--- title: จิตวิทยาสำหรับครู (เช้า) 200967 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ภายนอก ถ้าหนูทำดี หนูทำงานส่งครู อย่างนี้ค่ะ ก็จะได้ 1 ดาว ถ้าหหนูช่วยเพื่อนก็จะได้ 3 ดาวอย่างนี้ ก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของเขาได้ว่าเขาจะตั้งใจเรียน จะช่วยเพื่อนไหม เพราะว่าเขาอยากจะได้ดาวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคะแนน เกรด ฟีดแบก เราจะเห็นว่ามันเป็นข้างนอกหมดเลย มันไม่ได้เกิดจากตัวเราเป็นคนให้ คนอื่นเป็นคนให้เรา คนอื่นเป็นคนนำสิ่งนี้ มากำหนดพฤติกรรมของเราอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือพฤติกรรมนิยมนะคะ เพราะฉะนั้น ตัวล่อหรือสิ่งจูงใจภายนอกนี่ ส่วนมากแล้วมันจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จับต้องได้นะ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ได้ คำชม ยกย่อง การทำแล้วได้เกียรติบัตร การเข้าอบรม การเข้าอบรมแล้วก็ได้ประกาศนียบัตร ได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามธรรมนะคะ ครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะขรุกขรักนิดหนึ่งนะคะ เป็นมนุษยนิยม มนุษยนิยมเป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกแล้ว แต่เป็นสิ่งที่... เขา... ทำ... เพราะ... เรา... ทำเพราะเราเห็นว่ามันดี เราทำเพราะว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้ว การเป็นนักศึกษาที่ดีควรทำแบบนี้นะ การเป็นลูกที่ดี ควรจะทำแบบนี้นะ การเป็นครูที่ดี เราทำอันนี้เราจะได้เรียกตัวเองได้เต็มปาก ว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งนะคะ มันป็นเรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะ เพราะฉะนั้น มนุษยนิยมน่ะ เขามีทิศทางในการเลือกเป้าหมายของตัวเองอย่างไรนะคะ ซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของการต้องการภายในของแต่ละคน มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกัน เป็น 3 เหลี่ยมตรงนี้ เขาเรียกว่า ความต้องการของ Maslow นะ ความต้องการตรงนี้เราจะเห็นว่ามันจะเหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นใครหนเาไหนก็ตามนะคะ อายุเท่าไรก็ตามก็ตจ้องหาร ข้างล่างสุดเราจะเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของ Physiological Need เรื่องของความต้องการทางกายต่าง ๆ การมีอาหารกิน การมีน้ำดื่ม การมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะ คือ สิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิต ทำให้เราไม่ตาย เราสามารถอยู่รอดได้ อันนี้มนุษย์ทุกคนต้องการหมด ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ผู้ชาย ผู้หญิง อะไรก็แล้วแต่ ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด ต้องการอาหารกิน ต้องการน้ำดื่ม ต้องการอากาศหายใจ เหมือนกันนะคะ ลำดับที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของ Safety Needs Safety Needs หมายถึงเรื่องของความที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัย ว่าชีวิตเราจะไม่เป็นอันตราย เรามีบ้านอยู่ เราอยู่ในสังคมที่ดี เราอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย ปราศจากโจรขโมย อย่างนี้ค่ะ หรือการที่เรามีเงินใช้ มันก็เป็นเรื่องของ Safety Needs เหมือนกัน เพราะว่า ถ้าเราไม่มีเงินใช้ เราจะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะ ไม่มีเงินขึ้นรถเอะไรอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยนะคะ ดังนั้น มันก็จะเป็นลำดับที่ 2 เมื่อมนุษย์เรา เรามีอาหารกินแล้ว อย่างไรก็มีกินแหละ มีน้ำดื่ม อย่างไรเราก็ไม่ตาย เรามีอากาศหายใจ อย่างไรก็ไม่ตายแหละ เราค่อยมานึกถึงความปลอดภัย ว่า เออว่ะ เรามีบ้านอยู่หรือยัง มีที่ซุกหัวนอนหรือยัง มีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกายหรือยังอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ค่อยมานึกถึงลำดับที่ 3 เรื่องของ Social Needs ก็คือค่อยนึกถึงคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม 2 ขั้นแรก เป็นเรื่องของตัวเองนะคะ ขั้นที่ 3 Social need ก็เป็นเรื่องของคนอื่นแล้ว เป็นเรื่องของในสังคมละ ได้รับการยอมรับในสังคมไหม มีความรักที่ดีไหม มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม มีกลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็จะเป็นเรื่องของ Social Needs อันดับที่ 4 สูงขึ้นไป สีเขียว ก็จะเป็นเรื่องของ Esteem Needs แล้ว Esteem Needs เป็นการได้รับการยอมรับจากสังคมหมู่มาก สิ่งที่เราทำอยู่ เราได้เรียนหนังสือ ได้เรียน เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไหมได้เรียนเข้าวิชานี้แล้วเกรดดีไหม ทอะไรอย่างนี้ค่ะ ได้รับรางวัล แข่งขันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อย่างนี้ ได้การยอมรับจากสังคมทั่ว ๆ ไป อันนี้เป็น... เราค่อยมานึกถึงเรื่องของสังคมหมู่มากนะคะ แล้วขั้นสุดท้าย ขั้นสีน้ำเงิน ก็คือ Self-Actualization Needs อันนี้เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต ว่าจะได้เรียนจบ จะได้มีชื่อเสียง จะได้มีการยอม... ไม่ใช่... การที่เราเรียนจบแล้วเราสามารถดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวได้ เรามีอาชีพที่มั่นคง แล้วค่อยวางรากฐานต่อไป อะไรอย่างนี้ค่ะ เราจะเห็นว่าในสามเหลี่ยมนะ มันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีรมิดใช่ไหมคะ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ แล้วไอ้สามเหลี่ยม 5 ขั้นนี่ค่ะ มันจะไปทีละขั้น มันจะไม่มีการข้ามขั้น เพราะว่าเรานึกภาพว่า มันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะ ที่แม้แต่ข้าวยังไม่มีกิน น้ำดื่มยัง... หาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้ เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มี เขาจะไปนึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียงในสังคมไหม เขาคงไม่นึกแล้ว ตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อน ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้ค่ะ มันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะ ต้องการมันกัน แล้วไปทีละขั้นเหมือนกัน ไม่มีใครข้ามขั้นเลยนะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้น บางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น 2 แค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว มีเงินใช้แต่ละวันก็พอแล้ว อันนี้คือชีวิตของเขา กับอีกคนหนึ่งเขาอาจจะตอนนี้นึกถึงเรื่องการประสบความสำเร็จมากกว่านี้ มีธุรกิจที่ใหญ่โตก็นี้ ก็ได้อย่างนี้ค่ะ เพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้ แต่ทุกคนมี 5 ขั้นเหมือนกันทั้งนั้นนะคะ ซึ่งไอ้ 5 ขั้นตรงนี้ค่ะ ความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้ มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 5 ขั้นนี้ก็ตาม มันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลย ที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตให้รอด ไม่ตาย อยู่ในสังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการที่ได้รับการยอมรับในสังคม ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเงินใช้ ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเรียนต่อ อย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นความต้องการจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้น แนวคิดมนุษนิยม กับแนวคิดพฤติกรรมนิยม ที่เราพูดไปอันแรก จะคนละขั้วนคะ มองกันคนละแบบ พฤติกรรมนิยมสิ่งจูงใจภายนอก คนเราทำเพราะเรามีสิ่งจูงใจไง เราถึงทำ แต่มนุษนิยมเราทำเพราะเรามีความต้องการของเราเอง เราถึงทำ อย่างนี้ค่ะ คุยกันตั้งนานนะ ลืมขึ้น อันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ เมื่อกี้ไง อิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่า ครูก็เป็นนะ ที่ให้หิวข้าวน่ะ ยังไม่กินข้าวเลย ต่อให้มาเรียนอย่างไร มาแค่ตัวน่ะ แต่ใจอยู่โรงอาหารแล้ว อย่างี้ เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตาม เราต้องอิ่มท้องก่อน เราต้องอยู่รอดก่อน เราถึงมีสมาธิทำสิ่งอื่น อย่างนี้ค่ะ ทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะ อันนี้คือ Needs ที่เราพูดถึงนะ ต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะ การรู้คิดนะคะ ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่พูดถึงว่า แรงจูงใจนี่มันก็มาจากแรงจูงใจภายในเหมือนกันนะ เหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้ แต่เป็นแรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้ว คิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้มันดีหรือเปล่านะ ทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรนะ ทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะ นี่ เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" เราทำ จะสำเร็จ จะสำเร็จ หรือจะล้มเหลว อย่างนี้ค่ะ นี่คือการที่เราคิด วางแผน คิดด้วยการ... ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเอง ว่าจะทำดีหรือเราไม่ทำดีนะ ทำแล้วมันจะสำเร็จไหม ทำแล้วมันจะล้มเหลว ถ้ามันจะล้มเหลวนี่มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้าง แล้วทำอย่างไรจะไมล้มเหลว ทำอย่างไรจะสำเร็จได้ อย่างนี้ค่ะ ผ่านการคิดหมดเลยนะคะ ฉะนั้น มันก็เลยคนละมุมกับมนุษนิยมเมื่อกี้ ที่มนุษนิยม พูดถึงการคิด พูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไป แต่การรู้คิดนี่ พูดถึงการที่ทุกคนมีความคิดของตัวเองนะ แล้วความคิดนี่ เราคิดในการไตร่ตรองในการใช้วิจารณญาณของเรา ในการที่เราจะวางแผนต่อ ว่าจะทำอะไรดี ให้มันเวิร์ก ให้มันสำเร็จ จะทำอย่างไรดีให้มันไม่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น แนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะ เขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย ว่าเราจะทำอะไร แล้วทำอย่างไร ก็คือการวางแผนนะ คือ ทำอย่างไรให้มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะ แล้วก้ค่อยมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ก็เหมือนที่เราปาเป้า ใช่เปล่า ยิงธนู นี่ เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร เราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้าง อันนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะ ทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถามต่าง ๆ แหละ อันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลยนะคะ ถ้าเราจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอตัวเอง หรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะใช้ในการเรียนการสอของเรา เราก็จะได้วางแผนได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นแหละนะคะ คนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จในเรื่องของการเรียนแตกต่างกัน บางคนมีมาก บางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีแบบทดสอบให้นะ เดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะ เดี๋ยวขอไปเนื้อหานี้ให้จบก่อนนะคะ อันนี้คือลักษณะคนที่มีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์สูง เขาจะมีลักษณะอย่างนี้ มีความรับผิดชอบ มีการวางมาตรฐานของตัวเอง ต้องทำอันนี้ถึงจะดีนะคะ มีการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ คือ ไม่ทำส่ง ๆ ไม่ทำไปเรื่อย ทำเพราะว่าเรามีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไร มีความพยายาม มีความอดทน มีการวางแผนระยะยาว วางแผนระยะยาว คือ ไม่ใช่ทำให้มันเสร็จวันนี้ แต่คือการมองทางกว้างนะ มองทางไกล อีก 1 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 3 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 5 ปีจะอย่างไรนะคะ อย่างนี้ค่ะ เพื่อให้เรามีทิศทางนะคะ ที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ เป็นคนที่ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยานสูง มีความมุมานะในตัวเองสูง มีการที่ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานะคะ สิ่งเหล่านี้มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง คือ แรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จ เพราะฉะนั้น มันก็จะเป็นลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจ เขาจะมีลักษณะแบบนี้นี่ค่ะ เพราะฉะนั้น แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่พูดถึง มันจะช่วยทำให้เราเห็นตัวเอง ว่าแล้วเราล่ะ เรามีแรงจูงใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีน้อยเกินไป แบบที่บอกว่าเป็นหางเสือ มีน้อยเกินไป ไอ้เรือของเรานี่มันก็คงใช้เวลาจนานมากเลยน่ะ จะแล่นไปถึงเป้าหมาย เราควรจะปรับตัวเองอย่างไร เราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไร เราควรจะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่ว่า ไอ้เรือลำนั้นของเรานี่ มันจะได้ใช้เวลาน้อยลงในการที่จะไปสู่เป้าหมาย แทนที่จะใช้เวลา 5 ปี ค่อยย่นระยะเวลาเป็น 4 ปีได้ไหม อะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดีมากขึ้นนะคะ ถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงนะคะ ต่อไปเป็นแนวคิดทางสังคม แนวคิดทางสังคมนี่ ก็คือให้ความสำคัญในเรื่องของสังคม ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่แหละ แสดงว่าไอ้แรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะ มันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เกี่ยวเนื่องกับการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจะทำหรือเราจะไม่ทำอะไรนี่ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไร เราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหม เราทำแล้วพ่อแม่จะภูมิใจไหม เราทำแล้วแฟนเราจะเห็นด้วยไหม อย่างนี้ค่ะ แสดงว่าแนวคิดทางสังคมนี่ มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราแล้ว เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับ... ไม่ใช่สิ่งอื่นนะ เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับคนในชีวิตเรา ที่เราให้ความสำคัญ กับพ่อแม่ กับพี่น้อง กับอาจารย์ กับเพื่อน กับแฟน กับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะ คนเหล่านี้ค่ะ จะมีผล มีส่วนสำคัญ มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตามนะคะ แนวคิดทางสังคม เขาก็ให้ความสำคัญเรื่องของแรงจูงใจเหมือนกัน แต่เรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" เป็นเรื่องที่เราอยากจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่น เป็น... ให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเรา ที่เขาจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" นะคะ เพราะฉะนั้น อันนี้จะสรุปให้เห็นว่า 4 แนวคิดที่เราพูดถึงนี่ เขาให้ความสำคัญแตกต่างกัน พฤติกรรมนิยม ให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ ก็คือเรื่องของสิ่งเร้า หรือตัวล่อนะคะ มนุษยนิยม ให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงามของตัวเอง เราทำเพราะเราต้องการ... ต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง แต่ความรู้คิดให้ความสำคัญเรื่องของการคิด การวางเป้าหมาย การวางแผนในชีวิต เราทำเพราะเรามีเป้าหมายของเราเอง เราวางแผนแบบนี้ เราก็เลยทำแบบนี้อย่างนี้นะคะ ส่วนสังคมนี่ ให้ความสำคัญกับเรื่องของสัมพันธภาพของคนอื่น คนอื่นในที่นี้ คือ คนที่มีความหมายของเราน่ะ ณ เวลานั้น อาจจะเป็นพ่อแม่ ณ เวลาอีกเวลาหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อน ณ ตอนนี้อาจจะเป็นคุณครู ตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความสำคัญกับชีวิตเขา เขาก็เลยอยากสร้างสัมพันธภาพกับคนที่ดี อย่างนี้ค่ะ ทำให้คนนั้นเขาพอใจ ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วยในสิ่งที่เราจะทำ อย่างนี้ค่ะ 4 แนวคิด คนละแบบเลยนะคะ หัวข้อที่ 2 ก็คือเรื่องของกระบวนการที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะ ก็คือว่ามันมีอยู่ 2 งาน ต้องพูดถึงเรื่องของแรงจูงใจก่อนนะ มันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจภายนอก เมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบางส่วนนะคะ แรงจูงใจภายในก็มาจากตัวเองน่ะ ต้องการอะไร มีความอยากรู้อยากเห็นอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน เราก็ทำ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับตัวเราล้วน ๆ เลย แต่แรงการจูงใจภายนอก ก็คือเกิดจากข้างนอกมากระตุ้น เกิดจากสิ่งเร้ามากระตุ้น เกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้น หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มีกระตุ้นอย่างนี้ก็ได้อย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจภายนอก" ฉะนั้น ในฐานะของครู แรงจูงใจภายนอกของเราที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ได้ มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพนะ ที่เด็กเห็นใช่ไหม คุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดี ครูคนนี้เป็นคนที่สวย ครูคนนี้เป็นคนที่เราเล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพของครู ที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำ ใช่ไหม ส่งผลกับการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก เกิดความประทับใจ เกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะ อาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จของการทำงานก็ได้ เด็กทำแล้วได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น เด็กทำแล้วได้รับคำชม ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้อง ได้รับการยอมรับ อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นแรงจูงใจภายนอกกระตุ้นให้เขาทำได้นะคะ อันเมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอก แรงจูงใจที่เราพูดถึงนะคะ สรุปแล้ว ถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดเมื่อกี้ ใช่หรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องแรงจูงใจภายในก็เป็นเรื่องของมนุษยนิยมกับการรู้คิดล้วน ๆ เลยนะคะ ภายนอก ก็เป็นเรื่องของอิทธิพลของรางวัล การลงโทษ ก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้นแรงจูงใจภายในได้นะคะ ก็คือ 1. ตัดสินใจ แล้วก็เลือกด้วยตัวเอง แสดงว่าผู้เรียนนี่จะมีโอกาสในการเลือกมากกว่าถูกควบคุม ถูกเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรแล้ว ตัวเขาเองน่ะ เขารู้ว่าเขามีโอกาสที่จะเลือก เขาทำทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ อันนี้เขามันต้องเกิดจากตัวเขาเอง แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับ ถูกควบคุมให้ทำ หรือสั่งให้ทำ อย่างนี้ค่ะ ส่วนที่ 2 คือ ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่น แปลว่าอะไรนะ ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นในที่นี้ แปลว่า ทำแล้วเขาสนุก ทำแล้ว ดเขามีความสุข วาดรูปนี่ วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลย ฟังเพลงแล้ว โอ๊ย Happy มีการนึกถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดกำลังใจ รู้สึกหึกเหิม อย่างนี้ค่ะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความไหลลื่น" ฉะนั้น อะไรทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดี หมายถึง ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วเกิดกำลังใจ ทำให้เกิดประสบการณ์มากขึ้น อะไรอย่างนี้ค่ะ เขาก็จะทำ เพราะเขารู้สึกดี อันนี้คือความลื่นไหลนะคะ อันที่ 3 คือ สนใจ ทำแล้วเรารู้สึกสนใจ สนใจแล้วทีนี้ ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะ ทำแล้วมันรู้สึกตัวเองสงบ ทำแล้วไม่ต้องวุ่นวายกับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะ เราก็จะทำต่อ อันที่ 4 คือ การรู้คิดและการับผิดชอบต่อตัวเอง หมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะ มันจะมีผลดีกับชีวิตเราอย่างไร ถ้าเราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้ ตั้งใจทำงาน มันจะทำให้เรามีคะแนนมาก ๆ อย่างนี้ค่ะ มันเกิดจากการรู้คิด แล้วเรารับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะ ทำให้เรามีความพยายาม ทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ 4 อันนี้ มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายในที่เกิดจากตัวเราเองนะคะ อันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึงเมื่อกี้นะคะ ทำแล้วนุกก็จะทำต่อ ทำแล้วน่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะ ทำแล้วมันไม่น่าสนใจ เราก็เลิกทำ แล้วยิ่งทำแล้ว ทำแล้วเราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำค่ะ ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าแยก ก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นน่ะ มันมีความท้าทาย ท้าทายให้เราทำ แล้วเราก็รับรู้ว่าเราก็มีความสามารถนะ เราก็เก่งพอที่จะทำได้เหมือนกัน เราก็รู้สึกท้าทาย แล้วอยากจะลองทำดูสิ อยากจะลงมือทำดูสิ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อนท้าทาย อย่างเช่น เราเคยเรียนมาแล้วน่ะ 1 + 1 = 2 น่ะ โตป่านี้ใครก็ต้องรู้สินะ 1 + 1 = 2 2+2 = 4 มันไม่ท้าทายสำหรับเราแล้วน่ะ มันเบเบ มันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะ มันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อ ก็ฉันรู้แล้วน่ะ ฉันเคยดูมาแล้วน่ะ ฉันเคยเห็นมาแล้ว มันก็จะน่าเบื่อ อย่างนี้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นก็มีความท้าทายต่ำนะ แต่ผู้เรียนเขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอ เขาก็มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ มันก็จะยิ่งทำให้ตัวเขานี่ ตัวเขามีทักษะที่ต่ำใช่หรือเปล่า แต่ให้มันท้าทายหรือไม่ท้าทายก็ตาม เพราะฉะนั้น ต่อให้มันมีความท้าทาย หรือไม่ท้าทายก็ตาม ถ้าฉันไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูง แต่ว่าคนที่ทำน่ะ มีทักษะต่ำ คือ ไม่เก่งน่ะ ไม่รู้สิ่งนั้นอย่างนี้ ก็จะเกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล อย่างเช่นว่าจะให้ไปสอนเรื่องแคลคูลัส อย่างนี้ มันท้าทายมากเลยนะ แคลคูลัสมันยากกว่า เราไม่เคยเรียนแคลคูลัสมาก่อนเลย ฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะ เรียนมา 5 รอบแล้วยังไม่เข้าใจเลย จะไปสอนคนอื่นได้ไงนะ เกิดความวิตกกังวลแล้วว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะ เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไหมน่ะ นี่คือความวิตกกังวลนะคะ เพราะฉะนั้น ความไหลลื่นที่พูดถึงนี่ มันก็จะมีความไหลลื่นที่ไปฉิวเลย อยากทำ สนุกที่จะทำ มันท้าทาย มันน่าเล่นน่ะ มันน่าตื่นเต้นนะ อย่างนี้ค่ะ ความไหลลื่น ความไหลลื่นที่มากขึ้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อ มีความไม่สนใจที่จะทำ มีความวิตกกังวลนี่ แสดงว่าความไหลลื่นมันก็มีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นส่วนที่ทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการทที่จะทำหรือไม่ทำในการเรียนนะคะ อันนี้นะ อันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะ ว่าถ้าเราสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ เราสนใจเรื่องนั้นมาก ๆ อยากจะทำมาก ๆ อย่างนี้ เราก็จะมีความตั้งใจ ใส่ใจทำอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่เคยทำก็ตาม ต่อให้มันยากก็ตาม ต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม มันน่าสนใจน่ะ มันพิเศษสำหรับเราน่ะ ถ้าเราทำได้เราจะเจ๋งมากเลย นี่ค่ะ มันก็ทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำ ใส่ใจที่จะ... ที่จะตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะ อันนี้มันเรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อตัวเอง" นะคะ ทีนี้ โรงเรียนน่ะค่ะ มักจะใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรง เราจะเห็นนะ ในยุคหลัง ๆ นี่ จะเยอะมากเลยนะ ว่าใครที่สอบติดแพทย์ มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลย เด็กชายตะวัน เด็กชายตะวันฉาย ได้สอบติดแพทย์ อย่างนี้ค่ะ ขึ้นเลยนะคะ ชื่ออะไร หน้าตาแบบนี้ เรียนจบชั้นไหน อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือแรงจูงใจภายนอก ที่มันจะทำให้... ถามว่ามีข้อดีไหม มันก็มีข้อดี ตรงที่ว่ามันเป็นการเสริมแรงใช่ไหมคะ เขาก็รู้สึกว่าภาคภูมิใจ ได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะ แต่ข้อเสียก็อาจเกิดขึ้นได้ ว่ามันเกิดการเปรียบเทียบ แล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะ เราสอบติดครุศาสตร์ หรือวะ คนเรียนแพทย์เท่านั้นเหรอถึงจะได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน เราสอบติดคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ไม่ได้รับการชื่นชมหรอวะ มันจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะ เพราะฉะนั้น การทำแบบนี้ค่ะ มันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เหมือนกัน การที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง แม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตาม เก่งมากเลย ตอบคำถามถูกด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วคนอื่นที่เขาตอบไม่ถูกล่ะ ไม่เก่งเหรอ เกิดการเปรียบเทียบแล้วเขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว เราไม่เก่งพอ ก่อหน้า ถามว่า 5 คน ไม่มีใครตอบได้เลย พอถามคนที่ 6 คนที่ 6 ตอบได้ โอ้ ปรบมือให้คนที่ 6 หน่อย อ้าว แล้ว 5 คนก่อนหน้านั้นล่ะ ไม่ได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการขอบคุณ ไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้ว มันก็ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น เรื่องของแรงจูงใจภายนอก ถ้าเราจะใช้นี่ ให้นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นด้วยนะคะ เหมือนกัน เหมือนที่เมื่อกี้ ในรูปมีแครร์อตใช่ไหม มีแครร์อตห้อยอยู่ใช่ไหม เราก็ต้องวิ่งตาม วิ่งตาม วิ่งตามแคร์รอต เพราะเราอยากจะได้เงินก้อนนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าไอ้คนที่มันวิ่งตาม วิ่งตาม ทำเพื่อจะได้แคร์รอต ทำเพื่อจะให้ได้เงินที่เราต้องการ แล้วไอ้คนที่เหลือ ที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะ มันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้ อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะนึกถถึงได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น ในห้องเรียนของเรานะคะ คุณครูสามารถลดผลกระทบได้ไหม ลดได้ ก็คือว่าพยายามลดการแข่งขัน เพื่อให้มากที่สุดนะคะ ต่อให้เขาตอบไม่ได้ เราก็ชมเขา ไม่ใช่ชมแบบไม่จริงใจนะ แต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำ เพราะฉะนั้น การให้รางวัล การเสริมแรงอย่างนี่ค่ะ คือ เราไม่ได้ให้รางวัล หรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำให้ได้ แต่เราให้รางวัล ให้การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ ในสิ่งที่เขาพยายามทำ แม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตาม อันนี้คือข้อดีที่เขากำลังโชว์ให้เห็นว่าเขาพยายามแล้ว เขาได้ตั้งใจแล้ว เพียงแต่ทำไม่ได้แค่นั้นเอง นี่ เพราะฉะนั้น การลดการแข่งขัน การสร้างความเป็นกันเองในห้องเรียนนี่ค่ะ เป็นสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะ ถ้าเกิดว่าบรรยากาศ ถ้าพูดถึงบรรยากาศนะ มันยังไม่มีความเป็นกันเอง มันยังมีการแข่งขัน มีการเปรียบเทียบ แต่ให้สิ่งที่เราสอนมาดีแค่ไหนก็ตาม เนื้อหาที่เราสอนเราเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตาม มันเจ๋งแค่ไหนก็ตาม นักเรียนก็จะไม่รับแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่ มันไม่โอเค ครูคนนี้ มีพฤติกรรมที่ 2 มาตรฐาน อย่างนี้น่ะค่ะ มันก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้นะคะ พูดถึงเมื่อกี้นะ พูดถึงการรู้คิดใช่ไหมคะ ที่คนเราจะมีความสามารถในการคิดเอง คือ เรียก... มีการคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ ก็คือการมุ่งหาสาเหตุของสิ่งนั้น อันนี้มันบัง แย้งไม่ได้ การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะ ว่าเราทำแล้วเพราะอะไร ทำแล้วมันจะเกิดผลกระทบอย่างไร อันนี้เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุที่มันจะเกิดขึ้น" นะคะ อันนี้ คำถามง่าย ๆ นะ ไม่ถามพวกเราแล้ว อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คำถาม คือ นี่ผ่านไป เราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะ ไม่ต้องตอบนะ ทุกคนตอบตัวเองไม่ได้ต้องครู เราได้คะแนน Midterm สอบไปได้น้อย เพราะอะไร อ่านหนังสือไม่พอ หรือไม่ได้อ่าน หรือไปนั่งเดาในห้องสอบ หรือทำไม่ทัน เวลามันน้อย หรืออะไรอย่างนี้ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คือ หาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร พอเราหาสาเหตุได้แล้วนี่ค่ะ เราก็จะได้รู้ว่าเราจะควบคุม จัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุนะ ถ้าเกิดว่าเราตีเป็นตารางอย่างนี้ค่ะ การอนุมานสสาเหต อาจารย์รู้ว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะ มันอยู่ที่ภายนอกภายในล่ะ ที่มันทำให้เราได้คะแนนน้อย สอบได้ไม่ดี แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือเราจะยังทำเหมือนเดิม ต่อไป ก็คือแล้วเราจะควบคุมจัดการมันได้ไหม เราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไร เราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ เพราะฉะนั้น งานชิ้นแรกที่ครูจะโพสต์ไว้ใน Classroom ให้กับเรานะ ก็คือเรื่องนี้เลยค่ะ ชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุของตัวเอง ว่าคะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร อันนี้คือคำถาม โจทย์ คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไร ครูจะให้เราอนุมานสาเหตุของตัวเอง โดยการตีตารางแบบนี้ 3 ช่องนะะค ดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่ มันอยู่ภายใน หรือภายนอก ภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่น ตัวเราเองคืออะไร ถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่น เกิดจากอะไร อย่างนี้ค่ะ ช่องที่ 2 คือ เราจะทำเหมือนเดิมไหม หรือเราจะเปลี่ยนแปลง ช่องที่ 3 คือ แล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไร จะควบคุมจัดการได้ไหม เราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราจะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ นี่คือโจทย์นะคะ เพราะฉะนั้น การที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะ มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถรับรู้ความสามารถของตัวเองได้ ว่าเรามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน เออ ถ้าเราเห็นว่า เออว่ะ จริง ๆ มันเกิดจากสาเหตุตัวเราเอง ที่อ่านหนังสือมาไม่ดีพอ สมมตินะ จริง ๆ เรามีสามารถมากกว่านั้นนะ ที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้น อันนี้คือการรับรู้ความสามารถของตัวเอง ว่าเรามีมากหรือมีน้อย ในการทำสิ่งนั้นนะคะ ฉันทำได้ ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะ คือ เรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะ ต่อไป คือ การตั้งเป้าหมาย อันนี้คือการรู้คิดแล้วนะ การรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะ การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และการควบคุมตัวเองนะคะ การที่เราตั้งเป้าหมายนะคะ ว่าเราจะทำอ ะไรก็ตามนี่ เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจง ให้มันชัดเจนไปเลย ว่าเราจะมุ่งไปไหน แล้วการตั้งเป้าหมายที่ดี ก็คือว่าในการวางแผนนั้นน่ะ ควรจะวางแผนในระยะใกล้ ๆ ก่อนนะคะ เพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะ ไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรด A สมมติวิชานี้นะ หนูอยากจะเรียนได้เกรด A อย่างนี้น่ะ แต่หนูวางแผนว่าเดี๋ยวอีก 2 ปีเราจะทำอะไรอย่าง อีก 2 ปีค่อยมาลงเรียนใหม่ อีก 2 ปี ค่อยตั้งใจเรียนอีกทีหนึ่งอย่างนี้ อันนี้มันไกลไป ฉะนั้น เราอยากได้เกรด A วิชานี้ ระยะของเราก็มีครึ่งเทอมที่เหลือว่าเราจะทำอะไรบ้าง อันนี้คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ ที่เหมาะสม กับสิ่งที่เราวางแผน สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้นะคะ ฉะนั้น ข้อที่ 2 ไอ้เมื่อกี้ข้อแรก อันนี้ข้อที่ 2 ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรา ซึ่งในระยะ... ในระยะ 1 ปีนี้แล้วกัน ในระยะ... ไม่ใช่ 1 ปี ในระยะที่เหลือ ก่อนสิ้นปี ก่อนถึงธันวาคมนี่ค่ะ เรามีเป้าหมายในชีวิตเราอะไร เอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะ หลัก Smart ที่พูดถึงนี่ค่ะ S-M-A-R-T S แรก ก็คือมันจะต้อง Specific ก็คือเป้าหมายนั้นต้องมีความเฉพาะเจาะจงว่าอะไรคืออะไร ให้มันชัดเจนไปเลย อย่างเมื่อกี้ที่ครูพูดวิชานี้จะต้องได้ A นี่คือการเฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะ จิตวิทยาสำหรับครู เราจะต้องเอา A ให้ได้ อันนี้คือเจาะจง คืออะไร ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ นะคะ M ก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า... ว่าเราสำเร็จแล้ว อยากจะได้เกรด A วิชานี้ เราจะรู้ได้อย่างไร รู้จากคะแนน เกรด A คือ 80 ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะ สามารถวัดได้ 75 คือ B+ 70 คือ B อันนี้สามารถวัดได้จากคะแนนที่เรามี คะแนนเก็บเรามีเท่าไร เราขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะ คือ สามารถวัดได้ A คือ A คือ มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหม สามารถบรรลุ ได้ไหม อย่างนี้ค่ะ R คือ Realistic อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แสดงว่าถ้าการที่เราจะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ มันต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝันเฟื่อง ฝันกลางวัน ไกลจากชีวิตเรา อย่างนี้ค่ะ อยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงแล้ว ว่าตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่ตอนนี้เราไปนึกฝันว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่ 1 แล้วเป็นเศรษฐี ถูก 30 ล้าน อย่างนี้ ไมไ่ด้อยู่บนควงามเป็นจริงแล้ว T สุดท้าย T ก็คือ Timely อยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริง เกิดขึ้นได้ อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ว่าวางแผนอีก 5 ปี ข้างหน้า ว่าฉันจะได้เกรด A วิชานี้ มันไม่สอดคล้องกันแล้วนะคะ ฉะนั้น ข้อที่ 2 ที่ครูจะให้ทำ ก็คือว่าอยากจะให้เราตั้งเป้าหมายในชีวิตเราสัก 1 เรื่อง โดยใช้หลัก SMART นี่ล่ะ ในการตั้งเป้าหมายนั้น ดูสิว่าเป้าหมาายที่เรานั้นน่ะค่ะ ใน 1 ก่อนถึงสิ้นปีนี้ มันอยู่ในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ มัน Specific ไหม มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหม มันสามารถวัดได้ไหม อย่างนี้นะคะ ทีนี้ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหม ที่เราพูดถึงว่าสัมพันธภาพของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่ มันส่งผลนะ ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของมนุษย์คนนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นใครเป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะ พ่อแม่ใช่หรือเปล่า หรือแม้แต่การเลี้ยงดู กลุ่มเพื่อน ครู ครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขา อย่างที่เราคุยกับไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตัวครูเองนี่ค่ะ มีแรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้ มีบุคลิกภาพแบบไหน แต่งกายแบบไหน มีการพูดจาแบบไหน มีการวางตัวแบบไหน อย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้ เรากระทำอย่างดี เราเป็นตัวแบบที่ดีแล้วนี่ เขาก็จะเต็มใจที่จะเรียนรู้กับเรา เต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครูรัตนนาพร เพราะเรียนกับครูรัตนาพรแล้วเข้าใจ ครูรัตนาภรณ์ไม่ดุด่าเรา เข้าใจเหตุผล อย่างนี้ค่ะ ครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพที่เราแสดงออกที่เราเป็น เพื่อให้เขารับรู้ว่าให้เชื่อมโยงสิ่งที่เขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะ เป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะ หมดแล้ว เนื้อหา สรุปแล้ว การบ้านที่ครูจะให้ทำนะ มีอยู่ 2 อันใช่ไหมคะ มีการตั้งเป้าหมายของเรานะคะ โดยใช้หลัก SMART เป้าหมายแค่ 1 เรื่องนะคะ อันที่ 2 ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุของเรา ด้วยโจทย์ที่ว่าคะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไรนะคะ ใน Online มีคำถามอะไรไหม หรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ (อาจารย์) ค่ะ อีกแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวขอเพิ่มเสียงก่อน (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ อาจารย์จะส่งงาน... (อาจารย์) ครับ ครูเพิ่มแล้ว ขออีกทีหนึ่ง (นักศึกษาชาย) อาจาร์ยจะส่งงานลง Line อีกทีไหมครับ กลัวผมลืมน่ะครับ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวครูจะโพสต์โจทย์ลงให้ใน Classroom ทั้ง 2 ข้ออีกทีหนึ่ง ว่าคืออะไร และทำอะไรบ้าง นะคะ (นักศึกษาชาย) ก็คืองานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่ง คือ ใน Classroom ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ ใช่ แม้แต่ตัว PowerPoint ก็โพสต์นะคะ ส่งไปให้แล้ว (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) อ๋อ จนจบเทอมเลยไหม ใช่ไหม เพราะ Classroom ที่ให้เราเข้า ก็คือเป็นช่องทางสำหรับการส่งงาน ครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่น ไม่รับทาง LINE ไม่รับทางอีเมลนะ ให้ส่งทางนี้เท่านั้นนะคะ (นักศึกษาชาย) ครับ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวไปปักหมุดไว้ใน LINE อีกทีหนึ่งนะ ลิงก์ของการเข้า Classroom นะคะ ใครยังไม่ได้เข้าให้เข้านะ เพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้ จะส่ง Classroom หมดเลย จ๊ะ มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ เอาอย่างนี้ ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติมแล้ว ก็สามารถออกจากห้องได้นะคะ แล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้ เดี๋ยวครูจะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อบปิดห้อง คะ ๆ จ๊ะ (นักศึกษาหญิง) ไม่เช็กชื่อหรือคะ ไม่เช็กชื่อหรือค่ะ ครู... เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง อย่าเพิ่งออกนะ ครูขอแคปฯ หน้าจอครูก่อน โอเค ครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เช็กชื่อแล้ว ออกจากห้องได้นะคะ มีคำถามอยู่ รอถามครูได้จ้ะ คาบหน้า คาบหน้าเราเรียน On Site นะคะ เจอกันในห้องเรียนกับบทที่ 8 นะจ๊ะ สวัสดีทุกคนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ