(อาจารย์เกวลี) หลังสุดรหัสอะไรนะครับ รหัส... 28 ภาคภูมิ บวกแค่นี้แหละ พวกนี้คนเดิม ๆ เดชมงคล วันนี้กฤติกร มา ทัดเทพ เสียงมันออกไหมน่ะ เหรอ ออกไหม เหมือนเสียงไม่ออก ได้ยินไหม โอเคได้แล้ว ก็มันออกอยู่ใช่ไหม อันนี้คือออกอยู่ใช่ไหม บางวันเหมือนอาจารย์พูดคนเดียว โอเคค่ะ วันนี้จะเป็นบทที่ 10 นะคะ เกี่ยวกับเรื่อง SEO นี่ อันนี้คือไม่ออก SEO นะคะ ก็มันเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยม เกี่ยวกับการทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันมากนะคะ มันก็คือการปรับแต่งเซ็บไซต์ ซึ่งถ้าใครอยากไปฝึกงาน มันจะมีตำแหน่งงาน ตำแหน่งงานที่ทำเกี่ยวกับ SEO อยู่แล้วนะคะ แล้วก็จะมีความสำคัญมากกับธุรกิจ e-Commerce ในปัจจุบันด้วย ไอ้การปรับแต่งเว็บไซต์หรือว่า SEO นี่มันเป็นอย่างนี้ มา ไม่กระพริบ... เหมือนเสียงไมค์มันเข้านะ แต่เครื่องเสียงไม่ออก เพราะว่าไอ้นี่มันกระพริบ ไมค์มันรับได้อยู่ เป็นกับตัวเครื่องเสียง เครื่องเสียง คราวนี้ความสัม... นี่ไม่ออกอีกแล้ว ตัวนี้ ไอ้ตัว SEO นี่ค่ะ มันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์นะคะ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เรานี่ Search แล้วเจอหน้าแรกบน Search Engines ไม่ว่าจะเป็น Google ฺหรือ Bring โดยการเขียน มันจะเขียนเกี่ยวกับบทความนะคะ การใช้ Keyword ซึ่งมันจะต้องเป็นการเขียนข้อความที่ต้องสอดแทรก Keyword สำหรับการค้นหาให้เจอด้วย คือไม่ว่า User จะค้นหาคำไหนก็ตาม มันจะต้องเจอเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์คุณ นั่นแสดงว่าไอ้การทำ SEO นี่ มันจะต้องมีกระบวนการคิดนะคะ แล้วก็มันก็ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ให้ดีต่อ User หรือว่าผู้ใช้งานมากที่สุด ก็คือทำอย่างไรก็ได้นะคะ ก็จะมีการรปรับแต่งการค้นหาของเว็บไซต์เราอยู่เสมอนะคะ อย่างเช่น อันดับมันตก เราค้นหาดูแล้วเจอเว็บไซต์เราเป็นอันดับที่ 5 เราต้องมาดูแล้ว ว่าทำไมมันถึงไม่เจอเว็บไซต์เราเป็นอันดับที่ 1 คำค้นหาของเราอาจจะยังไม่ครอบคลุมหรือเปล่านะคะ ซึ่งหลัก ๆ แล้วการทำ SEO ทำให้มันประสบความสำเร็จ อยู่ในหน้าแรกของ Google ให้ได้ แล้วก็เป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือนะคะ มันจะถือว่าเป็นการที่มอบประสบการณ์ที่มีประโยชน์และประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุด นั่นคือ เหมือนที่เราเคยเรียนมาแล้ว ในวิชา SCO ออกแบบ User Experience เขาใช้งานมาแบบไหน เขามีความเคยชินที่ที่ใช้การค้นหาหรือการดูข้อมูลเว็บไซต์อย่างไร เราจะต้องเอาอันนั้นมาวิเคราะห์ในการทำ SEO ของเราด้วย ซึ่งเราเรียนมาแล้ว UX UI นะคะ ไอ้ตัว SEO นี่ อย่างที่บอกค่ะ มันเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งมันจะมีแบบที่ต้องปรับแต่งในรูปแบบของการเขียนโค้ดด้วย เพื่อให้ความเร็วในการเรียกใช้เว็บไซต์นี่ มัน... ไอ้ตัวผู้ใช่งานนี่ เขาจะรู้สึกว่าทำไมเว็บไซต์บางเว็บไซต์มันโหลดช้าจัง เขาก็ไม่ดูนะคะ เหมือนเมื่อก่อน ตอนช่วงปีต้น ๆ ที่คุณเรียนมา อาจารย์บางท่านหรืออาจารย์นี่แหละ อาจจะบอกว่าโปรแกรมเดียวกัน ถามว่าคนหนึ่งเขียน 100 บรรทัด อีกคนเขียน 300 บรรทัด ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ถามว่าผิดไหม ไม่ผิด แต่ต่างกันที่ความเร็ว ยิ่งคุณเขียนโค้ดจำนวนบรรทัดเยอะ เรียกใช้คำสั่งเยอะเกินความจำเป็น มันก็จะมีผลในการประมวลผล ซึ่งทำให้อาจจะทำให้เว็บไซต์คุณน่ะ โหลดขึ้นมาช้า แล้วตอนนี้ คือ ทุกคนแข่งกันเรื่องความเร็ว ขนาดแค่เว็บไซต์ หรือบางทีคุณเล่นเน็ตน่ะ Facebook ขึ้นมาช้า เปิดวิดีโอแล้วดูช้า คุณยังรู้สึกไม่ค่อยชอบ การใช้งานเว็บไซต์ก็เหมือนกันนะคะ รวมถึงเนื้อหา Content ที่ใส่ ก็ควรต้องใช้ระยะเวลาในการโหลดนาน แล้วสิ่งที่คุณใส่มาจะต้องเป็นสิ่งที่เนื้อหาเหมาะสม ไม่ยืดเยื้อ ไม่ออกทะเลไปไกล แล้วมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณต้องการนำเสนอด้วย เพราะฉะนั้น ยิ่งคุณใส่ข้อมูลที่ไม่ตรง การแสดงผลในหน้าแรก ๆ ของ Google นี่ เป็นไปได้ยากมา ถ้าคุณปรับแต่งให้โหลดเว็บไซต์ได้เร็ว ข้อมูลตรงเป๊ะ รูปภาพไม่มีขนาดไฟล์ใหญ่มาก แล้วก็รูปภาพทุกภาพที่ใส่ คุณจะต้องใส่ Alternative Link รูปภาพที่คุณจะคลิกนี่ มันจะลิงก์ไปไหน ต้องกำหนดด้วย การที่แค่เอาเมาส์ไปชี้ที่คำสั่งบนเว็บไซต์ ว่าถ้ากดลิงก์นี้มันจะไปไหน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Google พิจารณานะคะ ไม่ใช่ว่าบางคน เอาเมาส์ไปแค่... เอาเมาส์ไปแตะนิดหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นไม่มีไกด์เลยนี่ มันก็... ถามว่ามันจะเกิด มันก็ไม่... ถามผิดไหม ไม่ผิดค่ะ แต่ว่าประสบการณ์ของผู้ใช้งานนี่มันอาจจะไม่ได้ประสบการณ์ที่่ดี คุณอาจจะ... พึงพอใจ เว็บนี้ดีจังเลยนะคะ ก็บอกแล้วว่าสิ่งที่กำลังจะกด จะเกิดอะไรขึ้นนะคะ ไอ้ตัว SEO นี่ มันจะเป็นกระบวนการที่ได้รับ Oganic Traffic ธรรมชาติ Traffic เรียกว่า เทียบเป็นภาษาไทย ก็คือการที่เราโดยที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ซื้อมา ไม่ได้จ้างเขามา มันเป็นการค้นหา แล้วทุกคนแบบรู้เลย จะต้องเข้ามาใช้เว็บไซต์เรา เช่น ต้องการจะค้นหาข้อมูลบุคคล เราก็จะเข้าไปหาใน Google เสร็จ อาจจะ Google แล้วอยากรู้ว่า เอ๊ะ นักศึกษาคนนั้นชื่ออะไร รู้ชื่อเขาแล้ว แต่อยากรู้ว่าเขาเป็นใครเราอาจจะเข้าไป Search ใน Facebook นาย ก นามสกุลอะไรก็ว่าไป ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เราขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ที่เขาคิดถึงที่จะเข้ามาใช้งานนั่นแหละนะคะ แล้วก็ไม่ว่าเขาจะค้นหา อาจจะเป็นคำพูดเกี่ยวกับร้านขายขนม พิมพ์ร้านขายขนม ปุ๊บ ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านของเรานี่ ติดอันดับการค้นหาหน้าแรกนะคะ หรือเรียกว่า "SERP" ก็คือ Search Engine Results หน้าแรก ๆ หน้าบน ๆ ของการค้นหา ของ Google หรือ search engine อื่น ๆ ก็ตาม ซึ่งมันเป็นผลดี เพราะถ้ามันขึ้นหน้าแรก น้อยคนที่จะกด กดน้อยมากที่จะไม่กด น้อยมากที่จะกด หน้า 2 หน้า 3 เวลาคุณ Search Google คุณต้องดูผลลัพธ์หน้าแรกก่อนอยู่แล้วนะคะ อย่างเช่น ตัวอย่าง ขนมนำเข้านะ เหมือนร้านที่เพื่อนต้องการทำงานนะ ขนม... สมมติอย่างนี้ เราค้นใน Google เกี่ยวกับ... นี่ ถ้ามันมีคำว่า "Sponser" แบบนี้นะคะ นั่นคือเขาจ่ายเงิน เพื่อให้คำค้นหาของเรานี่ใหขึ้นเว็บไซต์เขาก่อน ทำไม Shopee อยู่อันดับ 1 2 3 4 5 แทบจะอยู่อันดับ 5 แต่สังเกตว่า Shopee ไม่มีเครื่องหมาย Shopee เป็น Organic เนื่องจากมีคนนิยมเข้าเว็บไซต์ Shopee Shopee ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้ก็ได้ นี่ถ้าไม่นับว่า 1 2 3 4 ตัวนี้ ที่มีคำว่า "Sponsor" ที่จ่ายสตางค์ ให้ Google Shopee ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง แล้วร้านนี้ กับ Facebook ตัวนี้ เป็นร้านเดียวกัน 2 อันนี้ เป็นร้านเดียวกัน เพราะใช้คำใช้คำว่าค้นหาอะไร อย่างแรกเลย นำเข้าจากจีน เห็นไหม คำค้นหาของอาจารย์ตรงกับเขา แทบจะทุกคำที่เป็นคีย์เวิร์ด อันนี้คือการใช้ SEO นะคะ ทำอย่างไรถึงจะให้คำค้นหามันขึ้นแบบนี้ ยิ่งมีคนรู้จักธุรกิจของคุณมากขึ้น ยิ่งรู้จักองค์กรมากขึ้น มันจะยิ่งดึงดูดคนมาดูเว็บไซต์ เหมือนที่บอกเมื่อกี้ Shopee ไม่เห็นจำเป็นต้องซื้อโฆษณาเลย ก็ใช่ไง เพราะมีคนเข้า Shopee วันหนึ่งไม่รู้กี่คน ็ใช่ไง เพราะมีคนเข้า Shopee วันหนึ่งไม่รู้กี่คน ยิ่งคนเข้าไปดูเว็บไซต์มากขึ้น โอกาสที่เราจะทำการตลาดกับเขาก็ได้ง่ายขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือ เพราะว่าเว็บไซต์เรา Search เจอในหน้าแรกของ Google เลย ยิ่งคนเข้ามาดูเยอะ โอกาสในการเพิ่มยอดขายมันก็เยอะ เพราะเหตุนี้เลย เจ้าของเว็บไซต์ เจ้าของกิจการต่าง ๆ อยากทำให้แบรนด์ตัวเองเติบโต หรือว่าทำให้องค์กรตัวเองเป็นที่รู้จัก เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เยอะจริง ๆ นอกจากที่เขาจะทำเป็น Oganic Search ที่เราพูด ก็คือ ยิง Ads ยิง Ads โทรศัพท์ของทุกคนตอนนี้ บางทีเราคุยกับเพื่อน หรือเราค้นหาอะไรบ่อย ๆ หรือเราดูคลิปอะไรบ่อย ๆ มันก็จะมีแต่คลิปพวกนั้นแหละ มันก็จะมีเหมือนชมพู่ดูแต่คลิปกินอาหารจีน มันก็จะมีแต่คลิปกินอาหารจีนขึ้นมาอยู่นั่นแหละ เพราะ AI มันเจอแล้ว ว่าชมพู่ชอบกินอาหารจีน อะไรแบบนี้ เหมือนบางคนชอบดูสตรีมเกม ขึ้นมาให้ดู หรือบางทีเราไม่ได้เปิดอะไรดู แต่เราคุยกับเพื่อน แต่แอปพลิเคชันโทรศัพท์บางแอป ตอนที่คุณติดตั้ง อาจจะไม่ได้สงัเกตว่ามันจะขอเข้าใช้งานไมโครโฟน ขอเข้าใช้งานกล้อง โดยเฉพาะ Android ซึ่งเราก็กดตกลงไปเลย แล้วบางทีเราคุยกับเพื่อนอยู่ว่าอยากกินส้มตำจังเลย สักพัก ใน Facebook หรือในแอปพลิเคชันใด ๆ ก็ตาม ก็จะมีแต่คลิปตำส้มตำอยู่นั่นแหละ เขาไม่ได้แอบฟังนะ ในเมื่อคุณอนุญาตให้มันเปิดไมโครโฟนเอง เขาก็เลยทำการยิงสิ่งที่คุณคุยกัน สิ่งที่คุณต้องการมาให้ดูนะคะ ซึ่งตัวการปรับแต่งผลลัพธ์ของเว็บไซต์นี่ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์เราอยู่ในอันดับต้น ๆ นั่นคือการค้นหาด้วย Keyword ที่อาจารย์ค้นหา คือขนมนำเข้าจากจีน Keyword สำคัญ ก็คือเราจะต้องรู้เลย ว่าอย่างน้อยกลุ่มเป้าหมายเราจะใช้คำค้นหาอะไรบ้าง ซึ่งต้องเป็นคำค้นหาเกี่ยวกับองค์กรหรือธุรกิจของเรา การทำ SEO ที่ดี การที่เว็บเราทำเสร็จแล้ว ควรจะอยู่หน้าแรก ไม่ควรเกินหน้าที่ 2 เพราะว่าถ้าเกินหน้า 2 ไปแล้วนี่ คนจะไม่ค่อยกดเข้าไปดูแล้ว ยิ่งอยู่หน้าแรกเท่าไร อัตราการกดลิงก์ กดเข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเว็บอันดับต้น ๆ นี่ คนกดแน่นอน เพราะว่าเขามั่นใจ ว่าคำที่เขาค้นหามันจะอยู่ในเว็บไซต์นั้นแน่ ๆ นะคะ ทำไมต้องทำให้มันอยู่หน้าแรกล่ะ ถ้าทำ SEO แล้ว ถ้าใส่คีย์เวิร์ด ใส่คำที่ต้องการ ผลลัพธ์มันจะสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ได้จากคนใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เหตุผลแรกคนใช้ Google ต่อวันนะคะ 3,500 ล้านครั้งต่อวัน ก็คือ Google เป็นอันดับ 1 แน่นอน Search Engines อื่นน้อยมากนะคะ มันเทียบได้ว่าประมาณว่า 90 เปอร์เซ็นต์ใช้ Google แน่ ๆ ซึ่งในโลกนี้มีอยู่ 5 Search Engine Google เป็นอันดับ 1 นะคะ มี Bring มี Yahoo มี Baidu อันอื่นก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมอยู่แล้ว ซึ่งผลลัพธ์ทำให้การพูดถึง หรือการคุยกันในการตลาด มีการเพิ่มสูงขึ้น เพราะทุกคนก็จะเริ่มค้นหา ทุกคนก็จะเริ่มแบบทำอย่างไร ก็ได้ให้เว็บไซต์ฉันขึ้นมาหน้าแรกให้ได้นะคะ ซึ่งความสำคัญของ SEO นะคะ มันจะต้องเข้าใจ 3 เรื่องนี้ก่อน ก็คือการค้นหาแบบ Oganic คือการค้นหาโดยธรรมชาติตัวผู้ใช้งานเองนะคะ คุณภาพของการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งเราจะวัดจากจำนวนการเข้าเว็บไซต์ จากการค้นหาแบบ Organic เท่านั้น คือ แบบไม่เสียสตางค์นะคะ ซึ่งผลลัพธ์ในหน้า Search Engine นะคะ เราจะแยกเป็น 2 ส่วนของ SERP นะคะ ก็คือผลลัพธ์โดยทั่วไป กับผลลัพธ์ที่ต้องจ่ายสตางค์นะคะ ถามว่า User เป็นคนจ่ายไหม ไม่ใช่ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ หรือเจ้าของบริการนั้น ๆ ที่ชำระเงินให้กับ search engine ลูกค้าไม่ได้เสีย เขายอมเสีย เพื่อให้เขาได้อยู่หน้าแรกนะคะ อันแรกผลการค้นหาแบบ Oganic ก็คือการค้นหาแบบที่เขาไม่ได้จ่ายเงิน เพื่อให้อยู่หน้าแรกของ Search Engines แต่เขามีจำนวนการเข้าที่ทำให้ Google ถึงข้อมูลเว็บไซต์เขามาอยู่อันดับหน้าแรกนะคะ ซึ่งการค้นหามันจะมีประโยชน์ แล้วก็เกี่ยวข้องกับการจ่ายมากที่สุด ซึ่งการจ่ายโฆษณาให้ Google นะคะ เขาเรียกว่า PPC Pay per Click ก็คือมีจำนวนคลิกกี่ครั้ง ให้จ่ายเงินเท่านั้นนะคะ คลิก 100,000 ครั้ง ก็จ่าย 100,000 บาท สมมตินะคะ สมมติ การจัดวางการแสดงผลแตกต่างกับการหาคำ Oganic ทั่วไป อย่างที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ ที่เสียสตางค์ ที่คำว่า "เป็น Sponsor " นี่ มีคำว่า "สปอนเซอร์" นะคะ มีคำว่า "Sponsor " แต่ Shopee ไม่มีแล้ว แต่คนเข้ามันเยอะ มันก็เลยยังอยู่หน้า 1 แต่ก็ยังไม่อยู่อันดับที่สูงที่เสียสตางค์ให้ Google นะคะ เหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ ผลการค้นหาแบบ Organic จะอยู่ด้านล่าง ซึ่งการค้นหาแบบออร์แกนิก เราไม่เสียสตางค์ก็สตางค์ก็จริง แต่เราต้องทำ SEO หาคีย์เวิร์ด แล้วก็หาคอนเทนต์ที่ให้มันตรงกับที่ผู้บริโภค ผู้ใช้งาน เข้าชมเว็บไซต์ หรือผู้ต้องการจะหาข้อมูลขององค์กรเรา ทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาค้นเจอเราแน่ ๆ แต่ข้างบน ก็คือเป็นแบบ PPC ก็คือ Pay per Click สมมติคลิกครั้งละ 10 สตางค์ รอคูณเงินไป ยิ่งมีคนกดเยอะ เพราะอันดับมันสูงใช่ไหม Google ก็จะได้สตางค์ไปด้วยนะคะ เหมือนกัน ข้างบนถ้าใครใช้ Google ที่เป็นภาษาไทย มันก็จะเขียนเลย ว่าเป็นการโฆษณา ด้านล่าง คือ การค้นหาแบบ SEO แบบออร์แกนิก ไม่เสียสตางค์ เว็บไซต์นั้นไม่ได้จ่ายสตางค์ให้ Google นะคะ ต่อมาข้อ 2 คุณภาพของการเข้าเว็บไซต์ จากผลการค้นหาแบบ Organic สามารถ... คุณสามารถจ่ายเงินเข้าให้กับ Google เพื่อให้โฆษณาของเราอยู่บนหน้าแรกของ Google ได้ก็จริง แต่ว่าคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ หรือเข้ามาค้นหาจะเป็นข้อมูลหรือวิธีการรักษานะคะ บางทีคุณอยากให้มันอยู่หน้าแรกก็จริงน่ะ แต่คุณต้องจ่ายเงินนะ นะคะ แต่ถ้ามันมีคำว่า "โฆษณา" น่ะ บางคนก็ไม่อยากกดนะคะ เหมือนกลัวกดเข้าไปแล้ว แบบมันจะได้ข้อมูลสิ่งที่เขาต้องการจริงไหมนะคะ บางทีกดเข้าไปแล้วมันก็ไม่ตรงน่ะ เพราะว่าคำค้นหาที่ตรงใจเขาน่ะ มันอยู่ด้านล่าง มันไม่ใช่สิ่งที่เขาโฆษณาไว้นะคะ มันก็จะมีความเสี่ยงอยู่ แต่ถ้าเราทั้งทำ SEO ด้วย ทั้งทำ PPC ด้วย ก็คือทั้งค้นหาด้วย... ค้นเจอแน่นอน จ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีกนะคะ มันก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตกับเว็บไซต์เราด้วย แต่ถ้าคุณแค่จ่ายสตางค์ แต่พอคนเข้ามาดูแล้วไม่ได้อะไร สรุปลูค้าก็... หรือคนที่เขาเข้ามาดูก็กดออกจากเว็บไซต์คุณทั้งเสียเงิน แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าเสียเงินแล้วจะได้แล้วดีทุกอย่าง มันจะต้องเป็๋นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยนะคะ ไอ้การค้นหาแบบออแกนิคนี่ มันก็จะต่างกับการเสียสตางค์ตรงนี้แหละ มันจะถูกจัดวางตามลำดับอัลกอริทึมของ Google นะคะ ซึ่งการ Search แบบออร์แกนิกนี่ Search Engine มันจะให้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากกว่าการโฆษณา เพราะว่ามันจะตรงกับสิ่งที่เขาเสนอมาให้นั่นเองนะคะ ข้อ 3 จำนวนการเข้าเว็บไซต์การค้นหาแบบออร์แกนิก การค้นหาแบบออแกนิกนะคะ มันก็จะเป็นจำนวนของผู้ใช้งานผ่านการค้นหาแบบ ออแกนิก คนที่ไม่ได้กดจากเว็บไซต์ที่โฆษณานั่นเองนะคะ สาเหตุสำคัญที่ต้องทำไอ้ตัว SEO นะคะ ก็คือจัดอันดับสิ่งที่เกี่ยวข้องสูงที่สุดนะคะ เท่าที่จะทำได้ ให้อยู่อันดับบน ๆ มันจะยิ่งดึงให้คนที่เข้าดูเว็บไซต์นี่ มีจำนวนมาก แล้วก็มีคุณภาพ ถ้าคนเข้ามาอยู่แล้วนี่ มันก็มีโอกาสที่เราจะขายของได้ จำนวนลูกค้ามันจะเพิ่มขึ้นนะคะ ข้อดีนะคะ ความยากของ SEO นี่ มันมี แล้วถามว่าคนที่จบทางด้าน IT แล้วไปทำ SEO นี่ เงินเดือนสูงนะคะ เพราะว่าถือว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์องค์กรนั้น ๆ อาจจะเหนื่อยในการคิด ในการจัดการ ทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บไซต์เรานี่ มันครอบคลุมการค้นหามากที่สุด ไม่เหมือนกับเราเสียเงินยิงโฆษณา ซึ่งต้องจ่ายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่จ่ายโฆษณา จ่ายค่าโฆษณานี่ การค้นหามันจะไม่ขึ้น ถ้าใครเล่น Facebook หรือเล่น Tiktok เล่น IG ก็ได้ ถ้าใครไปดูคลิปของพวกแม่ค้น บางคนก็จะบอกโดนแฮกบัตรเครดิต เพราะเสียค่ายิงโฆษณาไป อันนี้แหละนะคะ ก็เกิดจากการที่เขาต้องจ่ายบัตรเครดิตให้เราเห็นทุกวัน ปล่อยคลิปมาให้เราเห็นตลอดทุกวัน ปล่อยคลิปมาตลอดให้เราจำได้ อันนั้นคือเสียสตางค์ วันไหนไม่เสีย โฆษณาไม่ขึ้น แต่ถ้าทำ SEO นี่ มันเป็นความยั่งยืนของเว็บไซต์เรามากกว่านะคะ แต่อาจจะต้องใช้ความอดทน รอให้คนเข้ามาใช้เว็บไซต์เราเรื่อย ๆ ถ้าลักษณะของคำพูดภาษาทั่วไป เขาก็บอกรอ View ให้มันขึ้น บางคนก็บอกเดี๋ยวปั่นวิวก็ได้ ให้มันมีการกดเข้าดูเว็บเยอะ ๆ แต่ถามว่ามันไม่ได้เสียสตางค์หลายวันเหมือนกันกับการยิง Ads ยิงโฆษณานะคะ อาจจะใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือนก็ว่ากันไป กว่าเว็บไซต์จะติดอันดับ ถ้าติดอันดับแล้วมันจะอยู่ยาวนะคะ แล้วมันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่เรารอ แล้วก็ลงทุนไป เพราะว่าถ้า Organic ถ้าคุณอยู่อันดับต้น ๆ แล้ว คุณไม่เสียสตางค์น่ะ แต่คุณก็ยังอยู่อันดับต้น ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น ลงทุนอาจจะเหนือยหน่อยในครั้งแรก แต่ไม่ต้องจ่ายเสียเงินแบบรายวัน แบบที่เขายิง Ads กัน หลักการทำงานของ Google ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ที่เป็น SEO นะคะ ก็มันจะมีกลไกอยู่ 3 ขั้นตอน Google จะตรวจสอบก่อน แล้วก็ทำ Index แล้วก็ทำดัชนีว่าข้อมูลตรงนี้อยู่ตรงไหน ชี้ตำแหน่งไปที่ไหน แล้วก็จัดอันดับ Ranking นะคะ Crawling นี่ คือ มันจะใช้ Google Bot คล้าย ๆ แมงมุมที่มีเครือข่ายออนไลน์ เครือข่ายออนไลน์ มันจะสำรวจ แล้วก็เก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ โดยมันจะติดตามลิงก์จากหน้าเว็บหนึ่งไปอีหน้าเว็บหนึ่ง คล้ายกับใยแมงมุมมที่เชื่อมกัน เชื่อมข้อมูลดู ไป Search ไปค้นหาเรื่อย ๆ เป็น Bot แล้วจากนั้นก็มาทำ Index เหมือนกับการทำดัชนีในห้องสมุด ก็ใช้ Googlebot นี่แหละ ก็วิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลต่าง ๆ จากเว็บไซต์ แล้วก็จดเก็บข้อมูลในระบบ หลังจากนั้น Google เก็บข้อมูลจาก Bot ทุก Bot มาแล้ว มันจะมาทำ Ranking จัดลำดับนะคะ ว่าสิ่งที่มันทำการค้นหา การวิเคราะห์เนื้อหาโครงสร้างข้อมูล ว่ามันตรงกับคำค้นหาไหนมากที่สุด มันก็จะจัดอันดับไว้นะคะ จัดลำดับตามความเหมาะสม ความถูกต้อง ความต้องการของผู้ใช้งานนะคะ ถ้าเว็บไหนตรงกับความต้องการของ User มากที่สุด ก็ขึ้น Ranking เป็นอันดับต้น ๆ โดยการทำงานของ SEO นี่ ถ้าต่อไปใครได้ไปทำงานหรือไปฝึกงานนะ มันก็จะมี 3 องค์ประกอบหลัก โดยมันจะแยกการทำงานออก อันแรกนะออกอย่างชัดเจน ก็คืออันแรกเป็น SEO แบบ One page แบบ off page แบบ Technical โดยทั้ง 3 ส่งนนี้ จะต้องเป็นส่วนที่เสริมพลัง เสริมการทำงานให้แก่กันและกัน ส่วนมากก็จะทำงานทั้ง 3 ส่วนนี้ไปด้วยกันนะคะ อันแรก On-page มันคือการที่ทำ Search Engine Optimization มันคือการทำ พัฒนาเว็บไซต์เรานี่แหละนะคะ ปรับปรุงเว็บ ที่หน้าเว็บเราจะต้องมีเนื้อหา มี Keyword มีรูปภาพ มี HTML Tag ที่เคยพาทำไปแล้ว เป็น Meta Tag อะไรพวกนั้น มี Internal Link External Link จะลิงก์ไปเว็บภายนอกเกิดอะไรขึ้น Meta data ก็คือเป็นการอธิบายตารางข้อมูลในฐานข้อมูลมันอะไรบ้าง มี อย่างเช่น เราตั้ง Keyword นี่มันหมายถึงอะไรนะคะ แล้วก็การกำหนด URL เว็บไซต์ของเรามันต้องชื่อว่าอะไร ที่ให้มันสื่อกับองค์กร หรือธุรกิจของเรานะคะ Off -Page ก็คือเป็นการทำนอกเว็บไซต์ เช่น การทำ Back link นะคะ ก็คือลิงก์ที่อยู่ในคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มันถูกแฝงในคำอธิบายใต้คอมเมนต์ ใต้แคปชันรูปภาพ เชื่อมต่อไปยังหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของเรา หรือเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเรา ว่าต้องการจะเชื่อมไปไหน เช่น บางคนต้องการทำเว็บไซต์ ดูคลิปนี้ของเราเสร็จ ปึ๊บ คลิกที่ลิงก์หน้าตะกร้าได้เลย ก็คือเว็บไซต์ของเรา คือ ต้องการให้ดูเสร็จแล้วไปซื้อของนะคะ การทำคอนเทนต์ Marketing โดยการทำสื่อทำอะไรบ้าง การทำแบบเจาะพื้นที่ ลงไปดูสิว่าเว็บไซต์เรานี่ มัน... ลองไปให้สำรวจ ให้คนภายนอกสำรวจดูสิ ว่าเข้าเว็บไซต์เราแล้วรู้สึกอย่างไร แบบเป็นแบบความประเมินความพึงพอใจ เป็นแบบวัดประสบการณ์ของผู้ใช้งานนะคะ การทำโซเชียลมีเดีย Marketing แล้วก็ทำอย่างไรก็ได้ให้ติดกระแสออนไลน์ อันนี้คือทำภายนอกเว็บไซต์เราแล้ว ไม่ใช่ในเว็บเรานะ เช่น เราอยากโปรโมตเว็บไซต์เราก็จริงน่ะ แต่เราไปทำบน TikTok IG Facebook อันนี้คือ Social Media Marketing นะคะ แล้วก็เป็นแบบ SEO ก็คือในเชิงเทคนิด ทำอย่างไรก็ได้ Googlebot นะคะ หรือว่า User นี่เขามาใช้งานเว็บไซต์เรามากที่สุด เช่น การวางโครงสร้างเว็บไซต์ ทำไมอาจารย์บางท่านถึงจ้ำจี้จ้ำไช ทำไมเว็บไซต์คุณออกแบบแบบนี้ ทำไม่เมนูมันเข้ายาก ไม่ใช่แค่ Bot ที่ยาก คนเข้าไปดูก็ยังยาก แล้ว Bot มันจะไปอยากใช้เหรอนะคะ เช่น วางโครงสร้างเว็บไซต์ เหมือนคุณบอกว่าอยากให้สมัครสมาชิกมันควรจะอยู่หน้าแรก ๆ เลย แต่อันนี้ กว่าจะไปสมัครสมาชิกได้ เข้าไป 4-5 หน้ากว่าจะเห็น อันนี้ไม่เหมาะแล้ว การทำ Site Map ที่มันจะมีปุ่มปุ่มหนึ่ง ให้มันดูว่าเรากด Site map เพื่อให้เห็นว่ามันมีเมนูอะไรให้เราเลือกบ้าง โดยที่ไม่ต้องใส่... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ คอนเทนต์ที่มันรก ๆ มาก ๆ ไม่ต้อง เอาหัวข้อหลัก ๆ มากางให้ดูเลย ว่าคนที่เข้ามาใช้งานอยากใช้ข้อมูลตัวไหน อยากเข้าไปดูอะไรก็สามารถเข้าไปดูได้เลย รวมถึงเว็บไซต์ที่ทำจะต้องเป็นแบบ Mobile Friendly Facebook คล้าย ๆ กับที่คุณใช้งานใช้งานหน้าเว็บบนคอม กับใช้งานบนแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ ใช้งานง่ายเหมือนกัน หรือถ้าสิ่งที่คุณทำเว็บไซต์ ผมออกแบบมาเฉพาะให้แสดงผลบนหน้าจอคอมนี่ ตกแล้ว มันจะต้อง เขาจะเรียกว่าอะไรนะ Compatible ก็คือเขียนโครงสร้างของโค้ดโปรแกรมว่า มันจะต้องไป Detect ว่า อุปกรณ์ที่แสดงผลนี่ เป็นแนวตั้งแนวนอน ขนาดจอเท่าไร แล้วมันก็ให้ปรับคอนเทนต์เป็นอัตโนมัติเลยนี่เดี๋ยวนี้มันเขียนได้อยู่แล้วนะคะ แล้วก็เป็นเว็บที่ Responsive ก็คือเป็นการตอบสนองที่ถูกต้อง กดปุ่มแล้วได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งกดปุ่มแล้วได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ มีความปลอดภัย เป็น Secure อันนี้เคยพูดไปแล้ว แล้วก็การปรับความเร็วของเว็บไซต์เหมือนที่อาจารย์พูดตอนต้น ก็คืออย่าให้มันโหลดนาน ซึ่งถ้ารูปภาพที่ใช้ก็ไม่ควรมี หรือรูปภาพที่ใช้ก็ไม่มี... ควรมีขนาดใหญ่มาก เพราะว่าถ้าคุณจะเอาละเอียด หรือความใหญ่มาก ๆ นี่ ระยะในการโหลดมันก็จะนานนะคะ ทำอย่างไรให้เว็บที่เราทำ SEO นี่ มันติดอยู่บนหน้าแรกของ Google ออกแบบแบบโครงสร้างให้ง่าย ให้เว็บโหลดได้เร็ว ไม่ควรโหลดนานเกิน 3 วินาที ตั้งแต่คลิก ถ้านานกว่านั้นต้องติด ถ้าช้ากว่านั้น ก็คือคุณทำคอนเทนต์ในเว็บเยอะเกินไปแล้ว ใหญ่เกินไป Responsive Web ก็คือแสดงผลได้ทุกอุปกรณ์ ใช้งานผ่านมือถือ ก็คือปุ่มกดต้องกดง่าย User Friendly ตั้ง URL ให้... URL Friendly นะคะ ตั้งให้จำง่าย สื่อความหมาย กระชับ เข้าใจง่าย ๆ ไม่ต้องตั้งยืดเยื้อ UX UI ต้องใช้งานง่าย สวยงาม โทนสีต้องถูก ทำเกี่ยวกับสมมติเครื่องสำอางผู้หญิง ก็ควรใช้สีสีสดใส ไม่ควรเป็นสีขรึม ๆ แต่ถ้าเป็นเครื่องสำอางผู้ชายก็ให้มันเข้ม ให้มันแบบ รู้ได้เลยว่าเป็นของใช้สำหรับผู้ชายอะไรอย่างนี้ การปรับแต่งรูปภาพ ควรจะเป็นรูปภาพที่เหมาะกับการแสดงผลบนเว็บ อย่างรูปภาพก็ควรใช้เป็นไฟล์ PNG เล็ก ๆ เหมือนไฟล์ที่มีความละเอียดระดับหนึ่ง ขนาดเล็ก ดาวน์โหลดง่าย ใส่ Alternative Text คือ ให้แสดงรูปภาพว่าถ้ารูปนี้เป็นลิงก์ เมาส์ไปวางที่ไหน ต้องใส่ด้วยนะคะ ทำ Keyword Search การค้นหา Keyword Keyword จะต้องเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการธุรกิจองค์กร ที่ไม่ว่าจะใช้คำใด ๆ ก็ตาม Search ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของเราจะต้องเจอนะคะ เช่น พิมพ์คำว่า "มหาวิทยาลัยสกลนคร" "บ้านธาตุ" "เมือง" อะไรแบบนี้นะคะ ซึ่งถ้าการทำ SEO ของเรา ไม่มีการทำ Keyword Search ก่อน มานั่งคุยกันก่อนว่า Keyword มันมีคำว่าอะไรบ้าง หรือไม่ได้วางแผนนี่ คนที่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์อาจจะไม่ใช่กลุ่มคนที่เหมาะสม หรือคนที่ต้องการจะมาซื้อสินค้าเรา หรือบางต้องการจะเข้ามาซื้อสินค้าเรา ทำไปอย่างนั้นแหละ สุดท้ายเขาก็ค้นหาไม่เจออยู่ดีอะไรอย่างนี้ ผลลัพธ์มันก็ไม่ตรง เหมือนทำเว็บดีมาก แต่ keword ไม่ใส่ เขาก็หาเว็บเราไม่เจอสักทีนะคะ เป็นต้นนะคะ สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ของ Google ก็คือ EEAT นะคะ จะต้องตรงกับประสบการณ์ผู้ใช้ มีความเชี่ยวชาญในการอออกแบบ ออกแบบคอนเทนต์ที่มีอิทธิพลต่อความต้องการของลูกค้า คือ จูงใจให้เขาสนใจสินค้า หรือบริการ หรือข้อมูลในองค์กรของเรา แล้วก็ต้องมีความน่าเชื่อถือ บทความที่ทำเป็น SEO จะต้องมีประโยชน์ แล้วสามารถตอบคำถามกับผู้อ่านได้ ไม่ใช่เขียนไปแล้วอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เนื้อหา รูปแบบข้อความ จะต้องตรงกับจุดประสงค์ของคำค้นหา การเขียนบทความ เขาจะมีกำหนดคำเลย 800-1,000 คำ แค่นั้นนะคะ แล้วก็จะต้องมีการอัปเดตเนื้อหาเสมอ ปรับปรุงตาม... ไม่ใช่ ปีนี้ 2024 แล้ว Keyword คุณเป็น 2022 อย่างนี้ แล้วมันจะเจอได้อย่างไรล่ะ ข้อมูลคุณเปลี่ยนแล้ว ทำ Back link คุณภาพ ก็คือลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น หรือการใส่เว็บไซต์ของเรากับเว็บไซต์คนอื่น มันจะเป็นการเพิ่มคะแนน เพราะว่าเขาจะมองว่าเราน่าเชื่อถือ เพราะว่ามีคนอ้างอิงเรา ยืนยันเราเทียบกันนะคะ สามารถทำด้วยตัวเองก็ได้ หรือจะจ้าง Agency ก็ได้นะคะ การทำ SEO เป็นอาชีพ 1. ที่ปัจจุบันรายได้ดี เช่น อาจจะมีการโพสต์คอนเทนต์ของเราไปอยู่บนเว็บไซต์ที่คนใช้งานเยอะ อย่างเว็บไซต์ที่คนเข้าไปคุยกัน Pantip.com อะไรอย่างนี้ เราก็มีการแทรกเว็บไซต์ของเราลงไปด้วย ไปคุยกับเขา แล้วบอกว่าข้อมูลนี่ไปดูเว็บไซต์เราก็ได้นะนะคะ หรือว่าไปซื้อพื้นที่สื่อ เช่น เพจข่าว เพจอะไรที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ขอแลกลิงก์กับเว็บไซต์อื่นก็ได้ แล้วก็อาจจะเอาเว็บไซต์ไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียขององค์กรเราก็ได้ นะคะ เหมือนอะไรน่ะ คลิปพวกคลินิกทำหน้าอะไรพวกนี้ เขาก็จะทำคอนเทนต์ สักพันเขาก็จะให้ลิงก์ไปที่หน้าการจองคอร์สอะไรของเขาก็ว่าไปนะคะ เครื่องมือที่ช่วยทำ SEO เบื้องต้นที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น Google อยู่แล้วนะคะ แล้วก็จะมีอีก 3-4 ตัว ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนะคะ อันแรกเราอยากให้มันติดหน้าแรก Google เราก็ต้องใช้ Google เรียกว่า "Search Cons"การเก็บข้อมูล ตรวจสอบ วิเคราะห์ การจราจรบนเว็บไซต์นะคะ ก็คือเก็บสถิติคนเข้า-คนออกอย่าละเอียดนะ ต่อมาเป็น Google Analaytic พฤติกรรมการใช้งานของ User ที่เข้ามาดูเว็บ เว็บ 2 วินาทีแล้วก็ออก เข้ามาไถ ๆ ดูนิดหนึ่ง แล้วก็ออกแสดงว่าเว็บไซต์นั้น อันที่ 3 เป็น YoastSEO นะคะ เป็น Plug in ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของ SEO ใน Wordpress ใครนิยมในการสร้าง Wordpess ในเว็บไซต์ นะคะ ต่อมาเป็น Ahreds หรือ Ahref มีฟีเจอร์สลับทำ SEO ครบทั้ง On page Off page แล้วก็ Technical อื่น ๆ มากมายนะคะ ต่อมาเป็น Semrush ก็วิเคราะห์เว็บไซต์ ตรวจสอบ Keyword ที่เหมาะสมในการทำเว็บ เช็กคุณภาพของ Backlink ที่ออกไปสู่ภายนอกนะค อันนี้ก็เป็น 5 เครื่องมือที่ปัจจุบันได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ที่แน่ ๆ Google นี่ แน่นอนอยู่แล้วนะคะ ข้อดีของการทำ SEO ที่มีผลต่อการตลาดออนไลน์ แน่นอนอทำให้คนรู้จักแบรนด์ สร้างการจดจำแบรนด์ สร้างการจดจำตัวสินค้าบริการ ถ้ายังไม่มีจุดยอดขายก็ยังไม่เป็นอะไร ขอให้เขารู้จักเราก่อนนะคะ ข้อ 2 คือ ทำให้คนเข้ามาดูเว็บไซต์เรามากขึ้นนะคะ ไม่ต้องเสียเงินค่ายิง Ads รายวัน ต่อมาก็คือช่วยเพิ่มกลยุทธ์ ทำให้อยู่ในการตลาด ไม่ว่าจะเป็นภายใน ภายนอกตลาด เราก็ยังเป็นที่รู้จัก แต่เราต้องทำวิจัยคำค้นหา หรือว่า Research ของคำค้นหา Keyword ก่อนให้ตรงกับหมวดหมู่สินค้า บริการ ยิ่งถ้าทำวิจัยเยอะ หรือเก็บข้อมูลเยอะ ตรงมากขึ้น แล้วก็ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ของการที่เราขายได้ตามเป้า การสร้างยอดขาย อาจจะทำแบบสำรวจ ลงทะเบียนจองห้องพัก จองคอนโด จองสินค้านะคะ พรีออเดอร์ต่าง ๆ แล้วเราก็จะติดตามพฤติกรรมในการซื้อของลูกค้าในการทำการตลาดต่อไป ไม่ใช่เขาซื้อครั้งเดียวแล้วเขาหายไปเลย เราอยากให้เขาซื้อซ้ำ แบบนี้เป็นต้นนะคะ ประหยัดเงินที่ใช้งานการทำโฆษณา เพราะว่าเราทำ SEO นี่ พอติดหน้าแรกแล้วมันติดยาว ซึ่งการทำ SEO นี่ ถือว่าลงทุนต่ำที่สุดแล้ว สำหรับในการทำตลาดออนไลน์ แต่มันยากนะคะ ยากในที่นี้คือการทำวิจัย การคิด Keyword การทำคอนเทนต์ การทำเว็บ แต่ถ้าคุณทำได้ มันจะสร้างความน่าเชื่อถือนะคะ มันจะดูเหมือนว่าเว็บไซต์ของเรา องค์กรของเรามีความเชี่ยวชาญ แล้วความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้น เพราะว่าเราขึ้น Search หน้าแรกนะคะ ถ้าเราอยู่หน้าแรกนาน คนซื้อหรือโอกาสที่เราจะขายของได้ มันมีแน่นอน มันก็ทำให้เรามีกำไรนะคะ แล้วก็เป็นองค์กรที่มีการซื้อซ้ำเกิดขึ้น มีความยั่งยืนอย่างนั้นดีกว่า ค่าใช้จ่ายก็จะลดลง เพราะว่าคุณไม่ได้ทำ SEO ทุกวัน ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกวัน อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่อยู่ได้นาน ขายได้นานนะคะ ก็วันนี้ลองดูสิ ว่านอกจากเครื่องมือ 5 ตัวนี้ มันยังมีตัวอื่นอีกไหม แล้วไอ้ตัวที่คุณลองหามานี่ มันมีข้อดีอย่างไรบ้าง หรือมันมีลักษณะการทำงานอย่างไร อธิบายสั้น ๆ เหมือนของอาจารย์ก็ได้ค่ะ แต่หาเพิ่มดูสิ มันไม่ได้มีแค่ 5 ตัวนี้ มีอีกเยอะมากนะคะ นอกจากสิ่งที่มันเหมาะกับ Wordpess แล้วเครื่องมืออื่น ๆ ในการสร้างเว็บไซต์ก็ได้นะคะ ลองดูสิว่านอกจาก 5 ตัวนี้แล้ว มันมีตัวอื่นอีกไหมที่น่าสนใจนะคะ ข้อมูลเยอะมากใน Google นอกเหนือจากที่ยกตัวอย่างไปแล้วนะคะ ก็ลองหาดู อธิบายเบื้องต้นดูว่า... ไม่ต้องก็อบฯ มาทั้งหมดนะ เอาคร่าว ๆ ว่าน่าสนใจตรงไหนนะคะ ทำเสร็จแล้วก็ส่งใน Classroom เหมือนเดิมนะคะ เดี๋ยวเริ่มทำได้เลยค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]