(อาจารย์จักรพงศ์) ครับผม ก็วันนี้นะครับ คุณครูจะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของ . 5 นะวันนี้เราเจอกันในครั้งแรก ในห้องลาบนะคะ เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะและพลังของภาษานะครับ ว่ามันคืออะไร ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และภาษามันมีพลังอย่างไร ลักษณะของภาษามันเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟัง แล้วก็ให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดของนักเรียนในชั่วโมงนี้ เดี๋ยวชั่วโมงหน้า ในสัปดาห์ถัดไป ที่เราจะต้องเจอกันอีกเดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรม ให้นักเรียนทำนะครับ เป็นเรื่องของธรรมชาติลักษณะ และพลังของภาษาตรงนี้นะครับ มาดูกันเลยนะครับ ว่าความหมายของภาษา ภาษา ภาษาแบ่ง แบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับ ก็จะมีภาษาในความหมายกว้าง แล้วก็ภาษาในความหมายแคบ เดี๋ยวนักเรียนอาจจะเคยได้เรียนผ่าน ๆ มาบ้างแล้ว เดี๋ยวคุณครู จะ คุณครูจะทบทวนให้อีกครั้งหนึ่งนะ เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา ให้นักเรียนได้รับรู้แล้ว แล้ววันนี้ก็ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ โอเค ถ้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษา ในความหมายกว้างนะครับ ว่ามันคืออะไร ในความหมายกว้างนะครับ ภาษาความหมายที่ใช้พูด ภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่า "อวัจนภาษา" ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง อวัจนภาษาที่ไม่ใช่คำพูดทางนี้นะครับ ความภาษาในความหมาย อาจจะนับถึง ภาษาของสัตว์ด้วยนะ ภาษาที่แปลความหมายกว้างนะครับ ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้นะครับ ว่าหมายถึงเป็นภาษาพูด แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วย แล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ ของสัตว์ต่าง ๆ ด้วยนะครับ แต่ว่านะครับ แต่ว่า ของนักภาษาเขายังไม่มีข้อมูลของภาษาสัตว์มากมายนะครับ จึงไม่ค่อยนำมากล่าวรวมกับของมนุษย์นะ แต่ว่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน แค่เราไม่รู้จักภาษาของสัตว์เท่านั้นเอง นักเรียนเคยสังเกตไหม ว่าทำไม ทำไมแมว ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน ทำไมถึงรู้เรื่อง ทำไมถึงคุยกันรู้เรื่อง ก็เพราะว่าเขาก็มีภาษาสัตว์ ของเขาเหมือนกันนะครับผม ต่อไปนะครับ เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูจะสรุปให้ แล้วก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อนอีกครั้งหนึ่ง เป็นความหมายแบบแคบ แล้วก็คุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ เดี๋ยวไปดูความหมายแบบแคบกันนะครับ ความหมายแบบแคบนะครับ ก็คือเป็นภาษาพูด ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับผม จะเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ อันนี้คือความหมายแคบ ๆ เลย เข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ ที่คุณครูพูด ก็คือความหมายแบบกว้างน่ะ ความหมายแบบกว้าง เขาจะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูด หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด แล้วรวมไปถึงภาษาสัตว์ต่าง ๆ แต่ว่าภาษาสัตว์เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะครับ ก็คือเขาก็เอามาพูดถึงแค่นั้นเอง แต่ในความหมายแคบ เขาพูดแค่ว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด หรือใช้สัญลักษณ์ ในการสื่อสารกันอย่างเช่น คนหูหนวก คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาสื่อสารเขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ เขาใช้ภาษามือใช่ไหม นักเรียนคิดดูนะครับ การที่เขาใช้ภาษามือ ภาษามือมันเหมือนคำพูดไหม มันเหมือนคำพูดไหม ไม่เหมือน มันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน มันก็คือภาษาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเป็นภาษามือ ที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ เข้าใจไหม เข้าใจนะ โอเค เดี๋ยวเรามาดูในภาพรวมกันเลย สรุปเลยครับ สรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร ภาษาสั้น ๆ เลยนะครับ หมายถึงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ ใช้สื่อสารเข้าใจกัน แค่นิดเดียวนี่ครับ นี่คือความหมายของภาษา ที่สรุปได้แบบสั้น ๆ เลย ก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกัน พอจะเข้าใจหรือยังทีนี้ ว่าภาษาหมายถึงอะไร นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าภาษาหมายถึงอะไร ก็คือสรุปง่าย ๆ ภาษาหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกัน เขียน... อ๋อ โอเค เดี๋ยวอย่างไร เดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับ จดลงในสมุดก่อน จด ใช่ครับ ตรวจลงในสมุดก่อนถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นความหมายในภาษากว้างนะ เดี๋ยวให้นักเรียนจดในสมุดนะ ถ้านักเรียนจดเสร็จแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจของนักเรียน เสร็จหรือยังครับ โอเค เราไปดูความหมายแคบกันเลย โอเคนะครับ เดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของภาษานะครับ โอเค ในเมื่อเรารู้ความหมายของภาษาแล้วนะครับ เรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่ง ความหมายของภาษาที่นักเรียนเข้าใจนะครับ ก็คือนักเรียนนะครับ นักเรียนรู้ไหม ทำไมคุณครูให้นักเรียนจดลงในสมุด นักเรียนรู้ไหม เพราะว่าการเขียนการฝึกเขียนของนักเรียนนะครับ มันจะช่วยให้นักเรียนทบทวนความจำ ของนักเรียน ในการสื่อสารในการเขียน กับเพื่อน ๆ ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ ถ้านักเรียนเขียนได้ถูกต้อง การสื่อสารก็จะทำให้ บรรลุกระบวนการไป เชิญนั่งเลยครับ ต่อไปนะครับ เรามาดูประเภทของภาษา ที่ใช้ในการสื่อสารกัน ว่ามันคืออะไร การสื่อสารของมนุษย์นะครับ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม สื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ นะครับ อันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำ การส่งทอดสื่อสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารนะครับ การตีความหลักการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ชัดเจน และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร จึงต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ ก็คือไม่ว่าจะเป็น ถ้าเราใช้คำพูดอย่างเดียวน่ะ มันอาจจะสื่อสารไม่ได้ชัดเจน มันต้องอาศัยน้ำเสียงออกมาด้วย มันต้องอาศัยบุคลิกของผู้พูด ผู้สื่อสารออกมาด้วย ท่าทางออกมาด้วย แววตาในการสื่อสารออกมา และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในบริบทที่เขาพูด เขาสื่อสารออกมา มาประกอบกับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ พอจะเข้าใจไหม พอจะเข้าใจนะ โอเค ถ้าอย่างนั้นนักเรียนจดลงในสมุดก่อน มาดูว่าภาษาของมนุษย์ แบ่งเป็น 1 ประเภทคืออะไร ครูเจเขียนผิดนะครับ เดี๋ยวหนึ่งตรงนี้เปลี่ยนเป็น 2 นะ คำสุดท้ายเปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะ โอเค คุณครูพิมพ์ผิด ขอโทษทีนะครับ โอเคนะครับ เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับ ว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภทนะครับ ก็คือประเภทที่ 1 จะเรียกว่า "อวัจน" ประเภทที่ 1 จะเรียกว่า "วัจนภาษา" นะครับ วัจนภาษาจะหมายถึงภาษาที่ใช้ถ้อยคำ ก็คือเป็นภาษาพูด ส่วนข้อที่ 2 อวัจนภาษา อวัจนภาษา ก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เดี๋ยวเราจะไปดูว่าวัจนภาษา และอวัจนภาษาเป็นมีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ เดี๋ยวนักเรียนจดก่อน สำหรับนักเรียนที่เขียนแล้วนะ นักเรียนอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ถ้เข้าใจอย่างไรให้ถามคุณครูนะครับ ถ้าสมมุติว่านักเรียนเขียนเสร็จ เร็วก่อนเพื่อนนะ ถ้านักเรียนเสร็จแล้ว นักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหน ให้ถามคุณครูได้เลยนะครับ ต่อไป เรามาดูลักษณะรูปแบบของวัจนภาษานะครับ ลักษณะของวัจนภาษา ก็คือภาษาไทยมีถ้อยคำ ที่แสดงความลดหลั่น ชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับ ทั้งถ้อยคำ สำนวน โวหาร การเลือกสรรถ้อยคำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในการสื่อสารการใช้ภาษาให้เหมาะสม กาละเทศะ และบุคคล จึงเป็นเรื่องควรศึกษา นักเรียน นักเรียนอย่าเพิ่งจดเ ดี๋ยวนักเรียนดูก่อนดูพี่ล่ามอธิบายก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบาย ให้นักเรียนฟังก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ สรุปเลยภาษาลักษณะของแบบของวัจนภาษานี่ ลักษณะชนะภาษา ก็คือถ้อยคำนะครับ เป็นถ้อยคำ เป็นคำพูด ก็คือถ้ามันเป็นถ้อยคำ และเป็นคำพูดนี่ นักเรียนรู้ไหมว่าที่เราจะพูดกับใครสักคนหนึ่งนี่ เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม กับกาละเทศะ บุคคลคนนั้นนะครับ เขาอยู่ในระดับใด การที่เราจะเลือกสรรคำพูด แต่ละคำออกมาพูด โอเค นักเรียนตั้งใจหน่อย ตั้งใจนะครับ ตั้งใจ โอเค โอเค สรุป สรุปของลักษณะและรูปแบบของวัจนภาษา เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ สรุปในเฟรมนี้นะครับ ก็คือเขาพูดถึงภาษาไทยนี่ มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงอยู่มากมายเลย ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมาสื่อสาร ให้กับมายเลย เขาจะมีอยู่หลายระดับ อย่างเช่น นักเรียนจะพูดกับนักเรียน ก็จะใช้คำพูด ในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง นักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู พูดกับพ่อแม่ นักเรียนก็ต้องคำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ ลักษณะที่ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ อันนี้คุณครูจะสรุปของเฟรมนี้ให้ดู นักเรียนเข้าใจคุณครูพูดนะ เข้าใจไหมครับ ถ้าเข้าใจแล้ว นักเรียนจดลงในสมุดได้เลยเสร็จหรือยังครับ เสร็จแล้วนะ ต่อไป เรามาดู ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษานะ การใช้วัจนภาษานี่ มันใช้อย่างไร ข้อที่ 1 นะครับ ข้อที่ 1 คำที่มีความหมายเหมือนกัน มีที่ใช้ต่างกัน การใช้คำเหล่านี้ ต้องคำนึงถึงโอกาส สถานที่ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เช่น กินนะครับ คำว่า "กิน" นักเรียนรู้ไหม ว่าพระสงฆ์จะไม่ได้ใช้คำว่า "กิน" เหมือนกับคนทั่วไปนะ พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า "ฉัน" แล้วก็ถ้าเป็นคนธรรมดา ภาษาสุภาพ ภาษาสุภาพจริง ๆ จะไม่ใช้คำว่า "กินนะครับ จะใช้คำว่ารับประทาน แต่ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์นะครับ ก็จะใช้คำว่า "เสวย" แปลความหมายรวมทั้งสิ้น แล้วก็หมายถึงคำว่า แต่ภาษาต่างระดับกันต่างกันนะครับ ก็คือให้ใช้ระหว่างเรียกว่ากาละเทศะ แตกต่างกันไป สรุปก็คือข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่าเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ว่าใช้ต่างกัน คือเป็นคำพูดนะครับ อันนี้หมายถึงเป็นคำพูด วัจนภาษ า คือคำพูดการสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับ เป็นคำพูด พูดในลักษณะคำพูดแบบว่า ในแตกต่างระดับกันออกไป แต่มีความหมายอย่างเช่นคำว่า "กิน" ธรรมดาของเรา ก็คือคำว่า "กิน" พอใช้จะใช้คำว่า "ฉัน" งถ้าใช้กับคนธรรมดาเป็นภาษาสุภาพ ใช้คำว่า "รับประทาน" เราใช้กับพระบรมศานุวงศ์ใช้คำว่า "เสวย" อย่างนี้นะครับ จะใช้แตกต่างกันออกไป นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจข้อนี้ไหมครับ ถ้าเข้าใจ จดลงเลย พูด เมื่อนำคำที่พูด ที่เป็นภาษาพูดมาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ อย่างเช่น ภาษาพูดนะครับ จะเขียนว่าเขาเอาขนมของฉันไปแล้วไม่คืนได้อย่างไร แต่พอเป็นภาษาเขียนนะครับ นักเรียนดูนะครับ ว่าเขาเขียนว่าต่างกันไหม อย่างเช่นคำว่า คำว่า "เขา" นะครับ กับคำว่า "เขา" มันต่างกันนะครับ นักเรียนเห็นไอ้คำว่าภาษาพูดนะครับ ภาษาพูดเขียนคำว่า "เค้า" แต่ภาษาเขียนจะเขียนคำว่า "เขา" ซึ่งมันจะไม่ตรงกันเลย เพราะฉะนั้น นี่นะครับ ก็คือเป็นข้อสังเกตในการวัจนภาษา เข้าใจไหมนักเรียน นักเรียนเข้าใจไหม เข้าใจข้อนี้นะ คำพูดนั่นแหละ เมื่อนำคำพูด มาพูด มาเขียนแล้วนะ คำที่เรามาเขียนน่ะ มันจะไม่ตรงกัน มันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูด อย่างเช่น คำว่า "พูด" คำว่า "เขา" สะกดด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอก AISค ควาย ไม้โทสระอาเ ขียนเป็นสระเอขไข่สระอะ ก็คือขอไข่สระโอนั่นแหละครับ ก็จะแตกต่างออกไป คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน เราจะใช้สีหน้าท่าทาง คำพูด น้ำเสียง ออกมาในลักษณะ ที่แบบว่าบางทีมัน ก็เขียนไปจากภาษาเขียนไปเลยวรรณยุกต์ ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปเวลาเขียน ต้องเขียนให้ถูกความหลักภาษา ก็คืออย่างเช่น พูดคำว่าเขาอย่างนี้เขารักตัวเองนะ อย่างนี้นะครับ หรือว่าเค้า ก็คือคำว่า "เขา" ตรงนี้ เข้าใจนะ โอเคครับ จดลงในสมุดได้เลย รอเรามาดูข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ ก็คือข้อที่ 3 นะครับ เป็นคำที่เป็นภาษาปาก ไม่นิยมนำมาเป็นภาษาเขียน เช่น ภาษาปากนะครับ เช่น คำว่า เยอะแยะ ใบขับขี่ มหาลัย พอเป็นภาษาปากพวกนี้ อันนี้หมายถึงว่าพวกสังเกต ในการใช้วัจนภาษา มันเป็นการใช้คำนี้ ก็คือเป็นวัจนภาษาเลย เป็นการใช้ภาษาปาก ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน ที่ไม่ใช่ภาษาเขียน เช่นคำว่า เยอะแยะ ใบขับขี่ มหาลัย เป็นภาษาธรรมดา มาเที่ยวเราจะเอาผิดนี่ เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะคะ อย่างเช่น คำว่าเยอะแยะ เราเอามาเขียนจริง ๆ เราต้องเขียนคำว่า มากมาย ส่วนภาษา ชอบพูดกันว่าใบขับขี่ จริง ๆ แต่เวลาเอามาเขียนสื่อสารแล้ว เขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ แล้วก็ตัวอย่างคำที่ 3 ก็คือคำว่า "มหาลัย" นะครับ มหาลัยไหน เรียนมหาลัยไหน นั่นก็คือเป็นภาษาพูดเป็นภาษาปากธรรมดา ที่เราใช้ในการสื่อสารจริง ๆ แล้ว ที่เราจะเขียนสื่อสารมหาวิทยาลัย สังเกตได้เลยว่า ถ้านักเรียนเห็นคำภาษาปาก เช่น พวกเยอะแยะ ขับขี่ มหาลัยพวกนี่ นักเรียนรู้เลยนะครับ พวกนี้ ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ ก็คือวัจนภาษาซึ่งเป็นวัจนภาษา ที่ใช้เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เข้าใจไหม เข้าใจแล้ว จดลงเลยครับ เรามาดูข้อที่ 4 กันนะครับ ว่าข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไร ก็คือการใช้สำนวน เป็นลักษณะเด่นของการสื่อสาร เพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที สำนวนนี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน เข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ นักเรียนอย่าเพิ่งเขียน นักเรียนดูพี่ล่ามก่อน เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง ก็็คือเขาบอกว่าเป็นการใช้สำนวนบอกลักษณะเด่น ของการสื่อสารนะครับ คือสำนวนที่เขาพูดสื่อสารกัน มานี่รู้ไหมว่าเวลาเขียนออกมาความหมาย มันจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ เช่นคำว่า "น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง" นักเรียนเห็นคำนี้ไหม เห็นคำที่คุณครูชี้ไหมครับ ไม่มีความหมาย มันไม่ได้มีความหมายว่า น้ำท่วมทุ่งนาน้ำเยอะมากมาย ผักบุ้งโหรงเหรง ก็คือผักบุ้งมีนิดเดียว บางตาเบาบาง ย่างนี้มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้นะ นักเรียนรู้ไหมว่าสำนวนนี้ มันหมายถึงว่าอะไรมันหมายถึงว่าขึ้นมาเลยแต่เนื้อหาสาระน้อย คือเยอะแยะมากมายเลย การที่เราจะทำอะไรอย่างนี้ แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลย เขาเปรียบเทียบว่าเขาเปรียบเทียบนี่ น้ำท่วมทุ่ง ก็คือการฟัง การฟัง ฟัง ๆ ๆ ฟังเยอะมาก แต่ความรู้และสำนึกผิดไม่หนา ก็คือความรู้เก่ง ก็คือความรู้ที่มันได้น้อยเลย นี่คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ก็คือเป็นคำพูดเป็นสำนวนออกมานะ แต่ว่าไม่ได้แปลตรงตัวออกมา เป็นสำนวนพูดถึง หมายถึงการฟังเขาพูดถึง กรุงเก่าหมายถึง ว่าสาระความรู้ที่เราได้รับนี่ครับ ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้ นักเรียนรู้ได้เลยว่า เป็นวัจนภาษา โอเค นักเรียนจดในสมุดได้ครับ นี่ เข้าใจไหม โอเครับ โอเคนะครับ นักเรียนเดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงข้อที่ 4 นะเดี๋ยวเราจะมาต่อพอดีหาในคำตอบ อาทิตย์ จันทร์ต่อในครั้งที่ 5ทบทวน เดี๋ยวจะมีงานให้นักเรียนทำ บอกให้นักเรียนจะเล่นเกมก็ได้ ในจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ แยกระหว่างลักษณะภาษา อวัจนภาษา เดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไป อาจจะต้องเจอกันในห้องเรียนนี้นะครับผม วันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว ก็ขอขอบคุณพี่ล่ามนะครับ ครับ ขอบคุณครับ