นไม้มันงาม

1030
01:41:26,544 --> 01:41:28,600
ใช่ไหม มันงอกงาม

1031
01:41:28,600 --> 01:41:32,072
มันโตขึ้น มันให้ผลผลิตใช่ไหมคะ ถ้าเทียบเคียงกัน

1032
01:41:32,072 --> 01:41:36,072
กับความงอกงามกับความเป็นมนุษย์มันคืออะไร

1033
01:41:37,508 --> 01:41:41,508
ดัง ๆ ดัง ๆ อาจารย์ไม่ได้ยิน การประสบผลสำเร็จ  ก็คือ

1034
01:41:45,794 --> 01:41:48,268
ชีวิตเราเป็นอย่างไรคะ ดีขึ้น มีคุณค่าใช่ไหมคะ

1035
01:41:48,268 --> 01:41:50,502
มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้

1036
01:41:50,502 --> 01:41:52,829
นั่นเองนะ โอเค อันนี้ก็

1037
01:41:52,829 --> 01:41:56,829
จะเน้นตัว O กับตัวอะไรคะ R

1038
01:41:58,626 --> 01:42:00,242
นั่นเองนะคะ ก็จบใน

1039
01:42:00,242 --> 01:42:04,242
บทที่ 1 นะคะ โอเค

1040
01:42:04,746 --> 01:42:08,746
ทีนี้ เดี๋ยวขอบคุณล่ามทางไกล

1041
01:42:09,182 --> 01:42:13,182
มากนะคะ ขอบคุณค่ะ เชิญออกระบบ

1042
01:42:14,258 --> 01:42:18,258
ออกระบบได้เลย ให้เขาออกระบบได้เลย

1043
01:42:31,624 --> 01:42:35,624
[สิ้นสุดการถอดความ]

