﻿1
00:00:06,140 --> 00:00:10,140
ภายนอก ถ้าหนูทำดี หนูทำงานส่งคร

2
00:00:12,756 --> 00:00:16,756
ู อย่างนี้ค่ะ ก็จะได้

3
00:00:17,183 --> 00:00:21,183
1 ดาว ถ้าหหนูช่วยเพื่อนก็จ

4
00:00:22,630 --> 00:00:26,493
ะได้ 3 ดาวอย่างนี้ ก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรม

5
00:00:26,493 --> 00:00:28,496
ของเขาได้ว่าเขาจะตั้งใจเรียน จะช่วยเพื่อนไหม

6
00:00:28,496 --> 00:00:32,461
เพราะว่าเขาอยากจะได้ดาวค่ะ

7
00:00:32,461 --> 00:00:36,461
ไม่ว่าจะเป็นคะแนน เกรด ฟีดแบก

8
00:00:38,042 --> 00:00:41,463
เราจะเห็นว่ามันเป็นข้างนอกหมดเลย มันไม่ได้เกิดจากตัว

9
00:00:41,463 --> 00:00:45,463
เราเป็นคนให้ คนอื่นเป็นคนให้เรา คนอื่น

10
00:00:46,125 --> 00:00:47,419
เป็นคนนำสิ่งนี้ มากำหนดพฤติกรรม

11
00:00:47,419 --> 00:00:51,419
ของเราอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือพฤติกรรมนิยมนะคะ

12
00:00:51,758 --> 00:00:55,758

13
00:00:58,641 --> 00:01:02,641
เพราะฉะนั้น ตัวล่อหรือสิ่งจูงใจภายนอก

14
00:01:02,642 --> 00:01:04,464
นี่ ส่วนมากแล้วมันจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จับต้องได้นะ

15
00:01:04,464 --> 00:01:08,464
หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม

16
00:01:10,647 --> 00:01:14,647
ก็ได้ คำชม ยกย่อง การทำแล้วได้เกียรติบัตร การเข้าอบรม

17
00:01:18,267 --> 00:01:22,267
การเข้าอบรมแล้วก็

18
00:01:24,291 --> 00:01:26,285
ได้ประกาศนียบัตร

19
00:01:26,285 --> 00:01:30,285
ได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะ

20
00:01:32,716 --> 00:01:36,716
ก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามธรรมนะคะ

21
00:01:36,890 --> 00:01:40,101
ครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะ

22
00:01:40,101 --> 00:01:44,101
ขรุกขรักนิดหนึ่งนะคะ

23
00:01:45,148 --> 00:01:49,148
เป็นมนุษยนิยม มนุษยนิยม

24
00:01:50,663 --> 00:01:54,663
เป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกแล้ว

25
00:01:58,076 --> 00:02:00,357
แต่เป็นสิ่งที่...

26
00:02:00,357 --> 00:02:03,883
เขา...

27
00:02:03,883 --> 00:02:07,883
ทำ...

28
00:02:11,845 --> 00:02:15,845
เพราะ...

29
00:02:23,997 --> 00:02:27,997
เรา...

30
00:02:37,151 --> 00:02:41,151
ทำเพราะเราเห็นว่ามันดี เราทำเพราะ

31
00:02:46,693 --> 00:02:50,693
ว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้ว

32
00:02:52,823 --> 00:02:56,823
การเป็นนักศึกษาที่ดีควรทำ

33
00:02:57,296 --> 00:02:59,746
แบบนี้นะ การเป็นลูกที่ดี ควรจะทำ

34
00:02:59,746 --> 00:03:03,746
แบบนี้นะ การเป็นครูที่ดี เราทำอันนี้เราจะได้เรียกตัวเองได้เต็มปาก

35
00:03:06,707 --> 00:03:10,705
ว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งนะคะ มันป็

36
00:03:10,705 --> 00:03:14,705
นเรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะ เพราะฉะนั้น ม

37
00:03:14,708 --> 00:03:17,694
นุษยนิยม

38
00:03:17,694 --> 00:03:21,694
น่ะ เขามีทิศทางในการเลือกเป้าหมาย

39
00:03:22,206 --> 00:03:26,206
ของตัวเองอย่างไรนะคะ ซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของการต้องการภายในของ

40
00:03:27,529 --> 00:03:31,529
แต่ละคน มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกั

41
00:03:34,712 --> 00:03:38,712
น เป็น 3 เหลี่ยมตรงนี้ เขาเรียกว่า ความต้องการของ M

42
00:03:38,715 --> 00:03:39,728
aslow นะ ความต้องการตรงนี้เราจะเห็นว่ามันจะ

43
00:03:39,728 --> 00:03:43,728
เหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น

44
00:03:46,718 --> 00:03:50,718
ใครหนเาไหนก็ตามนะคะ อายุเท่าไรก็ตามก็ตจ้องหาร

45
00:03:50,718 --> 00:03:54,718
ข้างล่างสุดเราจะเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของ Physiolo

46
00:03:54,723 --> 00:03:58,384
gical Need เรื่องของความต้องการทางกาย

47
00:03:58,384 --> 00:04:01,154
ต่าง ๆ การมีอาหารกิน การมีน้ำดื่ม

48
00:04:01,154 --> 00:04:05,154
การมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะ คือ สิ่งที

49
00:04:06,725 --> 00:04:10,257
่จะช่วยในการดำรงชีวิต ทำให้เราไม่ตาย

50
00:04:10,257 --> 00:04:14,257
เราสามารถอยู่รอดได้ อันนี้มนุษย์ทุกคนต้องการ

51
00:04:14,729 --> 00:04:18,267
หมด ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ผู้ชาย ผู้หญิง อะไรก็แล้วแต่

52
00:04:18,267 --> 00:04:21,795
ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด ต้องการอาหารกิน ต้องการ

53
00:04:21,795 --> 00:04:24,587
น้ำดื่ม ต้องการอากาศหายใจ เหมือนกันนะคะ

54
00:04:24,587 --> 00:04:28,587
ลำดับที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของ Safety Needs

55
00:04:30,732 --> 00:04:32,431
Safety Needs หมายถึ

56
00:04:32,431 --> 00:04:35,113
งเรื่องของความที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัย ว่าชีวิต

57
00:04:35,113 --> 00:04:38,056
เราจะไม่เป็นอันตราย เรามีบ้านอยู่

58
00:04:38,056 --> 00:04:42,056
เราอยู่ในสังคมที่ดี เราอยู่ในสังคมที่ปลอด

59
00:04:46,738 --> 00:04:50,225
ภัย ปราศจากโจรขโมย อย่างนี้ค่ะ

60
00:04:50,225 --> 00:04:51,113
หรือการที่เรามีเงินใช้ มันก็เป็นเรื่องของ Safety Needs

61
00:04:51,113 --> 00:04:55,113
เหมือนกัน เพราะว่า ถ้าเราไม่มีเงินใช้ เราจะ

62
00:04:58,160 --> 00:05:02,160
รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว

63
00:05:02,741 --> 00:05:06,741
ถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะ ไม่มีเงินขึ้นรถเ

64
00:05:06,747 --> 00:05:10,744
อะไรอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย

65
00:05:10,744 --> 00:05:14,744
นะคะ ดังนั้น มันก็จะเป็นลำดับที่ 2 เมื่อมนุษย์เรา

66
00:05:14,748 --> 00:05:18,748
เรามีอาหารกินแล้ว อย่างไรก็มีกินแหละ มีน้ำดื่ม อย่างไรเราก็ไม่ตาย

67
00:05:22,449 --> 00:05:26,449
เรามีอากาศหายใจ อย่างไรก็ไม่ตายแหละ เราค่อยมานึกถึง

68
00:05:26,754 --> 00:05:30,340
ความปลอดภัย ว่า เออว่ะ เรามีบ้านอยู่หรือยัง มี

69
00:05:30,340 --> 00:05:34,340
ที่ซุกหัวนอนหรือยัง มีเครื่องน

70
00:05:34,754 --> 00:05:35,165
ุ่งห่ม เครื่องแต่งกายหรือยังอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ค่อย

71
00:05:35,165 --> 00:05:39,165
มานึกถึงลำดับที่ 3 เรื่องของ Social Needs ก็คือ

72
00:05:41,283 --> 00:05:44,731
ค่อยนึกถึงคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม

73
00:05:44,731 --> 00:05:48,731
2 ขั้นแรก เป็นเรื่องของตัวเองนะคะ ขั้นที่ 3

74
00:05:48,977 --> 00:05:52,977
Social need ก็เป็นเรื่องของคนอื่นแล้ว เป็นเรื่อง

75
00:05:55,619 --> 00:05:58,388
ของในสังคมละ ได้รับการยอมรับในสังคมไหม

76
00:05:58,388 --> 00:06:02,388
มีความรักที่ดีไหม มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม มี

77
00:06:02,933 --> 00:06:06,933
กลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ

78
00:06:08,684 --> 00:06:12,684
ก็จะเป็นเรื่องของ Social Needs อันดับที่ 4

79
00:06:17,315 --> 00:06:19,436
สูงขึ้นไป สีเขียว ก็จะเป็นเรื่องของ Esteem Needs แล้ว

80
00:06:19,436 --> 00:06:21,952
Esteem  Needs เป็น

81
00:06:21,952 --> 00:06:24,699
การได้รับการยอมรับจากสังคม

82
00:06:24,699 --> 00:06:28,699
หมู่มาก สิ่งที่เราทำอยู่ เรา

83
00:06:29,708 --> 00:06:31,323
ได้เรียนหนังสือ ได้เรียน เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไหม

84
00:06:31,323 --> 00:06:35,323
ได้เรียนเข้าวิชานี้แล้วเกรดดีไหม

85
00:06:42,337 --> 00:06:44,793
ทอะไรอย่างนี้ค่ะ ได้รับรางวัล แข่งขันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อย่างนี้ ได้การยอมรับจาก

86
00:06:44,793 --> 00:06:48,259
สังคมทั่ว ๆ ไป อันนี้เป็น... เราค่อยมานึกถึง

87
00:06:48,259 --> 00:06:51,123
เรื่องของสังคมหมู่มากนะคะ

88
00:06:51,123 --> 00:06:53,432
แล้วขั้นสุดท้าย ขั้นสีน้ำเงิน

89
00:06:53,432 --> 00:06:57,432
ก็คือ Self-Actualization Needs อันนี้

90
00:07:04,584 --> 00:07:08,035
เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต ว่าจะได้เรียนจบ จะได้มีชื่อเสียง

91
00:07:08,035 --> 00:07:09,702
จะได้มี

92
00:07:09,702 --> 00:07:13,702
การยอม... ไม่ใช่... การที่เรา

93
00:07:15,898 --> 00:07:19,898
เรียนจบแล้วเราสามารถดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวได้

94
00:07:21,005 --> 00:07:22,515
เรามีอาชีพที่มั่นคง

95
00:07:22,515 --> 00:07:26,515
แล้วค่อยวางรากฐานต่อไป อะไรอย่างนี้ค่ะ เราจะ

96
00:07:27,890 --> 00:07:31,890
เห็นว่าในสามเหลี่ยมนะ มันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีรมิด

97
00:07:37,989 --> 00:07:41,138
ใช่ไหมคะ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ

98
00:07:41,138 --> 00:07:42,405
แล้วไอ้สามเหลี่ยม 5 ขั้นนี่ค่ะ

99
00:07:42,405 --> 00:07:46,405
มันจะไปทีละขั้น มันจะไม่มี

100
00:07:51,370 --> 00:07:55,370
การข้ามขั้น เพราะว่าเรานึกภาพว่า มันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะ ที่แม้แต่

101
00:07:58,403 --> 00:08:02,403
ข้าวยังไม่มีกิน น้ำดื่มยัง... หาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้

102
00:08:05,969 --> 00:08:06,259
เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มี เขาจะไป

103
00:08:06,259 --> 00:08:10,259
นึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียง

104
00:08:13,139 --> 00:08:16,190
ในสังคมไหม เขาคงไม่นึกแล้ว ตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อน

105
00:08:16,190 --> 00:08:20,190
ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้ค่ะ

106
00:08:24,253 --> 00:08:28,253
มันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะ ต้องการมันกัน แล้วไปทีละขั้นเหมือนกัน ไม่มีใครข้ามขั้นเลย

107
00:08:33,719 --> 00:08:37,719
นะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้น บางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น 2 แค่มี

108
00:08:39,185 --> 00:08:43,185
ที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว มีเงินใช้แต่ละวันก็พอแล้ว

109
00:08:43,430 --> 00:08:45,475
อันนี้คือชีวิตของเขา กับอีก

110
00:08:45,475 --> 00:08:49,475
คนหนึ่งเขาอาจจะตอนนี้นึกถึงเรื่องการประสบความสำเร็จ

111
00:08:51,057 --> 00:08:55,057
มากกว่านี้ มีธุรกิจที่ใหญ่โตก็นี้ ก็ได้อย่างนี้ค่ะ

112
00:08:56,445 --> 00:08:58,382
เพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้ แต่ทุกคนมี 5 ขั้นเหมือนกัน

113
00:08:58,382 --> 00:09:02,003
ทั้งนั้นนะคะ ซึ่งไอ้ 5 ขั้น

114
00:09:02,003 --> 00:09:03,679
ตรงนี้ค่ะ ความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้ มันเป็น

115
00:09:03,679 --> 00:09:07,679
ตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์มี

116
00:09:12,618 --> 00:09:16,618
แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 5 ขั้นนี้ก็ตาม

117
00:09:20,553 --> 00:09:24,553
มันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลย ที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตให้รอด

118
00:09:29,555 --> 00:09:32,239
ไม่ตาย อยู่ในสังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย ตอนนี้ให้ความสำคัญ

119
00:09:32,239 --> 00:09:34,918
กับการที่ได้รับการยอมรับในสังคม ตอนนี้ให้ความสำคัญกับ

120
00:09:34,918 --> 00:09:38,442
เรื่องของการมีเงินใช้ ตอนนี้ให้ความสำคัญ

121
00:09:38,442 --> 00:09:41,824
กับเรื่องของการเรียนต่อ อย่างนี้ค่ะ มันก็

122
00:09:41,824 --> 00:09:43,934
เป็นความต้องการจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับ

123
00:09:43,934 --> 00:09:47,934
สิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะ

124
00:09:48,516 --> 00:09:52,516
เพราะฉะนั้น แนวคิดมนุษนิยม กับแนวคิด

125
00:09:58,570 --> 00:09:59,736
พฤติกรรมนิยม ที่เราพูดไปอันแรก จะคนละ

126
00:09:59,736 --> 00:10:01,966
ขั้วนคะ  มองกันคนละแบบ พฤติกรรมนิยม

127
00:10:01,966 --> 00:10:05,966
สิ่งจูงใจภายนอก คนเราทำเพราะเรามีสิ่งจูงใจไง

128
00:10:09,540 --> 00:10:12,082
เราถึงทำ แต่มนุษนิยมเราทำเพราะ

129
00:10:12,082 --> 00:10:12,298
เรามีความต้องการของเราเอง เราถึงทำ อย่างนี้ค่ะ

130
00:10:12,298 --> 00:10:14,620
คุยกันตั้งนานนะ

131
00:10:14,620 --> 00:10:18,620
ลืมขึ้น อันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะ

132
00:10:25,956 --> 00:10:27,247
อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ เมื่อกี้ไง

133
00:10:27,247 --> 00:10:31,247
อิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่า

134
00:10:34,336 --> 00:10:35,811
ครูก็เป็นนะ ที่

135
00:10:35,811 --> 00:10:39,811
ให้หิวข้าวน่ะ ยังไม่กินข้าวเลย ต่อให้มาเรียน

136
00:10:40,898 --> 00:10:44,898
อย่างไร มาแค่ตัวน่ะ แต่ใจอยู่โรงอาหารแล้ว

137
00:10:46,376 --> 00:10:50,376
อย่างี้ เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตาม เราต้อง

138
00:10:52,302 --> 00:10:56,302
อิ่มท้องก่อน เราต้องอยู่รอดก่อน เราถึงมี

139
00:10:57,703 --> 00:10:58,101
สมาธิทำสิ่งอื่น อย่างนี้ค่ะ ทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะ

140
00:10:58,101 --> 00:11:01,867
อันนี้คือ Needs ที่เราพูดถึงนะ

141
00:11:01,867 --> 00:11:05,867
ต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะ การรู้คิดนะคะ ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่พูดถึงว่า

142
00:11:13,015 --> 00:11:13,287
แรงจูงใจนี่มันก็มาจากแรงจูงใจภายใน

143
00:11:13,287 --> 00:11:17,287
เหมือนกันนะ เหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้

144
00:11:20,426 --> 00:11:24,426
แต่เป็นแรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้ว คิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้

145
00:11:29,654 --> 00:11:33,039
มันดีหรือเปล่านะ ทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรนะ ทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะ

146
00:11:33,039 --> 00:11:37,039
นี่ เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" เราทำ

147
00:11:38,278 --> 00:11:42,278
จะสำเร็จ จะส

148
00:11:44,919 --> 00:11:48,343
ำเร็จ หรือจะล้มเหลว อย่างนี้ค่ะ นี่คือการที่เราคิด วางแผน คิดด้วยการ...

149
00:11:48,343 --> 00:11:52,343
ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเอง ว่าจะทำดี

150
00:11:55,617 --> 00:11:56,886
หรือเราไม่ทำดีนะ ทำแล้วมันจะ

151
00:11:56,886 --> 00:12:00,886
สำเร็จไหม ทำแล้วมันจะล้มเหลว ถ้ามันจะล้มเหลวนี่มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้าง

152
00:12:01,620 --> 00:12:05,620
แล้วทำอย่างไรจะไมล้มเหลว ทำอย่างไรจะสำเร็จได้ อย่างนี้ค่ะ

153
00:12:09,398 --> 00:12:13,398
ผ่านการคิดหมดเลยนะคะ ฉะนั้น มันก็เลยคนละมุมกับ

154
00:12:15,605 --> 00:12:16,865
มนุษนิยมเมื่อกี้ ที่มนุษนิยม

155
00:12:16,865 --> 00:12:20,865
พูดถึงการคิด พูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไป

156
00:12:23,440 --> 00:12:26,498
แต่การรู้คิดนี่ พูดถึงการที่ทุกคนมีความคิดของตัวเอง

157
00:12:26,498 --> 00:12:30,498
นะ แล้วความคิดนี่ เราคิดในการไตร่ตรอง

158
00:12:32,216 --> 00:12:36,216
ในการใช้วิจารณญาณของเรา ในการที่เราจะวางแผนต่อ ว่าจะทำอะไรดี

159
00:12:40,490 --> 00:12:44,490
ให้มันเวิร์ก ให้มันสำเร็จ จะทำอย่างไรดีให้มันไม่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ

160
00:12:47,463 --> 00:12:51,463
เพราะฉะนั้น แนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะ

161
00:12:54,463 --> 00:12:58,463
เขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย ว่าเราจะทำอะไร แล้วทำอย่างไร

162
00:12:58,952 --> 00:13:02,952
ก็คือการวางแผนนะ คือ ทำอย่างไรให้

163
00:13:03,063 --> 00:13:07,063
มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะ แล้วก้ค่อยมุ่งไป

164
00:13:08,239 --> 00:13:12,239
สู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ก็เหมือนที่เราปาเป้า

165
00:13:17,341 --> 00:13:21,341
ใช่เปล่า ยิงธนู นี่ เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร เราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้าง

166
00:13:21,402 --> 00:13:25,402
อันนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะ

167
00:13:26,824 --> 00:13:30,824
ทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถาม

168
00:13:34,795 --> 00:13:38,135
ต่าง ๆ แหละ อันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลยนะคะ ถ้าเราจะใช้

169
00:13:38,135 --> 00:13:40,127
เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอตัวเอง

170
00:13:40,127 --> 00:13:44,127
หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะใช้ในการเรียนการสอ

171
00:13:46,195 --> 00:13:50,195
ของเรา เราก็จะได้วางแผน

172
00:13:52,233 --> 00:13:56,233
ได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

173
00:13:56,986 --> 00:13:58,849
ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นแหละ

174
00:13:58,849 --> 00:14:02,362
นะคะ คนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จ

175
00:14:02,362 --> 00:14:06,362
ในเรื่องของการเรียนแตกต่างกัน บางคน

176
00:14:07,479 --> 00:14:07,629
มีมาก บางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีแบบทดสอบให้นะ

177
00:14:07,629 --> 00:14:11,629
เดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะ

178
00:14:13,310 --> 00:14:13,403
เดี๋ยวขอไปเนื้อหานี้ให้จบก่อนนะคะ

179
00:14:13,403 --> 00:14:17,403
อันนี้คือลักษณะคน

180
00:14:25,656 --> 00:14:26,868
ที่มีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์สูง

181
00:14:26,868 --> 00:14:30,868
เขาจะมีลักษณะอย่างนี้ มีความรับผิดชอบ มีการวางมาตรฐานของตัวเอง ต้องทำอันนี้ถึงจะดี

182
00:14:32,274 --> 00:14:36,274
นะคะ มีการทำงานอย่างมีเป้าหมาย

183
00:14:39,914 --> 00:14:43,914
มีวัตถุประสงค์ คือ ไม่ทำส่ง ๆ ไม่ทำไปเรื่อย ทำเพราะว่าเรามีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไร

184
00:14:47,857 --> 00:14:51,857
มีความพยายาม มีความอดทน มีการวางแผนระยะยาว วางแผนระยะยาว คือ

185
00:14:54,826 --> 00:14:58,826
ไม่ใช่ทำให้มันเสร็จวันนี้ แต่คือการมองทางกว้างนะ มองทางไกล

186
00:15:00,889 --> 00:15:04,889
อีก 1 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 3 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 5 ปี

187
00:15:07,372 --> 00:15:10,987
จะอย่างไรนะคะ อย่างนี้ค่ะ เพื่อให้เรามีทิศทางนะคะ

188
00:15:10,987 --> 00:15:14,987
ที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ เป็นคนที่ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยานสูง

189
00:15:21,817 --> 00:15:23,275
มีความมุมานะในตัวเองสูง มีการที่

190
00:15:23,275 --> 00:15:27,275
ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานะคะ สิ่งเหล่านี้

191
00:15:28,201 --> 00:15:32,201
มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง คือ แรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จ

192
00:15:36,195 --> 00:15:40,195
เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็นลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่

193
00:15:41,371 --> 00:15:44,362
ตัวเองตั้งใจ เขาจะมีลักษณะแบบนี้นี่ค่ะ เพราะฉะนั้น

194
00:15:44,362 --> 00:15:48,362
แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง

195
00:15:52,927 --> 00:15:56,927
ที่พูดถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่พ

196
00:15:57,297 --> 00:16:00,601
ูดถึง มันจะช่วยทำให้เราเห็นตัวเอง ว่าแล้วเราล่ะ

197
00:16:00,601 --> 00:16:04,601
เรามีแรงจูงใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีน้อยเกินไป แบบที่บอกว่าเป็นหางเสือ มีน้อยเกิน

198
00:16:08,168 --> 00:16:08,339
ไป ไอ้เรือของเรานี่มันก็คงใช้เวลาจนานมากเลยน่ะ

199
00:16:08,339 --> 00:16:12,339
จะแล่นไปถึงเป้าหมาย เราควรจะ

200
00:16:15,834 --> 00:16:19,834
ปรับตัวเองอย่างไร เราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไร เราควรจะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มี

201
00:16:21,462 --> 00:16:22,700
ลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่ว่า ไอ้เรือ

202
00:16:22,700 --> 00:16:26,700
ลำนั้นของเรานี่ มันจะได้ใช้เวลาน้อยลงในการที่จะ

203
00:16:34,606 --> 00:16:38,606
ไปสู่เป้าหมาย แทนที่จะใช้เวลา 5 ปี ค่อยย่นระยะเวลาเป็น 4 ปีได้ไหม

204
00:16:39,073 --> 00:16:39,308
อะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดี

205
00:16:39,308 --> 00:16:43,308
มากขึ้นนะคะ ถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

206
00:16:47,194 --> 00:16:51,194
สูงนะคะ ต่อไปเป็นแนวคิดทางสังคม

207
00:16:52,966 --> 00:16:56,966
แนวคิดทางสังคมนี่ ก็คือให้ความสำคัญใน

208
00:16:58,364 --> 00:17:02,364
เรื่องของสังคม ก็คือการมีปฏิสัมพันธ

209
00:17:07,026 --> 00:17:10,583
์กับคนอื่น ในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่แหละ แสดงว่าไอ้แรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะ มันเกี่ยวเนื่องกับ

210
00:17:10,583 --> 00:17:14,583
คนอื่น เกี่ยวเนื่องกับการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

211
00:17:15,962 --> 00:17:17,755
เราจะทำหรือเราจะไม่ทำอะไรนี่

212
00:17:17,755 --> 00:17:21,755
ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไร เราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหม เราทำแล้ว

213
00:17:25,722 --> 00:17:26,484
พ่อแม่จะภูมิใจไหม เราทำแล้วแฟนเรา

214
00:17:26,484 --> 00:17:30,484
จะเห็นด้วยไหม อย่างนี้ค่ะ

215
00:17:38,075 --> 00:17:38,813
แสดงว่าแนวคิดทางสังคมนี่ มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราแล้ว เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับ...

216
00:17:38,813 --> 00:17:42,813
ไม่ใช่สิ่งอื่นนะ เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับคนในชีวิตเรา ที่เรา

217
00:17:45,446 --> 00:17:49,446
ให้ความสำคัญ กับพ่อแม่ กับพี่น้อง กับ

218
00:17:52,781 --> 00:17:53,132
อาจารย์ กับเพื่อน กับแฟน

219
00:17:53,132 --> 00:17:57,132
กับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะ คนเหล่านี้ค่ะ จะมีผล มีส่วน

220
00:18:02,741 --> 00:18:06,250
สำคัญ มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตาม

221
00:18:06,250 --> 00:18:07,862
นะคะ แนวคิดทางสังคม เขาก็ให้ความสำคัญเรื่อง

222
00:18:07,862 --> 00:18:11,862
ของแรงจูงใจเหมือนกัน  แต่เรียกว่า "แรงจูงใจ

223
00:18:14,927 --> 00:18:15,294
ใฝ่สัมพันธ์" เป็นเรื่องที่เราอยากจะ

224
00:18:15,294 --> 00:18:19,294
เป็นที่ยอมรับของคนอื่น เป็น...

225
00:18:21,995 --> 00:18:25,704
ให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเรา

226
00:18:25,704 --> 00:18:29,704
ที่เขาจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะ

227
00:18:31,945 --> 00:18:35,945
เขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" นะคะ เพราะฉะนั้น อันนี้จะสรุป

228
00:18:40,283 --> 00:18:44,283
ให้เห็นว่า 4 แนวคิดที่เราพูดถึงนี่ เขาให้ความสำคัญแตกต่างกัน พฤติกรรมนิยม

229
00:18:45,102 --> 00:18:48,514
ให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ ก็คือเรื่องของ

230
00:18:48,514 --> 00:18:51,709
สิ่งเร้า หรือตัวล่อนะคะ

231
00:18:51,709 --> 00:18:55,709
มนุษยนิยม ให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงาม

232
00:18:57,392 --> 00:18:58,888
ของตัวเอง เราทำเพราะเราต้องการ

233
00:18:58,888 --> 00:19:02,888
... ต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง แต่ความรู้คิด

234
00:19:06,040 --> 00:19:10,040
ให้ความสำคัญเรื่องของการคิด การวาง

235
00:19:12,556 --> 00:19:16,556
เป้าหมาย การวางแผนในชีวิต เราทำเพราะเรามีเป้าหมายของเราเอง เราวางแผนแบบนี้ เราก็เลยทำแบบนี้

236
00:19:18,368 --> 00:19:19,110
อย่างนี้นะคะ ส่วนสังคมนี่ ให้ความสำคัญกับ

237
00:19:19,110 --> 00:19:23,110
เรื่องของสัมพันธภาพของคนอื่น คนอื่นในที่นี้

238
00:19:29,166 --> 00:19:33,166
คือ คนที่มีความหมายของเราน่ะ ณ เวลานั้น อาจจะเป็นพ่อแม่ ณ เวลาอีกเวลาหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อน

239
00:19:39,085 --> 00:19:43,085
ณ ตอนนี้อาจจะเป็นคุณครู ตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า

240
00:19:44,591 --> 00:19:48,591
ใครมีความสำคัญกับชีวิตเขา เขาก็เลยอยากสร้างสัมพันธภาพกับคนที่ดี อย่างนี้ค่ะ ทำ

241
00:19:51,719 --> 00:19:53,992
ให้คนนั้นเขาพอใจ ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วย

242
00:19:53,992 --> 00:19:57,992
ในสิ่งที่เราจะทำ อย่างนี้ค่ะ 4 แนวคิด

243
00:20:01,006 --> 00:20:05,006
คนละแบบเลยนะคะ หัวข้อที่ 2 ก็คือเรื่องของกระบวนการ

244
00:20:06,912 --> 00:20:10,912
ที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะ ก็คือว่ามันมีอยู่ 2 งาน ต้องพูดถึงเรื่อง

245
00:20:17,774 --> 00:20:21,336
ของแรงจูงใจก่อนนะ มันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจ

246
00:20:21,336 --> 00:20:24,718
ภายนอก เมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบางส่วนนะคะ แรงจูงใจ

247
00:20:24,718 --> 00:20:25,623
ภายในก็มาจากตัวเองน่ะ ต้องการอะไร มีความอยากรู้

248
00:20:25,623 --> 00:20:29,623
อยากเห็นอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน เราก็ทำ

249
00:20:30,862 --> 00:20:33,846
เพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น  เกี่ยวกับตัวเราล้วน ๆ เลย

250
00:20:33,846 --> 00:20:37,454
แต่แรงการจูงใจภายนอก ก็คือเกิดจากข้า

251
00:20:37,454 --> 00:20:41,454
งนอกมากระตุ้น เกิดจากสิ่งเร้ามากระตุ้น เกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้น

252
00:20:42,880 --> 00:20:46,880
หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มีกระตุ้นอย่างนี้

253
00:20:50,448 --> 00:20:50,812
ก็ได้อย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจภายนอก"

254
00:20:50,812 --> 00:20:54,812
ฉะนั้น ในฐานะของครู แรงจูงใจ

255
00:20:58,760 --> 00:20:58,848
ภายนอกของเราที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ได้

256
00:20:58,848 --> 00:21:02,110
มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพนะ

257
00:21:02,110 --> 00:21:04,758
ที่เด็กเห็นใช่ไหม คุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดี ครูคนนี้เป็นคน

258
00:21:04,758 --> 00:21:06,390
ที่สวย ครูคนนี้เป็นคนที่เรา

259
00:21:06,390 --> 00:21:10,390
เล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพของครู

260
00:21:16,360 --> 00:21:20,360
ที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำ ใช่ไหม ส่งผลกับการ

261
00:21:22,048 --> 00:21:26,048
เรียนรู้ที่ดีของเด็ก เกิดความประทับใจ เกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะ

262
00:21:27,977 --> 00:21:31,977
อาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จของการทำงานก็ได้ เด็กทำแล้ว

263
00:21:32,345 --> 00:21:36,345
ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น เด็กทำแล้วได้รับคำชม

264
00:21:37,358 --> 00:21:39,443
ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้อง ได้รับการยอมรับ

265
00:21:39,443 --> 00:21:43,443
อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นแรงจูงใจภายนอก

266
00:21:46,332 --> 00:21:50,332
กระตุ้นให้เขาทำได้นะคะ อันเมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอก แรงจูงใจ

267
00:21:55,136 --> 00:21:56,857
ที่เราพูดถึงนะคะ สรุปแล้ว ถ้าเป็นเรื่องของแนวคิด

268
00:21:56,857 --> 00:22:00,857
เมื่อกี้ ใช่หรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องแรงจูงใจภายในก็เป็นเรื่องของ

269
00:22:02,245 --> 00:22:04,862
มนุษยนิยมกับการรู้คิดล้วน ๆ เลยนะคะ

270
00:22:04,862 --> 00:22:08,862
ภายนอก ก็เป็นเรื่องของอิทธิพลของ

271
00:22:09,535 --> 00:22:12,302
รางวัล การลงโทษ ก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะ

272
00:22:12,302 --> 00:22:16,302
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้น

273
00:22:26,881 --> 00:22:28,605
แรงจูงใจภายในได้นะคะ ก็คือ 1. ตัดสินใจ แล้วก็เลือกด้วยตัวเอง

274
00:22:28,605 --> 00:22:29,366
แสดงว่าผู้เรียนนี่จะมีโอกาส

275
00:22:29,366 --> 00:22:33,366
ในการเลือกมากกว่าถูกควบคุม ถูกเปล่า

276
00:22:38,705 --> 00:22:42,705
มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรแล้ว ตัวเขาเองน่ะ

277
00:22:48,695 --> 00:22:52,695
เขารู้ว่าเขามีโอกาสที่จะเลือก เขาทำทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

278
00:22:53,889 --> 00:22:57,889
อันนี้เขามันต้องเกิดจากตัวเขาเอง แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับ

279
00:22:59,591 --> 00:23:02,868
ถูกควบคุมให้ทำ หรือสั่งให้ทำ อย่างนี้ค่ะ

280
00:23:02,868 --> 00:23:05,448
ส่วนที่ 2 คือ ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่น

281
00:23:05,448 --> 00:23:09,448
แปลว่าอะไรนะ ประสบการณ์ที่ดีและความ

282
00:23:12,607 --> 00:23:16,607
ไหลลื่นในที่นี้ แปลว่า ทำแล้วเขาสนุก ทำแล้ว ดเขามีความสุข วาดรูปนี่ วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลย

283
00:23:21,110 --> 00:23:25,110
ฟังเพลงแล้ว โอ๊ย Happy มีการนึกถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดกำลังใจ รู้สึกหึกเหิม

284
00:23:30,642 --> 00:23:34,642
อย่างนี้ค่ะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความไหลลื่น" ฉะนั้น อะไรทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดี หมายถึง ทำแล้วสนุก ทำแล้ว

285
00:23:35,516 --> 00:23:37,172
มีความสุข ทำแล้วเกิดกำลังใจ ทำให้เกิดประสบการณ์มากขึ้น

286
00:23:37,172 --> 00:23:41,172
อะไรอย่างนี้ค่ะ เขาก็จะทำ เพราะเขารู้สึกดี

287
00:23:44,801 --> 00:23:45,665
อันนี้คือความลื่นไหลนะคะ อันที่ 3

288
00:23:45,665 --> 00:23:49,665
คือ สนใจ ทำแล้วเรารู้สึกสนใจ สนใจแล้วทีนี้

289
00:23:50,319 --> 00:23:50,834
ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะ ทำแล้วมัน

290
00:23:50,834 --> 00:23:54,834
รู้สึกตัวเองสงบ ทำแล้วไม่ต้องวุ่นวาย

291
00:24:00,610 --> 00:24:04,610
กับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะ เราก็จะทำต่อ อันที่ 4 คือ การรู้คิดและการับผิดชอบต่อตัวเอง

292
00:24:05,381 --> 00:24:07,468
หมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะ

293
00:24:07,468 --> 00:24:11,468
มันจะมีผลดีกับชีวิตเราอย่างไร ถ้า

294
00:24:18,417 --> 00:24:19,174
เราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้ ตั้งใจทำงาน มันจะทำให้เรา

295
00:24:19,174 --> 00:24:23,174
มีคะแนนมาก ๆ อย่างนี้ค่ะ มันเกิดจากการรู้คิด

296
00:24:24,428 --> 00:24:28,428
แล้วเรารับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะ

297
00:24:30,465 --> 00:24:31,886
ทำให้เรามีความพยายาม ทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ

298
00:24:31,886 --> 00:24:35,886
4 อันนี้ มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายใน

299
00:24:38,973 --> 00:24:40,929
ที่เกิดจากตัวเราเองนะคะ

300
00:24:40,929 --> 00:24:44,929
อันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึง

301
00:24:47,025 --> 00:24:51,025
เมื่อกี้นะคะ ทำแล้วนุกก็จะทำต่อ ทำแล้ว

302
00:24:55,685 --> 00:24:55,708
น่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะ ทำแล้วมันไม่น่าสนใจ

303
00:24:55,708 --> 00:24:59,708
เราก็เลิกทำ แล้วยิ่งทำแล้ว ทำแล้ว

304
00:25:04,707 --> 00:25:08,707
เราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำค่ะ ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าแยก ก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นน่ะ มันมีความ

305
00:25:11,486 --> 00:25:14,347
ท้าทาย ท้าทายให้เราทำ แล้วเราก็รับรู้

306
00:25:14,347 --> 00:25:18,347
ว่าเราก็มีความสามารถนะ เราก็เก่งพอที่จะ

307
00:25:20,851 --> 00:25:24,851
ทำได้เหมือนกัน เราก็รู้สึกท้าทาย แล้วอยากจะลองทำดูสิ อยากจะลงมือทำดูสิ แต่ถ้า

308
00:25:26,829 --> 00:25:26,963
เกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อนท้าทาย อย่างเช่น

309
00:25:26,963 --> 00:25:30,963
เราเคยเรียนมาแล้วน่ะ 1 + 1

310
00:25:35,490 --> 00:25:39,490
= 2 น่ะ โตป่านี้ใครก็ต้องรู้สินะ 1 + 1 = 2

311
00:25:40,580 --> 00:25:44,580
2+2 = 4 มันไม่ท้าทายสำหรับเรา

312
00:25:44,739 --> 00:25:45,042
แล้วน่ะ มันเบเบ มันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะ

313
00:25:45,042 --> 00:25:49,042
มันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อ

314
00:25:51,842 --> 00:25:53,242
ก็ฉันรู้แล้วน่ะ ฉันเคยดูมาแล้วน่ะ ฉันเคยเห็น

315
00:25:53,242 --> 00:25:56,330
มาแล้ว มันก็จะน่าเบื่อ อย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่า

316
00:25:56,330 --> 00:25:59,963
สิ่งนั้นก็มีความท้าทายต่ำนะ แต่ผู้เรียน

317
00:25:59,963 --> 00:26:03,963
เขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอ เขาก็

318
00:26:06,819 --> 00:26:08,192
มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ มันก็จะยิ่งทำให้

319
00:26:08,192 --> 00:26:12,192
ตัวเขานี่ ตัวเขามีทักษะที่ต่ำใช่หรือเปล่า แต่ให้มันท้าทายหรือไม่ท้าทายก็ตาม

320
00:26:19,224 --> 00:26:23,167
เพราะฉะนั้น ต่อให้มันมีความท้าทาย หรือไม่ท้าทายก็ตาม ถ้า

321
00:26:23,167 --> 00:26:23,892
ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูง แต่ว่าคนที่ทำน่ะ

322
00:26:23,892 --> 00:26:27,892
มีทักษะต่ำ คือ ไม่เก่งน่ะ ไม่

323
00:26:32,116 --> 00:26:32,709
รู้สิ่งนั้นอย่างนี้ ก็จะเกิดความเครียด เกิด

324
00:26:32,709 --> 00:26:36,709
ความวิตกกังวล อย่างเช่นว่า

325
00:26:39,908 --> 00:26:43,908
จะให้ไปสอนเรื่องแคลคูลัส อย่างนี

326
00:26:44,342 --> 00:26:46,399
้ มันท้าทายมากเลยนะ แคลคูลัสมันยากกว่า

327
00:26:46,399 --> 00:26:49,998
เราไม่เคยเรียนแคลคูลัสมาก่อนเลย ฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะ เรียนมา 5 รอบแล้วยัง

328
00:26:49,998 --> 00:26:53,998
ไม่เข้าใจเลย จะไปสอนคนอื่นได้ไงนะ

329
00:26:56,595 --> 00:26:58,349
เกิดความวิตกกังวลแล้วว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะ เขาจะเข้าใจในสิ่ง

330
00:26:58,349 --> 00:27:02,349
ที่เราพูดไหมน่ะ นี่คือความวิตกกังวลนะคะ

331
00:27:02,444 --> 00:27:06,444
เพราะฉะนั้น ความไหลลื่นที่พูดถึงนี่ มันก็จะมีความไหลลื่นที่

332
00:27:08,526 --> 00:27:12,483
ไปฉิวเลย อยากทำ สนุกที่จะทำ

333
00:27:12,483 --> 00:27:16,483
มันท้าทาย มันน่าเล่นน่ะ มันน่าตื่นเต้นนะ อย่างนี้ค่ะ ความไหลลื่น ความไหลลื่นที่มากขึ้น

334
00:27:21,150 --> 00:27:25,150
ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อ มีความไม่สนใจที่จะทำ มีความวิตกกังวลนี่ แสดงว่าคว

335
00:27:25,769 --> 00:27:29,769
ามไหลลื่นมันก็มีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นส่วนที่ทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการ

336
00:27:31,109 --> 00:27:33,762
ทที่จะทำหรือไม่ทำในการเรียนนะคะ

337
00:27:33,762 --> 00:27:37,762
อันนี้นะ อันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะ ว่าถ้าเรา

338
00:27:44,197 --> 00:27:45,188
สนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ เราสนใจเรื่องนั้นมาก ๆ

339
00:27:45,188 --> 00:27:49,188
อยากจะทำมาก ๆ อย่างนี้ เราก็จะมีความตั้งใจ ใส่ใจทำอยู่แล้ว ต่อให้

340
00:27:54,183 --> 00:27:58,183
เราไม่เคยทำก็ตาม ต่อให้มันยากก็ตาม ต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม

341
00:27:59,316 --> 00:28:03,316
มันน่าสนใจน่ะ มันพิเศษสำหรับเราน่ะ ถ้าเราทำได้เราจะเจ๋งมากเลย

342
00:28:03,797 --> 00:28:07,797
นี่ค่ะ มันก็ทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำ ใส่ใจที่จะ...

343
00:28:11,131 --> 00:28:13,348
ที่จะตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะ อันนี้มันเรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อตัวเอง" นะคะ

344
00:28:13,348 --> 00:28:17,348
ทีนี้ โรงเรียนน่ะค่ะ มักจะ

345
00:28:23,547 --> 00:28:24,333
ใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรง

346
00:28:24,333 --> 00:28:28,333
เราจะเห็นนะ ในยุคหลัง ๆ นี่

347
00:28:31,396 --> 00:28:35,396
จะเยอะมากเลยนะ ว่าใครที่สอบติดแพทย์ มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลย

348
00:28:36,666 --> 00:28:40,666
เด็กชายตะวัน เด็กชายตะวันฉาย

349
00:28:41,615 --> 00:28:45,615
ได้สอบติดแพทย์ อย่างนี้ค่ะ ขึ้นเลยนะคะ

350
00:28:46,084 --> 00:28:49,822
ชื่ออะไร หน้าตาแบบนี้ เรียนจบชั้นไหน อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือ

351
00:28:49,822 --> 00:28:53,563
แรงจูงใจภายนอก ที่มันจะทำให้...

352
00:28:53,563 --> 00:28:57,563
ถามว่ามีข้อดีไหม มันก็มีข้อดี ตรงที่ว่ามันเป็นการ

353
00:28:57,976 --> 00:29:01,976
เสริมแรงใช่ไหมคะ เขาก็รู้สึกว่า

354
00:29:02,407 --> 00:29:05,581
ภาคภูมิใจ ได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะ แต่ข้อเสีย

355
00:29:05,581 --> 00:29:09,581
ก็อาจเกิดขึ้นได้ ว่ามันเกิดการเปรียบเทียบ

356
00:29:11,580 --> 00:29:15,580
แล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะ

357
00:29:15,694 --> 00:29:19,476
เราสอบติดครุศาสตร์

358
00:29:19,476 --> 00:29:22,803
หรือวะ คนเรียนแพทย์เท่านั้นเหรอถึงจะได้ขึ้นป้าย

359
00:29:22,803 --> 00:29:26,803
หน้าโรงเรียน เราสอบติดคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภ

360
00:29:31,318 --> 00:29:32,503
ัฏ ไม่ได้รับการชื่นชมหรอวะ มันจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะ เพราะฉะนั้น การ

361
00:29:32,503 --> 00:29:34,386
ทำแบบนี้ค่ะ มันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวัง

362
00:29:34,386 --> 00:29:38,386
เหมือนกัน การที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง

363
00:29:41,770 --> 00:29:44,566
แม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตาม เก่งมากเลย ตอบคำถาม

364
00:29:44,566 --> 00:29:48,566
ถูกด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วคนอื่นที่เขาตอบไม่ถูกล่ะ

365
00:29:54,853 --> 00:29:58,853
ไม่เก่งเหรอ เกิดการเปรียบเทียบแล้วเขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว เราไม่เก่งพอ ก่อหน้า

366
00:30:03,333 --> 00:30:06,430
ถามว่า 5 คน ไม่มีใครตอบได้เลย พอถามคนที่ 6 คนที่ 6 ตอบได้

367
00:30:06,430 --> 00:30:10,430
โอ้ ปรบมือให้คนที่ 6 หน่อย อ้าว แล้ว 5 คนก่อนหน้า

368
00:30:11,319 --> 00:30:15,319
นั้นล่ะ ไม่ได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการขอบคุณ ไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้ว มันก็

369
00:30:16,723 --> 00:30:20,723
ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น เรื่องของแรงจูงใจภายนอก

370
00:30:24,074 --> 00:30:25,269
ถ้าเราจะใช้นี่ ให้นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นด้วยนะคะ

371
00:30:25,269 --> 00:30:29,269
เหมือนกัน เหมือนที่เมื่อกี้ ในรูปมี

372
00:30:32,611 --> 00:30:36,611
แครร์อตใช่ไหม มีแครร์อตห้อยอยู่ใช่ไหม เราก็ต้องวิ่งตาม วิ่งตาม

373
00:30:37,304 --> 00:30:40,599
วิ่งตามแคร์รอต เพราะเราอยากจะได้

374
00:30:40,599 --> 00:30:44,599
เงินก้อนนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าไอ้คนที่มันวิ่งตาม วิ่งตาม ทำเพื่อจะได้

375
00:30:46,418 --> 00:30:47,790
แคร์รอต ทำเพื่อจะให้ได้เงินที่เราต้องการ

376
00:30:47,790 --> 00:30:51,790
แล้วไอ้คนที่เหลือ ที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะ

377
00:30:56,104 --> 00:31:00,104
มันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้ อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะนึกถถึงได้เหมือนกันนะคะ

378
00:31:06,061 --> 00:31:10,061
เพราะฉะนั้น ในห้องเรียนของเรานะคะ คุณครูสามารถลด

379
00:31:11,878 --> 00:31:12,083
ผลกระทบได้ไหม ลดได้ ก็คือว่าพยายามลดการ

380
00:31:12,083 --> 00:31:16,083
แข่งขัน เพื่อให้มากที่สุดนะคะ

381
00:31:22,829 --> 00:31:24,296
ต่อให้เขาตอบไม่ได้ เราก็ชมเขา ไม่ใช่

382
00:31:24,296 --> 00:31:28,296
ชมแบบไม่จริงใจนะ แต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำ

383
00:31:29,446 --> 00:31:33,446
เพราะฉะนั้น การให้รางวัล การเสริมแรงอย่างนี่ค่ะ คือ เราไม่ได้ให้รางวัล

384
00:31:36,322 --> 00:31:38,529
หรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำให้ได้ แต่เราให้รางวัล

385
00:31:38,529 --> 00:31:42,529
ให้การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ

386
00:31:42,842 --> 00:31:46,842
ในสิ่งที่เขาพยายามทำ แม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตาม อันนี้คือข้อดีที่เขากำลังโชว์

387
00:31:52,603 --> 00:31:56,603
ให้เห็นว่าเขาพยายามแล้ว เขาได้ตั้งใจแล้ว เพียงแต่ทำไม่ได้แค่นั้นเอง นี่ เพราะฉะนั้น

388
00:31:59,750 --> 00:32:00,925
การลดการแข่งขัน การ

389
00:32:00,925 --> 00:32:04,925
สร้างความเป็นกันเองในห้องเรียนนี่ค่ะ

390
00:32:05,599 --> 00:32:09,599
เป็นสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะ

391
00:32:09,753 --> 00:32:13,753
ถ้าเกิดว่าบรรยากาศ ถ้าพูดถึงบรรยากาศนะ

392
00:32:17,384 --> 00:32:21,384
มันยังไม่มีความเป็นกันเอง มันยังมีการแข่งขัน มีการเปรียบเทียบ แต่ให้สิ่งที่เราสอนมาดีแค่ไหนก็ตาม

393
00:32:26,849 --> 00:32:27,303
เนื้อหาที่เราสอนเราเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตาม มันเจ๋งแค่ไหน

394
00:32:27,303 --> 00:32:31,303
ก็ตาม นักเรียนก็จะไม่รับแล้ว เพราะรู้สึกว่า

395
00:32:32,632 --> 00:32:36,632
มันไม่น่าอยู่ มันไม่โอเค ครูคนนี้ มีพฤติกรรมที่

396
00:32:36,813 --> 00:32:40,295
2 มาตรฐาน อย่างนี้น่ะค่ะ มันก็จะส่งผลต่อการ

397
00:32:40,295 --> 00:32:44,150
เรียนรู้ของเด็กได้นะคะ

398
00:32:44,150 --> 00:32:47,815
พูดถึงเมื่อกี้นะ พูดถึงการ

399
00:32:47,815 --> 00:32:51,815
รู้คิดใช่ไหมคะ ที่คนเราจะมีความสามารถ

400
00:32:53,838 --> 00:32:57,838
ในการคิดเอง คือ เรียก... มีการคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น

401
00:33:00,489 --> 00:33:04,489
เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ

402
00:33:07,394 --> 00:33:09,261
" นะคะ ก็คือการมุ่งหาสาเหตุของสิ่งนั้น อันนี้มันบัง

403
00:33:09,261 --> 00:33:13,261
แย้งไม่ได้

404
00:33:16,277 --> 00:33:18,632
การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะ

405
00:33:18,632 --> 00:33:22,632
ว่าเราทำแล้วเพราะอะไร ทำแล้ว

406
00:33:25,248 --> 00:33:29,248
มันจะเกิดผลกระทบอย่างไร อันนี้เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุที่มันจะเกิดขึ้น" นะคะ

407
00:33:35,205 --> 00:33:39,205
อันนี้ คำถามง่าย ๆ นะ ไม่ถามพวกเราแล้ว

408
00:33:44,399 --> 00:33:48,399
อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คำถาม คือ

409
00:33:49,927 --> 00:33:53,142
นี่ผ่านไป เราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะ

410
00:33:53,142 --> 00:33:57,142
ไม่ต้องตอบนะ ทุกคนตอบตัวเองไม่ได้ต้องครู เราได้คะแนน Midterm สอบไปได้น้อย เพราะอะไร

411
00:34:00,437 --> 00:34:04,437
อ่านหนังสือไม่พอ หรือไม่ได้อ่าน หรือไปนั่งเดาในห้องสอบ หรือทำไม่ทัน เวลามันน้อย หรือ

412
00:34:07,990 --> 00:34:09,426
อะไรอย่างนี้ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คือ หาสาเหตุ

413
00:34:09,426 --> 00:34:13,426
ว่ามันเกิดจากอะไร พอเราหาสาเหตุ

414
00:34:14,975 --> 00:34:16,182
ได้แล้วนี่ค่ะ เราก็จะได้รู้ว่าเราจะ

415
00:34:16,182 --> 00:34:20,182
ควบคุม จัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้น

416
00:34:22,871 --> 00:34:26,871
เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุนะ

417
00:34:29,103 --> 00:34:32,196
ถ้าเกิดว่าเราตีเป็นตารางอย่างนี้ค่ะ การอนุมานสสาเหต

418
00:34:32,196 --> 00:34:36,196
อาจารย์รู้ว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะ มันอยู่ที่ภายนอกภายในล่ะ ที่มันทำให้เรา

419
00:34:43,426 --> 00:34:47,206
ได้คะแนนน้อย สอบได้ไม่ดี แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือเราจะยังทำเหมือนเดิม

420
00:34:47,206 --> 00:34:51,206
ต่อไป ก็คือแล้วเราจะ

421
00:34:56,021 --> 00:34:56,336
ควบคุมจัดการมันได้ไหม เราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไร

422
00:34:56,336 --> 00:35:00,336
เราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อ

423
00:35:04,375 --> 00:35:07,968
ให้มันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ"

424
00:35:07,968 --> 00:35:10,501
นะคะ เพราะฉะนั้น งานชิ้นแรก

425
00:35:10,501 --> 00:35:14,501
ที่ครูจะโพสต์ไว้ใน Classroom ให้กับเรานะ ก็คือ

426
00:35:15,921 --> 00:35:19,701
เรื่องนี้เลยค่ะ ชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุ

427
00:35:19,701 --> 00:35:20,606
ของตัวเอง ว่าคะแนน Midterm ของเรา

428
00:35:20,606 --> 00:35:24,606
ได้น้อยเพราะอะไร อันนี้คือคำถาม

429
00:35:30,311 --> 00:35:30,560
โจทย์ คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไร ครูจะให้

430
00:35:30,560 --> 00:35:34,560
เราอนุมานสาเหตุของตัวเอง โดยการตีตารางแบบนี้ 3 ช

431
00:35:37,586 --> 00:35:40,661
่องนะะค ดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่ มันอยู่ภายใน หรือภายนอก

432
00:35:40,661 --> 00:35:43,694
ภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่น ตัวเราเองคืออะไร

433
00:35:43,694 --> 00:35:47,694
ถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่น เกิดจากอะไร

434
00:35:49,203 --> 00:35:50,268
อย่างนี้ค่ะ ช่องที่ 2 คือ เราจะ

435
00:35:50,268 --> 00:35:54,268
ทำเหมือนเดิมไหม หรือเราจะเปลี่ยนแปลง

436
00:36:02,002 --> 00:36:06,002
ช่องที่ 3 คือ แล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไร จะควบคุมจัดการได้ไหม

437
00:36:07,635 --> 00:36:08,375
เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ

438
00:36:08,375 --> 00:36:12,375
นี่คือโจทย์นะคะ

439
00:36:14,121 --> 00:36:18,121
เพราะฉะนั้น การที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะ

440
00:36:21,609 --> 00:36:24,069
มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถ

441
00:36:24,069 --> 00:36:28,069
รับรู้ความสามารถของตัวเองได้ ว่า

442
00:36:30,469 --> 00:36:31,782
เรามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน เออ ถ้าเราเห็น

443
00:36:31,782 --> 00:36:35,782
ว่า เออว่ะ จริง ๆ มันเกิดจากสาเหตุตัวเราเอง ที่อ่านหนังสือ

444
00:36:42,938 --> 00:36:46,938
มาไม่ดีพอ สมมตินะ จริง ๆ เรามีสามารถมากกว่านั้นนะ ที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้น

445
00:36:49,190 --> 00:36:53,190
อันนี้คือการรับรู้ความสามารถของตัวเอง ว่าเรามีมากหรือมีน้อย ในการทำสิ่งนั้นนะคะ

446
00:36:54,963 --> 00:36:58,963
ฉันทำได้ ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะ

447
00:37:06,438 --> 00:37:10,438
คือ เรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะ ต่อไป คือ การตั้งเป้าหมาย อันนี้คือการรู้คิดแล้วนะ

448
00:37:13,650 --> 00:37:13,904
การรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะ การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และการ

449
00:37:13,904 --> 00:37:17,904
ควบคุมตัวเองนะคะ การที่เราตั้งเป้าหมายนะคะ ว่าเราจะทำ

450
00:37:22,392 --> 00:37:23,070
อ ะไรก็ตามนี่ เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจง

451
00:37:23,070 --> 00:37:26,553
ให้มันชัดเจนไปเลย ว่าเราจะมุ่งไปไหน

452
00:37:26,553 --> 00:37:30,553
แล้วการตั้งเป้าหมายที่ดี ก็คือว่าในการวางแผนนั้นน่ะ

453
00:37:38,631 --> 00:37:39,904
ควรจะวางแผนในระยะใกล้ ๆ ก่อนนะคะ เพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะ

454
00:37:39,904 --> 00:37:43,904
ไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรด A สมมติวิชานี้นะ

455
00:37:46,977 --> 00:37:50,977
หนูอยากจะเรียนได้เกรด A อย่างนี้น่ะ

456
00:37:54,053 --> 00:37:58,053
แต่หนูวางแผนว่าเดี๋ยวอีก 2 ปีเราจะทำอะไรอย่าง อีก 2 ปีค่อยมาลงเรียนใหม่ อีก 2 ปี ค่อยตั้งใจเรียน

457
00:38:01,379 --> 00:38:02,966
อีกทีหนึ่งอย่างนี้ อันนี้มันไกลไป ฉะนั้น เราอยากได้

458
00:38:02,966 --> 00:38:06,539
เกรด A วิชานี้ ระยะของเรา

459
00:38:06,539 --> 00:38:10,539
ก็มีครึ่งเทอมที่เหลือว่าเราจะทำอะไรบ้าง อันนี้

460
00:38:10,606 --> 00:38:14,606
คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ ที่เหมาะสม กับสิ่งที่เรา

461
00:38:15,354 --> 00:38:15,854
วางแผน สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้นะคะ

462
00:38:15,854 --> 00:38:19,854
ฉะนั้น

463
00:38:21,350 --> 00:38:25,251
ข้อที่ 2 ไอ้เมื่อกี้ข้อแรก อันนี้ข้อที่ 2

464
00:38:25,251 --> 00:38:29,251
ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรา

465
00:38:33,098 --> 00:38:35,924
ซึ่งในระยะ... ในระยะ 1 ปีนี้แล้วกัน

466
00:38:35,924 --> 00:38:39,924
ในระยะ... ไม่ใช่ 1 ปี ในระยะที่เหลือ ก่อนสิ้นปี

467
00:38:43,947 --> 00:38:47,947
ก่อนถึงธันวาคมนี่ค่ะ เรามีเป้าหมายในชีวิต

468
00:38:48,787 --> 00:38:52,787
เราอะไร เอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะ หลัก Smart ที่พูดถึงนี่ค่ะ

469
00:38:56,933 --> 00:38:57,571
S-M-A-R-T S แรก ก็คือมันจะต้อง

470
00:38:57,571 --> 00:39:01,571
Specific ก็คือเป้าหมายนั้นต้องมีความเฉพาะเจาะจง

471
00:39:06,178 --> 00:39:10,178
ว่าอะไรคืออะไร ให้มันชัดเจนไปเลย อย่างเมื่อกี้ที่ครูพูดวิชานี้

472
00:39:13,335 --> 00:39:14,483
จะต้องได้ A นี่คือการเฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะ จิตวิทยา

473
00:39:14,483 --> 00:39:18,483
สำหรับครู เราจะต้องเอา A ให้ได้ อันนี้คือเจาะจง

474
00:39:22,940 --> 00:39:26,940
คืออะไร ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ นะคะ M ก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร

475
00:39:30,582 --> 00:39:34,582
ว่า... ว่าเราสำเร็จแล้ว อยากจะได้เกรด A

476
00:39:35,583 --> 00:39:36,391
วิชานี้ เราจะรู้ได้อย่างไร รู้จากคะแนน

477
00:39:36,391 --> 00:39:40,391
เกรด A คือ 80 ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะ

478
00:39:45,749 --> 00:39:46,821
สามารถวัดได้ 75 คือ B+ 70

479
00:39:46,821 --> 00:39:50,821
คือ B  อันนี้สามารถวัดได้

480
00:39:55,051 --> 00:39:59,051
จากคะแนนที่เรามี คะแนนเก็บเรามีเท่าไร เราขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะ คือ สามารถวัดได้

481
00:40:00,679 --> 00:40:02,917
A คือ A คือ มันสามารถ

482
00:40:02,917 --> 00:40:06,702
ทำให้เกิดขึ้นได้ไหม สามารถบรรลุ

483
00:40:06,702 --> 00:40:10,702
ได้ไหม อย่างนี้ค่ะ R คือ

484
00:40:12,805 --> 00:40:16,805
Realistic อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

485
00:40:17,030 --> 00:40:21,030
แสดงว่าถ้าการที่เรา

486
00:40:21,108 --> 00:40:25,108
จะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ มันต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง

487
00:40:26,409 --> 00:40:30,409
ไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝัน

488
00:40:33,576 --> 00:40:33,681
เฟื่อง ฝันกลางวัน ไกลจากชีวิตเรา

489
00:40:33,681 --> 00:40:37,681
อย่างนี้ค่ะ อยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้

490
00:40:39,855 --> 00:40:43,855
แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงแล้ว ว่า

491
00:40:45,674 --> 00:40:49,674
ตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่ตอนนี้เราไปนึกฝัน

492
00:40:49,686 --> 00:40:52,715
ว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่ 1 แล้วเป็นเศรษฐี ถูก 30 ล้าน อย่างนี้

493
00:40:52,715 --> 00:40:55,917
ไมไ่ด้อยู่บนควงามเป็นจริงแล้ว T สุดท้าย

494
00:40:55,917 --> 00:40:59,917
T ก็คือ Timely อยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริง เกิดขึ้นได้ อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่า

495
00:41:06,983 --> 00:41:10,892
เป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ว่าวางแผนอีก 5 ปี ข้างหน้า ว่าฉันจะได้เกรด A วิชานี้

496
00:41:10,892 --> 00:41:14,760
มันไม่สอดคล้องกันแล้วนะคะ ฉะนั้น

497
00:41:14,760 --> 00:41:18,760
ข้อที่ 2 ที่ครูจะให้ทำ ก็คือว่าอยากจะให้เราต

498
00:41:22,598 --> 00:41:26,598
ั้งเป้าหมายในชีวิตเราสัก 1 เรื่อง โดยใช้หลัก SMART นี่ล่ะ ในการตั้งเป้าหมายนั้น ดูสิว่าเป้าหมาายที่เรา

499
00:41:30,431 --> 00:41:34,431
นั้นน่ะค่ะ ใน 1 ก่อนถึงสิ้นปีนี้ มันอยู่ในเป้าหมายที่เราตั้งไว้

500
00:41:37,417 --> 00:41:39,597
มัน Specific ไหม มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหม มันสามารถวัด

501
00:41:39,597 --> 00:41:40,852
ได้ไหม อย่างนี้นะคะ

502
00:41:40,852 --> 00:41:44,852
ทีนี้

503
00:41:50,038 --> 00:41:54,038
ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหม ที่เราพูดถึงว่าสัมพันธภาพ

504
00:41:57,265 --> 00:42:01,265
ของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่ มันส่งผลนะ

505
00:42:03,023 --> 00:42:07,023
ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของมนุษย์คนนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้น

506
00:42:08,791 --> 00:42:12,791
ใครเป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะ พ่อแม่ใช่หรือเปล่า หรือแม้แต่การเลี้ยงดู กลุ่มเพื่อน

507
00:42:16,361 --> 00:42:16,615
ครู ครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขา

508
00:42:16,615 --> 00:42:20,615
อย่างที่เราคุยกับไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตัวครูเองนี่ค่ะ มี

509
00:42:23,369 --> 00:42:26,557
แรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้ มีบุคลิกภาพแบบไหน

510
00:42:26,557 --> 00:42:30,557
แต่งกายแบบไหน มีการพูดจาแบบไหน มีการ

511
00:42:31,950 --> 00:42:33,727
วางตัวแบบไหน อย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้

512
00:42:33,727 --> 00:42:37,727
เรากระทำอย่างดี เราเป็นตัวแบบที่ดีแล้วนี่ เขาก็จะ

513
00:42:43,306 --> 00:42:47,306
เต็มใจที่จะเรียนรู้กับเรา เต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครู

514
00:42:49,040 --> 00:42:53,040
รัตนนาพร เพราะเรียนกับครูรัตนาพรแล้วเข้าใจ

515
00:42:55,623 --> 00:42:59,623
ครูรัตนาภรณ์ไม่ดุด่าเรา เข้าใจเหตุ

516
00:42:59,624 --> 00:43:01,042
ผล อย่างนี้ค่ะ ครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพ

517
00:43:01,042 --> 00:43:01,364
ที่เราแสดงออกที่เราเป็น

518
00:43:01,364 --> 00:43:05,364
เพื่อให้เขารับรู้ว่าให้เชื่อมโยงส

519
00:43:14,744 --> 00:43:16,402
ิ่งที่เขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะ เป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะ หมดแล้ว เนื้อหา

520
00:43:16,402 --> 00:43:18,909
สรุปแล้ว การบ้านที่ครูจะให้ทำนะ

521
00:43:18,909 --> 00:43:22,909
มีอยู่ 2 อันใช่ไหมคะ

522
00:43:24,696 --> 00:43:28,696
มีการตั้งเป้าหมายของเรานะคะ โดยใช้หลัก SMART เป้าหมายแค่ 1 เรื่อง

523
00:43:31,251 --> 00:43:35,112
นะคะ อันที่ 2 ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุ

524
00:43:35,112 --> 00:43:39,112
ของเรา ด้วยโจทย์ที่ว่า

525
00:43:42,550 --> 00:43:44,078
คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะ

526
00:43:44,078 --> 00:43:48,078
อะไรนะคะ

527
00:43:48,893 --> 00:43:52,893
ใน Online มีคำถามอะไรไหม

528
00:43:59,494 --> 00:44:03,494
หรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE

529
00:44:08,619 --> 00:44:12,619
อีกทีไหมครับ (อาจารย์) ค่ะ อีกแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวขอเพิ่มเสียงก่อน

530
00:44:15,306 --> 00:44:19,306
(นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ

531
00:44:21,000 --> 00:44:23,538
อาจารย์จะส่งงาน... (อาจารย์)

532
00:44:23,538 --> 00:44:24,903
ครับ ครูเพิ่มแล้ว ขออีกทีหนึ่ง

533
00:44:24,903 --> 00:44:28,903
(นักศึกษาชาย) อาจาร์ยจะส่งงานลง Line อีกทีไหมครับ กลัวผมลืมน่ะครับ

534
00:44:35,661 --> 00:44:39,661
(อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวครูจะโพสต์โจทย์ลงให้ใน Classroom ทั้ง 2 ข้ออีกทีหนึ่ง ว่า

535
00:44:42,291 --> 00:44:46,291
คืออะไร และทำอะไรบ้าง นะคะ (นักศึกษาชาย) ก็คืองานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่ง คือ ใน Cl

536
00:44:50,073 --> 00:44:53,642
assroom ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ ใช่ แม้แต่ตัว PowerPoint ก็

537
00:44:53,642 --> 00:44:57,642
โพสต์นะคะ ส่งไปให้แล้ว (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ

538
00:44:58,636 --> 00:45:02,150
(นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ

539
00:45:02,150 --> 00:45:02,824
(นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ

540
00:45:02,824 --> 00:45:06,824
(อาจารย์) อ๋อ จนจบเทอมเลยไหม ใช่ไหม เพราะ Classroom

541
00:45:06,875 --> 00:45:10,875
ที่ให้เราเข้า ก็คือเป็นช่องทางสำหรับการส่งงาน

542
00:45:13,269 --> 00:45:17,269
ครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่น ไม่รับทาง LINE ไม่รับทางอีเมลนะ ให้ส่งทางนี้

543
00:45:22,183 --> 00:45:26,183
เท่านั้นนะคะ (นักศึกษาชาย) ครับ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวไป

544
00:45:29,125 --> 00:45:33,125
ปักหมุดไว้ใน LINE อีกทีหนึ่งนะ

545
00:45:38,151 --> 00:45:42,151
ลิงก์ของการเข้า Classroom นะคะ ใครยังไม่ได้เข้าให้เข้านะ เพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้ จะส่ง Classroom

546
00:45:47,700 --> 00:45:48,520
หมดเลย จ๊ะ

547
00:45:48,520 --> 00:45:50,954
มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ

548
00:45:50,954 --> 00:45:54,954

549
00:45:55,512 --> 00:45:59,512
เอาอย่างนี้ ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม

550
00:46:01,193 --> 00:46:05,193
แล้ว ก็สามารถออกจากห้องได้นะคะ

551
00:46:09,706 --> 00:46:13,706
แล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้ เดี๋ยวครูจะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อบปิดห้อง

552
00:46:15,890 --> 00:46:19,890
คะ ๆ จ๊ะ (นักศึกษาหญิง)

553
00:46:23,698 --> 00:46:25,930
ไม่เช็กชื่อหรือคะ ไม่เช็กชื่อหรือค่ะ ครู... เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง

554
00:46:25,930 --> 00:46:28,632
อย่าเพิ่งออกนะ ครูขอแคปฯ หน้าจอ

555
00:46:28,632 --> 00:46:29,070
ครูก่อน

556
00:46:29,070 --> 00:46:33,070
โอเค

557
00:46:41,928 --> 00:46:44,072
ครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เช็กชื่อแล้ว ออกจากห้องได้

558
00:46:44,072 --> 00:46:46,655
นะคะ มีคำถามอยู่ รอถามครูได้จ้ะ

559
00:46:46,655 --> 00:46:50,655
คาบหน้า คาบหน้าเราเรียน On Site นะคะ

560
00:46:52,511 --> 00:46:56,511
เจอกันในห้องเรียนกับบทที่ 8 นะจ๊ะ สวัสดี

561
00:46:59,714 --> 00:47:03,714
ทุกคนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ (นักศึกษาหญิง)  สวัสดีค่ะ (อาจารย์)  สวัสดีค่ะ

562
00:47:05,034 --> 00:47:09,034
(นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ

