﻿1
00:00:42,690 --> 00:00:46,288
(อาจารย์จักรพงศ์) ครับผม ก็วันนี้นะครับ คุณครูจะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของ . 5 นะ

2
00:00:46,288 --> 00:00:50,288
วันนี้เราเจอกันในครั้งแรก ในห้องลาบนะคะ

3
00:00:50,875 --> 00:00:54,408
เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ

4
00:00:54,408 --> 00:00:56,372
ลักษณะและพลังของภาษานะครับ

5
00:00:56,372 --> 00:01:00,372
ว่ามันคืออะไร

6
00:01:04,531 --> 00:01:08,531
ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และภาษามันมีพลังอย่างไร ลักษณะของภาษามันเป็นอย่างไร

7
00:01:09,799 --> 00:01:12,733
เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดของนักเรียน

8
00:01:12,733 --> 00:01:16,733
ในชั่วโมงนี้ เดี๋ยวชั่วโมงหน้า

9
00:01:18,754 --> 00:01:22,754
ในสัปดาห์ถัดไป ที่เราจะต้องเจอกันอีกเดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรม ให้นักเรียนทำนะครับ

10
00:01:23,284 --> 00:01:27,284
เป็นเรื่องของธรรมชาติลักษณะ และพลังของภาษาตรงนี้นะครับ

11
00:01:34,258 --> 00:01:38,258
มาดูกันเลยนะครับ ว่าความหมายของภาษา ภาษา

12
00:01:42,902 --> 00:01:45,596
ภาษาแบ่ง แบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับ ก็จะมีภาษาในความหมายกว้าง

13
00:01:45,596 --> 00:01:48,023
แล้วก็ภาษาในความหมายแคบ

14
00:01:48,023 --> 00:01:50,452
เดี๋ยวนักเรียน

15
00:01:50,452 --> 00:01:52,950
อาจจะเคยได้

16
00:01:52,950 --> 00:01:54,488
เรียนผ่าน ๆ มาบ้างแล้ว

17
00:01:54,488 --> 00:01:57,517
เดี๋ยวคุณครู จะ

18
00:01:57,517 --> 00:02:01,517
คุณครูจะทบทวนให้อีกครั้งหนึ่งนะ

19
00:02:03,142 --> 00:02:05,986
เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา

20
00:02:05,986 --> 00:02:09,232
ให้นักเรียนได้รับรู้แล้ว แล้ววันนี้ก็

21
00:02:09,232 --> 00:02:13,232
ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง

22
00:02:13,247 --> 00:02:17,247
นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ

23
00:02:22,413 --> 00:02:24,619
โอเค ถ้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษา

24
00:02:24,619 --> 00:02:27,876
ในความหมายกว้างนะครับ

25
00:02:27,876 --> 00:02:31,876
ว่ามันคืออะไร ในความหมายกว้างนะครับ ภาษา

26
00:02:34,468 --> 00:02:38,468
ความหมายที่ใช้พูด ภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า "อวัจนภาษา

27
00:02:39,767 --> 00:02:42,978
" ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง

28
00:02:42,978 --> 00:02:44,582
อวัจนภาษาที่ไม่ใช่คำพูด

29
00:02:44,582 --> 00:02:47,886
ทางนี้นะครับ

30
00:02:47,886 --> 00:02:50,368
ความภาษาในความหมาย อาจจะนับ

31
00:02:50,368 --> 00:02:53,175
ถึง ภาษาของสัตว์ด้วยนะ

32
00:02:53,175 --> 00:02:57,175
ภาษาที่แปลความหมายกว้างนะครับ

33
00:02:57,897 --> 00:03:01,897
ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้นะครับ ว่าหมายถึงเป็นภาษาพูด

34
00:03:04,202 --> 00:03:06,049
แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วย แล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ

35
00:03:06,049 --> 00:03:10,049
ของสัตว์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ

36
00:03:14,313 --> 00:03:18,313
แต่ว่านะครับ

37
00:03:18,764 --> 00:03:21,819
แต่ว่า ของนักภาษาเขายังไม่มีข้อมูลของภาษาส

38
00:03:21,819 --> 00:03:25,819
ัตว์มากมายนะครับ จึงไม่ค่อย

39
00:03:28,146 --> 00:03:30,321
นำมากล่าวรวมกับของมนุษย์นะ แต่ว่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน

40
00:03:30,321 --> 00:03:32,321
แค่เราไม่รู้จักภาษาของ

41
00:03:32,321 --> 00:03:36,321
สัตว์เท่านั้นเอง

42
00:03:36,786 --> 00:03:39,600
นักเรียนเคยสังเกตไหม ว่าทำไม ทำไม

43
00:03:39,600 --> 00:03:42,258
แมว

44
00:03:42,258 --> 00:03:46,258
ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน

45
00:03:49,338 --> 00:03:49,847
ทำไมถึงรู้เรื่อง ทำไมถึงคุยกันรู้เรื่อง ก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ ของเขาเหมือนกันนะค

46
00:03:49,847 --> 00:03:53,847
รับผม

47
00:03:56,456 --> 00:04:00,456
ต่อไปนะครับ

48
00:04:03,520 --> 00:04:07,520
เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูจะสรุปให้ แล้วก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อน

49
00:04:09,409 --> 00:04:13,409
อีกครั้งหนึ่ง เป็นความหมายแบบแคบ แล้วก็คุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ

50
00:04:14,030 --> 00:04:15,608
เดี๋ยวไปดูความหมายแบบแคบกันนะครับ ความหมายแบบแคบนะครับ

51
00:04:15,608 --> 00:04:19,439
ก็คือเป็นภาษาพูด

52
00:04:19,439 --> 00:04:23,439
ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับผม

53
00:04:25,772 --> 00:04:27,911
จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้

54
00:04:27,911 --> 00:04:31,911
อันนี้คือความหมายแคบ ๆ เลย

55
00:04:33,939 --> 00:04:35,223
เข้าใจไหม  นักเรียนเข้าใจไหมครับ

56
00:04:35,223 --> 00:04:37,846
ที่คุณครูพูด

57
00:04:37,846 --> 00:04:41,846
ก็คือความหมายแบบกว้าง

58
00:04:42,659 --> 00:04:45,470
น่ะ ความหมายแบบกว้าง เขาจะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูด

59
00:04:45,470 --> 00:04:49,470
หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด

60
00:04:53,122 --> 00:04:53,983
แล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ แต่ว่าภาษาสัตว์เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะครับ

61
00:04:53,983 --> 00:04:55,204
ก็คือ

62
00:04:55,204 --> 00:04:58,361
เขาก็

63
00:04:58,361 --> 00:05:02,361
เอามาพูดถึงแค่นั้นเอง

64
00:05:03,169 --> 00:05:05,778
แต่ในความหมายแคบ เขาพูดแค่ว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด

65
00:05:05,778 --> 00:05:08,350
หรือใช้สัญลักษณ์

66
00:05:08,350 --> 00:05:12,350
ในการสื่อสารกันอ

67
00:05:13,912 --> 00:05:17,026
ย่างเช่น คนหูหนวก คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

68
00:05:17,026 --> 00:05:19,231
เขาสื่อสารเขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ

69
00:05:19,231 --> 00:05:21,154
เขาใช้ภาษามือใช่ไหม

70
00:05:21,154 --> 00:05:25,154
นักเรียนคิดดูนะครับ

71
00:05:30,113 --> 00:05:32,691
การที่เขาใช้ภาษามือ ภาษามือมันเหมือนคำพูดไหม มันเหมือนคำพูดไหม ไม่เหมือน มันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ

72
00:05:32,691 --> 00:05:36,691
การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน

73
00:05:38,729 --> 00:05:42,729
มันก็คือภาษาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นภาษามือ ที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน

74
00:05:43,071 --> 00:05:47,071
นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ

75
00:05:49,710 --> 00:05:53,710
เข้าใจไหม เข้าใจนะ โอเค

76
00:05:56,783 --> 00:05:59,303
เดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลย สรุปเลยครับ สรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร

77
00:05:59,303 --> 00:06:01,381
ภาษาสั้น ๆ เลยนะครับ

78
00:06:01,381 --> 00:06:05,381
หมายถึง

79
00:06:08,640 --> 00:06:12,640
ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ ใช้สื่อสารเข้าใจกัน แค่นิดเดียวนี่ครับ นี่คือความหมายของภาษา

80
00:06:13,155 --> 00:06:17,155
ที่สรุปได้แบบสั้น ๆ เลย ก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกัน

81
00:06:20,294 --> 00:06:24,294
พอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ ว่าภาษาหมายถึงอะไร

82
00:06:26,246 --> 00:06:30,246
นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าภาษาหมายถึงอะไร

83
00:06:38,091 --> 00:06:41,290
ก็คือสรุปง่าย ๆ ภาษาหมายถึงสิ่งที่มนุษย์

84
00:06:41,290 --> 00:06:45,290
ใช้สื่อสารเข้าใจกัน

85
00:06:58,568 --> 00:07:02,425
เขียน... อ๋อ โอเค เดี๋ยวอย่างไร เดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับ

86
00:07:02,425 --> 00:07:06,425
จดลงในสมุดก่อน จด ใช่ครับ ตรวจลงในสมุดก่อน

87
00:08:23,398 --> 00:08:27,398
ถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ

88
00:09:39,334 --> 00:09:42,916
ต่อไปนะครับ

89
00:09:42,916 --> 00:09:46,916
จะเป็นความหมายในภาษากว้างนะ

90
00:09:54,301 --> 00:09:58,301
เดี๋ยวให้นักเรียนจดในสมุดนะ ถ้านักเรียนจดเสร็จแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจของนักเรียน

91
00:14:32,507 --> 00:14:36,507
เสร็จหรือยังครับ

92
00:16:34,850 --> 00:16:36,420
โอเค เราไปดูความหมาย

93
00:16:36,420 --> 00:16:40,420
แคบกันเลย

94
00:20:09,361 --> 00:20:13,361
โอเคนะครับ เดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของภาษานะครับ

95
00:22:21,946 --> 00:22:24,830
โอเค ในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับ

96
00:22:24,830 --> 00:22:28,434
เรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่ง

97
00:22:28,434 --> 00:22:30,009
ความหมายของภาษาที่นักเรียนเข้าใจนะครับ

98
00:22:30,009 --> 00:22:32,331
ก็คือ

99
00:22:32,331 --> 00:22:33,794
นักเรียนนะครับ

100
00:22:33,794 --> 00:22:34,691
นักเรียนรู้ไหม

101
00:22:34,691 --> 00:22:36,990
ทำไมคุณครู

102
00:22:36,990 --> 00:22:40,990
ให้นักเรียนจดลงในสมุด

103
00:22:42,641 --> 00:22:44,568
นักเรียนรู้ไหม

104
00:22:44,568 --> 00:22:48,568
เพราะว่า

105
00:22:49,840 --> 00:22:51,353
การเขียนการฝึกเขียนของนักเรียนนะครับ มันจะช่วยให้นักเรียนทบทวน

106
00:22:51,353 --> 00:22:53,588
ความจำ ของนักเรียน

107
00:22:53,588 --> 00:22:55,189
ในการสื่อสารในการเขียน

108
00:22:55,189 --> 00:22:58,268
กับเพื่อน ๆ

109
00:22:58,268 --> 00:23:00,665
ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ

110
00:23:00,665 --> 00:23:02,959
ถ้านักเรียนเขียนได้ถูกต้อง

111
00:23:02,959 --> 00:23:06,884
การสื่อสารก็จะทำให้

112
00:23:06,884 --> 00:23:08,710
บรรลุกระบวนการไป

113
00:23:08,710 --> 00:23:12,710
เชิญนั่งเลยครับ

114
00:23:33,006 --> 00:23:36,702
ต่อไปนะครับ

115
00:23:36,702 --> 00:23:38,943
เรามาดูประเภทของภาษา ที่ใช้ในการสื่อสารกัน

116
00:23:38,943 --> 00:23:41,120
ว่ามันคืออะไร

117
00:23:41,120 --> 00:23:43,057
การสื่อสารของมนุษย์นะครับ

118
00:23:43,057 --> 00:23:45,676
ที่อยู่ร่วมกันในสังคม

119
00:23:45,676 --> 00:23:47,271
สื่อสารกันได้หลายทางนะครับ

120
00:23:47,271 --> 00:23:48,673
ตั้งแต่การพูดให้ฟัง

121
00:23:48,673 --> 00:23:51,700
การเขียนให้อ่าน

122
00:23:51,700 --> 00:23:55,494
การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ นะครับ

123
00:23:55,494 --> 00:23:58,003
อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำ

124
00:23:58,003 --> 00:23:59,713
การส่งทอดสื่อสารจากผู้ส่งสาร

125
00:23:59,713 --> 00:24:02,782
ไปยังผู้รับสารนะครับ

126
00:24:02,782 --> 00:24:06,589
การตีความ

127
00:24:06,589 --> 00:24:10,589
หลักการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ชัดเจน

128
00:24:10,605 --> 00:24:14,602
และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

129
00:24:14,602 --> 00:24:15,729
จึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง

130
00:24:15,729 --> 00:24:16,937
บุคลิก

131
00:24:16,937 --> 00:24:18,283
แววตา

132
00:24:18,283 --> 00:24:20,132
ท่าทาง

133
00:24:20,132 --> 00:24:24,132
และสิ่งแวดล้อม

134
00:24:24,565 --> 00:24:25,385
ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ

135
00:24:25,385 --> 00:24:26,356
ก็คือ

136
00:24:26,356 --> 00:24:28,265
ไม่ว่าจะเป็น

137
00:24:28,265 --> 00:24:30,132
ถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะ

138
00:24:30,132 --> 00:24:31,157
มันอาจจะสื่อสาร

139
00:24:31,157 --> 00:24:32,628
ไม่ได้ชัดเจน

140
00:24:32,628 --> 00:24:34,374
มันต้องอาศัย

141
00:24:34,374 --> 00:24:37,124
น้ำเสียงออกมาด้วย

142
00:24:37,124 --> 00:24:38,985
มันต้องอาศัยบุคลิกของผู้พูด

143
00:24:38,985 --> 00:24:40,769
ผู้สื่อสารออกมาด้วย

144
00:24:40,769 --> 00:24:42,885
ท่าทางออกมาด้วย

145
00:24:42,885 --> 00:24:46,032
แววตาในการสื่อสารออกมา

146
00:24:46,032 --> 00:24:47,624
และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในบริบทที่เขาพูด

147
00:24:47,624 --> 00:24:48,897
เขาสื่อสารออกมา

148
00:24:48,897 --> 00:24:50,997
มาประกอบ

149
00:24:50,997 --> 00:24:53,324
กับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ

150
00:24:53,324 --> 00:24:56,026
พอจะเข้าใจไหม

151
00:24:56,026 --> 00:24:56,776
พอจะเข้าใจนะ

152
00:24:56,776 --> 00:24:59,585
โ

153
00:24:59,585 --> 00:25:00,957
อเค ถ้าอย่างนั้นนักเรียนจดลงในสมุดก่อน

154
00:25:00,957 --> 00:25:02,097
มาดูว่า

155
00:25:02,097 --> 00:25:05,074
ภาษาของมนุษย์

156
00:25:05,074 --> 00:25:09,074
แบ่งเป็น 1 ประเภทคืออะไร

157
00:25:15,675 --> 00:25:18,842
ครูเจเขียนผิดนะครับ

158
00:25:18,842 --> 00:25:21,574
เดี๋ยวหนึ่งตรงนี้เปลี่ยนเป็น 2 นะ

159
00:25:21,574 --> 00:25:23,058
คำสุดท้าย

160
00:25:23,058 --> 00:25:24,461
เปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะ

161
00:25:24,461 --> 00:25:27,044
โ

162
00:25:27,044 --> 00:25:31,044
อเค คุณครูพิมพ์ผิด ขอโทษทีนะครับ

163
00:35:55,785 --> 00:35:59,625
โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับ ว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภทนะครับ

164
00:35:59,625 --> 00:36:00,493
ก็คือประเภทที่ 1 จะเรียกว่า

165
00:36:00,493 --> 00:36:04,129
"อวัจน

166
00:36:04,129 --> 00:36:06,893
" ประเภทที่ 1 จะเรียกว่า "วัจนภาษา" นะครับ

167
00:36:06,893 --> 00:36:09,081
วัจนภาษาจะหมายถึง

168
00:36:09,081 --> 00:36:11,344
ภาษาที่

169
00:36:11,344 --> 00:36:13,502
ใช้ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูด

170
00:36:13,502 --> 00:36:17,502
ส่วนข้อที่ 2

171
00:36:18,841 --> 00:36:20,099
อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูด

172
00:36:20,099 --> 00:36:24,099
เป็นถ้อยคำ

173
00:36:26,199 --> 00:36:28,247
เดี๋ยวเราจะไปดูว่าวัจนภาษา

174
00:36:28,247 --> 00:36:30,550
และอวัจนภาษาเป็น

175
00:36:30,550 --> 00:36:32,784
มีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ

176
00:36:32,784 --> 00:36:36,784
เดี๋ยวนักเรียนจดก่อน

177
00:38:04,996 --> 00:38:08,256
สำหรับนักเรียนที่เขียนแล้วนะ นักเรียนอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

178
00:38:08,256 --> 00:38:12,256
ถ้เข้าใจอย่างไรให้ถามคุณครูนะครับ

179
00:38:23,504 --> 00:38:24,065
ถ้าสมมุติว่านักเรียนเขียน

180
00:38:24,065 --> 00:38:28,065
เสร็จ

181
00:38:29,622 --> 00:38:33,568
เร็วก่อนเพื่อนนะ ถ้านักเรียนเสร็จแล้ว นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง

182
00:38:33,568 --> 00:38:37,568
ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหน ให้ถามคุณครูได้เลยนะครับ

183
00:41:35,692 --> 00:41:39,692
ต่อไป เรามาดูลักษณะรูปแบบของวัจนภาษานะครับ

184
00:41:40,678 --> 00:41:43,816
ลักษณะของวัจนภาษา ก็คือ

185
00:41:43,816 --> 00:41:46,318
ภาษาไทยมีถ้อยคำ

186
00:41:46,318 --> 00:41:49,689
ที่แสดงความลดหลั่น

187
00:41:49,689 --> 00:41:52,352
ชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับ

188
00:41:52,352 --> 00:41:53,725
ทั้งถ้อยคำ สำนวน

189
00:41:53,725 --> 00:41:57,725
โวหาร

190
00:41:58,744 --> 00:42:01,249
การเลือกสรรถ้อยคำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  ในการสื่อสาร

191
00:42:01,249 --> 00:42:02,582
การใช้ภาษาให้เหมาะสม

192
00:42:02,582 --> 00:42:04,497
กาละเทศะ

193
00:42:04,497 --> 00:42:06,189
และบุคคล

194
00:42:06,189 --> 00:42:07,781
จึงเป็น

195
00:42:07,781 --> 00:42:11,781
เรื่องควรศึกษา

196
00:42:15,349 --> 00:42:16,934
นักเรียน นักเรียนอย่าเพิ่งจด

197
00:42:16,934 --> 00:42:20,934
เ ดี๋ยวนักเรียนดูก่อน

198
00:42:21,414 --> 00:42:23,823
ดูพี่ล่ามอธิบายก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบาย ให้นักเรียนฟัง

199
00:42:23,823 --> 00:42:27,823
ก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ

200
00:42:27,832 --> 00:42:30,087
สรุปเลยภาษาลักษณะของ

201
00:42:30,087 --> 00:42:31,674
แบบของวัจนภาษานี่

202
00:42:31,674 --> 00:42:34,056
ลักษณะ

203
00:42:34,056 --> 00:42:35,318
ชนะภาษา ก็คือ

204
00:42:35,318 --> 00:42:37,624
ถ้อยคำนะครับ

205
00:42:37,624 --> 00:42:39,219
เป็นถ้อยคำ เป็นคำพูด

206
00:42:39,219 --> 00:42:41,272
ก็คือ

207
00:42:41,272 --> 00:42:42,770
ถ้ามันเป็นถ้อยคำ

208
00:42:42,770 --> 00:42:44,546
และเป็นคำพูดนี่

209
00:42:44,546 --> 00:42:47,670
นักเรียนรู้ไหมว่า

210
00:42:47,670 --> 00:42:51,670
ที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่งนี่

211
00:42:51,905 --> 00:42:54,747
เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม

212
00:42:54,747 --> 00:42:56,453
กับกาละเทศะ

213
00:42:56,453 --> 00:43:00,453
บุคคลคนนั้นนะครับ

214
00:43:00,886 --> 00:43:04,886
เขาอยู่ในระดับใด

215
00:43:10,070 --> 00:43:14,070
การที่เราจะเลือกสรรคำพูด แต่ละคำออกมาพูด

216
00:43:18,937 --> 00:43:20,608

217
00:43:20,608 --> 00:43:24,012
โอเค นักเรียนตั้งใจหน่อย

218
00:43:24,012 --> 00:43:25,867
ตั้งใจนะครับ ตั้งใจ

219
00:43:25,867 --> 00:43:29,867
โอเค

220
00:43:35,171 --> 00:43:36,492
โอเค สรุป

221
00:43:36,492 --> 00:43:40,492
สรุปของ

222
00:43:42,416 --> 00:43:44,160
ลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้

223
00:43:44,160 --> 00:43:45,592
สรุปในเฟรมนี้นะครับ

224
00:43:45,592 --> 00:43:47,071
ก็คือ

225
00:43:47,071 --> 00:43:51,071
เขาพูดถึง

226
00:43:52,036 --> 00:43:52,980
ภาษาไทยนี่ มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงอยู่มาก

227
00:43:52,980 --> 00:43:56,980
มายเลย

228
00:43:57,797 --> 00:43:59,893
ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมาสื่อสาร ให้กับ

229
00:43:59,893 --> 00:44:01,163
มายเลย

230
00:44:01,163 --> 00:44:01,806
เขาจะมีอยู่หลายระดับ

231
00:44:01,806 --> 00:44:05,299
อย่างเช่น

232
00:44:05,299 --> 00:44:08,278
นักเรียนจะพูดกับนักเรียน ก็จะใช้คำพูด

233
00:44:08,278 --> 00:44:10,724
ในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง

234
00:44:10,724 --> 00:44:12,629
นักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู

235
00:44:12,629 --> 00:44:13,663
พูดกับพ่อแม่

236
00:44:13,663 --> 00:44:16,104
นักเรียนก็ต้อง

237
00:44:16,104 --> 00:44:18,148
คำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้

238
00:44:18,148 --> 00:44:21,089
ลักษณะที่

239
00:44:21,089 --> 00:44:25,089
ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ

240
00:44:25,459 --> 00:44:28,972
อันนี้คุณครูจะสรุป

241
00:44:28,972 --> 00:44:30,910
ของเฟรมนี้ให้ดู นักเรียนเข้าใจคุณครูพูดนะ

242
00:44:30,910 --> 00:44:34,168
เข้าใจไหมครับ

243
00:44:34,168 --> 00:44:38,168
ถ้าเข้าใจแล้ว นักเรียนจดลงในสมุดได้เลย

244
00:49:26,261 --> 00:49:30,261
เสร็จหรือยังครับ

245
00:49:30,560 --> 00:49:33,295
เสร็จแล้วนะ ต่อไป เรามาดู

246
00:49:33,295 --> 00:49:37,150
ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ

247
00:49:37,150 --> 00:49:38,301
การใช้วัจนภาษานี่ มันใช้อย่างไร

248
00:49:38,301 --> 00:49:39,699
ข้อที่ 1 นะครับ

249
00:49:39,699 --> 00:49:42,398
ข้อที่ 1

250
00:49:42,398 --> 00:49:45,725
คำที่มีความหมายเหมือนกัน

251
00:49:45,725 --> 00:49:47,703
มีที่ใช้ต่างกัน

252
00:49:47,703 --> 00:49:51,703
การใช้คำเหล่านี้

253
00:49:52,993 --> 00:49:54,371
ต้องคำนึงถึงโอกาส สถานที่ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เช่น

254
00:49:54,371 --> 00:49:56,689
กินนะครับ

255
00:49:56,689 --> 00:49:59,772
คำว่า "กิน

256
00:49:59,772 --> 00:50:03,772
" นักเรียนรู้ไหม ว่าพระสงฆ์

257
00:50:04,124 --> 00:50:08,124
จะไม่ได้ใช้คำว่า "กิน" เหมือนกับคนทั่วไปนะ

258
00:50:13,286 --> 00:50:17,286
พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า "ฉัน"

259
00:50:20,638 --> 00:50:22,294
แล้วก็

260
00:50:22,294 --> 00:50:25,247
ถ้าเป็น

261
00:50:25,247 --> 00:50:27,120
คนธรรมดา ภาษาสุภาพ

262
00:50:27,120 --> 00:50:29,579
ภาษาสุภาพ

263
00:50:29,579 --> 00:50:32,752
จริง ๆ จะไม่ใช้คำว่า "กินนะครับ

264
00:50:32,752 --> 00:50:36,752
จะใช้คำว่ารับประทาน

265
00:50:43,452 --> 00:50:45,955
แต่ถ้าเป็น

266
00:50:45,955 --> 00:50:49,088
พระบรมวงศานุวงศ์นะครับ

267
00:50:49,088 --> 00:50:53,088
ก็จะใช้คำว่า "เสวย

268
00:50:59,813 --> 00:51:01,194
" แปลความหมายรวมทั้งสิ้น แล้วก็หมายถึงคำว่า

269
00:51:01,194 --> 00:51:04,424
แต่ภาษา

270
00:51:04,424 --> 00:51:05,423
ต่างระดับกันต่าง

271
00:51:05,423 --> 00:51:06,328
กันนะครับ

272
00:51:06,328 --> 00:51:07,929
ก็คือ

273
00:51:07,929 --> 00:51:10,211
ให้ใช้ระหว่าง

274
00:51:10,211 --> 00:51:12,838
เรียกว่ากาละเทศะ

275
00:51:12,838 --> 00:51:15,862
แตกต่างกันไป

276
00:51:15,862 --> 00:51:18,014
สรุปก็คือ

277
00:51:18,014 --> 00:51:20,299
ข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่า

278
00:51:20,299 --> 00:51:21,437
เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน

279
00:51:21,437 --> 00:51:22,724
แต่ว่า

280
00:51:22,724 --> 00:51:25,208
ใช้ต่างกัน

281
00:51:25,208 --> 00:51:26,750
คือ

282
00:51:26,750 --> 00:51:28,930
เป็นคำพูดนะครับ

283
00:51:28,930 --> 00:51:32,930
อันนี้หมายถึงเป็นคำพูด

284
00:51:34,238 --> 00:51:36,085
วัจนภาษ า คือคำพูดการสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด

285
00:51:36,085 --> 00:51:37,194
พูดในลักษณะคำพูด

286
00:51:37,194 --> 00:51:41,194
แบบว่า

287
00:51:45,102 --> 00:51:47,402
ในแตกต่างระดับกันออกไป แต่มีความหมายอย่างเช่นคำว่า "กิน

288
00:51:47,402 --> 00:51:48,543
" ธรรมดาของเรา ก็คือคำว่า "กิน

289
00:51:48,543 --> 00:51:51,288
" พอใช้

290
00:51:51,288 --> 00:51:53,471
จะใช้คำว่า "ฉัน

291
00:51:53,471 --> 00:51:55,081
" งถ้าใช้กับ

292
00:51:55,081 --> 00:51:57,068
คนธรรมดา

293
00:51:57,068 --> 00:51:58,974
เป็นภาษาสุภาพ

294
00:51:58,974 --> 00:52:02,974
ใช้คำว่า "รับประทาน

295
00:52:07,018 --> 00:52:11,018
" เราใช้กับพระบรมศานุวงศ์ใช้คำว่า "เสวย" อย่างนี้นะครับ จะใช้แตกต่างกันออกไป

296
00:52:13,276 --> 00:52:14,960
นักเรียนเข้าใจไหมครับ

297
00:52:14,960 --> 00:52:16,744
เข้าใจข้อนี้ไหมครับ

298
00:52:16,744 --> 00:52:20,744
ถ้าเข้าใจ จดลงเลย

299
00:57:35,043 --> 00:57:37,588
พูด เมื่อนำคำที่พูด

300
00:57:37,588 --> 00:57:41,588
ที่เป็นภาษาพูดมาเขียน

301
00:57:41,898 --> 00:57:42,832
จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ

302
00:57:42,832 --> 00:57:44,412
อย่างเช่น

303
00:57:44,412 --> 00:57:48,412
ภาษาพูดนะครับ

304
00:57:48,912 --> 00:57:51,509
จะเขียนว่าเขาเอาขนมของฉัน

305
00:57:51,509 --> 00:57:55,509
ไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร

306
00:58:03,146 --> 00:58:04,870
แต่พอเป็นภาษาเขียนนะครับ นักเรียนดูนะครับ ว่าเขาเขียนว่าต่างกันไหม อย่างเช่นคำว่า

307
00:58:04,870 --> 00:58:06,948
คำว่า "เขา" นะครับ

308
00:58:06,948 --> 00:58:08,875
กับคำว่า "เขา

309
00:58:08,875 --> 00:58:12,875
" มันต่างกันนะครับ

310
00:58:18,065 --> 00:58:22,065
นักเรียนเห็นไอ้คำว่าภาษาพูด

311
00:58:24,309 --> 00:58:26,368
นะครับ ภาษาพูดเขียนคำว่า "เค้า" แต่ภาษาเขียนจะเขียนคำว่า "เขา

312
00:58:26,368 --> 00:58:30,368
" ซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลย

313
00:58:30,518 --> 00:58:32,419
เพราะฉะนั้น

314
00:58:32,419 --> 00:58:35,477
นี่นะครับ

315
00:58:35,477 --> 00:58:39,477
ก็คือเป็นข้อสังเกตในการวัจนภาษา

316
00:58:49,487 --> 00:58:50,966
เข้าใจไหมนักเรียน นักเรียนเข้าใจไหม

317
00:58:50,966 --> 00:58:54,966
เข้าใจข้อนี้นะ

318
00:58:55,068 --> 00:58:58,992
คำพูดนั่นแหละ

319
00:58:58,992 --> 00:59:02,992
เมื่อนำคำพูด มาพูด มาเขียนแล้วนะ

320
00:59:06,266 --> 00:59:07,812
คำที่เรามาเขียนน่ะ มันจะไม่ตรงกัน มันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูด อย่างเช่น

321
00:59:07,812 --> 00:59:11,732
คำว่า "พูด" คำว่า

322
00:59:11,732 --> 00:59:14,831
"เขา" สะกดด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอก

323
00:59:14,831 --> 00:59:17,629
AIS

324
00:59:17,629 --> 00:59:21,149
ค ควาย ไม้โทสระอา

325
00:59:21,149 --> 00:59:23,699
เ ขียนเป็นสระเอขไข่สระอะ

326
00:59:23,699 --> 00:59:27,524
ก็คือขอไข่สระโอนั่นแหละครับ

327
00:59:27,524 --> 00:59:31,524
ก็จะแตกต่างออกไป

328
00:59:32,628 --> 00:59:36,628
คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน

329
00:59:38,926 --> 00:59:41,608
เราจะใช้สีหน้าท่าทาง คำพูด น้ำเสียง ออกมาในลักษณะ ที่แบบว่าบางทีมัน ก็

330
00:59:41,608 --> 00:59:45,606
เขียนไปจากภาษาเขียนไปเลยวรรณยุกต์

331
00:59:45,606 --> 00:59:47,096
ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปเวลาเขียน ต้องเขียนให้ถูก

332
00:59:47,096 --> 00:59:49,448
ความหลักภาษา

333
00:59:49,448 --> 00:59:53,317
ก็คืออย่างเช่น

334
00:59:53,317 --> 00:59:57,317
พูดคำว่าเขาอย่างนี้เขารักตัวเองนะ อย่างนี้นะครับ

335
00:59:57,731 --> 00:59:59,316
หรือว่าเค้า

336
00:59:59,316 --> 01:00:00,728
ก็คือคำว่า "เขา

337
01:00:00,728 --> 01:00:04,630
" ตรงนี้

338
01:00:04,630 --> 01:00:06,368
เข้าใจนะ

339
01:00:06,368 --> 01:00:08,383
โอเคครับ

340
01:00:08,383 --> 01:00:12,383
จดลงในสมุดได้เลย

341
01:04:03,401 --> 01:04:07,401
รอ

342
01:04:07,686 --> 01:04:11,686
เรามาดูข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ

343
01:04:11,770 --> 01:04:13,657
ก็คือข้อที่ 3 นะครับ

344
01:04:13,657 --> 01:04:16,712
เป็นคำที่เป็นภาษาปาก

345
01:04:16,712 --> 01:04:20,712
ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน

346
01:04:20,745 --> 01:04:24,022
เช่น

347
01:04:24,022 --> 01:04:24,842
ภาษาปากนะครับ

348
01:04:24,842 --> 01:04:26,334
เช่น

349
01:04:26,334 --> 01:04:30,334
คำว่า เยอะแยะ

350
01:04:30,507 --> 01:04:32,491
ใบขับขี่ มหาลัย

351
01:04:32,491 --> 01:04:36,491
พอเป็นภาษา

352
01:04:40,817 --> 01:04:43,826
ปากพวกนี้ อันนี้หมายถึงว่าพวกสังเกต ในการใช้วัจนภาษา  มันเป็นการใช้คำนี้ ก็คือ

353
01:04:43,826 --> 01:04:46,834
เป็นวัจนภาษาเลย เป็นการใช้ภาษาปาก

354
01:04:46,834 --> 01:04:50,834
ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน

355
01:04:51,577 --> 01:04:54,178
เช่นคำว่า เยอะแยะ ใบขับขี่ มหาลัย

356
01:04:54,178 --> 01:04:57,242
เป็นภาษาธรรมดา

357
01:04:57,242 --> 01:04:59,114
มาเที่ยวเราจะเอาผิดนี่

358
01:04:59,114 --> 01:05:01,700
เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะคะ

359
01:05:01,700 --> 01:05:05,700
อย่างเช่น

360
01:05:06,044 --> 01:05:10,044
คำว่าเยอะแยะ เราเอามาเขียนจริง ๆ เราต้องเขียนคำว่า มากมาย

361
01:05:11,741 --> 01:05:14,634
ส่วนภาษา

362
01:05:14,634 --> 01:05:17,144
ชอบพูดกันว่าใบขับขี่

363
01:05:17,144 --> 01:05:21,144
จริง ๆ

364
01:05:22,604 --> 01:05:24,937
แต่เวลาเอามาเขียนสื่อสารแล้ว เขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์

365
01:05:24,937 --> 01:05:26,138
หรือ

366
01:05:26,138 --> 01:05:28,461
ใบอนุญาต

367
01:05:28,461 --> 01:05:32,461
ขับขี่รถจักรยานยนต์

368
01:05:37,362 --> 01:05:39,427
แล้วก็ต

369
01:05:39,427 --> 01:05:41,983
ัวอย่างคำที่ 3 ก็คือ

370
01:05:41,983 --> 01:05:45,628
คำว่า "มหาลัย" นะครับ

371
01:05:45,628 --> 01:05:49,628
มหาลัยไหน เรียนมหาลัยไหน

372
01:05:51,075 --> 01:05:55,075
นั่นก็คือเป็นภาษาพูดเป็นภาษาปากธรรมดา ที่เราใช้ในการสื่อสาร

373
01:05:57,076 --> 01:06:01,076
จริง ๆ แล้ว ที่เราจะเขียนสื่อสารมหาวิทยาลัย

374
01:06:06,778 --> 01:06:07,737
สังเกตได้เลยว่า ถ้านักเรียนเห็นคำภาษาปาก เช่น พวก

375
01:06:07,737 --> 01:06:11,737
เยอะแยะ

376
01:06:13,563 --> 01:06:17,563
ขับขี่ มหาลัยพวกนี่ นักเรียนรู้เลยนะครับ  พวกนี้

377
01:06:21,126 --> 01:06:22,487
ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ ก็คือวัจนภาษาซึ่งเป็นวัจนภาษา ที่ใช้เป็นคำพูด

378
01:06:22,487 --> 01:06:25,158
เป็นถ้อยคำ

379
01:06:25,158 --> 01:06:29,158
เข้าใจไหม

380
01:06:29,181 --> 01:06:30,661
เข้าใจ

381
01:06:30,661 --> 01:06:34,661
แล้ว จดลงเลยครับ

382
01:10:56,260 --> 01:10:58,072
เรามาดู

383
01:10:58,072 --> 01:11:02,072
ข้อที่ 4 กันนะครับ

384
01:11:05,452 --> 01:11:09,452
ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไร ก็คือการใช้สำนวน

385
01:11:10,562 --> 01:11:14,562
เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที

386
01:11:17,054 --> 01:11:21,054
สำนวนนี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน

387
01:11:29,249 --> 01:11:33,249
เข้าใจที่คุณครูพูดไหม

388
01:11:38,706 --> 01:11:40,668
นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ นักเรียนอย่าเพิ่งเขียน นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง

389
01:11:40,668 --> 01:11:44,668
ก็็คือเขาบอกว่า

390
01:11:46,988 --> 01:11:48,326
เป็นการใช้สำนวนบอกลักษณะเด่น ของการสื่อสารนะครับ คือสำนวนที่เขาพูดสื่อสารกัน

391
01:11:48,326 --> 01:11:50,467
มานี่

392
01:11:50,467 --> 01:11:54,467
รู้ไหมว่า

393
01:11:55,951 --> 01:11:59,776
เวลาเขียนออกมาความหมาย มันจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ

394
01:11:59,776 --> 01:12:02,153
เช่นคำว่า "น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

395
01:12:02,153 --> 01:12:04,842
" นักเรียนเห็นคำนี้ไหม

396
01:12:04,842 --> 01:12:08,842
เห็นคำที่คุณครูชี้ไหมครับ

397
01:12:09,788 --> 01:12:13,788
ไม่มีความหมาย

398
01:12:15,128 --> 01:12:17,956
มันไม่ได้มีความหมายว่า น้ำท่วมทุ่งนาน้ำเยอะมากมาย

399
01:12:17,956 --> 01:12:21,956
ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือผักบุ้งมีนิดเดียว

400
01:12:23,726 --> 01:12:27,726
บางตาเบาบาง ย่างนี้มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้นะ

401
01:12:28,796 --> 01:12:32,796
นักเรียนรู้ไหมว่าสำนวนนี้ มันหมายถึงว่าอะไรมันหมายถึงว่า

402
01:12:38,058 --> 01:12:42,058
ขึ้นมาเลยแต่เนื้อหาสาระน้อย

403
01:12:46,775 --> 01:12:50,775
คือเยอะแยะมากมายเลย การที่เราจะทำอะไรอย่างนี้

404
01:12:52,160 --> 01:12:53,242
แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลย เขาเปรียบเทียบว่าเขาเปรียบเทียบ

405
01:12:53,242 --> 01:12:56,081
นี่

406
01:12:56,081 --> 01:12:59,407
น้ำท่วมทุ่ง ก็คือการฟัง

407
01:12:59,407 --> 01:13:03,407
การฟัง ฟัง  ๆ ๆ  ฟังเยอะมาก

408
01:13:04,596 --> 01:13:08,596
แต่ความรู้และสำนึกผิดไม่หนา ก็คือความรู้

409
01:13:08,787 --> 01:13:12,680
เก่ง ก็คือความรู้ที่มันได้น้อยเลย

410
01:13:12,680 --> 01:13:15,907
นี่คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา

411
01:13:15,907 --> 01:13:16,897
ก็คือเป็นคำพูดเป็นสำนวนออกมานะ

412
01:13:16,897 --> 01:13:20,897
แต่ว่า

413
01:13:24,119 --> 01:13:28,119
ไม่ได้แปลตรงตัวออกมา เป็นสำนวนพูดถึง หมายถึงการฟังเขาพูดถึง

414
01:13:28,247 --> 01:13:29,020
กรุงเก่าหมายถึง ว่าสาระความรู้ที่เราได้รับ

415
01:13:29,020 --> 01:13:33,020
นี่ค

416
01:13:33,770 --> 01:13:36,806
รับ ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลยว่า

417
01:13:36,806 --> 01:13:40,806
เป็นวัจนภาษา

418
01:13:45,615 --> 01:13:47,028
โอเค นักเรียนจดในสมุดได้ครับ

419
01:13:47,028 --> 01:13:48,855
นี่

420
01:13:48,855 --> 01:13:50,459
เข้าใจไหม โ

421
01:13:50,459 --> 01:13:54,459
อเครับ

422
01:16:28,264 --> 01:16:32,264
โอเคนะครับ นักเรียนเดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่ 4 นะเดี๋ยวเราจะมาต่อ

423
01:16:33,002 --> 01:16:35,726
พอดีหาในคำตอบ

424
01:16:35,726 --> 01:16:38,044
อาทิตย์ จันทร์ต่อในครั้งที่ 5

425
01:16:38,044 --> 01:16:42,044
ทบทวน

426
01:16:42,149 --> 01:16:44,644
เดี๋ยวจะมีงานให้นักเรียนทำ

427
01:16:44,644 --> 01:16:48,644
บอกให้นักเรียน

428
01:16:49,928 --> 01:16:52,248
จะเล่นเกมก็ได้ ในจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ

429
01:16:52,248 --> 01:16:54,445
แยกระหว่าง

430
01:16:54,445 --> 01:16:58,445
ลักษณะภาษา

431
01:16:59,775 --> 01:17:03,318
อวัจนภาษา เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไป

432
01:17:03,318 --> 01:17:07,318
อาจจะต้องเจอกันในห้องเรียนนี้นะครับผม

433
01:17:11,366 --> 01:17:14,325
วันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว

434
01:17:14,325 --> 01:17:18,325
ก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ

435
01:17:47,826 --> 01:17:51,826
ครับ ขอบคุณครับ

