ภายนอก ถ้าหนูทำดี หนูทำงานส่งครูอย่างนี้ค่ะ ก็จะได้ 1 ดาว ถ้าหฯุช่วยเพื่อนก็จ3 ดาวอย่างนี้ ก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของเขาได้ว่าเขาจะตั้งใจเรียน จะช่วยเพื่อนไหม เพราะว่าเขาอยากจะได้ดาวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคะแนน เกรด ฟีดแบค เราจะเห็นว่ามันเป็นข้างนอกหมดเลย มันไม่ได้เกิดจากตัวเราเราเป็นคนให้ คนอื่นเป็นคนให้เรา คนอื่นเป็นคนนำสิ่งนี้ มากำหนด พฤติกรรมของเราอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือพฤติกรรมนิยมอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น ตัวล่อหรือสิ่งจูงใจภายนอกยส่วนมากแล้วมันจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จับต้องได้นะ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรก็ได้ คำชม ยกย่อง การทำแล้วได้เกียรติบัตร การเข้าอบรม การเข้าอบรมแล้วก็ได้ประกาศนียบัตร ได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามธรรมนะคะ ครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะขรุกขรักนิดหนึ่งนะคะ เป็นมนุษยนิยม มนุษยนิยมเป็นอีกมุมหนึ่งนะคะ ว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกแล้วแต่เป็นสิ่งที่... เขา... ทำ... เพราะ... เรา... ทำเพราะเราเห็นว่ามันดี เราทว่ามันดี เราทำเพราะว่าเราเห็นว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้วการเป็นนักศึกษาที่ดีควรทำแบบนี้นะ การเป็นลูกที่ดี ควรจะทำแบบนี้นะ การเป็นครูที่ดี เราทำอันนี้เราจะได้เรียกตัวเองได้เต็มปาก ว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งนะคะ มันป็เรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะ เพราะฉะนั้น มนุหมุษยนิยมน่ะ เขามีทิศทางในการเลือกเป้าหมายของตัวเองอย่างไรนะคะ ซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของการต้องการภายในของแต่ละคน มนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนกเป็น 3 เหลี่ยมตรงนี้ เขาเรียกว่า ความต้องการของ Mนะ ความต้องการตรงนี้เราจะเห็นว่ามันจะเหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นไนะคะ อายุเท่าไรก็ตามก็ตจ้องหาร ข้างล่างสุดเราจะเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของ Physioloเรื่องของความต้องการทางกายต่าง ๆ การมีอาหารกิน การมีน้ำดื่ม การมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะ คือ มันจะเป็นสิ่งช่วยในการดำรงชีวิต ทำให้เราไม่ตาย เราสามารถอยู่รอดได้ อันนี้มนุษย์ทุกคนต้อหมดไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ผู้ชาย ผู้หญิง อะไรก็แล้วแต่ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด น้ำดื่ม ต้องการอากาศหายใจ เหมือนกันนะคะ ลำดับที่ 2 ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของ Safety Needs หมายถึรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ว่าชีวิตเราจะไม่เป็นอันตราย เรามีบ้านอยู่ เราอยู่ในสังคมที่ดี เราอยู่ที่ปลอดที่ปลอดภัย ปราศจากโจร ขโมย หรือการที่เรามีเงินใช้ มันก็เป็นเรื่องของ Safety Needs เหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราไม่มีเงินใช้ รู้สึก ชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยละ เราจะปลอดภถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะ ไม่มีเงินขึ้นรถเอะไรอย่างนี้ เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยนะคะ ดังนั้น มันก็จะเป็นลำดับที่ 2 เมื่อมนุษย์เราเรามีอาหารกินแล้ว อย่างไรก็มีกินแหละ มีน้ำดื่ม อย่างไรเราก็ไม่ตาย เรามีอากาศหายใจ อย่างไรก็ไม่ตาย แล้วค่อยมานึกถึงความปลอดภัย ว่าเออเรามีบ้านอยู่หรือยัง มีที่ซุกหัวนอนหรือยัง มีเครื่องนแต่งกายหรือยังอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ค่อยมานึกถึงลำดับที่ 3 เรื่องของ Social Needs ค่อยนึกถึงคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม 2 ขั้นแรกเป็นเรื่องของตัวเองนะคะ Social need ก็เป็นเรื่องของคนอื่นแล้ว เรื่องในสังคมละ ได้รับการยอมรับในสังคมไหม มีความรักที่ดีไหม มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม มีกลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วยอะไรอย่างนี้ค่ะ ก็จะเป็นเรื่องของ Social Needs อันดับที่ 4 สูงขึ้นไปสีเขียว ก็จะเป็นเรื่องของ Esteem Needs แล้ว Safety Needs นี่เป็นการได้รับการยอมรับจากสังคมหมู่มาก สิ่งที่เราทำอยู่ เราได้เรียนหนังสือ ได้เรียนเข้ามหาลัยที่ดีไหม ดีไหม ได้เรียนเข้าวิชานี้แล้วเกรดดีไหมอะไรอย่างนี้ค่ะ ได้รับรางวัล แข่งขันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อย่างนี้ ได้การยอมรับจากสังคมทั่ว ๆ ไป อันนี้เป็น... เราค่อยมานึกถึงเรื่องของสังคมหมู่มากนะคะ แล้วขั้นสุดท้าย ขั้นสีน้ำเงิน ก็คือ Self-Actualization Needs เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต ว่าจะได้เรียนจบ จะได้มีชื่อเสียง จะได้มีการยอม... การที่เราเรียนจบแล้วเราสามารถดูแลตัวเอง สามารถดูแลครอบครัวได้ เรามีอาชีพที่มั่นคงแล้วค่อยวางรากฐานต่อไปอะไรอย่างนี้ค่ะ เราจะเห็นว่าในสามเหลี่ยม มันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีรมิดใช่ไหมคะ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ แล้วไอ้สามเหลี่ยม 5 ขั้นนี่ค่ะ มันจะไปทีละขั้น มันจะไม่มีการข้ามขั้น เพราะว่าเรานึกภาพว่ามันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะที่ข้าวยังไม่มีกิน น้ำดื่มยัง... หาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้ เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มี เขาจะไปนึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียงในสังคมไหม เขาคงไม่นึกแล้ว ตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อน ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้มันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะ ต้องการมันกัน แล้วไปทีละขั้นเหมือนกัน ไม่มีใครข้ามขั้นเลยนะคะ เพียงแต่ว่าตอนนี้คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้น บางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น 2 แค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว มีเงินใช้ทุกวันก็พอแล้ว อันนี้คือชีวิตของเขา กับอีกคนหนึ่งเขาอาจจะตอนนี้นึกถึงเรื่องการประสบความสำเร็จมากกว่านี้ มีธุรกิจที่ใหญ่โตก็นี้ ก็ได้ค่ะ เพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้ แต่ทุกคนมี 5 ขั้นเหมือนกันทั้งนั้นนะคะ ซึ่งไอ้ 5 ขั้นตรงนี้ค่ะ ความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น 5 ขั้นนี้ก็ตาม มันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลยที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไร ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตรอด ไม่ตาย อยู่ในสังคมที่อบอุ่นปลอดภัย ตอนนี้ให้ความสำคัญกับการที่ได้รับการยอมรับในสังคม การให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเงินใช้ ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของกษรเรียนต่อ อย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นความต้องการจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้น แนวคิดมนุษนิยม กับแนวคิดนิยม ที่เราพูดไปอันแรก จะคนละขั้วนะ มองกันคนละแบบ พฤติกรรมนิยมสิ่งจูงใจภายนอก คนเราทำเพราะเรามีสิ่งจูงใจไง เราถึงทำ แต่มนุษนิยมเราทำเพราะเรามีความต้องการของเราเอง เราถึงทำอย่างนี้ค่ะ คุยกันตั้งนานนะ ลืมขึ้น อันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะคะ เมื่อกี้ไง อิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่า ครูก็เป็นนะ ที่ให้หิวข้าวน่ะ ยังไม่กินข้าวเลย ต่อให้มาเรียนอย่างไร มาแค่ตัวน่ะ แต่ใจอยู่โรงอาหารละ อย่างี้ เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตาม เราต้องอิ่มท้องก่อน เราต้องอยู่รอดก่อน เราถึงจะมีสมาธิทำสิ่งอื่นอย่างนี้ค่ะ ทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะ อันนี้คือ Needs ที่เราพูดถึงนะ ต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะ การรู้คิดนะคะ ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่ก็มาจากแรงจูงใจนี่มันก็มาจากแรงจูงใจภายในเหมือนกันนะ เหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้ แรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้ว คิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้มันดีหรือเปล่านะ ทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรนะ ทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะ นี่เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" เราจะสำเร็จ หรือจะล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ นี่คือการที่เราคิด วางแผน คิดด้วยการ... ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเอง ว่าจะทำดีหรือเราไม่ทำดีนะ ทำแล้วมันจะล้มเหลว ถ้ามันจะล้มเหลวนี่มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้าง แล้วทำอย่างไรจะไมล้มเหลว ทำอย่างไรจะสำเร็จได้ อย่างนี้ค่ะ ผ่านการคิดหมดเลยนะคะ ฉะนั้น มันก็เลยคนละมุมกับมนุษนิยมเมื่อกี้ที่มนุษนิยมพูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไป แต่การรู้คิดนี่ พูดถึงการที่ทุกคนมีความคิดของตัวเองนะ แล้วความคิดนี่ เราคิดในการไตร่ตรองในการใช้วิจารณญาณของเราในการที่เราจะวางแผนต่อ ว่าจะทำอะไรดี ให้มันเวิร์กให้มันสำเร็จ จะทำอย่างไรดีให้มันไ่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น แนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะ เขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมาย ว่าเราจะทำอะไร แล้วทำอย่างไร ก็คือการวางแผนนะ คือ ทำอย่างไรให้มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะ แล้วค่อยมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ก็เหมือนที่เราปาเป้า ใช่เปล่า ยิงธนู นี่เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร เราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้าง อย่างนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะ ทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถามต่าง ๆ แหละ อันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลย ถ้าเราจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอตัวเองหรือจะใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอน รู้จักรักเรียนของเรา เราก็จะได้วางแผนได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นแหละนะคะ คนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จ ในเรื่องของการเรียน แตกต่างกัน บางคนมีมาก บางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะ มันก็จะมีแบบทดสอบให้นะ เดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะ เดี๋ยวขอไปเนื้อหาให้จบก่อนนะคะ อันนี้คือลักษณะคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง มีความรับผิดชอบ มีการวางมาตรฐานของตัวเอง ต้องทำอันนี้ถึงจะดีนะคะ มีการทำงานอย่างมีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ คือ ไม่ทำส่ง ๆ ไม่ทำไปเรื่อย ทำเพราะว่าเรมีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไร มีความพยายาม มีความอดทน มีการวางแผนระยะยาว วางแผนระยะยาวคือทำให้มันเสร็จวันนี้ แต่คือการมองทางกว้างนะ มองทางไกล อีก 1 ปีข้างหน้าจะอย่างไร อีก 3 ปีข้างหน้าจะอย่างไร จะอย่างไรนะคะ เพื่อให้เรามีทิศทางนะคะ ที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ เป็นคนที่ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยานสูง สูงมีความมุมานะในตัวเองสูง มีการปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานะคะ สิ่งเหล่านี้มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง คือ แรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจ เขาจะมีลักษณะแบบนี้นี่ค่ะ เพราะฉะนั้น แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่ช่วยทำให้เราเห็นตัวเอง ว่าแล้วเราล่ะ เรามีแรงจูงใจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีน้อยเกินไป แบบที่บอกว่าเป็นหางเสือ มีน้อยเกินไป ไอ้เรือของเรานี่ ก็จะใช้เวลานานมากเลยน่ะ จะแล่นไปถึงเป้าหมาย เราควรจะปรับตัวเองอย่างไร เราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไร เราควรจะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อที่ว่าไอ้เรือลำนั้นของเรานี่ มันจะใช้เวลาน้อยลงเพื่อที่จะไปสู่เป้าหมาย แทนที่จะใช้เวลา 5 ปี ค่อยย่นระยะเวลาเป็น 4 ปีได้ไหม อะรไอย่างนี้ค่ะ มันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดีมากขึ้นนะคะ ถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงนะคะ ต่อไปเป็นนแวคิดทางสังคม แนวคิดทางสังคมนี่ ก็คือให้ความสำคัญในเรื่องของสังคม ก็คือการมีปฎิสัมพันธกับคนอื่นในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่แหละ แสดงว่าไอ้แรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะ มันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เกี่ยวเนื่องกับการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจะทำหรือเราจะไม่ทำอะไร ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไร เราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหม เราทำแล้วพ่อแม่จะภูมิใจไหม เราทำแล้วแฟนเราจะเห็นด้วยไหมอย่างนี้ค่ะ แนวคิดทางสังคมนี่มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราแล้ว เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับ... ไม่ใช่สิ่งอื่นนะ เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับคนในชีวิตเราที่เราให้ความสำคัญ กับพ่อแม่ กับพี่น้อง กับอาจารย์ กับเพื่อน กับแฟน กับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะ คนเหล่านี้ค่ะ จะมีผล มีส่วนสำคัญ มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตามนะคะ แนวคิดทางสังคมเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องของแรงจูงใจเหมือนกัน แต่เรียกว่าแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์เป็นเรื่องที่เราอยากจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่น เป็นให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเรา ที่เขาจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์" นะคะ เพราะฉะนั้น อันนี้จะแสดงให้เห็นว่า 4 แนวคิดที่เราพูดถึงนี่เขาให้ความสำคัญแตกต่างกัน พฤติกรรมนิยมให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งเร้า หรือตัวล่อนะคะ มนุษยนิยมให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงามของตัวเอง เราทำเพราะเราต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง ความรู้คิดให้ความสำคัญเรื่องของการคิด การวางแผนเป้าหมาย การวางแผนในชีวิต เราทำเพราะเรามีเป้าหมายของเราเอง เราวางแผนแบบนี้ เราก็เลยทำแบบนี้นะคะ ส่วนสังคมนี่ ให้ความสำคัญกับเรื่องของสัมพันธภาพของคนอื่น คนอื่นในที่นี้ คือ คนที่มีความหมายของเราน่ะ ณ เวลานั้น อาจจะเป็นพ่อแม่ ณ เวลาหนึ่ง อีกเวลาหนึ่ง อาจจะเป็นเณ ตอนนี้อาจจะเป็นคุณครู ตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความสำคัญกับชีวิตเขา เขาก็เลยอยากสร้างสัมพันธภาพกับคนนั้นให้ดี ทำให้คนนั้นเขาพอใจ ทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วยในสิ่งที่เราจะทำอย่างนี้ค่ะ 4 แนวคิดเลยนะคะ หัวข้อที่ 2 ก็คือเรื่องของกระบวนการที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะ ก็คือว่ามันมีอยู่ 2 งาน ต้องพูดถึงเรื่องของแรงจูงใจก่อนนะ มันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจภายนอก เมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบาวงส่วน แรงจูงใจภายในก็มาจากตัวเองน่ะ ต้องการอะไร มีความอยากรู้อยากเห็นอะไร มีความสนใจในเรื่องไหน เพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับตัวเราล้วน ๆ เลย แต่แรงการจูงใจภายนอก ก็คือเกิดจากสิ่งเร้าใช่หรือเปล่า เกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้น หรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มีกระตุ้นอย่างนี้ก็ได้อย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "แรงจูงใจภายนอก" ฉะนั้น ในฐานะของครู แรงจูงใจภายนอกของเราที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ได้ มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพใช่ไหม คุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดี ครูคนนี้เป็นคนที่สวย ครูคนนี้เป็นคนที่เราเล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพของครู ที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำ ที่ส่งผลกับการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก เกิดความประทับใจ เกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะ อาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จของการทำงานก็ได้ เด็กทำแล้วก็ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น ได้รับคำชม ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้อง ได้รับการยอมรับอย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นแรงจูงใจภายนอกกระตุ้นให้เขาทำได้นะคะ อันเมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอก แรงจูงใจที่เราพูดถึงนะคะ สรุปแล้ว ถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดเมื่อกี้ใช่หรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องแรงจูงใจภายในก็เป็นเรื่องของมนุษยนิยมกับการรู้คิดทั้งนั้นเลยนะคะ ภายนอก ก็เป็นเรื่องของอิทธิพลของรางวัล การลงโทษ ก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะกระตุ้นแรงจูงใจภายในได้นะคะ ก็คือ 1. ตัดสินใจ แล้วก็เลือกด้วยตัวเอง แสดงว่าผู้เรียนนี่ จะมีโอกาสในการเลือกมากกว่าถูกควบคุมถูกเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรละ ตัวเขาเองน่ะ ว่าเขามีโอกาสที่จะเลือก เขาทำทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ อันนี้เขามันต้องเกิดจากตัวเขาเอง แต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับ ถูกควบคุมให้ทำ หรือสั่งให้ทำอย่างนี้ค่ะ ส่วนที่ 2 คือ ประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่น แปลว่าอะไรนะ ประสบการณ์ที่ดีและไหลลื่นในที่นี้ แปลว่า ทำแล้วเขาสนุก ทำแล้ว ดเขามีความสุข วาดรูปนี่ วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลย ฟังเพลงแล้ว โอ๊ย Happy มีการนึกถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดกำลังใจ รู้สึกหึกเหิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้เขาเรียกว่า "ความไหลลื่น" ฉะนั้น อะไรทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดี ทำแล้วสนุก ทำแล้ว มีความสุข ทำแล้วเกิดกำลังใจ ทำให้เกิดประสบการณ์มากขึ้น อะไรอย่างนี้ค่ะ เขาก็จะทำ เพราะเขารู้สึกดี อันนี้คือความลื่นไหลนะคะ อันที่ 3 คือ ความสนใจ ทำแล้ว เรารู้สึกสนใจ สนใจแล้วทีนี้ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะ ทำแล้วมันรู้สึกตัวเองสงบ ทำแล้วมันไม่ต้องวุ่นวายกับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะ เราก็จะทำต่อ อันที่ 4 คือ การรู้คิดและการับผิดชอบต่อตัวเองหมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะ มันจะมีผลดีกับชีวิตเลยอย่างไร ถ้าเราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้ ตั้งใจทำงาน มันจะทำให้เรามีมีคะแนนมาก ๆ อยา่งนี้ค่ะ มันเกิดจากการรู้คิด แล้วเรารับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะ ทำให้เรามีความพยายาม ทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ 4 อันนี้ มันยก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายในที่เกิดจาก ที่เกิดจากตัวเราเองนะคะ อันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึงเมื่อกี้นะคะ ทำแล้วนุกก็จะทำต่อ ทำแล้วน่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะ ทำแล้วมันไม่น่าสนใจ เราก็เลิกทำ แล้วยิ่งทำแล้ว ทำแล้วเราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำค่ะ ฉะนั้น ตรงนี้ถ้าแยก ก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้น มันมีความท้าทาย ท้าทายให้เราทำ เราก็รับรู้ว่าเราก็มีความสามารถนะ เราก็ทำได้เหมือนกัน เราก็รู้สึกท้าทายแล้วอยากจะลองทำดูสิ อยากจะลงมือทำดูสิ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อนท้าทาย อย่างเช่น เราเคยเรียนมาแล้วน่ะ 1+1 = 2 น่ะ โตป่านี้ใครก็ต้องรู้สิ 1 + 1 = 2 เท่ากับ 2 2+2 เท่ากับ 4 มันไม่ท้าทายสำหรับเราแล้วน่ะ มันเบเบ มันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะ มันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อ ก็ฉันรู้แล้วน่ะ ฉันเคยดูมาแล้วน่ะ ฉันเคยเห็นมาแล้ว มันก็จะน่าเบื่อ แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้น ก็มีความท้าทายต่ำนะ แต่ผู้เรียนเขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอ เขาก็มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะ มันก็จะยิ่งทำให้ตัวเขาไง ตัวเขามีทักษะที่ต่ำ แต่ให้มันท้าทายหรือไม่ท้าทายก็ตาม เพราะฉะนั้น ต่อให้มันมีความท้าทาย หรือไม่ท้าทายก็ตาม ถ้าฉันไม่สนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูง แต่ว่าคนที่ทำน่ะมีทักษะต่ำ คือไม่เก่าน่ะ ไม่รู้สิ่งนั้นอย่างนี้ ก็จะเกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล อย่างเช่นว่าจะให้ไปสอนเรื่องแคลคูลัส มันท้าทายมากเลยนะ แคลคูลัสมันยากกว่า มาก่อน ฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะ เรียนมา 5 รอบแล้วยังไม่เข้าใจเลย จะไปสอนคนอื่นได้ไงนะ เกิดความวิตกกังวลแล้วว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะ เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไหมน่ะ นี่คือความวิตกกังวลนะคะ เพราะฉะนั้น ความไหลลื่นที่พูดถึงนี่ มันก็จะมีความไหลลื่นที่ไปฉิ่วเลย ความสนุกแล้วมันท้าทาย มันน่าเล่นน่ะ มันน่าตื่นเต้นนะ อย่างนี้ค่ะ ความไหลลื่น ความไหลลื่นที่มากขึ้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อ มีความไม่สนใจที่จะทำ มีความวิตกกังวลนี่ อย่างนี้ค่ะ มันก็เป็นส่วนที่ทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการทที่จะทำหรือไม่ทำในการเรียนนะคะ อันนี้นะ อันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะ ถ้าเราสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ เราสนใจเรื่องนั้นมาก ๆ อยากจะทำมาก ๆ อย่าวงนี้ เราก็จะมีความตั้งใจ ใส่ใจทำอยู่แล้ว เราไม่เคยทำก็ตาม ต่อให้มันยากก็ตาม ต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตาม มันพิเศษสำหรับเราน่ะ ถ้าเราทำได้เราจะเจ๋งมากเลย นี่ค่ะ มันก็ทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำ ใส่ใจที่จะ... ที่จะตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะ อันนี้มันเรียกว่า "ความรับผิดชอบต่อตัวเองนะคะ ทีนี้ โรงเรียนน่ะค่ะ มักจะใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรง เราจะเห็นนะ ในยุคหลัง ๆ นี่ จะเยอะมากเลยนะ ว่าใครที่สอบติดแพทย์ มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลย เด็กชาย ตะวัน เด็กชายตะวันฉาย ได้สอบติดแพทย์ ขึ้นเลยนะคะ ชื่ออะไร หน้าตาแบบนี้ เรื่องจบชั้นไหนอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือแรงจูงใจภายนอก ที่มันจะทำให้... ถามว่ามีข้อดีไหม มันก็มีข้อดี ตรงที่ว่ามันเป็นการเสริมแรงใช่ไหมคะ เขาก็รู้สึกว่าได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะ แต่ข้อเสียมันก็อาจเกิดขึ้นได้ มันเกิดการเปรียบเทียบ แล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะ เราสอบติดครุศาสตร์ หรือนะ คนเรียนแพทย์เท่านั้นเหรอถึงจะได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียน เราสอบติดคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยีราชภไม่ได้รับการชื่นชมเหรอวะ มันจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะ เพราะฉะนั้น การทำแบบนี้ค่ะ มันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เหมือนกัน การที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง แม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตาม เก่งมากเลย ตอบคำถามถูกด้วยอะไรอย่างนี้ แล้วคนอื่นที่ตอบไม่ถูกล่ะ ไม่เก่งเหรอ เกิดการเปรียบเทียบแล้วเขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว เราไม่เก่งพอ ก่อหน้า ถามว่า 5 คน ไม่มีใครตอบได้เลย พอถามคนที่ 6 คนที่ 6 ตอบได้ โอ้ ปรบมือให้คนที่ 6 หน่อย อ้าว แล้วคนก่อนหน้าก่อนหน้านั้นล่ะ ไม่ได้รับการชื่นชม ไม่ได้รับการขอบคุณ ไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้ว มันก็ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น เรื่องของแรงจูงใจภายนอก ถ้าเราจะใช้นี่ให้นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นด้วยนะคะ เมหือนกัน เหมือนที่เมื่อกี้ ในรูปมีแครอตใช่ไหม มีแครอตห้อยอยู่ใช่ไหม เราก็ต้องวิ่งตาม วิ่งตาม วิ่งตามแครรอต เพราะเราอยากจะได้เงินก้อนนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าไอ้คนที่มันวิ่งตาม วิ่งตาม ทำเพื่อจะได้แครอต ทำเพื่อจะให้ได้เงินที่เราต้องการ ไอ้คนที่เหลือ ที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะ มันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้อย่างนี้ค่ะ มันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะนึกถุงเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น ในห้องเรียนของเรานะคะ สามารถลดผลกระทบได้ไหม ลดได้ ก็คือว่าพยายามลดการแข่งขัน เพื่อให้มากที่สุดนะคะ ต่อให้เขาตอบไม่ได้ เราก็ชมเขา ไม่ใช่ชมแบบไม่จริงใจนะ แต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำ เพราะฉะนั้น การให้รางวัล การเสริมแรงอย่างนี่ค่ะ คือเราไม่ได้ให้รางวัลหรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำให้ได้ แต่เราให้รางวัล ให้การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ ในสิ่งที่เขาพยายามทำ แม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตาม อันนี้คือข้อดีที่เขากำลังโชว์ให้เห็นว่าเขาพยายามแล้ว เขาได้ตั้งใจแล้ว แต่ทำไม่ได้แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น การลดการแข่งขัน การสร้างความเป็นกันเองฝนห้องเรียนนี่ค่ะ สำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะ ถ้าเกิดว่าบรรยากาศ ถ้าพูดถึงบนนยากาศนะ มันยังไม่มีความเป็นกันเอง มันยังมีการแข่งขัน มีการเปรียบเทียบ แต่ให้สิ่งที่เราสอนมาดีแค่ไหนก็ตาม อต่ให้เนื้อหาที่เราสอนเราเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตาม มันเจ๋งแค่ไหนก็ตาม นักเรียนก็จะไม่รับแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่ มันไม่โอเค ครูคนนี้ มีพฤติกรรมที่ 2 มาตรฐานอย่างนี้น่ะค่ะ มันก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้นะคะ พูดถึงเมื่อกี้นะ พูดถึงการรู้คิดใช่ไหมคะ ที่คนเราจะมีความสามารถในการคิดเอง คือ เรียก... มีการคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น ที่ได้เกิดขึ้นนะคะ เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุก็คือการมุ่งหาสาเหตุของ... ของสิ่งนั้น อันนี้มันบัง ไม่ได้ การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะ ว่าเราทำแล้ว เพราะอะไร ทำแล้วมันจะเกิดผลกระทบอะไร อันนี้เขาเรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" ที่มันจะเกิดขึ้น ที่มันจะเกิดขึ้นนะคะ อันนี้ คำถามง่าย ๆ นะ ไม่ถามพวดเราแล้ว อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คำถามคือนี่ผ่านไป เราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะ ไม่ต้องตอบนะ ทุกคนตอบตัวเองไม่ได้ต้องครู เราได้คะแนน Midterm สอบไปได้น้อย เพราะอะไร อ่านหนังสือไม่พอ หรือไม่ได้อ่าน หรือไปนั่งเดาในห้องสอบ หรือทำไม่ทัน หรืออะไรอย่างนี้ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุ คือ หาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร พอเราหาสาเหตุได้แล้วนี่ค่ะ เราก็จะได้รู้ว่าเราจะควบคุมจัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการอนุมานสาเหตุนะ ถ้าเกิดว่าเราตีเป็นตาราง การอนุมานสสาเหต อาจารย์รู้ว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะ มันอยู่ที่ภายนอกภายในล่ะ ที่มันทำให้เรได้คะแนนน้อย สอบได้ไม่ดี แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหม หรือเราจะยังทำเหมือนเดิม ต่อไปก็คือแล้วเราจะควบคุมจัดการมันได้ไหม เราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไร เราจะทำอย่างไรบ้ามันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียกว่า "การอนุมานสาเหตุ" นะคะ เพราะฉะนั้น งานชิ้นแรกที่ครูจะโพสต์ไว้ใน Classroom ให้กับเรา ก็คือเรื่องนี้เลยค่ะ ชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุของตัวเอง ว่าคะแนน Midterm ของเราได้น้อยเพราะอะไร อันนี้คือคำถาม โจทย์ คะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไร ครูจะให้เราอนุมานสาเหตุของตัวเอง โดยการตีตารางแบบนี้ 3 ช่องนะคะ ดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่ มันอยู่ภายใน หรือภายนอก ภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่น ตัวเราเองคืออะไร ถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่น เกิดจากอะไร ช่องที่ 2 คือ เราจะทำเหมือนเดิมไหม หรือเราจะเปลี่ยนแปลง ช่องที่ 3 คือ แล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไร จะควบคุมจัดการได้ไหม จะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะ นี่คือโจทย์นะคะ เพราะฉะนั้น การที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะ มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรารับรู้ความสามารถของตัวเองได้ ว่าเรามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราเห็นว่า เออว่ะ จริง ไ มันเกิดจากสาเหตุตัวเอราเอง มาไม่ดีพอ สมมตินะ จริง ๆ เรามีสามารถมากกว่านั้นนะ ที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้น อันนี้คือการรับรู้ความสามารถของตัวเองว่าเรามีมาก หรือมีน้อย ในการทำสิ่งนั้นนะคะ ฉันทำได้ ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะ คือ เรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะ ต่อไปคือการตั้งเป้าหมา ย อันนี้คือการรู้คิดแล้วนะ การรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะ การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และการควบคุมตัวเองนะคะ การที่เราตั้งเป้าหมายนะคะ ว่าเราจะทำอะไรก็ตามนี่เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจง ให้มันชัดเจนไปเลย ว่าเราจะมุ่งไปไหน แล้วการตั้งเป้าหมายที่ดีก็คือว่าควรจะวางแผนนั้นน่ะ ควรจะวางแผนในระยะใกล้ ๆ ก่อนนะคะ เพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะ ไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรด A สมมติวิชานี้นะ หนูอยากจะเรียนได้เกรด A อย่างนี้น่ะ วางแผนว่าเดี๋ยวอีก 2 ปีเราจะทำอะไรอย่าง อีก 2 ปีค่อยมาลงเรียนใหม่ อีก 2 ปี ค่อยมาลงเรียนอีกทีหนึ่งอย่างนี้ อันนี้มันไกลไป ฉะนั้น เราอยากได้เกรด A วิชานี้ ระยะของเราก็มีครึ่งเทอมที่เหลือว่าเราจะทำอะไรบ้าง อันนี้คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ ที่เหมาะสม กับสิ่งที่เราวางแผน สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้นะคะ ฉะนั้น ข้อที่ 2 ไอ้เมื่อกี้ข้อแรง อันนี้ข้อที่ 2 ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรา ซึ่งในระยะ... ในระยะ 1 ปีนี้แล้วกัน ในระยะ... ไม่ใช่ 1 ปี ในระยะที่เหลือก่อนสิ้นปี ก่อนถึงธันวาคมนี่ค่ะ เรามีเป้าหมายในชีวิตเราอะไร เอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะ หลัก Smart ที่พูดถึงนี่ค่ะ SMART S แรก ก็คือ Specific ก็คือเป้าหมายนั้นต้องมีความเฉพาะเจาะจงว่าอะไรคืออะไร ให้มันชัดเจนไปเลย อย่างที่ครูพูดวิชานี้นี่คือการเฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะ จิตวิทยาสำหรับครู เราจะต้องเอา A ให้ได้ อันนี้คือเจาะจง คืออะไร ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ นะคะ M ก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า... ว่าเราสำเร็จแล้ว อยากจะได้เกรด A วิชานี้ เราจะรู้ได้อย่างไร รู้จากคะแนน เกรด A คือ 80 ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะ 75 คือ B+ 70 คือ B อันนี้คืเกณฑ์ที่เขามี สามารถวัดได้จากคะแนนที่เรามี คะแนนเก็บเรามีเท่าไร เราขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะ คือสามารถวัดได้ A คือ A คือมันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหม สามารถบรรลุได้ไหมอย่างนี้ค่ะ R คือ Realistic อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แสดงว่าถ้าการที่เราจะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่ มันต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝันเฟื่อง ฝันกลางวัน ไกลจากชีวิตเราอย่างนี้ค่ะ อยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงแล้ว ว่าตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 แต่เราฝันว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่ 1 แล้วเป็นเศรษฐี ถูก 30 ล้านอย่างนี้ ไมไ่ด้อยู่บนควงามเป็นจริงแล้ว T สุดท้าย T ก็คือ Timely อยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริงเกิดขึ้นได้ อย่งเมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ว่าวางแผนอีก 5 ปี ข้างหน้า ว่าฉันจะได้เกรด A วิชานี้ มันไม่สอดคล้องกันแล้วนะคะ ฉะนั้น ข้อที่ 2 ที่ครูจะให้ทำ ก็คือว่าจะให้วางแผนในชีวิตเราสัก 1 เรื่อง โดยใช้หลัก SMART นี่ล่ะ ในการตั้งเป้าหมายนั้น ดูสิว่าเป้าหมาายที่เรานั้นน่ะค่ะ ใน 1 ก่อนถึงสิ้นปีนี้ มันอยู่ในเป้าหมายที่เราตั้งไว้มัน Specific ไหม มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหม มันสามารถวัดได้ไหม อย่างนี้นะคะ ทีนี้ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหม ที่เราพูดถึงว่าสัมพันธภาพของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่ มันส่งผลนะ ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของมนุษย์คนนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นใครเป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะ พ่อแม่ใช่หรือเปล่า หรือแม้แต่การเลี้ยงดู กลุ่มเพื่อน ครู ครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขา อย่างที่เราคุยกับไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่ามีแรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้ มีบุคลิกภาพแบบไหน แต่งกายแบบไหน มีการพูดจาแบบไหน มีการวางตัวแบบไหนอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้เรากระทำอย่างดี เราเป็นตัวแบบที่ดีแล้วนี่ เราจะเต็มใจที่จะเรียนรู้กับเรา เต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครูรัตนนาพร เพราะเรียนกับครู รัตนาพรครูรัตนาภรณ์ไม่ดุด่าเรา เข้าใจเหตุอย่างไร้เหตุผลอย่างนี้ค่ะ ครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้ค่ะ เป็นบุคคลิกภาพที่เราแสดงออกที่เราเป็น เพื่อให้เขารับรู้ว่าให้เชื่อมโยงเขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะ เป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะ หมดแล้ว เนื้อหา สรุปแล้วการบ้านที่ครูจะให้ทำนะ มีอยู่ 2 อันใช่ไหมคะ นะคะ โดยใช้หลัก SMART เป้าหมายแค่ 1 เรื่องนะคะ อันที่ 2 ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุของเราด้วยโจทย์ที่ว่าคะแนน Midterm ได้น้อยเพราะอะไรนะคะ ใน Online มีคำถามอะไรไหม หรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ (อาจารย์) ค่ะ อีกแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวขอเพิ่มเสียงก่อน (นักศึกษาชาย) อาจารย์จะส่งงานลง LINE อีกทีไหมครับ อาจารญ์จะส่งงาน (อาจารย์) ครับ ครูเพิ่มแล้ว ขออีกทีหนึ่ง (นักศึกษาชาย) อาจาร์ยจะส่งงานลง Line อีกทีไหม(อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวครูจะโพสต์โจทย์ลงให้ใน Classroom ทั้ง 2 ข้ออีกทีหนึ่ง ว่าคืออะไร และทำอะไรบ้างนะคะ (นักศึกษาชาย) ก็คืองานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่ง คือ หมดเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) ใช่ค่ะ ใช่ แม้แต่ตัว PowerPoint ก็โพสต์นะคะ ส่งไปให้แล้ว (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ (อาจารย์) คะ (นักศึกษาชาย) จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ(อาจารย์) อ๋อ จนจบเทอมเลยไหม ใช่ไหม เพราะ Classroom ที่ให้เราเข้าก็คือ เป็นช่องทางสำหรับการส่งงาน ครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่น ไม่รับทาง LINE ให้ส่งทางนี้เท่านั้นนะคะ (นักศึกษาชาย) ครับ (อาจารย์) ค่ะ เดี๋ยวไปปักหมุดไว้ใน LINE อีกทีนะ กฎของการเข้า Classroom นะคะ ใครยังไม่ได้เข้าให้เข้านะ เพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้ จะส่ง Classroom หมดเลย จ๊ะ มีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะ เอาอย่างนี้ ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติมแล้วก็สามารถออกจากห้องได้นะคะ แล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้ เดี๋ยวครุจะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อบปิดห้อง คะ ๆ จ๊ะ (นักศึกษาหญิง) ไไม่เช็กชื่อค่ะ ครู... เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง อย่าเพิ่งออกนะ ครูขอแคปฯ หน้าจอครูก่อน โอเค ครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เช็กชื่อแล้ว ออกจากห้องได้ มีคำถามอยู่ รอถามครูได้ คาบหน้า คาบหน้าเราเรียน On Site กับบทที่ 8 นะจ๊ะ สวัสดีทุกคนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]