คุณครูจะมาสอนในรายวิชาภาษาไทยของป 5 นะ วันนี้เราเจอกันในครั้งแรกในห้องลาบนะคะ เดี๋ยวคุณครูจะมาพูดในเรื่องของธรรมชาติ ลักษณะและพลังของภาษานะครับ ว่ามันคืออะไร ภาษามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและภาษามันมีพลังอย่างไรลักษณะของภาษามันเป็นอย่างไร เดี๋ยวคุณครูจะมาอธิบายให้นักเรียนฟังแล้วก็ให้นักเรียนบันทึกลงในสมุดของนักเรียน เดี๋ยวชั่วโมงหน้า ในสัปดาห์ถัดไปที่เราจะต้องเจอกันอีกเดี๋ยวคุณครูจะมีกิจกรรมให้นักเรียนทำนะครับ เป็นเรื่องของธรรมชาติลักษณะและพลังของภาษาตรงนี้นะครับ มาดูกันเลยนะครับว่าความหมายของภาษาภาษา ภาษาแบ่งแบ่งความหมายได้ 2 ประเภทนะครับก็จะมีภาษาในความหมายกว้าง แล้วก็ภาษาในความหมายแคบ เดี๋ยวนักเรียน อาจจะเคยได้ เรียนผ่านๆมาบ้างแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะ คุณครูจะทบทวนให้อีกครั้งนึงนะ เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณครูก็ได้เกริ่นในเรื่องของความหมายของภาษา ให้นักเรียนได้รับรู้แล้วแล้ววันนี้ก็ ถือว่าเรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ โอเคถ้าเข้าใจแล้วเดี๋ยวเรามาดูความหมายของภาษา ในความหมายกว้างนะครับ ว่ามันคืออะไรในความหมายภาษา ความหมายที่ใช้พูดภาษาที่ใช้พูดเขาเรียกว่าอวัจนภาษา ภาษาและมีอีกภาษาหนึ่ง อวัจนภาษาที่ไม่ใช่คำพูด ทางนี้นะครับ ความภาษาในความหมายอาจจะนับ ถึงภาษาของสัตว์ด้วยนะ ภาษาที่แปลความหมายกว้างนะครับ ก็เดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้นะครับว่าหมายถึงเป็นภาษาพูด แล้วก็ไม่ใช่ภาษาพูดด้วยแล้วก็รวมไปถึงของภาษาของสัตว์ด้วยนะ ของสัตว์ต่างๆด้วยนะครับ ว่านะครับ แต่ว่านักภาษายังไม่มีข้อมูลของภาษาศาสตร์ มากมายนะครับจึงไม่ค่อย นำมากล่าวรวมกับของมนุษย์นะแปลว่าสัตว์ก็สื่อสารกันด้วยภาษาเหมือนกัน แค่เราไม่รู้จักภาษาของ สัตว์เท่านั้นเอง นักเรียนเคยสังเกตไหมว่าทำไมทำไม แมว ทำไมแมว 2 ตัวอยู่ด้วยกัน ทำไมถึงรู้เรื่องทำไมถึงคุยกันรู้เรื่องเพราะว่าเขาก็มีภาษาศาสตร์ของเขาเหมือนกันนะคะ ผม ไปนะครับ เดี๋ยวครั้งนี้คุณครูจะสรุปให้แล้วก็ให้มาดูความหมายแบบกว้างก่อน อีกครั้งหนึ่งเป็นความหมายแบบแคบแล้วก็คุณครูจะให้นักเรียนจดลงในสมุดนะ อยากไปดูความหมายแบบแคบกันนะครับความหมายแบบแคบนะครับ ก็คือเป็นภาษาพูด ก็คือหมายถึงว่าเป็นภาษาพูดนะครับผม เป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นความหมายแทนคำพูดก็ได้ อันนี้คือความหมายแคบๆเลย เข้าใจไหมนักเรียนเข้าใจไหมครับ ที่คุณครูพูด ก็คือความหมายแบบกว้าง เขาจะพูดไปถึงว่าอาจจะเป็นภาษาที่เป็นคำพูด หรือภาษาที่ไม่ใช่คำพูด แล้วลงไปถึงภาษาสัตว์ต่างๆแต่ว่าภาษาสัตว์เขาก็ยังไม่ได้มีข้อมูลมากมายนักนะคะ ก็คือ เขาก็ เอามาพูดถึงแค่นั้นเอง แต่ในความหมายแคบเขาพูดแค่ว่าเป็นภาษาที่ใช้พูด หรือใช้สัญลักษณ์ การสื่อสารการเล่น หมุนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เดือนเขาสื่อสารเขาใช้ภาษามือใช่ไหมครับ เขาใช้ภาษามือใช่ไหม นักเรียนคิดดูนะครับ วันที่เขาใช้ภาษามือภาษามือมันเหมือนคำพูดไหมมันเหมือนคำพูดไหมไม่เหมือนมันคือการใช้สัญลักษณ์นะครับ การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารกัน มันก็คือภาษาอย่างนึงนั่นก็คือเป็นภาษามือที่เขาใช้ในการสื่อสารกัน นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ เข้าใจไหมเข้าใจนะโอเค เรามาดูในภาพรวมกันเลยสรุปเลยครับสรุปเลยว่าภาษาหมายถึงอะไร ภาษาใต้เลยนะครับ หมายถึง ที่มนุษย์ใช้สื่อสารเข้าใจกันแค่นิดเดียวนี่ครับนี่คือความหมายของภาษา ที่สรุปได้แบบสั้นๆเลยก็คือใช้สื่อสารเข้าใจกัน จะเข้าใจหรือยังว่าภาษาหมายถึงอะไร นักเรียนพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าภาษาหมายถึงอะไร ก็คือสรุปง่ายๆภาษาหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ ใช้สื่อสารเข้าใจกัน เขียนโอเคเดี๋ยวยังไงเดี๋ยวคุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดก่อนนะครับ ตรวจลงในสมุดก่อนจดใช่ครับตรวจลงในสมุดก่อน ถ้าเสร็จแล้วบอกคุณครูนะครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นความหมายในภาษากว้างนะ เดี๋ยวให้นักเรียนจดในสมุดนะถ้านักเรียนตรวจเสร็จแล้วเดี๋ยวคุณครูจะสรุปภาพรวมอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจของนักเรียน เสร็จหรือยังครับ โอเคเราไปดูความหมาย แคบกันเลย เดี๋ยวเราไปดูภาพรวมของความหมายของภาษานะครับ แล้วนะครับ เรามาสรุปพร้อมกันอีกทีหนึ่ง ความหมายของภาษาที่นักเรียนเข้าใจนะครับ ก็คือ นักเรียนนะครับ นักเรียนรู้ไหม คุณครู ให้นักเรียนจดลงในสมุด นักเรียนรู้ไหม เพราะว่า การเขียนการฝึกเขียนของนักเรียนนะครับมันจะช่วยให้นักเรียนทบทวน ความจำของนักเรียน ในการสื่อสารในการเขียน เพื่อนๆ ที่เขาไม่เข้าใจภาษามือ ถ้านักเรียนเขียนได้ถูกต้อง การสื่อสารก็จะทำให้ บรรลุกระบวนการไป เชิญนั่งเลยครับ ต่อไปนะครับ เรามาดูประเภทของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกัน ว่ามันคืออะไร การสื่อสารของมนุษย์นะครับ ที่อยู่ร่วมกันในสังคม สื่อสารกันได้หลายทางนะครับ ตั้งแต่การพูดให้ฟัง การเขียนให้อ่าน การส่งผ่านสื่อเทคโนโลยีต่างๆนะครับ มันเป็นการส่งเสริมการใช้ภาษาถ้อยคำ ร้านหอยทอดจากผู้ส่งสาร ไปยังผู้รับสารนะครับ การตีความ หลักการใช้ถ้อยคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ชัดเจน และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร ฉันต้องอาศัยการพิจารณาน้ำเสียง บุคลิก แววตา ท่าทาง สิ่งแวดล้อม ทั้งหมดที่กล่าวมานะครับ คือ ไม่ว่าจะเป็น เราใช้คำพูดอย่างเดียวนะ มันอาจจะสื่อสาร ไม่ได้ชัดเจน มันต้องอาศัย น้ำเสียงออกมาด้วย มันต้องอาศัยบุคลิกของผู้พูด สื่อสารออกมาด้วย ถามออกมาด้วย แววตาในการสื่อสารออกมา และสิ่งแวดล้อมต่างๆในบริบทที่เขาพูด เอาสื่อสารออกมา มันประกอบ กับสิ่งที่เขาสื่อสารมานะครับ พอจะเข้าใจไหม พอจะเข้าใจนะ OK ถ้าอย่างนั้นนักเรียนจดลงในสมุดก่อน มาดูว่า ภาษาของมนุษย์ แบ่งเป็น 1 ประเภทคืออะไร เขียนผิดนะครับ เดี๋ยวหนึ่งตรงนี้เปลี่ยนเป็น 2 นะ คำสุดท้าย เปลี่ยนเป็น 2 ประเภทนะ OK คุณครูพิมพ์ผิดขอโทษทีนะครับ ok นะครับเดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยนะครับว่าภาษามนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภทนะครับ ก็คือประเภทที่ 1 จะเรียกว่า อวัจน ประเภทที่ 1 จะเรียกว่าวัจนภาษานะครับ จะนะภาษาจะหมายถึง ภาษาที่ ใช้ถ้อยคำก็คือเป็นภาษาพูด ส่วนข้อที่ 2 วัจนภาษาอวัจนภาษาก็คือภาษาที่ไม่ใช่เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เดี๋ยวจะไปดูว่าคณะภาษา และอวัจนภาษาเป็น มีลักษณะอย่างไรบ้างนะครับ เดี๋ยวนักเรียนจดก่อน สำหรับนักเรียนที่เขียนและคณะนักเรียนอ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ต้องทำให้เข้าใจอย่างไรให้ถามคุณครูนะครับ ถ้าสมมุติว่านักเรียนเขียน เสร็จ เร็วก่อนเพื่อนนะถ้านักเรียนเสร็จแล้วนักเรียนก็อ่านทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามคุณครูได้เลยนะครับ ไปลงมาดูลักษณะรูปแบบของวัจนภาษานะครับ ลักษณะของวัจนภาษาก็คือ ภาษาไทยมีถ้อยคำ ที่แสดงความลดหลั่น ชั้นเชิงของภาษาอยู่มากมายนะครับ หนังถ้อยคำสำนวน โวหาร การเลือกสรรถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการสื่อสาร การใช้ภาษาให้เหมาะสม กาละเทศะ และบุคคล จึงเป็นรึ เรื่องควรศึกษา นักเรียนอย่าเพิ่งจด เดี๋ยวนักเรียนดูก่อน ดูพี่ล่ำอธิบายก่อนเดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้นักเรียนฟัง ก่อนที่นักเรียนจะจดลงไปในสมุดนะครับ สรุปเลยภาษาลักษณะของ แบบของวัจนภาษานี่ ลักษณะ ชนะภาษาก็คือ ถ้อยคำนะครับ เป็นถ้อยคำเป็นคำพูด ก็คือ เป็นถ้อยคำ และเป็นคำพูดนี่ นักเรียนรู้ไหมว่า ที่เราจะพูดกับใครสักคนนึงนี่ เราจะต้องเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม กาละเทศะ บุกนานๆนะครับ อยู่ในระดับใด ที่รักจะเลือกสรรคำพูดแต่ละคำออกมาพูด OK นักเรียนตั้งใจหน่อย ตั้งใจนะครับตั้งใจ ok ok สรุป สรุปของ ลักษณะของวัจนภาษาเดี๋ยวคุณครูจะสรุปให้ เฟรมนี้นะครับ ก็คือ เขาพูดถึง ภาษาไทยนี่มีถ้อยคำที่แสดงความลดหลั่นชั้นเชิงอยู่มาก มายเลย ในเวลาที่เราจะเลือกใช้คำพูดออกมาสื่อสารให้กับ แต่ละคนนี่ เขาจะมีอยู่หลายระดับ เช่น นักเรียนจะพูดกับนักเรียนก็จะใช้คำพูด ในการสื่อสารอีกระดับหนึ่ง นักเรียนจะใช้พูดกับคุณครู พูดกับพ่อแม่ นักเรียนก็ต้อง คำพูดอีกรูปแบบหนึ่งอย่างนี้ ลักษณะที่ ให้เหมาะสมกับกาละเทศะ วันนี้คุณครูจะสรุป คลองเปรมนี้ให้ดูนักเรียนเข้าใจคุณครูพูดนะ เข้าใจไหมครับ เข้าใจแล้วนักเรียนจดลงในสมุดได้เลย เสร็จหรือยังครับ เสร็จแล้วนะต่อไปเรามาดู สังเกตในการใช้วัจนภาษานะ การใช้วัจนภาษานี่มันใช้อย่างไร ข้อที่ 1 นะครับ ข้อที่ 1 คำที่มีความหมายเหมือนกัน มีที่ใช้ต่างกัน การใช้คำเหล่านี้ ต้องคำนึงถึงโอกาสสถานที่และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเช่น กินนะครับ คำว่ากิน นักเรียนรู้ไหมว่าพระสงฆ์ ไม่ได้ใช้คำว่ากินเหมือนกับคนทั่วไปนะ พระสงฆ์จะใช้อีกคำหนึ่งก็คือคำว่าฉัน เราก็ ถ้าเป็น คนธรรมดาภาษาสุภาพ ภาษาสภาพ จริงจะไม่ใช้คำว่ากินนะครับ จะใช้คำว่ารับประทาน แต่ถ้าเป็น พระบรมวงศานุวงศ์นะครับ ก็จะใช้คำว่าเสวย แปลความหมายรวมทั้งสิ้นแล้วก็หมายถึงคำว่า แปลภาษา ต่างระดับกันต่าง โอนกันนะครับ ก็คือ ให้ใช้ระหว่าง เรียกว่ากาละเทศะ ต่างกันไป สรุปก็คือ ข้อที่ 1 ก็หมายถึงว่าล่ะ คำที่มีความหมายเหมือนกัน แปลว่า ใช้ต่างกัน คือ คำพูดนะครับ อันนี้หมายถึงเป็นคำพูด วัจนภาษาคือคำพูดการสื่อสารด้วยถ้อยคำนะครับเป็นคำพูด พูดในลักษณะคำพูด แบบว่า ในแตกต่างระดับกันไปแต่มีความหมายอย่างเช่นคำว่ากิน ธรรมดาของเราก็คือคำว่ากิน พอใช้ จะใช้คำว่าฉัน ถ้าใช้กับ คนธรรมดา เป็นภาษาสุภาพ ใช้คำว่ารับประทาน เราใช้กับพระบรมศานุวงศ์ใช้คำว่าเสวยอย่างนี้นะครับจะใช้แตกต่างกันออกไป นักเรียนเข้าใจไหมครับ เข้าใจข้อนี้ไหมครับ ถ้าเข้าใจตกลงเลย พูดมานำคำที่พูด พี่เป็นภาษาพูดมาเขียน จะเขียนไม่ตรงกับเสียงที่พูดนะครับ อย่างเช่น ภาษาพูดนะครับ จะเขียนว่าเขาเอาขนมของฉัน ไปแล้วไม่คืนได้ยังไง แต่พอเป็นภาษาเขียนนะครับนักเรียนดูนะครับเขาเขียนว่าต่างกันไหมอย่างเช่นคำว่า คำว่าเขานะครับ กับคำว่าเขา มันต่างกันนะครับ นักเรียนเห็นไอ้คำว่าภาษาพูด ภาษาพูดเขียนคำว่าเค้าแต่ภาษาเขียนจะเขียนคำว่าเขา มันจะไม่ตรงกันเลย เพราะฉะนั้น นี่นะครับ ก็คือเป็นข้อสังเกตในการวัจนภาษา เข้าใจไหมนักเรียนนักเรียนเข้าใจไหม เข้าใจข้อนี้นะ คำพูดนั่นแหละ เมื่อนำคำพูดมาพูดมาเขียนแล้วนะ คำที่เรามาเขียนน่ะมันจะไม่ตรงกันมันจะไม่ตรงกันกับคำที่พูดอย่างเช่น พูดคำว่าเขา สะกดด้วยสระเอคควายไม้โทแล้วก็ไม้เอก AIS คอควายไม้โทสระอา เขียนเป็นสระเอขไข่สระอะ ก็คือขอไข่สระโอนั่นแหละครับ ก็จะแตกต่างออกไป คือภาษาพูดกับภาษาเขียนย่อมแตกต่างกัน เราจะใช้สีหน้าท่าทางคำพูดน้ำเสียงออกมาในลักษณะที่แบบว่าบางทีมันก็ เขียนไปจากภาษาเขียนไปเลยวรรณยุกต์ ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปเวลาเขียนต้องเขียนให้ถูก ความรักภาษา ก็คืออย่างเช่น พูดคำว่าเขาอย่างนี้เขารักตัวเองนะอย่างนี้นะครับ หรือว่าเค้า ก็คือคำว่าเขา ตรงนี้ เข้าใจนะ ok ครับ ลงในสมุดได้เลย รอ เรามาดูข้อสังเกตข้อที่ 3 กันนะครับ ก็คือข้อที่ 3 นะครับ เป็นคำที่เป็นภาษาปาก ไม่ได้โยมนำมาเป็นภาษาเขียน เช่น คำศัพท์ปากนะครับ เช่น คำว่าเยอะแยะ ใบขับขี่มหาลัย พอพอเป็นภาษา ฝากพวกนี้อันนี้หมายถึงว่าพวกสังเกตในการใช้วัจนภาษาทักมันเป็นการใช้คำนี้ก็คือ เป็นวัจนภาษาเลยเป็นการใช้ภาษาปาก ที่ไม่ใช่ภาษาเขียนที่ไม่ใช่ภาษาเขียน ขี่มหาลัย เป็นภาษาธรรมดา มาเที่ยวเราจะเอาผิดนี่ เราจะไม่ได้เขียนแบบนี้นะคะ อย่างเช่น เราเอามาเขียนจริงๆเราต้องเขียนคำว่ามากมาย ส่วนภาษา ชอบพูดกันว่าใบขับขี่ จริงๆ แต่เวลาเอามาเขียนสื่อสารแล้วเขียนว่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือ ใบอนุญาต ขับขี่รถจักรยานยนต์ แล้วก็เหมาะ คำที่สนามก็คือ คำว่ามหาลัยนะครับ มหาลัยไหนเรียนมหาลัยไหน นั่นก็คือเป็นภาษาพูดเป็นภาษาปากธรรมดาที่เราใช้ในการสื่อสาร จริงๆแล้วที่เราจะเขียนสื่อสารมหาวิทยาลัย ถ้านักเรียนเห็นคำภาษาปากเช่นพวก เยอะแยะ ขับขี่มหาลัยพวกเนี้ยนักเรียนรู้เลยนะครับพักนี้ ที่เป็นภาษาปากธรรมดานี่ก็คือวัจนภาษาซึ่งเป็นวัจนภาษาที่ใช้เป็นคำพูด เป็นถ้อยคำ เข้าใจไหม เออเข้าใจ แล้วจดลงเลยครับ เรามาดู ข้อที่ 4 กันนะครับ ข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษาข้อที่ 4 คืออะไรก็คือการใช้สำนวน ลักษณะเด่นของการสื่อสารเพื่อเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันที เสาร์นี้จะมีความหมายไม่ตรงตัวกับคำที่เขียน เข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนดูพิรามก่อนนะนักเรียนอย่าเพิ่งเขียนนักเรียนดูพี่ลาก่อนเดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง เอาคือเขาบอกว่า เป็นการใช้สำนวนบอกลักษณะเด่นของการสื่อสารนะครับคือสำนวนที่เขาพูดสื่อสารกัน มานี่ รู้ไหมว่า เวลาเขียนออกมาความหมายมันจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนนะครับ เช่นคำว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง นักเรียนเห็นคำนี้ไหม เห็นคำที่คุณครูชี้ไหมครับ ไม่มีความหมาย ถามทุกรูปพวงน้ำท่วมทุ่งนาน้ำเยอะมากมาย ผักบุ้งโหรงเหรงก็คือผักบุ้งมีนิดเดียว บังตาเบาบางอย่างนี้มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนี้นะ นักเรียนรู้ไหมว่าสำนวนนี้มันหมายถึงว่าอะไรมันหมายถึงว่า ขึ้นมาเลยแต่เนื้อหาสาระน้อย คือเยอะแยะมากมายเลยการที่เราจะทำอะไรอย่างนี้ แต่เนื้อหาสาระน้อยมากเลยเปรียบเทียบว่าเขาเปรียบเทียบ นี่ น้ำท่วมทุ่งคือกันฟัง การฟังฟังฟังเยอะมาก แต่ความรู้และสำนึกผิดไม่หนาก็คือความรู้ เก่งก็คือความรู้ที่มันได้เงินน้อยเลย นี่คือข้อสังเกตในการใช้วัจนภาษา ก็คือเป็นคำพูดเป็นสำนวนออกมานะ แต่ว่า ไม่ได้แปลตรงตัวออกมาเป็นสำนวนพูดถึงน้ำแตกหมายถึงการฟังเขาพูดถึง กรุงเก่าหมายถึงว่าสาระความรู้ที่เราได้รับ นี่ค่ะ ถ้านักเรียนเห็นสำนวนพวกนี้นักเรียนรู้ได้เลยว่า เป็นภาษา โอเคจดในสมุดได้ครับ มึงไปนี่ เข้าใจไหม ok ครับ ok นะครับนักเรียนเดี๋ยวเราจะทิ้งท้ายไว้ตรงเพราะที่ 4 นะเดี๋ยวเราจะมาต่อ พอดีหาในคำตอบ LINE สาธิตทองจันทร์ต่อในครั้งที่ 5 ทบทวน เดี๋ยวจะมีงานให้นักเรียนทำ บอกให้นักเรียน จะเล่นเกมก็ดังในจะให้นักเรียนช่วยกันนะครับ แยกระหว่าง ลักษณะภาษา วัจนภาษาเดี๋ยวจะให้นักเรียนช่วยกันในครั้งต่อไป อาจจะต้องเจอกันในห้องเรียนนี้นะครับผม วันนี้เวลากล้องหอมลงแล้ว ขอขอบคุณพี่ลาภนะครับ ครับขอบคุณครับ