--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เช้า) 060867 subtitle: date: วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) โอเค เดี๋ยววันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายนะคะ ที่ไว้สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ แล้วก็เกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์นะคะ เราจะเรียกกฎหมายพวกนี้ว่า กฎหมายของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ซึ่งไอ้กฎหมายนี้นี่ มันมีตั้งแต่ 2541 ในยุคสมัยนั้นนี่ คณะรัฐมนตรีเขาให้ทำโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ ซึ่งใน หมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ จะอยู่ในนั้นด้วย ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับรายมือชื่อที่เป็นลักษณะดิจิทัลนะคะ การโอนเงิน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสารสนเทศ ที่สามารถใช้งานได้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันนะคะ ก็จะเป็นหลัก ๆ ของกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคนั้น อันแรก จะเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็เพื่อให้รับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูล ถ้าอยู่ในรูปแบบออนไลน์ หรือในรูปแบบดิจิทัลให้เสมอด้วยกระดาษ อย่างเช่น คุณพิมพ์ยืมเงินออนไลน์ ตกลงเซ็นสัญญากันผ่าน Line หรือผ่าน Messenger อะไรก็ตาม ถือว่าการทำธุรกรรมนั้นสมบูรณ์แล้วนะคะ ตอนนี้เขาก็เลยบอกว่า ถึงแม้คุณจะแชตยืมนู้นนี่นั่น ก็ถือว่าเป็นการยืมที่มีหลักฐานนะคะ โดยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่บอก ก็คือมันจะแปลงข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือหรือเป็นใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขดิจิทัล 2 หลัก อันนี้เราเรียนมาตั้งแต่ปี 1 แล้วว่าข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลนี่ พอคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูล มันจะเก็บเป็นตัวเลขแค่ 0 กับ 1 รวมกัน เป็นตัวอักษรหรือกลายเป็นตัวเลขใด ๆ ก็ว่าไปนะคะ ข้อมูลที่เป็นรูปแบบดิจิทัลมันจะถูกแปลงเป็นเลขฐาน 2 อย่างเช่น คำว่า "ธุรกรรม" มันจะแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 เยอะ ๆ จนมันประกอบกันเป็นคำนะคะ สารสำคัญของกฎหมายการแลกเปลี่ยนข้อมูลทาง อย่างเช่น ขอบเขต คำนิยาม การตีความนะคะ การรับรองข้อมูล การเกิดและความสมบูรณ์ของสัญญา เช่น คุณทำสัญญาในไลน์ ใน Messenger มันก็ถือว่าคุณยืนยันตัวตนแล้ว อะไรก็ว่าไปนะคะ ข้อมูลยืนยันการรับส่ง สถานการณ์เวลาในการรับส่งข้อมูล ถึงแม้ว่าคุณจะลบแชต แต่เขาแคปเก็บไว้อะไรแบบนี้นะคะ การรับรองสถานะของข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล หรือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นะคะ มันจะต้องสามารถอ่านได้นะคะ แล้วก็สามารถแปลงออกมาเป็นข้อมูลที่อ้างอิงภายหลังได้ ประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้นะคะ ก็คือเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูล ลดการผิดพลาด ประหยัดกำลังคน ประหยัดเวลานะคะ แล้วก็มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมนะ แต่มันก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่น การตีความความสมบูรณ์ของเนื้อหากฎหมาย เช่น ไม่ ฉันอาจจะถูกปลอมแปลงแชตขึ้นมานะคะ ฉันไม่ได้มีลงรายชื่อตรงนั้น ถือว่ามันไม่สมบูรณ์อะไรก็ว่าไปนะคะ พอมันมีการปลอมแปลงนี่ มันเลยยากว่า สรุปแล้วอะไรคือต้นฉบับ เหมือนแค่ตอนนี้ เขายังบอกว่าปลอมสลีปโอนเงิน ตรวจสอบได้ ตอนนี้ก็เริ่มตรวจสอบได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นแม่ค้าตามร้านกับข้าว ตามร้านรถเข็นอะไรอย่างนี้นะคะ เขาจะรู้วิธีการตรวจสอบไหมว่าสลิปจริง สลิปปลอม ก็ขาดพยานหลักฐาน Hard Disk ถูกทำลาย ตัวกล้องวงจรปิด การเก็บข้อมูลถูกทำลายทำอย่างไรนะคะ การเกิดขึ้นของสัญญาคุณยืมเงินกัน เมื่อไหร่ ตอนไหน อย่างไร ได้ไหมนะคะ ก็ต้องมาพิสูจน์กัน ต่อมาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าชื่อดิจิทัลนะคะ ก็ให้รับรองการใช้รายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่ากระบวนการอะไรก็ตาม ให้เหมือนกับการที่เราเซ็นรับรองเอกสารด้วยปากกา มีค่าเท่ากันนะคะ แต่ไม่ใช่ว่าคุณไปสแกนลายเซ็นมา แล้วมาแปะลงไปใน Word นี่ มันไม่ใช่ลายมืออิเล็กทรอนิกส์ เขาไม่นับอย่างนั้น อันนี้คือใครทำปลอมก็ได้ ถ่ายรูปมาไม่ได้นะคะ ไอ้ตัวลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Signatures Law นะคะ มันจะเป็นการที่เอาอักขระ ตัวเลข เสียง หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สร้างขึ้นโดยวิธีการดิจิทัล หรืออิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นรหัสกำกับไปในเอกสารแล้วมันจะไปขึ้นในเอกสารว่าลายมือชื่อดิจิทัลตัวนี้เป็นของคุณจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าแค่เอาลายเซ็นมาแล้วสแกนแปะลง ไม่นับนะคะ ซึ่งการติดต่อที่จะต้องใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องใช้ตัวลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นี่ บางทีมันก็จะมีการติดต่อ โดยการส่งเอกสารออนไลน์ ส่งอีเมล การแชตโต้ตอบกันนะคะ หรืออาจจะเป็นการติดต่อทางเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ นะคะ ทำไมต้องยืนยันตัวบุคคล เพราะถ้าคุณอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณเป็นคนพิมพ์จริง ๆ หรือเปล่า บอกว่าผมพิมพ์ แต่ผมไม่ได้กด Enter แล้วใครกด ใคร เราไม่รู้ บางทีคุณเล่นเกมกับใครคุณก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร คุยกับใครในโลกออนไลน์ บางทีคุณไม่รู้ว่าคุยกับใครด้วยซ้ำวิธีการเขาก็เลยสร้างสิ่งที่แทนตัวตนขึ้นมา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลกับตัวบุคคลนะคะ ให้ยืืนยันได้ว่าไอ้ข้อมูลตัวนี้ใครเป็นเจ้าของ ยืนยันบุคคลโดยใครนะคะ แล้วเขาจะต้องยอมรับ แล้วก็ผูกพันกับข้อมูลนั้น ๆ นะคะ ไอ้ตัว Electronic Signature มีอะไรบ้าง สิ่งแรกที่เขานับ คือ มี Username Password ถ้า... แล้วมีใด ๆ เกิดขึ้นใน Account นั้น ๆ แสดงว่าคุณยืนยันตัวตนแล้ว ต่อมาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ สแกนหน้า สแกนนิ้วนะคะ ถ้าสแกนผ่าน ก็คือว่าเป็นการยืนยันตัวตนคุณแล้ว กับการใช้ระบบกุญแจ Public Key นะคะ การใช้ E-mal Address ถ้า E-Mail Accout นี้ เขามี Password อยู่แล้ว เพื่อยืนยันจาก E-Mail Address นี้นะคะ อันนี้คือ Electronic Signatures เบื้องต้นไม่ได้ บอกว่า Accout นี้ Face ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ เขาจะรู้ Username Password เขาได้อย่างไร คุณจะปัดความรับผิดชอบ คุณไปโพสต์ว่าให้คนอื่นบอก ฉันไม่ได้ทำ คุณปฏิเสธไม่ได้นะคะ E-mail เหมือนการที่คุณมีชื่อและที่อยู่ มีตัวตนอยู่บนเครือข่าย นักศึกษาทุกคนก็จะมีอีเมลส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยแจกให้ เพื่อยืนยันตัวตนของตัวเองอยู่แล้วนะคะ การใช้ E-mail ก็คือคน ๆ หนึ่งจะส่งจดหมายหรืออะไรก็ตาม ก็ส่งผ่าน E-mail Address บางคนก็มีหลาย E-mail ก็ได้ ก็ถ้าบางทีคุณมี E-mail มากกว่า 1 มันก็ต้องตรวจสอบว่าอันไหนคือสิ่งที่คุณใช้จริง ๆ นะคะ อาจจะมีชื่อคล้าย ๆ กันปลอมแปลง อาจจะเป็นชื่อเหมือนอาจารย์ก็ได้ แต่ไอ้ @ ข้างหลังน่ะ มันอาจจะไม่ใช่ snru mail ก็ได้ อาจจะเป็นอีเมลอื่นนะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าคุณใช้ Gmail ธรรมดาส่งไป อาจจะเป็นชื่อคนเดียวกัน แต่ เอ๊ะ ทำไมไม่ใช่อีเมลมหาวิทยาลัย ใช่คนเดียวกันหรือเปล่า ไม่ใช่ดนัยเป็นคนส่ง ดนัย snru เป็นคนเดียวกันไหมนะคะ แล้วบางทีเรายืนยันตัวตน สมมติว่าใช้อีเมลมหาวิทยาลัยนี่ อย่างน้อย ๆ เรายืนยันตัวตนได้ว่า เราเป็นคนในองค์กรนี้จริง ๆ นะ พอเรายืนยันตัวตนได้ยาก เขาเลยอยากให้ใช้ไอ้ตัว Digital Signature หรือ Electronic Signatures นี่ ที่เพิ่มขึ้นมาในการเข้ารหัส E-mail ไปอีกชั้นหนึ่งนะคะ ซึ่งกรณีนี้คือทุกคนนะคะ จะต้องตกลงกันก่อน เดี๋ยวฉฉันกุญแจคุณนะ เก็บไว้ เราจะต้องรู้จักกันก่อน ถ้ามีข้อความส่งมาจากฉัน คุณจะต้องใช้กุญแจที่ฉันส่งให้เท่านั้นนะ เปิดก่อนถึงจะอ่านได้ ถ้า Email อ่านไม่ได้นะคะ ไอ้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์นี่ เขาเลยให้ความสำคัญกับความถูกต้อง แล้วก็การยกเลิกนะคะ ความถูกต้องของคนที่รับผิดชอบ ความถูกต้องของการเซ็นลายเซ็นต์ดิจิทัล ของคน ๆ นั้น หรือของหน่วยงาน ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ของผู้ใช้งาน ก็คือจะต้องถูกต้อง ทั้งผู้ส่งและผู้รับ ประเทศที่มีกฎหมายรับรองนะคะ การใช้ Digital Signerger นี่ ประเทศทางฝั่งยุโรป ทางฝั่งเอเชียก็มีบางประเทศนะคะ กฎหมายฉบับที่ 3 จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินนะคะ ทางดิจิทัลหรือทางอิเล็กทรอนิกส์นี่ล่ะ ก็เป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมมากขึ้นนะคะ ซึ่งพัฒนาการของเงินนี่ มันตั้งแต่ยุคโบราณ ก็คือเราไม่มีสตางค์ จะเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า บ้านนี้มีมะละกอ บ้านนี้มีผักเอามาแลกกัน มีการวิวัฒนาการเพิ่มขึ้น เริ่มเป็นเงิน เงินที่เกิดจากก้อนหิน เงินที่เกิดจากโลหะที่มีค่า เป็นเงิน เป็นทอง เป็นทองแดงอะไรก็ว่ากันไปนะคะ พอพัฒนามากขึ้น ต่อมาก็จะเป็นพวกธนบัตร บัตรเครดิต จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็น Digital Money นะคะ รวมถึงพวกเหรียญคริปโตต่าง ๆ ด้วย โดยกฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือมันจะให้ความสำคัญกับการพิสูจน์เจตนาในการโอนเงิน ในการจ่ายสตางค์นั่นแหละนะคะ คุณโอนเงินให้เขาทำไม อ๋อ ซื้อของ อ๋อ เป็นหนี้ โดยไม่ใช่ฟอกเงินใช่ไหม นะคะ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ทำอย่างไร ลูกหนี้มีสตางค์อยู่แต่ไม่ใช้ แล้วจะให้เงินเขาคืนอย่างไร การจ่ายสตางค์ การยกเลิกการชำระเงินในเวลานะคะ ความรับผิดชอบของการเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโอนเงินผิด โอนเงินโดยมิชอบนะคะ การโอนเงินระหว่างประเทศ พวกแก๊งคอลเซนเตอร์ทั้งหลาย กฎหมายฉบับนี้จะถูกเอามาใช้นะคะ ต่อมา กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนะคะ ชื่อที่เราคุ้นเคยตอนนี้ก็คือ PDPA เอาหน้าเราไปโพสต์ เอาข้อมูลเราไปเปิดเผย เผยแพร่โดยที่เราไม่ได้เต็มใจจะบอกนะคะ ผิดกฎหมายนะคะ ผิดกฎหมาย สมมติว่าวันนี้มีคนมาถ่ายรูปห้องเรียนห้องนี้ไปโพสต์ ถ้าคุณไม่โอเค ถ้าฉันกำลังหาวพอดี กำลังอ้าปากพอดี รูปมันไม่สวย ผิดกฎหมาย เขาฟ้องได้ ไม่ได้ขออนุญาตไปโพสต์ได้อย่างไร อะไรก็ว่าไอ้ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้าง ที่เราไม่สามารถเปิดเผยได้ ข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ อายุ เพศ พวกนี้ถ้าคุณไม่ยินยอมก็เปิดเผยไม่ได้ แล้วก็ข้อมูลที่ห้ามจัดเก็บโดยเด็ดขาดแล้วก็ห้ามเผยแพร่โดยเด็ดขาด เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเชื้อ คุณจะเชื้อศาสนาอะไรก็เรื่องของคุณ ลัทธิก็เรื่องของคุณ ความเห็นทางการเมือง ข้อมูลทางสุขภาพ ข้อมูลพวกนี้ห้ามจัดเก็บโดยเด็ดขาด บางคนไปทำวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลความเจ็บป่วยของคน ตอนนี้ถ้าคุณไม่มีสิทธิ์ หรือได้รับอนุญาต คุณไม่สามารถทำวิจัยนั้น ๆ ได้ หรือถ้าไม่ผ่านการอบรมทางจริยธรรม ก็ไม่สามารถทำข้อมูลพวกนี้ได้ หรือทำวิจัยเหล่านี้ได้ แล้วก็ถ้าทำหัวข้อวิจัย ทำหัวข้อวิจัยจะขึ้นปี 4 แล้ว แม้กระทั่งเก็บข้อมูลแบบสอบถาม นักศึกษาทุกคนในห้องนี้ก็ต้องขอ จริธรรมทุกคน ถึงแม้ว่าจะเก็บข้อมูลความพึงพอใจก็เถอะ ก็ต้องขออนุญาตนะคะ แล้วคุณก็ต้องอบรมจริยธรรมด้วย ไม่ใช่ฉันแค่ถามว่าเล่นเกมนี้ชอบไหม ชอบ ไม่ชอบ นี่คือข้อมูลที่กระทบความรู้สึก ถึงแม้ว่าเขาจะชอบก็ตาม คุณก็ต้องอบรมจริยธรรม ต้องขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บข้อมูลด้วย อันนี้บอกไว้สำหรับคนที่จะทำหัวข้อโครงงานต้องขออนุญาตนะคะ โดยสิทธิของความเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณนะคะ เขาจะต้องรู้ว่าคุณจะเอาข้อมูลไปทำอะไร คุณจะยินยอมให้เขาเก็บข้อมูลไหม แล้วคุณสามารถเอาข้อมูลไปประมวลผลได้ไหม แล้วคุณสามารถตรวจสอบผลของข้อมูลที่คุณให้ไปได้ไหมนะคะ กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นงานที่เราจะต้องทำ ก็จะเกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้กระทำผิด ต่อการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล ระบบเครือข่ายนะคะ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ แล้วก็การคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ อยากโพสต์ อยาก Hack อยากไปพังคอมฯ เพื่อน อยากไปเปิดดูสิเพื่อนทำอะไร ไปลบไฟล์ในเครื่องเขาทั้งหมดอย่างนี้ไม่ได้นะคะ ตัวอย่าง อาชญากรรมที่เกิดขึ้น เช่น การโจรกรรมเงินในบัญชีของลูกค้าธนาคาร การขโมยความลับของบริษัท การปล่อยไวรัส การปลอมแปลงเอกสารนะคะ การขโมย Domain Name ขโมย Account Hack เฟซ ตัดต่อภาพ หมิ่นประมาท โพสต์รูปภาพที่ไม่เหมาะสมนะคะ การเข้าไปโพสต์ให้คนอื่นเสียหาย อันนี้เป็นคดีอาชญากรรมทั้งหมดเลยนะคะ อย่างในประเทศไทย บางทีก็โดนแอบใช้อินเทอร์เน็ตบ้าง โดนขโมย Banner บ้างนะคะ โดนขโมยข้อมูลบริษัท บางบริษัทไล่พนักงานออก ไปแก้ไขเว็บไซต์ให้กลายเป็นเว็บโป๊อย่างนั้น นะคะ ส่ง E-mail โดยใช้ E-mail ผู้ริหารด่าคนอื่นติดตั้งโปรแกรม Scan หาข้อมูลของคนในออฟฟิศ ใช้อีเมลขององค์การไปในทางเสียชื่อเสียง อย่างเช่น ม. เรานี่ นักศึกษาก็จะมีอีเมลของมหาวิทยาลัย บางคนก็ไปทำสิ่งที่ไม่ดีเขาก็ตามมาถึงมหาวิทยาลัยนะคะ แต่ปัญหา ก็คือบางทีนี่เราหาพยานหลักฐานได้ยาก อย่างเขาเอา Hard Disk ไปทิ้ง เหมือนในข่าวบางที่น่ะ คนยิงกัน เอา Hard Disk ไปถ่วงน้ำ เจอไหม เจอ แต่มันก็ยากกว่าจะกู้ข้อมูลมาได้นะคะ บางคนเอาค้อนทุบให้มันแตก ก็หาหลักฐานไม่ได้แล้ว ทุบกล้องนะคะ แล้วก็บางอย่างในการค้นหานี่ เมื่อก่อนจะต้องขอคำสั่งศาล ขอค้นบ้าน แต่ถ้าเป็นคดีทางคอมพิวเตอร์นี่ ถ้าเป็นคดีที่ตำรวจเขามีหลักฐานปุ๊บนี่ เขาเข้าไปค้นบ้านได้เลยนะคะ กับถ้าสมมติคนกระทำผิด เดี๋ยวนี้พวกโจรทางออนไลน์นี่ เขาอยู่ต่างประเทศ เราจะทำอย่างไรนะคะ เหมือนที่เขาบอกว่าบางทีคอลเซ็นเตอร์ไปตั้งอยู่ที่ไหนนะ ประเทศเพื่อนบ้านเรา โยงสายโทรศัพท์เข้ามาในประเทศบ้าง โยงออกไปต่างประเทศบ้าง เราจะทำอย่างไรดีนะคะ กับอีกอันอย่างหนึ่ง คือ อายุของคนที่ทำผิด บางคนยังเป็นเด็กอยู่เลย กฎหมายยังไม่ครอบคลุม หรือเป็นเด็กจริง ๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการจริง ๆ เป็นเด็กที่ฉลาดมากสามารถ Hack ข้อมูลได้ เราจะลงโทษเขาอย่างไรนะคะ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เรื่องอายุของเด็กที่บางทีอาจจะมีเด็กที่มากระทำผิดก็มีนะคะ มันจะมีในกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ มันจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรับรองการทำธุรกรรม กระทำสัญญานะคะ ในการซื้อขายออนไลน์ เช่น ข้อแรก ห้ามปฏิเสธว่าข้อมูลนี้นะ ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ลงชื่อไว้ แล้วก็ห้ามปฏิเสธว่าลายมือชื่อดิจิทัลนี่ ฉันไม่ได้สร้างขึ้นมานะคะ แล้วมันมีการระบุอยู่ว่าคุณปฏิเสธไม่ได้นะคะ แล้วก็การเก็บรักษาข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีต้นฉบับตามกฎหมายนะคะ แล้วก็การรับข้อมูลออนไลน์ หรือข้อมูลที่เป็นดิจิทัล ให้ถือว่ามีผลนับตั้งแต่ข้อมูลนี้ได้เข้าสู่ระบบ ทั้งระบบข้อมูลทั้งระบบออนไลน์ในการรับข้อมูลเข้าสู่ระบบ ปุ๊บ ถือว่ามีผลในตอนนั้นเลยนะคะ แล้วก็บทบาทของภาครัฐที่มีผลว่าหน่วยงานรัฐบาลนี่ สามารถให้บริการประชาชนอะไรได้บ้างนะคะ แล้วก็เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีความระมัดระวังเพื่อตรวจสอบลายมือชื่อ บางคนใช้ลายมือชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีกฎหมายรองรับอย่างไรนะคะ แล้วก็สิ่งที่ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญในฐานะทั้งคนที่ทำงานในด้าน IT และทางผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ทาง พรบ. คอมฯ เราจะพูดสั้น ๆ พรบ.คอมพ์ พรบ.คอมพ์ ที่มา ก็คือคนใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น การอยู่ร่วมกันในสังคมออนไลน์ก็จะต้องมีการควบคุมนะคะ มันจะเป็นกฎหมายที่คุณรองรับสิ่งที่คุณทำในคอมพิวเตอร์ หรือทำในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ สิ่งที่พูด สิ่งที่เขียนเหมือนเวลาที่คุณว่าใคร หรือคุณโพสต์ใส่ใคร ไม่ว่าจะเป็นพูดปากเปล่า หรือพูดทางคอมพิวเตอร์ ก็ผิดเท่ากันนะคะ สื่อลามกด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นการรับ การส่ง การโพสต์ ก็ผิดนะคะ อย่างถ้าสมมติว่าเราทำงานทางด้าน IT นะ แล้วคุณจะต้องดูแลฝั่งหลังบ้านนะคะ ฝั่ง Server หรือถ้าคุณเป็น Web Admin หรือมีการโพสต์ใด ๆ ก็ตาม ที่คุณเป็น Admit คุณจะต้องเก็บข้อมูล IP Address วันที่ และเวลา อย่างในมหาลัยเรา ถ้าคุณใช้อินเทอร์เน็ต คุณจะต้องลงชื่อเข้าใช้ก่อน ก็คือ Username Password มันก็จะบอกว่าคุณใช้งานกี่โมง แล้วใช้งานได้ถึงกี่โมง ทุกการกระทำที่คุณใช้งานจากอินเทอร์เน็ตในม. จะต้องเก็บไว้ คุณเล่นเกม คุณเข้าเว็บพนัน คุณดูเว็บลามก หรือคุณทำอะไรก็ตามนะคะ จะถูกเก็บไว้หมดนะคะ ถ้าเป็นเว็บไซต์ทางการค้าอาจจะมีการเก็บเลขบัตรเครดิต เขาก็จะมีบอกเลยว่าต้องเก็บข้อมูลไว้กี่วัน กี่โมง กี่ชั่วโมง กี่เดือน ก็ว่าไปนะคะ โดยผู้ให้บริการจะต้องจัดเก็บข้อมูล มี 4 ประเภทใหญ่ ๆ ในประเทศเรานะคะ ก็คือเจ้าของกิจการโทรคมนาคมระบบโทรศัพท์ ดาวเทียม แม้กระทั่งคุณใช้ข้อมูลในเน็ตเขาก็เก็บนะคะ การใช้คอมพิวเตอรไม่ว่าอินเทอร์เน็ตผ่านไร้สาย มีสาย ที่อยู่ในองค์กร ก็ต้องเก็บ คนให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ เป็น Host ต่าง ๆ หรือคุณเช่า Server เขาไว้ เขาก็ต้องเก็บข้อมูลคุณ การให้บริการข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Web Board Web Service ต่าง ๆ ทุกอย่างต้องเก็บนะคะ ข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องเก็บ หลัก ๆ มี 2 ประเภท ก็คือการจราจรบนคอมพิวเตอร์นะคะ จะต้องเก็บไม่น้อยกว่า 90 วัน ก็คือ 3 เดือนนี่ คุณเล่นอินเทอร์เน็ต 3 เดือนใน ม. นี่ เขาเก็บหมดนะคะ IP ไหนเล่น เครื่องอยู่ตรงไหน ปลายทางที่คุณเล่นคืออะไร เส้นทางที่คุณเข้าไปเล่นนี่ เส้นทางไหนบ้าง ใช้ข้อมูล กี่ Mbes กี่ GB เก็บหมด ข้อมูลผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเสียเงินหรือฟรีก็ตาม ก็ต้องเก็บ Username Password ต้องเก็บ 90 วัน เหมือนกันนะคะ โทษของ พรบ.คอมฯ นะคะ ไป Hack ข้อมูลคนอื่น ก็คุก 6 เดือน หรือปรับ 10,000 เผยแพร่ บางคน Hack แล้วรู้ว่ามีจุดอ่อนตรงไหน แล้วไปบอกคนอื่นเพื่อให้ทำสิ่งที่ไม่ดี ก็คุก 1 เดือน ปรับอีก 10,000 ดูข้อมูลคนอื่นโดยมิชอบ คุก 2 ปี ปรับ 40,000 การดักดูข้อมูลคนอื่น คุก 3 ปี ปรับ 60,000 การไปก่อกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์คนอื่น คุก 5 ปี ปรับ 100,000 เมื่อกี้รบกวนแค่เครื่องเดียวนะ ถ้ารบกวนทั้งระบบ ก็คุก 5 ปี ปรับอีก 100,000 บาท นะคะ ส่งข้อมูลรบกวน หรือส่งสแปมให้หาคนอื่นนะคะ โทษจำคุกมันผิดขอโทษที ก็ปรับ 100,000 เผยแพร่ชุดคำสั่ง ที่อาจจะเป็นโค้ดโปรแกรมเฉพาะ ก็คุก 1 ปี ปรับ 20,000 แต่ถ้าเป็นโทษที่หนักขึ้น แต่ถ้ากระทำต่อความมั่นคงต่อประเทศ หรือความมั่นคงของระบบพื้นฐานของประเทศ ถ้าสร้างความเสียหายก็คุก 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับ 200,000 ความมั่นคงของประเทศ 3 ปี ถึง 15 ปีที่ติดคุก ปรับสูงสุด 300,000 แต่ถ้าสิ่งที่คุณทำ แล้วทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เช่น ไปปิดสัญญาณไฟแดง แล้วรถชนกัน มีอุบัติเหตุเยอะมาก หรืออาจจะจำคุก 10 ปี จำคุก 10-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือถึงขั้นประหารชีวิตเลย เพราะมันร้ายแรงต่อคนหมู่มากนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์อย่างระมัดระวัง อย่าคึกคะนอง อย่าทดลองในสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเอาข้อมูลคุณไปเผยแพร่ เขาก็อาจจะโดนจำคุก 2-5 ปี หรือก็ปรับ 100,000 บาท ถ้าคุณตัดต่อรูปคนอื่นทำให้เขาเสียหาย แล้วเขาไปฟ้อง ติดคุก 3 ปี ปรับ 600,000 บาท เพราะฉะนั้น บางทีเราตลก เพื่อนเราตลก แต่เขาไม่ตลกด้วย เราก็อย่าทำนะคะ หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกกระทรวง DE สำนักงานตรวจแห่งชาติ DSI กรมสะสมคดีพิเศษอะไรพวกนี้นะคะ เป็นคนดูแลข้อมูลพวกนี้อยู่ และอีกอย่างหนึ่งนะคะ สำหรับใครจะทำหัวข้อโครงงานในอนาคตด้วยนะคะ จะเป็นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ก็คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมานะคะ อาจจะเป็นเกี่ยวกับงานที่เราทำขึ้น หรืออาจจะมีทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ ลิขสิทธิ์จะเป็นผลงานที่เกิดจากสติปัญญา ความรู้ ความวิริยะ อุสาหะ ซึ่งเราจะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา อะไรบ้าง เช่น หนังสือ ท่าเต้น การรำ การทำท่าทาง การวาดภาพนะคะ การทำเนื้อร้อง ทำดนตรีนะคะ การถ่ายวิดีโอ พวกนี้ ภาพยนตร์ การบันทึกเสียง การเผยแพร่ภาพหรือสิ่งอื่นใดก็ตามนะคะ ทั้งทางวรรณคดี ทางวิทยาศาสตร์ ทางศิลปะ อะไรบ้างที่ไม่ถือว่ามีลิขสิทธิ์ ข่าว ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงนะคะ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ระเบียบ ประกาศคำสั่งต่าง ๆ คำแปล คำพิพากษา คำแปล อันนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ คุณเอามาใช้ได้ หรือคุณเอามาเผยแพร่ได้นะคะ ซึ่งลิขสิทธิ์ ถ้าคุณสร้างสรรค์ผลงานปึ๊บ คุ้มครองทันที เช่น วันนี้ฉันแต่งเพลงเสร็จ ฉันมั่นใจว่าเพลงนี้ไม่ซ้ำกับใครแน่นอน ณ ตอนนั้นนะคะ สิทธิ์ ก็คือ เจ้าของผลงานมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวนะคะ ห้ามให้คนอื่นทำซ้ำ ดัดแปลง จำหน่าย คัดลอกนะคะ สามารถเอาไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ อาจจะมีค่าใช้จ่าย หรือไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ ลิขสิทธิ์มีระยะเวลานะคะ ได้ 50 ปี อย่างเพลงอย่างนี้ที่คุณแต่งนะคะ หลังจากนี้ 50 ปี ใครเอาไปใช้ก็ได้นะคะ แต่ในระยะเวลา 50 ปีนี้ ถ้าใครอยากใช้เพลงคุณ เขาต้องมาจ่ายสตางค์ให้คุณอะไรก็ว่าไปนะคะ สิทธิบัตรมี 2 ความหมาย จะเป็นหนังสือรับรองที่ออกโดยภาครัฐ สิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นออกมานะคะ แล้วก็อีกประเภทหนึ่ง ก็คือสิทธิบัตรพิเศษ ให้สิทธิ์เด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการแสวงหากำไร จากสิ่งที่คุณคิดค้นขึ้นมาได้นะคะ เช่น คุณคิดค้นอุปกรณ์ IOT มาชิ้นหนึ่งน่ะ แล้วคุณไปจดสิทธิบัตร ถ้าใครอยากทำ IOT ชิ้นนี้เหมือนกับคุณ ก็ต้องมาจ่ายสตางค์ให้คุณก่อน เป็นต้นนะคะ สิทธิบัตรมี 2 แบบ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ อย่างถ้าสมมติใครทำ Application ทำใครทำอุปกรณ์ IOT คุณก็ไปจดสิทธิบัตรได้ ถ้าอย่างใครจะเอาอุปกรณ์คุณไปใช้ หรือใช้ความคิดคุณนี่ เขาก็ต้องมาจ่ายสตางค์นะคะ อายุมีสิ่งประดิษฐ์อายุ 20 ปี แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์มีอายุ 10 ปีนะ ความแตกต่าง ลิขสิทธิ์ คุณจะเป็นเจ้าของสิทธินั้นทันทีที่คุณพัฒนา หรือสร้างสรรค์ผลงานเสร็จ ไม่ต้องไปขึ้นทะเบียนก็ได้นะคะ แต่ลิขสิทธิ์นี่ สามารถซื้อขาย และมอบมรดกได้นะคะ แต่สิทธิบัตรนี่ คุณจะต้องไปจดทะเบียนเท่านั้น แล้วก็ต้องเป็นผลงานใหม่ ไม่เคยไปเผยแพร่มาจากที่ไหนมาเลยในประเทศ ต่างประเทศก็ไม่มี เสียค่าธรรมเนียมนะคะ จะมีการคุ้มครองตามสิ่งที่คุณไปจดเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือการออกแบบก็ว่าไปนะคะ วันนี้งานที่จะให้ทำนะคะ คดีมันเยอะมาก ลองไปหาตัวอย่างอาชญากรรทางอินเทอร์เน็ต หรือภัยที่เกิดจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตมาสัก 2 อย่าง ข่าวเยอะมากเลยนะคะ แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีทุกวัน แต่นอกจากคอลเซนเตอร์แล้วมีอะไรอีกลองไปหาดูนะคะ แล้วก็ไปลองหาตัวอย่างผลงานที่จดทะเบียนสิทธิบัตร แล้วสิ่งที่เป็นลิขสิทธิ์มา Search ได้เลย ชื่อผลงาน ใครเป็นเจ้าของผลงาน แล้วเว็บไซต์มาจากไหนนะคะ ทำใส่ Word หรือทำใส่อะไรก็ตาม ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ มี 2 ข้อ นะคะ ข้อ 1-2 ข้อ ตัวอย่าง ข้อ 2 มีสิทธิบัตร 1 อย่าง ลิขสิทธิ์ 1 อย่าง โอเค เริ่มทำได้ค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]