﻿1
00:00:10,771 --> 00:00:14,771
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ

2
00:00:16,665 --> 00:00:20,238
ล่ามได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ โอเค

3
00:00:20,238 --> 00:00:24,238
(อาจารย์ฐิติกาญจน์) ขอบคุณค่ะ สวัสดีพี่ล่ามนะคะ

4
00:00:29,666 --> 00:00:31,121
โอเค เสียงมาแล้ว ก็... เราเมื่อกี้

5
00:00:31,121 --> 00:00:35,121
มาคุยกันนะคะ ว่าวันนี้เราจะเรียนบทที่ 8

6
00:00:39,511 --> 00:00:40,583
แล้วก็ ตกลงนักศึกษาใช่ไหม ตอนแรกนึกว่า

7
00:00:40,583 --> 00:00:44,583
เจ้าหน้าที่ นั่งข้างหลังเห็นใช่ไหมครับ โอเค

8
00:00:45,792 --> 00:00:46,597
ก็วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 นะ เรื่องของการคิดนะ แล้ว

9
00:00:46,597 --> 00:00:50,597
เราเหลืออีกบทที่ 10 กับ 11 แล้วก็ครูจะปิด

10
00:00:54,492 --> 00:00:57,672
คอร์สให้เลยนะคะ เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเวลาที่เหลือนี่

11
00:00:57,672 --> 00:01:01,039
ไปทำงานชิ้นใหญ่ที่สุดอีกชิ้นหนึ่งนะคะ เพราะฉะนั้น

12
00:01:01,039 --> 00:01:05,039
อันนี้ คือ... เพราะฉะนั้น เราก็จะเป็นออนไลน์ครั้งหน้า

13
00:01:09,715 --> 00:01:10,916
แล้วก็จบด้วย Onsite นะ 2 ครั

14
00:01:10,916 --> 00:01:14,916
้งนะคะ โอเค วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 ที่ครูสลับมา ที่ถามนะคะ

15
00:01:15,391 --> 00:01:19,391
เนื้อหามันจะเป็นที่จะต้องมาเรียนกันในห้อง ทีนี้ครูจะ

16
00:01:21,332 --> 00:01:25,332
ขอพวกเรา เตรียมกระดาษไว้สัก 1 แผ่น

17
00:01:26,445 --> 00:01:30,445
มีหรือเปล่า มีกระดาษไหมลูก มาเรียนหนังสือไม่มีกระดาษ มีกระดาษและปากกาไหมคะ

18
00:01:35,396 --> 00:01:37,579
เพื่อนมีไหม ใครมีกระดาษบ้าง ขายเลยค่ะ แผ่นละ 5 บาท

19
00:01:37,579 --> 00:01:40,658
หารายได้เข้ากระเป๋า ตอนเที่ยง

20
00:01:40,658 --> 00:01:44,658
ขอเพื่อนเอาลูก มีกระดาษ... กระดาษอะไรก็ได้ลูก

21
00:01:48,530 --> 00:01:49,216
ไม่ต้องค่ะ แผ่น... แผ่นไหนก็ได้

22
00:01:49,216 --> 00:01:53,216
กระดาษโน้ตอะไรก็ได้ค่ะ ขอไม่เป็นกระดาษทิชชู

23
00:01:54,263 --> 00:01:56,997
่ก็พอนะ ใครไม่มีก็

24
00:01:56,997 --> 00:02:00,218
ให้เพื่อนส่งให้นะคะ ส่วนของหนู หนู...

25
00:02:00,218 --> 00:02:04,218
ไม่ต้องเขียนก็ได้นะคะ

26
00:02:06,294 --> 00:02:10,294
ของน้องเด็กตานะ น้องก็ไม่ต้องเขียนก็ได้

27
00:02:13,185 --> 00:02:15,918
เดี๋ยวตอบกันเองนะคะ เตรียมกระดาษกันแล้ว

28
00:02:15,918 --> 00:02:19,918
ใช่ไหมลูก เขียนชื่อของตัวเองไว้

29
00:02:20,578 --> 00:02:23,235
นะคะ แสดงความเป็นเจ้าของ เขียนชื่อ แล้วก็

30
00:02:23,235 --> 00:02:27,235
เขียนรหัสนักศึกษาไว้ให้ด้วยนะคะ โจทย์เดี๋ยวบอก

31
00:02:33,800 --> 00:02:37,800
กันอีกทีหนึ่งนะคะ ให้เตรียมกระดาษกับปากกาไว้ก่อน เพราะวันนี้เรามีกิจกรรมให้

32
00:02:38,074 --> 00:02:38,207
ที่ทำ แล้วเราจะใช้กระดาษตรงนี้ด้วย เป็นการเช็กชื่อ

33
00:02:38,207 --> 00:02:42,207
ไปในตัวเลยนะคะ หมดแล้วน่ะ เล่มนั้นน่ะ ฉีกไปหมดแล้ว เหลือแค่ปก

34
00:02:48,264 --> 00:02:51,915
สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ

35
00:02:51,915 --> 00:02:55,915
เสียงครู

36
00:03:00,706 --> 00:03:01,973
เวลาออกไมค์มันแปลก ๆ นะ

37
00:03:01,973 --> 00:03:05,973
ครูรู้สึกไม่ชอบเสียงตัวเองเลย เวลาออกไมค์

38
00:03:10,505 --> 00:03:12,312
ไมค์มันเอคโคด้วย เสียงมันสะท้อน

39
00:03:12,312 --> 00:03:16,312
เตรียมแล้วใช่ไหมคะ เอาไว้ก่อนนะลูกเตรียมไว้

40
00:03:21,117 --> 00:03:24,405
เราจะเรียนบทที่ 8 เป็นการคิดที่ซับซ้อนใช่ไหมคะ ทีนี้เรื่องของการคิดนี่ มันคือทักษะอย่างหนึ่ง ที่

41
00:03:24,405 --> 00:03:27,317
ปกติมันก็จะมีทักษะที่เป็นทักษะพื้นฐาน

42
00:03:27,317 --> 00:03:31,317
การคิดแบบพื้นฐานนะคะ ส่วนวันนี้เราจะเรียนเรื่องของ

43
00:03:35,303 --> 00:03:39,303
การคิดที่มันขั้นสูงขึ้น

44
00:03:40,450 --> 00:03:40,951
ที่มันซับซ้อนมากขึ้น มันคือการที่เรา

45
00:03:40,951 --> 00:03:42,598
มีวุฒิภาวะแล้ว เราโตแล้ว เรามีพัฒนาการที่

46
00:03:42,598 --> 00:03:46,598
โตเต็มวัยแล้วอย่างนี้ค่ะ ก็สามารถที่จะคิดกระบวนการคิด

47
00:03:51,901 --> 00:03:55,901
แบบนี้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กประถม ถ้าเป็นเด็กอนุบาลที่เขายังเด็ก ๆ อยู่นี่

48
00:03:57,514 --> 00:03:59,557
การคิดซับซ้อน เขาก็ยังทำไม่ได้นะคะ เราก็ต้องมารู้จักว่าการไอ้การคิดซับซ้อนมันคืออะไร เพื่อที่ว่า

49
00:03:59,557 --> 00:04:03,557
อีกหน่อยเราไปเป็นครูอย่างนี้ค่ะ เราจะได้ออกแบบ

50
00:04:08,637 --> 00:04:09,750
การเรียนการสอน เพื่อที่จะกระตุ้นการคิด

51
00:04:09,750 --> 00:04:13,750
เหล่านี้ให้กับเด็ก ๆ นะคะ เพราะว่าทักษะการคิด

52
00:04:17,299 --> 00:04:21,299
ที่ซับซ้อนเหล่านี้ มันก็เป็นทักษะที่ศ

53
00:04:22,690 --> 00:04:24,226
นะคะ เราเคยได้ยินคำนี้ใช่ไหมคะ ก็เลย

54
00:04:24,226 --> 00:04:27,329
ให้เรามารู้กันสักหน่อยหนึ่งนะคะ การคิดซับซ้อน

55
00:04:27,329 --> 00:04:31,329
มันคืออะไร นะคะ ไปไหมนี่ ไม่ไป

56
00:04:41,604 --> 00:04:45,604
ขออภัยที่ตัวหนังสือ

57
00:04:48,236 --> 00:04:52,236
มันเลื่อนนะคะ โอเค การคิดอันแรกนะ มันคือการคิดแบบมีวิจารณญาณ การคิดแบบ

58
00:04:54,532 --> 00:04:55,464
มีวิจารณญาณ การที่เราสามารถไตร่ตรองได้

59
00:04:55,464 --> 00:04:57,533
หาเหตุผลได้ คิดที่ไม่ตัดสินใจ

60
00:04:57,533 --> 00:05:01,533
เอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผ่านการคิดที่

61
00:05:04,754 --> 00:05:08,754
ผ่านสิ่งที่เราพิจารณา ว่ามันเหมาะสม

62
00:05:10,268 --> 00:05:12,857
ไหม  หรือไม่เหมาะสม มันถูกต้องไหม หรือไม่ถูกต้อง

63
00:05:12,857 --> 00:05:16,857
มันจะส่งผลกระทบกับใครไหม อันนี้

64
00:05:22,514 --> 00:05:26,514
การที่เราเรียกว่า "การคิดแบบมีวิจารณญาณ" การคิดแบบมีวิจารณญาณนี่ มันก็เป็นอภิปัญญาแบบหนึ่ง

65
00:05:30,372 --> 00:05:32,081
นะคะ หนูไม่ต้องถ่ายก็ได้ลูก ครูโพสต์ไว้ใน Classroom แล้วนะคะ การคิดแบบอภิปัญญา  แบบ

66
00:05:32,081 --> 00:05:36,081
ที่พูดถึงนี่นะ มันก็คือการคิดที่สูงขึ้นกว่าการคิดปกติ

67
00:05:37,443 --> 00:05:41,443
อภิปัญญา มันแปลว่า ใหญ่ แสดงว่าเป็นปัญญา

68
00:05:43,813 --> 00:05:47,813
ที่สูงกว่าปกติ ใหญ่กว่าปกตินะคะ การคิดแบบอภิปัญญานี่ ก็คือการคิดแบบมีวิจารณญาณนี่แหละ

69
00:05:51,036 --> 00:05:55,036
นะคะ ที่สามารถควบคุม ควบคุมในที่นี่ คือ ควบคุมความคิดของตัวเอง

70
00:06:00,795 --> 00:06:01,138
ถูกต้อง เหมาะสม แล้วสามารถควบคุมตัวเองให้

71
00:06:01,138 --> 00:06:03,538
ทำตามที่ตัวเองคิดได้ วางแผนต่าง ๆ อย่างนี้ค่ะ

72
00:06:03,538 --> 00:06:07,538
ก็สามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจได้ อันนี้

73
00:06:09,251 --> 00:06:13,251
เรียกว่า "อภิปัญญา" คือ การคิดที่มันสูงกว่าปกติ

74
00:06:14,642 --> 00:06:18,642
เพราะอย่างที่บอกว่าการคิดที่ขาดวิจารณญาณนี่ ก็คือการที่เราตัดสินใจทำอะไร โดย

75
00:06:22,902 --> 00:06:26,661
เราไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่มันเกี่ยวข้อง เราไม่ได้นึกถึงผลกระทบ

76
00:06:26,661 --> 00:06:30,661
ที่มันจะเกิดขึ้น เราไม่นึกถึงสิ่งที่มันเหมาะสม

77
00:06:30,681 --> 00:06:34,496
เป็นเหตุเป็นผล เราตัดสินใจ เพราะเห็นคนอื่น

78
00:06:34,496 --> 00:06:38,496
เขาทำ เราอยากทำตาม ตัดสินใจเพราะว่ามีคนบอกให้ทำเราก็เลยทำอย่างนี้ค่ะ อันนี้ไม่ได้เรียกว่า

79
00:06:40,421 --> 00:06:44,421
ใช้วิจารณญาณ เพราะฉะนั้น การใช้วิจารณา

80
00:06:50,744 --> 00:06:54,744
เราคิดพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลของมัน ว่าควรจะทำไหม เหมาะสมไหม อันนี้ เขาเรียกว่า "การคิดแบบ

81
00:06:57,697 --> 00:07:01,697
มีวิจารณญาณ" นะคะ ทีนี้อันนี้ค่ะ ที่ครูจะเป็นโจทย์ข้อแรกให้กับเรา

82
00:07:02,353 --> 00:07:04,775
ครูจะให้เราลองฝึก

83
00:07:04,775 --> 00:07:07,781
ตัวเองค่ะ กระดาษของตัวเองค่ะ

84
00:07:07,781 --> 00:07:11,235
ใครไม่มีก็รีบขายเพื่อนเลย

85
00:07:11,235 --> 00:07:15,235
นะคะ อันนี้นะ  จะให้เราฝึกคิด ว่า

86
00:07:16,824 --> 00:07:20,824
สิ่งที่มันเกิดขึ้น 6 ข้อนี้ค่ะ มันเป็นข้อเท็จจริง

87
00:07:21,154 --> 00:07:25,154
หรือเป็นอนุมาน มันจะมีข้อความให้ใช่ไหมคะ ว่าไก่กับแดง

88
00:07:29,047 --> 00:07:33,047
นี่ เป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 2 ชอบไป

89
00:07:33,810 --> 00:07:37,810
ชอปปิงตามศูนย์การค้าเสมอ วันหยุด

90
00:07:41,672 --> 00:07:44,360
ที่ผ่านมา ไก่กับแดงนัดกันไปชอปปิงที่

91
00:07:44,360 --> 00:07:45,227
สยามเซนเตอร์ เพื่อหาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อดัง ๆ

92
00:07:45,227 --> 00:07:47,128
ที่กำลังลดราคา ทั้งคู่

93
00:07:47,128 --> 00:07:51,128
นัดกัน นัดพบกันที่บันไดเลื่อนชั้น 1

94
00:07:51,170 --> 00:07:55,170
ตามที่นัดหมายไว้ ไก่คอยอยู่บริเวณนั้น

95
00:07:57,208 --> 00:07:59,015
เป็นชั่วโมง โดยไม่กล้าเดินไปที่อื่น

96
00:07:59,015 --> 00:08:03,015
เพราะเกรงว่าถ้าแดงมาแล้ว จะคลาดกัน

97
00:08:10,772 --> 00:08:14,772
แต่แดงยังไม่มา  ไก่เลยโทรศัพท์ไปหาแดง ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้เลย ไก่รู้สึกไม่พอใจที่แดงมักผิดนัด

98
00:08:22,066 --> 00:08:26,066
อยู่... มักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ ไก่จ

99
00:08:26,774 --> 00:08:30,010
ึงตัดสินใจเดินดูของตามที่ตั้งใจ และกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก 6 ข้อ คนที่มีกระดาษ

100
00:08:30,010 --> 00:08:34,010
ให้ติ๊กลงไป ว่าข้อ 1 ถึง ข้อ 6 นี่

101
00:08:38,257 --> 00:08:40,051
เราคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นข้ออนุมาน

102
00:08:40,051 --> 00:08:44,051

103
00:08:45,962 --> 00:08:49,962
ใช่ เขียนแค่เลขค่ะ 1-6 ข้อเท็จจริง

104
00:08:55,632 --> 00:08:59,632
หรืออนุมาน ไม่ต้องเขียนโจทย์นะคะ ข้อที่ 1 ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่น

105
00:09:00,183 --> 00:09:04,183
ที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ

106
00:09:05,994 --> 00:09:09,994
เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน เราก็เขียนลงไปนะคะ

107
00:09:12,498 --> 00:09:13,982
อนุมานคืออะไร อนุมาน

108
00:09:13,982 --> 00:09:17,982
คือ สิ่งที่เราคิดเอาเอง สิ่ง

109
00:09:20,003 --> 00:09:24,003
ที่เราคิดว่ามันใช่ อันนี้เรียกว่า "อนุมาน" นะคะ

110
00:09:25,011 --> 00:09:29,011
นี่ อนุมาน หมายถึงการคาดคะเน

111
00:09:29,059 --> 00:09:32,314
แสดงว่าอนุมานไม่ใช่ข้อเท็จจริง

112
00:09:32,314 --> 00:09:34,333
ข้อที่ 2 ทั้ง 2 สาว

113
00:09:34,333 --> 00:09:38,333
นักพบกันในวันหยุดที่ผ่านมา ที่สยามเซ็นเตอร์

114
00:09:45,212 --> 00:09:45,622
เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ก็เขียนลงไป

115
00:09:45,622 --> 00:09:48,148
นะคะ

116
00:09:48,148 --> 00:09:52,148
ข้อที่ 3 ไก่

117
00:09:55,536 --> 00:09:57,673
ไปคอยแดงเป็นเวลานาน แต่แดงไม่ไป

118
00:09:57,673 --> 00:10:01,673
ตามนัด

119
00:10:09,103 --> 00:10:13,103
ข้อที่ 4 ไก่โทรศัพท์

120
00:10:13,432 --> 00:10:17,432
ไปที่บ้านแดง แต่ติดต่อไม่ได้

121
00:10:24,183 --> 00:10:28,183
ข้อที่ 5

122
00:10:29,182 --> 00:10:33,182
แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ

123
00:10:33,376 --> 00:10:37,376
ที่ครูอ่านนี่

124
00:10:40,408 --> 00:10:43,945
ครูอ่านให้พี่ล่าม

125
00:10:43,945 --> 00:10:47,945
ข้อที่ 6

126
00:10:49,419 --> 00:10:53,419
ไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ แล้วก็กลับบ้าน

127
00:10:54,701 --> 00:10:58,701
ด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก

128
00:11:04,092 --> 00:11:08,092
คะ

129
00:11:08,098 --> 00:11:12,098
ถึงแล้ว อ้าวเหรอ

130
00:11:16,543 --> 00:11:18,012
แล้วครูก็เถียงนะ ว่าส่งแล้ว

131
00:11:18,012 --> 00:11:22,012
อ๋อ ครู

132
00:11:22,847 --> 00:11:26,847
ไม่ได้ส่งเข้าใน Classroom ครูส่งให้พี่ม่อน

133
00:11:29,582 --> 00:11:31,118
เดี๋ยวโพสต์ให้เลย

134
00:11:31,118 --> 00:11:35,118
ระหว่างนี้ ทำ 6 ข้อนี้ไว้ก่อนนะคะ

135
00:12:10,284 --> 00:12:14,284
เดี๋ยวตามโพสต์ให้เด้อ

136
00:12:31,563 --> 00:12:35,563
ให้เตรียมกระดาษแล้วใช่ไหมคะ

137
00:12:37,838 --> 00:12:41,838
ให้ทำโจทย์

138
00:12:44,763 --> 00:12:48,763

139
00:12:51,605 --> 00:12:52,195
ครูบังหรือเปล่า

140
00:12:52,195 --> 00:12:56,195
มองไม่เห็น นั่งข้างหน้าก็ได้

141
00:12:58,814 --> 00:13:02,814
ไปนั่งเสียไกลเชียว สายตายาวเหรอ

142
00:13:05,375 --> 00:13:09,375
เดี๋ยวครูตามโพสต์ให้นะ

143
00:13:22,922 --> 00:13:26,922
เรามาลองทำด้วยกันข้อแรกก่อนนะคะ ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ

144
00:13:34,190 --> 00:13:38,190
เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ใครว่าอนุมานยกมือ ใครว่าข้อเท็จจริงยกมือ

145
00:13:39,440 --> 00:13:43,440
คนที่บอกว่าเป็นอนุมาน ดูจากอะไรคะ ที่เป็น

146
00:13:44,630 --> 00:13:48,630
อนุมาน คะ ไก่กับแดงเป็น

147
00:13:51,815 --> 00:13:55,815
วัยรุ่นที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ

148
00:14:00,715 --> 00:14:04,715
คำถาม คำถามของพวกเรานะ เรารู้ได้อย่างไร

149
00:14:07,116 --> 00:14:11,116
ว่าไก่กับแดงเป็นวัยรุ่น นี่ ในข้อความ

150
00:14:11,677 --> 00:14:14,524
เขาบอกตรงไหนคะ ว่าเป็นวัยรุ่น

151
00:14:14,524 --> 00:14:18,524
ไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองชอบไปชอปปิง

152
00:14:26,351 --> 00:14:30,351
ตามศูนย์การค้าหรู ๆ อยู่เสมอ เราอนุมานเองหรือเปล่า ว่าคนที่ต้องไปชอปปิงตามศูนย์

153
00:14:34,955 --> 00:14:38,955
การค้าจะต้องเป็นวัยรุ่น เขาเป็นวัยกลางคนได้ไหม เป็นคนแก่ได้ไหม เกษียณแล้วไม่มีอะไรทำ

154
00:14:39,764 --> 00:14:41,791
ก็เลยไปซื้อของได้หรือเปล่า สรุปแล้วเป็นข้อเท็จจริงหรือ

155
00:14:41,791 --> 00:14:44,254
อนุมานคะ อนุมาน เห็นหรือเปล่า

156
00:14:44,254 --> 00:14:48,254
เราคาดการณ์เอาเองนะคะ คาดคะเนเอาเอง เขาไม่ได้บอกเลยว่า

157
00:14:52,784 --> 00:14:53,579
เป็นวัยรุ่น เขาบอกแค่ว่า

158
00:14:53,579 --> 00:14:57,257
ไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 2 ชอบไปชอปปิง

159
00:14:57,257 --> 00:15:01,257
เราอนุมานเอาเอง ว่าไก่กับแดงน่าจะเป็นวัยรุ่นแหละ

160
00:15:04,095 --> 00:15:07,595
ถูกไหม ข้อ 2 ข้อ 2 ทั้งสองสาว

161
00:15:07,595 --> 00:15:11,595
นัดพบกันในวันหยุดที่ผ่านมาที่สยามเซนเตอร์

162
00:15:12,558 --> 00:15:14,533
ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

163
00:15:14,533 --> 00:15:18,533
ข้อเท็จจริง ตรงไหนที่บอกว่า 2 สาว

164
00:15:20,256 --> 00:15:24,256
นัดกัน ไก่กับแดงเป็นผู้หญิงหรือเปล่า

165
00:15:25,798 --> 00:15:27,768
รู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้หญิง

166
00:15:27,768 --> 00:15:31,768
เขาไม่ได้บอก ถูกไหม เขาบอกแค่ว่า

167
00:15:33,071 --> 00:15:37,071
ไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ไม่ได้บอกสักคำ ว่าไก่กับแดง

168
00:15:38,599 --> 00:15:40,750
เป็นผู้หญิง เราอนุมานไปเองไหม ทั้ง 2 คน

169
00:15:40,750 --> 00:15:44,750
เป็น 2 สาว เขาอาจจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

170
00:15:46,348 --> 00:15:50,348
ก็ได้ หรืออาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ก็ได้ ไม่รู้ไปทำอะไร ไปซื้อของ

171
00:15:53,763 --> 00:15:57,763
จะต้องไปปาร์ตีอย่างนี้ก็ได้ อนุมานหรือเปล่า อนุมาน ข้อที่ 3

172
00:15:58,320 --> 00:16:02,320
ทำพร้อมกันเลยนะคะ ข้อที่ 3

173
00:16:08,844 --> 00:16:10,864
ไก่ไปคอยแดงเป็นเวลานาน แต่แดงไม่ไปตามนัด  ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน

174
00:16:10,864 --> 00:16:13,488
ข้อเท็จจริง

175
00:16:13,488 --> 00:16:17,488
รู้ได้อย่างไร ว่า

176
00:16:21,285 --> 00:16:25,285
เขาไม่ไป แต่แดงยังไม่มา

177
00:16:26,013 --> 00:16:30,013
ไก่ไม่กล้าไปไหน ไก่ก็เลยโทรศัพท์ไป

178
00:16:31,476 --> 00:16:35,476
หาแดง ปรากฏติดต่อไม่ได้ เขาบอกสักคำไหม ว่า

179
00:16:39,632 --> 00:16:43,632
แดงไม่มา เขาไม่ได้พูดเลยนะ ในข้อความ ไม่ได้บอกเลย

180
00:16:47,110 --> 00:16:49,974
ว่าแดงไม่มา เขาอาจจะแค่มาช้าไป 2 ชั่วโมงก็ได้

181
00:16:49,974 --> 00:16:53,974
ก็มาไง มาแต่มาช้า

182
00:16:56,110 --> 00:16:59,724
อนุมาน อนุมานไหมล่ะ

183
00:16:59,724 --> 00:17:03,724
เพราะเขาไม่ได้บอกสักคำเลยว่าแดงไม่มา แต่แดง

184
00:17:05,354 --> 00:17:06,971
ยังไม่มาเฉย ๆ

185
00:17:06,971 --> 00:17:10,971
โดนลอกแล้วนี่ พวกเธอโดนความคิดตัวเองหลอกหรือเปล่า

186
00:17:13,011 --> 00:17:17,011
โดนการอนุมานหลอกนะ เราเคยชินกับ

187
00:17:19,401 --> 00:17:23,401
การอนุมานบ่อยนะนี่ คิดเองเออเองน่ะ ข้อที่  4 ไก่โทรศัพท์ไปที่

188
00:17:25,590 --> 00:17:29,590
บ้านแดง แต่ติดต่อไม่ได้ อนุมาน

189
00:17:32,279 --> 00:17:36,279
เขาบอกว่าโทรไปหาแดง เขา

190
00:17:40,699 --> 00:17:44,699
ไม่ได้บอกว่าโทรไปที่บ้านก็ได้ อาจจะโทรไปมือถือ

191
00:17:49,001 --> 00:17:53,001
ถูกหรือเปล่า อนุมาน ข้อที่ 5 ข้อ 4 อนุมานค่ะ อนุมาน อนุมาน

192
00:17:58,571 --> 00:18:00,324
ข้อ 5 แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ

193
00:18:00,324 --> 00:18:04,324
ข้อเท็จจริง ให้ Defend หน่อย

194
00:18:10,953 --> 00:18:14,953
ป้องกันตัวเองหน่อย ข้อเท็จจริงตรงไหนคะ

195
00:18:17,488 --> 00:18:19,476
เดี๋ยวก่อน ข้อ 5 ลูก แดง

196
00:18:19,476 --> 00:18:22,352
มักผิดนัดอยู่เสมอ ไก่รู้สึก

197
00:18:22,352 --> 00:18:26,352
ไม่พอใจที่แดงมักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ

198
00:18:31,343 --> 00:18:32,427
ไก่เลยตัดสินใจไปโดนดูของ

199
00:18:32,427 --> 00:18:33,783
คนเดียว บ่อย ๆ กับเสมอ เท่ากันไหม

200
00:18:33,783 --> 00:18:37,783
นัด

201
00:18:38,460 --> 00:18:42,460
10 ครั้ง ไม่มาหาเลย

202
00:18:45,347 --> 00:18:48,242
ทั้ง 10 ครั้ง อันนี้เรียกบ่อยหรือเสมอ

203
00:18:48,242 --> 00:18:50,801
เสมอ คือ ทุกครั้ง

204
00:18:50,801 --> 00:18:54,700
บ่อย คือ ส่วนใหญ่

205
00:18:54,700 --> 00:18:58,700
นัด 10 ครั้ง ไม่มา 8 มา 2

206
00:19:01,485 --> 00:19:05,485
อันนี้เรียก "บ่อย" แต่ถ้า 10 ครั้งไม่มาเลย

207
00:19:10,212 --> 00:19:11,372
อันนี้เสมอ แยกออกหรือเปล่า

208
00:19:11,372 --> 00:19:15,372
นักศึกษาเข้าห้องเรียนสายเสมอ

209
00:19:19,684 --> 00:19:22,670
แปลว่าสายเสมอ หรือไม่เข้าเลย หมายถึงเราใช่ไหม

210
00:19:22,670 --> 00:19:25,683
สายเสมอ แสดงว่ามาสายทุกครั้งเลย

211
00:19:25,683 --> 00:19:29,683
ถูกไหมคะ มาสายบ่อย เรียนไป 10 ครั้ง

212
00:19:33,067 --> 00:19:35,683
มาสายเสีย 5 ครั้ง อย่างนี้เรียก "บ่อย"

213
00:19:35,683 --> 00:19:38,785
เห็นหรือเปล่า สรุปแล้ว  ผิดนัด

214
00:19:38,785 --> 00:19:42,785
อยู่เสมอ เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน อนุมาน

215
00:19:45,529 --> 00:19:49,529
เขาบอกว่าบ่อย ๆ ไม่รู้ด้วยว่ากี่ครั้ง

216
00:19:50,718 --> 00:19:53,252
แต่เราตัดสินไปแล้ว ว่าเขามาสายเสมอเลย ข้อสุดท้าย

217
00:19:53,252 --> 00:19:57,252
ไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ

218
00:20:00,154 --> 00:20:04,154
แล้วก็กลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก

219
00:20:04,590 --> 00:20:07,345
จริงตรงไหน

220
00:20:07,345 --> 00:20:09,649
อนุมานตรงไหน

221
00:20:09,649 --> 00:20:13,649

222
00:20:14,630 --> 00:20:18,630
แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีนี่ แสดงว่าจริงใช่ไหม

223
00:20:21,206 --> 00:20:23,411
แต่ไก่ไปเดินดูของ สรุปไก่

224
00:20:23,411 --> 00:20:27,411
ได้ซื้อของไหม ไปเดินดูเฉย ๆ

225
00:20:30,272 --> 00:20:32,426
ยังไม่ได้ซื้อเลย สรุปแล้วเป็นอนุมาน

226
00:20:32,426 --> 00:20:36,426
ใครถูกทุกข้อบ้าง

227
00:20:38,537 --> 00:20:42,537
ไม่มี ใครผิดทุกข้อบ้าง

228
00:20:42,852 --> 00:20:46,852
ตอบได้อย่างภูมิใจ ผิดสลับถูกบ้าง

229
00:20:50,425 --> 00:20:53,437
ผิดสลับถูกนี่ สังเกตดูนะ  เรา

230
00:20:53,437 --> 00:20:53,632
เดาถูกไหม แสดงว่า

231
00:20:53,632 --> 00:20:57,632
เราเคยชินกับการเดาเสมอเลย

232
00:21:00,573 --> 00:21:04,573
นี่ มันชี้ให้เห็นเลย ว่า

233
00:21:09,636 --> 00:21:12,705
เราเคยชินกับการที่เราคิดไปเอง

234
00:21:12,705 --> 00:21:13,417
แล้วก็รีบสรุปไปเอง

235
00:21:13,417 --> 00:21:17,417
อันนี้ คือ การฝึกที่จะใช้การคิดแบบมี

236
00:21:22,517 --> 00:21:26,517
วิจารณญาณ อันแรกนะ  เรามาดู

237
00:21:26,532 --> 00:21:30,532
ก่อนว่าเขาพูดจริงหรือเปล่านะ หรือเราคิดไปเอง

238
00:21:31,731 --> 00:21:35,731
คิดไปเองหรือเปล่า เราสันนิษฐานไปเองหรือเปล่า อันนี้

239
00:21:38,331 --> 00:21:39,554
น่ะค่ะ อันนี้เฉลยนะ เมื่อกี้เล่าไปแล้วนะ อนุมานที่พูดถึงนี่ค่ะ

240
00:21:39,554 --> 00:21:43,091
มันขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราเอง

241
00:21:43,091 --> 00:21:47,091
ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของเราที่เรามี บางทีเราคิดว่า

242
00:21:52,174 --> 00:21:55,640
อันนี้ถูกแล้ว อันนี้มันใช่แล้ว แต่ความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้

243
00:21:55,640 --> 00:21:59,188
เพราะว่าเรามีความเชื่อของเรา มีทัศนคติ

244
00:21:59,188 --> 00:22:02,845
ของเราว่าแบบนี้ใช่ ว่าแบบนี้ไม่ใช่ แบบทีมันอาจจะเป็น

245
00:22:02,845 --> 00:22:05,757
อคติก็ได้ นึกออกไหม ถ้าเกิดว่าเราคิดว่า

246
00:22:05,757 --> 00:22:09,757
ไอ้สิ่งที่เราคิด ว่ามันใช่ แล้วมันไม่ใช่ขึ้นมาน่ะค่ะ

247
00:22:09,783 --> 00:22:13,783
อาจจะต้องกลับมาย้อนดู ว่าที่เราตัดสินใจว่ามันใช่  เรา

248
00:22:17,332 --> 00:22:19,293
ตัดสินใจเร่งด่วนไปหรือไป เราใช้อคติ

249
00:22:19,293 --> 00:22:23,293
ส่วนตัวของเราตัดสินหรือเปล่านะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อนุมานมันไม่ผิด แต่สิ่งที่พึงระวัง

250
00:22:26,474 --> 00:22:27,946
ก็คือการที่เรารีบสรุปว่ามันจริง

251
00:22:27,946 --> 00:22:30,716
ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ข้อมูลครบถ้วนเลย

252
00:22:30,716 --> 00:22:34,716
ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงเลย แต่เรารีบเ

253
00:22:38,448 --> 00:22:38,465
ชื่อว่ามันใช่ รีบเชื่อว่ามันจริง

254
00:22:38,465 --> 00:22:42,465
ตัดสินไปแล้ว เหมือนเมื่อกี้ที่เราตัดสินไปแล้ว ว่าเขาซื้อของ

255
00:22:51,170 --> 00:22:55,170
แล้วกลับบ้าน ยังไม่ได้ทันได้ดูดี ๆ เลย ว่าตกลงเขาแค่ไปเดินดูเฉย ๆ แต่เรายังไม่ได้ไปซื้อเลย

256
00:22:58,917 --> 00:23:02,917
ฉะนั้น การที่เรารีบตัดสินข้อเท็จจริง ว่ามันใช่ ไม่ใช่ อันนี้ คือ การพิพากษาตัดสิน เราต้อง

257
00:23:03,731 --> 00:23:07,731
พึงระวังก่อนที่เราจะสรุปอะไร เราก็ดูข้อมูลให้มันครบถ้วนก่อน เราก็ดูข้อเท็จจริง

258
00:23:09,622 --> 00:23:12,972
ครบถ้วนก่อนนะคะ อันนี้ใช้วิจารณญาณ

259
00:23:12,972 --> 00:23:16,411
ในการที่เราจะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ

260
00:23:16,411 --> 00:23:20,411
ฝึกนะนะคะ ในชีวิตประจำวันของเรา เราก็ต้องฝึก

261
00:23:21,612 --> 00:23:23,214
เพราะว่า

262
00:23:23,214 --> 00:23:27,214
ยิ่งสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะมากใช่ไหม ใน IG ก็มี

263
00:23:33,298 --> 00:23:37,298
ใน Facebook ก็มี ใน IG ก็มี ใน TikTok

264
00:23:39,207 --> 00:23:43,207
เชื่อถือได้จริงมากน้อยแค่ไหน อันนี้เราต้อง Question Mask ไว้ก่อน

265
00:23:45,104 --> 00:23:45,367
ตรวจสอบก่อนที่เราจะเชื่อ ก่อนที่เราจะตัดสิน

266
00:23:45,367 --> 00:23:49,367
ที่เขา... เขามีแคมเปนต์ไง คิด

267
00:23:53,738 --> 00:23:54,045
ก่อนแชร์ใช่ไหมคะ อันนี้แหละ คือ การใช้วิจารณญาณ์ใช่ไหมคะ อันนี้แหละคือการใช้วิจารณญาณ

268
00:23:54,045 --> 00:23:58,025
ก่อนที่เราจะเชื่อว่ามันใช่ แล้วเราก็ส่งต่อไป ซึ่ง

269
00:23:58,025 --> 00:23:58,666
มันอาจจะเกิดผลกระทบก็ได้อย่างนี้นะคะ

270
00:23:58,666 --> 00:24:02,666
ทีนี้โจทย์ข้อที่ 2 อันนี้

271
00:24:04,314 --> 00:24:06,043
ไม่ต้องเขียน ถามพวกเราแหละ ว่าถ้าเกิดว่า

272
00:24:06,043 --> 00:24:10,043
เราจะต้องเลือกระหว่าง 2 สิ่ง

273
00:24:10,724 --> 00:24:14,724
เราจะเลือกเลี้ยงอะไร ระหว่างไก่...

274
00:24:17,896 --> 00:24:21,896
เป็ด 1 ตัว ที่มีขนาดใหญ่เท่าม้า แสดงว่าส

275
00:24:27,212 --> 00:24:27,343
่วนใหญ่มากหรือเปล่า เป็ด 1 ตัวที่ใหญ่เท่าม้า มันต้องสูงมาก

276
00:24:27,343 --> 00:24:31,343
ม้า 10 ตัว ที่มีขนาดเท่าเป็ดดำ แปลว่าม้ามันตัวเล็กถูกไหม ไซซ์มันเท่าเป็ดน่ะ

277
00:24:34,034 --> 00:24:38,034
ใช่ไหมคะ แต่มี 10 ตัว เป็นเรา เราจะเลี้ยงอะไร

278
00:24:38,707 --> 00:24:42,707
ใครเลี้ยงม้ายกมือ

279
00:24:44,965 --> 00:24:48,801
ใครเลี้ยงม้า ใช่ไหมคะ ที่เหลือคือเลี้ยงเป็ดใช่ไหมคะ

280
00:24:48,801 --> 00:24:52,801
ก่อ น หนูทำไมถึงตัดสินใจเลี้ยงม้าคะ ไม่ผิดหรอก

281
00:24:59,070 --> 00:25:01,165
มันตัวเล็กเท่าเป็ดใช่ไหมคะ แล้วอย่างไรคะ

282
00:25:01,165 --> 00:25:04,869
ถึงตัดสินใจว่าเอาม้าดีกว่า ตัวเล็กดี

283
00:25:04,869 --> 00:25:08,869
ต้องมีเหตุผลประกอบนะ ใช่ไหม

284
00:25:11,410 --> 00:25:13,107
เลี้ยงม้าใช่ไหมคะ เพราะอะไรลูก มันหลายตัวดี แล้วอย่างไรจ๊ะ

285
00:25:13,107 --> 00:25:17,107
ขายราคาแพงกว่าเป็ด แต่เป็ดมันใหญ่นะ

286
00:25:21,596 --> 00:25:23,271
เป็ดมีตัวเดียว

287
00:25:23,271 --> 00:25:27,271
ม้ามันขยายพันธุ์ได้ น่าสนใจ แต่

288
00:25:33,141 --> 00:25:36,930
10 ตัว มันขยายพันธุ์ได้ แต่เป็นมันมี 10 ตัว

289
00:25:36,930 --> 00:25:37,122
ผสมกับอะไร ใช่หรือเปล่า อันนี้เหตุผลเขา ก็ไม่ผิด

290
00:25:37,122 --> 00:25:40,586
ใช่ไหมคะ ใครเลือกเป็ด

291
00:25:40,586 --> 00:25:40,948
เลือกเป็ดเพราะอะไรลูก

292
00:25:40,948 --> 00:25:44,948
เออ มันเหมาะกับเราใช่หรือเปล่า เราดูแลหลายตัว

293
00:25:50,961 --> 00:25:54,961
เอาตัวเดียวพอจบใช่ไหมคะ ใครเลือกเป็ดบ้าง  เพราะอะไรคะลูก

294
00:25:56,925 --> 00:26:00,925
มีไข่ใช่ไหมคะ ไม่ต้องผสมพันธุ์

295
00:26:07,931 --> 00:26:08,407
เอาไข่มากิน หรือว่าเอาไข่

296
00:26:08,407 --> 00:26:12,407
ไปเพาะพันธุ์ต่อ หรืออย่างไร ขาย

297
00:26:19,018 --> 00:26:20,373
ไข่ แสดงว่าไข่มันเยอะด้วยนะ

298
00:26:20,373 --> 00:26:22,403
ก็ขายได้ มีใครเลือกเป็ดอีกบ้าง หนุ่ม ๆ

299
00:26:22,403 --> 00:26:24,933
ข้างหลัง หนุ่มเลือกอะไรครับ เลือกเป็ด

300
00:26:24,933 --> 00:26:27,223
เพราะ... ไข่เอาไว้กิน

301
00:26:27,223 --> 00:26:31,223
ของเราคืออะไรคะ ชอบเป็ดตัวใหญ่

302
00:26:32,774 --> 00:26:36,774

303
00:26:36,993 --> 00:26:40,993
เอาไว้ลาบเป็ด ได้หลายจานมาก

304
00:26:44,227 --> 00:26:48,227
เป็นโจทย์ขำ ๆ แต่มันก็สะท้อนถึงว่าเราสามารถใช้

305
00:26:48,326 --> 00:26:52,326
วิจารณญาณของเรา ว่าเราจะเลือกสิ่งไหน

306
00:26:52,654 --> 00:26:56,521
เพราะอะไร มันจะส่งผลอย่างไร มันจะเกิดผลดีอย่างไร

307
00:26:56,521 --> 00:27:00,521
เลือกม้า 10 ตัว มันผสมพันธุ์ได้

308
00:27:02,833 --> 00:27:06,833
ออกลูกออกหลานได้ เลือกเป็ดเพราะเป็ดมันมีไข่

309
00:27:07,591 --> 00:27:11,591
เอาไข่ไปขายได้ ได้เงิน มันสามารถเอาไปลาบเป็ด แล้วเอาไปเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านได้เลย

310
00:27:15,727 --> 00:27:19,282
มันใหญ่มากใช่ไหมคะ เลือกเพราะว่าไม่อยากจะดูแลเยอะ

311
00:27:19,282 --> 00:27:21,439
ดูแลตัวเดียวจบอย่างนี้ แต่ละคนก็จะมีเหตุผล

312
00:27:21,439 --> 00:27:25,394
อันนี้ คือ การที่เรียกว่าฝึกความคิดแบบมีวิจารณญาณ

313
00:27:25,394 --> 00:27:27,640
มาประกอบว่าเราเลือกสิ่งนี้ ตัดสินใจ

314
00:27:27,640 --> 00:27:31,640
เพราะอะไร มันส่งผลอย่างไร ก่อประโยชน์อย่างไร มันจะดีอย่างไร

315
00:27:38,870 --> 00:27:42,870
อย่างนี้ค่ะ อันนี้ คือวิจารณญาณที่เราจะต้องฝึกกันนะคะ ต่อไป คือ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดซับซ้อน

316
00:27:49,149 --> 00:27:53,149
ที่ 2 คือ การคิดสร้างสรรค์นะคะ การคิดสร้างสรรค์

317
00:27:54,257 --> 00:27:55,889
คืออะไร การคิดสร้างสรรค์ ก็คือการคิดที่มันนอกกรอบ ออกจากกรอบเดิม เพื่อให้ได้สิ่งใหม่

318
00:27:55,889 --> 00:27:59,889
ซึ่งยังไม่ต้องห่วงว่าสิ่งนั้นมันจะดีหรือไม่ดี

319
00:28:00,138 --> 00:28:04,138
แต่การที่เราคิดออกนอกกรอบ การที่เราไม่ต้องยึดติด

320
00:28:07,858 --> 00:28:10,489
กับสิ่งเดิม ๆ มันทำให้เรามีทางเลือกหลากหลาย

321
00:28:10,489 --> 00:28:11,523
ทำให้เรามีวิธีการที่เพิ่มมากขึ้น

322
00:28:11,523 --> 00:28:14,495
อย่างเช่น

323
00:28:14,495 --> 00:28:18,495
ไฟดับ บ้านไฟดับอย่างนี้ค่ะ เราจะทำ

324
00:28:22,615 --> 00:28:23,616
อย่างไร ไฟดับ การคิดสร้างสรรค์ต้องมาแล้ว

325
00:28:23,616 --> 00:28:27,616
จะนั่งรอการไฟฟ้าซ่อมไฟอีก 3 ชั่วโมงไหม

326
00:28:30,202 --> 00:28:32,039
จะอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้ เราจะเอาอะไรมาแทนดี ใช้

327
00:28:32,039 --> 00:28:36,039
เทียน เทียนหมด เอาเทียนวันเกิดแทนได้ไหม

328
00:28:41,653 --> 00:28:43,327
บ้านมีเทียนพรรษา... โอเค ไฟไม่ดูดครู

329
00:28:43,327 --> 00:28:47,327
ก็บุญแล้วนะเมื่อกี้ นี่ค่ะ ไม่มีเทียน

330
00:28:48,895 --> 00:28:52,783
ใช้อะไรได้อีกนะ ใช้อะไรอีกได้ดี

331
00:28:52,783 --> 00:28:55,294
ใช้อะไรได้อีก ถ้าไม่มีเทียน คะ

332
00:28:55,294 --> 00:28:59,294
ตะเกียง เออ ตะเกียง บ้านมีตะเกียงเว้ย

333
00:29:00,745 --> 00:29:04,745
ไฟฉายใช่ไหมคะ

334
00:29:08,898 --> 00:29:12,898
ถ้าไม่มีไฟฉาย ทำอย่างไรล่ะ โทรศัพท์

335
00:29:14,303 --> 00:29:17,619
อันนี้ คือ การที่เราเริ่มคิดได้เยอะขึ้นแล้ว ไม่ยึดติดกับวิธีการเดียว เรามีทางเลือกที่หลากหลาย

336
00:29:17,619 --> 00:29:19,613
อันนี้ คือ การคิดสร้างสรรค์ที่มันออกนอกกรอบ

337
00:29:19,613 --> 00:29:23,613
ที่เราไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ก็คือ

338
00:29:28,876 --> 00:29:32,144
เอาง่าย ๆ หลอดดูดนี่ค่ะ หลอดดูดเดี๋ยวนี้มันมี

339
00:29:32,144 --> 00:29:33,386
ที่งอได้  ถูกไหม มันก็มาจาก

340
00:29:33,386 --> 00:29:35,239
การคิดสร้างสรรค์ ว่าไอ้หลอดดูด

341
00:29:35,239 --> 00:29:39,239
มันมีหลอดตรง ๆ ลำบาก เก็บก็ยาก เราดีไซน์

342
00:29:46,456 --> 00:29:48,307
เป็นแบบอย่างนี้ดีไหม ที่มันพับได้ พับได้แล้วมันจะเป็นแบบไหน

343
00:29:48,307 --> 00:29:52,307
ทำเป็นย่น ๆ ไง อย่างนี้ค่ะ ใช้หลอดกระดาษแทน

344
00:29:54,533 --> 00:29:58,533
หรือแม้แต่โพสต์อิท ก็เป็นผลงานของการคิดสร้างสรรค์ ที่เห็นว่าที่เขียนโน้ต

345
00:30:01,474 --> 00:30:02,305
แล้วจะไปแปะนี่ ทำมันไม่มีกาวแปะ

346
00:30:02,305 --> 00:30:06,305
ในตัวนะ ทำไมจะต้องเอาสกอตเทปไปติด ยุ่งยาก อะไรหลายอย่าง

347
00:30:10,260 --> 00:30:14,260
ก็ดีไซน์ออกมาเป็นกระดาษโพสอิทอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น การคิดสร้างสรรค์ให้เราได้

348
00:30:14,584 --> 00:30:16,720
ซึ่งสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้นน่ะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่

349
00:30:16,720 --> 00:30:20,720
ใกล้ ๆ ตัวเราก็ได้ แต่มันอุบัติขึ้นมาใหม่ ได้

350
00:30:25,060 --> 00:30:26,822
ประโยชน์กับเราอย่างนี้ นี่ คือ ตัวอย่างของการคิดนอกกรอบ

351
00:30:26,822 --> 00:30:30,822
ให้เราได้วิธีการที่หลากหลายนะคะ แล้วเราจะ

352
00:30:33,239 --> 00:30:37,239
ได้... อาจจะได้เป็นนวัตกรรมของตัวเองก็ได้นะ ใครจะไปรู้

353
00:30:37,442 --> 00:30:41,442
อาจจะนั่งอยู่ในนี้ อาจจะมีการผลิตนวัตกรรมแล้วก็กลายเป็นเศรษฐี

354
00:30:42,212 --> 00:30:46,212
ขึ้นมาก็ได้ เห็นไหมนะคะ ทีนี้เรามาฝึกง่าย ๆ

355
00:30:50,087 --> 00:30:50,360
ใกล้ ๆ ตัวเรานะ การคิดสร้างสรรค์ คือ Creative น่ะ

356
00:30:50,360 --> 00:30:53,282
การใช้จินตนาการนะคะ ถ้าเกิดว่ารูป...

357
00:30:53,282 --> 00:30:55,278
รูปอย่างรูปนี้ เราเห็น

358
00:30:55,278 --> 00:30:59,278
เป็นรูปอะไรได้บ้าง ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์

359
00:31:02,031 --> 00:31:06,031
อะไรนะ ปืนฉีดน้ำ ลิง อ๋อ ลิงใช่ไหมคะ เออ ลิง

360
00:31:06,948 --> 00:31:10,091
ก็ได้ เห็นเป็นอะไรลูก

361
00:31:10,091 --> 00:31:14,091
เรือ

362
00:31:15,181 --> 00:31:19,181
อย่างไรคะ อันนี้ครูไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน เป็นเรือ

363
00:31:21,170 --> 00:31:25,170
อ๋อ เป็นเรือที่อยู่บนผิวน้ำ

364
00:31:28,335 --> 00:31:32,335
อย่างนี้ใช่ไหม เป็นจระเข้อย่างนี้ใช่ไหมคะ

365
00:31:36,215 --> 00:31:40,215
ตุ๊กแก อีกัวนา อีกัวนาตุ๊กแก

366
00:31:42,186 --> 00:31:44,285
ก็ได้ใช่หรือเปล่า การที่เรา

367
00:31:44,285 --> 00:31:48,285
ฝึกการคิดสร้างสรรค์ ยังไม่ต้องห่วงว่ามันใช่ หรือไม่ใช่

368
00:31:52,819 --> 00:31:56,364
ดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก เอาไอเดียออกมาก่อน การคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง

369
00:31:56,364 --> 00:32:00,364
ก็คือเป็นเรื่องของการระดมไอเดีย Brain Stroming

370
00:32:03,446 --> 00:32:07,446
ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ คือเราเอาไอเดียโชว์ออกมา

371
00:32:07,992 --> 00:32:11,992
ว่าทำอะไรได้บ้างอย่างนี้ สมมติอีก 2 คาบ ครูจะปิดคอร์สให้กับห้องนี้

372
00:32:12,414 --> 00:32:16,414
เราจะไปฉลองกันที่ไหนดี ปิดคอร์สเร็วกว่าชาวบ้านเขา

373
00:32:21,187 --> 00:32:22,871
ไปไหนคะ... ไปห้องน้ำ

374
00:32:22,871 --> 00:32:24,786
จะล็อกห้องน้ำ อ๋อ ไม่ใช่ ไปไหนลูก

375
00:32:24,786 --> 00:32:28,070
ไปกินหมูกระทะ ไปฉลองไหนดี

376
00:32:28,070 --> 00:32:28,981
ปิดคอร์สแล้ว

377
00:32:28,981 --> 00:32:32,981

378
00:32:34,868 --> 00:32:38,258
ไปนอน ชวนครูเหรอ

379
00:32:38,258 --> 00:32:42,258
หนูขอนอนก่อน ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว ไปไหนอีก ไปไหนอีก

380
00:32:47,333 --> 00:32:47,538
ไปดูหมูเด้ง ไปเที่ยว

381
00:32:47,538 --> 00:32:49,748
ไปไหนดี

382
00:32:49,748 --> 00:32:53,748
เด็กหูไปไหนคะ เด็กตาไปไหนคะ ของเรา

383
00:32:58,426 --> 00:33:01,532
ไปไหนดี ข้างหลัง ปิดคอร์ส ฉลอง ไปทะเล

384
00:33:01,532 --> 00:33:04,111
ไปร้านเหล้า

385
00:33:04,111 --> 00:33:08,111
ไปกรวดน้ำ

386
00:33:08,580 --> 00:33:11,433
นึกว่าชวนไปทำบุญ

387
00:33:11,433 --> 00:33:15,433
เข้าวัด อย่างนี้ อันนี้ คือ การ Brainstorming

388
00:33:19,965 --> 00:33:22,913

389
00:33:22,913 --> 00:33:26,913
ความคิดเหล่านี้ อันไหนเวิร์ก ไม่เวิร์ก อันไหนเหมาะ ไม่เหมาะ

390
00:33:31,073 --> 00:33:34,042
ครูลืมบอกเมื่อกี้ ที่บอกปิดคอร์ส ครูให้งบประมาณคนละ 50 บาท 50 บาท

391
00:33:34,042 --> 00:33:35,260
ไปหมูเด้งได้หรือเปล่า พอไหม ไม่พอ

392
00:33:35,260 --> 00:33:39,260
50 บาท ไปกินหมูกระทะได้หรือเปล่า ไม่ได้

393
00:33:42,429 --> 00:33:43,105
50 บาท ไปวัดได้หรือเปล่า

394
00:33:43,105 --> 00:33:47,105
อันนี้เวิร์กเว้ย ไปไหนนะ ไป...

395
00:33:47,777 --> 00:33:51,777
ไม่ใช่กรวดน้ำ ไปสวนน้ำ 50 ได้ไหม

396
00:33:54,045 --> 00:33:57,382
ไม่ได้  อย่าวนี้ เราถึงจะค่อยเห็นว่า

397
00:33:57,382 --> 00:34:01,382
อันไหนล่ะ ที่มันใช้ได้ อันไหนล่ะ ที่มันเวิร์ก

398
00:34:01,396 --> 00:34:05,396
อย่างนี้ อันนี้ คือ ความคิดสร้างสรรค์ นึกออกไหมคะ

399
00:34:06,292 --> 00:34:09,480
อย่างเมื่อกี้จะเห็น

400
00:34:09,480 --> 00:34:13,480
เป็นจระเข้ก็ได้ เห็นเป็นอีกัวนาก็ได้ เห็นเป็นตุ๊กแกก็ได้

401
00:34:19,398 --> 00:34:23,212
นะคะ  คะ ตอบถูกได้อะไรคะ ตอบถูกได้อะไรคะ แหม หวังรางวัลเลยนะ

402
00:34:23,212 --> 00:34:25,271
ครูให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องข้างหน้า ไป

403
00:34:25,271 --> 00:34:25,603
ขอเขาเองนะ

404
00:34:25,603 --> 00:34:29,603
อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะ

405
00:34:33,947 --> 00:34:34,715

406
00:34:34,715 --> 00:34:38,715
ต่อไป คือ อันที่ 3 การคิดที่ซับซ้อน

407
00:34:38,894 --> 00:34:42,894
อันที่ 3 คือ การคิดแก้ปัญหา การคิด

408
00:34:45,598 --> 00:34:48,669
แก้ปัญหาก็ตรงตัวเลยค่ะ เมื่อมันมีปัญหา

409
00:34:48,669 --> 00:34:52,186
เกิดขึ้นนี่ เราจะทำอย่างไรผ่านมันไปได้

410
00:34:52,186 --> 00:34:56,186
ทำอย่างไรให้ปัญหานั้นหายไป นี่ คือ การคิดแก้ปัญหา

411
00:34:57,868 --> 00:35:01,868
ฉะนั้น การคิดแก้ปัญหานี่ค่ะ

412
00:35:03,183 --> 00:35:06,027
มันเลยเกี่ยวเนื่องกับ

413
00:35:06,027 --> 00:35:09,399
เรื่องของการคิดสร้างสรรค์ด้วย เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความคิด

414
00:35:09,399 --> 00:35:13,399
วิจารณญาณด้วย เพราะการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นี่ค่ะ

415
00:35:15,971 --> 00:35:16,884
มันก็ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย

416
00:35:16,884 --> 00:35:20,884
มันใช้การคิดสร้างสรรค์ ที่ทำให้เราได้วิธีการหลากหลาย

417
00:35:24,761 --> 00:35:28,761
ว่าจะทำแบบไหนดี เวิร์ก มีวิธี A วิธี B

418
00:35:30,024 --> 00:35:34,024
วิธี C ทำแบบ A แล้วไม่ได้ผลน่ะ B ได้ไหม  B ยังไม่ได้ผล C ได้ไหม ยังไม่ได้

419
00:35:39,421 --> 00:35:43,421
มันก็ถ้าทำตรง ๆ มันก็ไม่ได้ เราทำอะไรได้อีก พลิกแพลงอย่างเมื่อกี้ ยกตัวอย่าง ว่าถ้าบ้านไฟกับใช้อะไรแก้ปั

420
00:35:47,479 --> 00:35:49,097
ญหา นั่นก็คือการแก้ปัญหาถูกไหมคะ มันก็จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน

421
00:35:49,097 --> 00:35:52,820
ซึ่งการคิดแก้ปัญหา มันก็เป็นทั้งปัญหาใหญ่ ปัญหา

422
00:35:52,820 --> 00:35:53,756
เล็ก แม้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า เห็นได้ชัดเลย

423
00:35:53,756 --> 00:35:57,756
ถ้าเรื่องของปัญหาเฉพาะหน้า เราก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถูกไหม

424
00:35:59,882 --> 00:36:01,623
ว่าพอไม่มีรองเท้า ไม่มีเขาเรียกว่าอะไร ไม่ใช่รองเท้า

425
00:36:01,623 --> 00:36:05,623
ไม่มีชุดนักศึกษา มามหาวิทยาลัย ใส่อะไร

426
00:36:09,033 --> 00:36:11,788
แทนได้บ้างนะ ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อยืดได้ไหม

427
00:36:11,788 --> 00:36:15,788
อาจจะโดนด่าอย่างนี้ ใส่ชุด Freshy

428
00:36:19,490 --> 00:36:23,490
ได้ไหม อาจจะพอได้ ถ้าไม่มี ไม่มีเลย ยืมเพื่อนได้หรือเปล่า ไซซ์เดียวกัน เธอมีชุดให้ยืมไหม

429
00:36:25,664 --> 00:36:29,395
ฉันขอใช้ไปสอบหน่อย  อันนี้ คือ การคิดแก้ปัญหา ว่าจะทำวิธีการไหนดีที่มันได้ผล อันนี้ไม่ได้

430
00:36:29,395 --> 00:36:31,632
อย่างนี้ค่ะ เราก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วยเหมือนกัน

431
00:36:31,632 --> 00:36:35,632
ในการพิจารณา แต่ว่าทำแล้วมันดีไหม

432
00:36:36,709 --> 00:36:40,709
ทำแล้วมันส่งผลกระทบอะไรหรือเปล่า ทำแล้ว

433
00:36:41,117 --> 00:36:45,117
มันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไหม อย่างนี้ค่ะ จะไปทางซ้าย

434
00:36:49,641 --> 00:36:53,641
หรือทางขวาดี ก็ต้องใช้วิจารณญาณ ดังนั้น การคิดซับซ้อนทั้ง 3 แบบ มันไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด  มัน

435
00:36:55,092 --> 00:36:59,092
ใช้ร่วมกันได้นะคะ อันนี้ คือ ตัวอย่าง เราไม่ต้องเล่น

436
00:37:01,005 --> 00:37:02,219
ก็ได้นะ ตัวอย่าง ก็คือในการสอน

437
00:37:02,219 --> 00:37:06,219
ของเรานี่ค่ะ เราสามารถออกแบบกิจกรรมได้ ว่า

438
00:37:10,957 --> 00:37:14,957
เราจะใช้กิจกรรมไหน สอนรูปแบบไหน เพื่อที่จะให้เด็กนักเรียนนี่ ได้ฝึกทักษะของความ

439
00:37:20,386 --> 00:37:24,386
คิดขั้นสูงเหล่านี้นะคะ เพื่อที่ว่าเหมือนเป็นการฝึกให้

440
00:37:27,283 --> 00:37:29,022
เขาเคยชินน่ะ ว่าเจอสถานการณ์แบบไหน

441
00:37:29,022 --> 00:37:33,022
เจอปัญหาที่มันใหญ่กว่านี้ ว่าจะแก้

442
00:37:39,521 --> 00:37:40,424
ไขแบบไหนให้เขาไม่ตระหนกตกใจเวลาเจอเรื่องจริงนี่ค่ะ

443
00:37:40,424 --> 00:37:40,546
สวัสดีค่ะ อันนี้มาสาย

444
00:37:40,546 --> 00:37:41,803
เป็นประจำหรือว่ามาสายบ่อย ๆ

445
00:37:41,803 --> 00:37:45,803
ตัวอย่างนะ มันมีเยอะแยะเลยค่ะ

446
00:37:47,074 --> 00:37:51,074
ในอินเทอร์เน็ตก็มีนะ ครูมายกตัวอย่างให้ดู อันนี้ฝึก

447
00:37:53,657 --> 00:37:57,132
เรื่องของการใช้การแก้ปัญหา

448
00:37:57,132 --> 00:38:01,132
ใช่ไหม ว่านี่ถ้ามี...

449
00:38:03,931 --> 00:38:04,671
มี สมมติมีกระดาษหนังสือพิมพ์ให้

450
00:38:04,671 --> 00:38:08,671
กลุ่มละ 3 แผ่น อย่างนี้ค่ะ เราจะมาทำเป็นหอคอยให้สูงที่สุด

451
00:38:13,498 --> 00:38:17,498
ได้อย่างไร อย่างนี้ แล้วหอคอยนี้ ต้องแข็งแรงด้วยนะ  ต้องวาง

452
00:38:17,775 --> 00:38:18,773
ขนมวางไว้โดยมันไม่ล้มลงมา หอคอย

453
00:38:18,773 --> 00:38:21,065
อย่างนี้ มันต้องใช้การคิดแก้ปัญหาใช่ไหม เราต้องใช้ความคิด

454
00:38:21,065 --> 00:38:25,065
สร้างสรรค์ด้วย ว่าจะทำแบบไหนดีอย่างนี้ค่ะ มันก็ไม่มี

455
00:38:25,173 --> 00:38:29,173
รูปแบบตายตัว ว่าต้องเป็นหอคอยทรงสูงอย่างเดียว

456
00:38:31,598 --> 00:38:34,375
อาจจะเป็นหอคอยทรงสี่เหลี่ยมก็ได้ แต่ทรงสูง ๆ หน่อย

457
00:38:34,375 --> 00:38:36,736
ก็ได้นะคะ นี่คือการฝึกด้วยกิจกรรม

458
00:38:36,736 --> 00:38:38,279
นี่คือตัวอย่างนะคะ  อันนี้ก็เหมือนกันนะ

459
00:38:38,279 --> 00:38:42,279
ให้สวมบทบาทเป็นตัวละครอย่างนี้ค่ะ แล้วให้ทำภารกิจ

460
00:38:49,531 --> 00:38:51,417
จะทำอย่างไรอย่างนี้ แต่ละคนก็ต้องออกแบบทำภารกิจ

461
00:38:51,417 --> 00:38:55,417
ของตัวเอง  อย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียงความสูงใช่หรือเปล่า เด็กนักเรียน

462
00:38:57,411 --> 00:39:01,411
ทุกคนปิดตาอย่างนี้ค่ะ ยืนคละกัน ทุกคนปิดตา

463
00:39:03,860 --> 00:39:05,640
สุดท้ายให้เรียบความสูงต้องทำอย่างไรล่ะ ฉันปิดตา

464
00:39:05,640 --> 00:39:07,670
ฉันมองไม่เห็นน่ะ แล้วจะเรียงความสูงจาก

465
00:39:07,670 --> 00:39:11,670
ตัวเล็กไปสู่ตัวใหญ่จะทำอย่างไร ถ้าเป็นเราเราจะทำอย่างไร จับผม

466
00:39:15,863 --> 00:39:17,321
จับไหล่

467
00:39:17,321 --> 00:39:19,013
ใช่ไหมคะ  จับไหล่มัน

468
00:39:19,013 --> 00:39:20,918
จะบอกอะไรเรา

469
00:39:20,918 --> 00:39:24,918
มันจะบอกความสูงของเขาได้ใช่ไหมคะ ใช้วิธีจับไหล่

470
00:39:32,039 --> 00:39:33,443
จับไหล่นะ  อย่างนี้นะ ระวังคลำผิดนะ

471
00:39:33,443 --> 00:39:34,245
ถ้าเป็นเรา เราทำอย่างไรคะ

472
00:39:34,245 --> 00:39:38,245
ถ้าเป็นโหน ทำอย่างไร ถูกปิดตา แล้วให้ทำความสูง

473
00:39:47,079 --> 00:39:49,493
คะ รู้สึกกลัว บอก... ถามว่าจะทำอย่างไร

474
00:39:49,493 --> 00:39:53,493

475
00:39:56,865 --> 00:40:00,865
ถาม

476
00:40:07,689 --> 00:40:10,141
ความสูงใช่ไหม ครูบอกครูสูง 162

477
00:40:10,141 --> 00:40:14,141
อันนี้บอก สูง 150 แสดงว่าอันนี้อยู่ก่อนครูแล้ว

478
00:40:15,679 --> 00:40:19,679
ถามก็ได้ คะ ถ้าเกิดไม่พูดคุย ไม่ถาม

479
00:40:23,339 --> 00:40:27,339
จับไหล่ได้ไหม จับได้ ถ้าเป็นหนู หนูทำอย่างไร ถ้าไม่พูดคุย

480
00:40:28,761 --> 00:40:29,320
เขาห้ามพูดคุยนะ

481
00:40:29,320 --> 00:40:32,729
จับหัว ถ้าเราจับไม่ถึง แปลว่ามันสูงกว่าเราแน่ ๆ

482
00:40:32,729 --> 00:40:36,729
อย่างนี้ใช่หรือเปล่า อย่างนี้ก็ได้

483
00:40:38,500 --> 00:40:42,500
ฉะนั้น มันก็เป็นวิธีการว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร

484
00:40:43,079 --> 00:40:46,095
ถ้าอย่างนี้ล่ะ พีระมิดกลับหัว

485
00:40:46,095 --> 00:40:48,697
อันนี้ครูชอบนะ แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น 10 คน

486
00:40:48,697 --> 00:40:52,697
ต่อกลุ่ม อย่างนี้ค่ะ แล้วก็ให้ 10 คนนี้ ยืนเรียงกัน

487
00:40:55,259 --> 00:40:57,192
เป็นพีระมิด อย่าง 3 กลุ่มนี้

488
00:40:57,192 --> 00:41:01,192
หันไปทางเดียวกันหมดเลย แล้วจับเวลา ดูสิว่า 3 กลุ่มนี้

489
00:41:05,596 --> 00:41:09,596
ให้เคลื่อนไหวได้แค่ 3 คน เปลี่ยนตำแหน่งได้แค่ 3 คนเท่านั้น  ดูสิว่า

490
00:41:11,082 --> 00:41:15,082
แต่ละกลุ่มนี่ จะเปลี่ยนตำแหน่งตรงไหน ให้พีระมิด

491
00:41:16,482 --> 00:41:20,482
กลับหัวให้ได้เร็วที่สุด อันนี้ต้องคิดแล้ว ถูกไหม คิดแล้วแก้ปัญหา

492
00:41:21,829 --> 00:41:25,829
มันถูกกำหนดได้แค่... มูฟได้ ขยับได้แค่

493
00:41:27,658 --> 00:41:31,353
3 คนเท่านั้น จะทำอย่างไร จากพีระมิดอย่างโน้น

494
00:41:31,353 --> 00:41:34,990
จะให้กลายเป็นพีระมิดไปทางนี้ เราต้องแข่งกัน

495
00:41:34,990 --> 00:41:36,929
ว่าใครใช้เวลาน้อยที่สุด  กลุ่มไหนทำได้เร็วก็ได้

496
00:41:36,929 --> 00:41:40,929
อันดับ 1 อย่างนี้ ต้องคิดถูกไหม

497
00:41:45,137 --> 00:41:46,770
ทำอย่างไรนะ

498
00:41:46,770 --> 00:41:50,770
อย่างนี้ต้องคิดใช่ไหมคะ  ฉะนั้น อันนี้เป็นตัวอย่างที่ให้ดู

499
00:41:55,072 --> 00:41:59,072
ว่าในการเรียนการสอนของเราน่ะ เราสามารถ

500
00:42:00,340 --> 00:42:04,340
ที่จะประยุกต์เอากิจกรรมอะไรก็ได้ เพื่อที่จะกระตุ้นให้กับนักเรียนเกิดทักษะความคิด

501
00:42:07,480 --> 00:42:10,232
แบบนั้น อย่างเมื่อกี้ครูถามพวกเราน่ะค่ะ

502
00:42:10,232 --> 00:42:14,232
ระหว่างเป็ด 1 ตัวที่ตัวใหญ่เท่าม้า กับม้า 10 ตัว

503
00:42:18,203 --> 00:42:22,081
จะเอาอะไรอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน ให้เขาได้ลองลงมือทำจริง ๆ อย่างนี้ค่ะ

504
00:42:22,081 --> 00:42:24,640
ซึ่งมันไม่จำกัด ว่าจะต้องทำรูปแบบนี้เท่านั้น

505
00:42:24,640 --> 00:42:28,640
เราสามารถเอาไปดีไซน์ได้ ว่าถ้าเราสอน

506
00:42:29,168 --> 00:42:31,728
คณิตศาสตร์ เราจะใช้อะไรดี  เราจะใช้กิจกรรมไหน

507
00:42:31,728 --> 00:42:35,728
ถึงจะเหมาะสมกับวิชาเรา เราสอนภาษาอังกฤษเราใช้อะไรดี เราสอน

508
00:42:42,186 --> 00:42:45,132
เด็กพิเศษใช้อะไรดี อย่างนี้ค่ะ เราสอนชีวะ ใช้อะไรดี เราสอนคอมพิวเตอร์

509
00:42:45,132 --> 00:42:49,132
ใช้อะไรดี อะไรอย่างนี้  มันก็สามารถประยุกต์ได้

510
00:42:49,275 --> 00:42:53,275
ทีนี้อุปสรรคในการแก้ปัญหา ที่จะทำให้เราแก้ปัญหา

511
00:42:53,616 --> 00:42:55,446
ได้ยาก อันแรก คือ เรื่องของ

512
00:42:55,446 --> 00:42:59,446
การยึดติดอยุ่กับหน้าที่ หมายถึงว่า

513
00:43:01,851 --> 00:43:02,358
เรามักจะยึดอยู่ ว่า

514
00:43:02,358 --> 00:43:06,358
แก้วต้องใส่น้ำเท่านั้น มือถือต้องโทรศัพท์

515
00:43:11,168 --> 00:43:12,444
เท่านั้น คอมพิวเตอร์ต้องใช้พิมพ์เท่านั้น

516
00:43:12,444 --> 00:43:16,444
อย่างนี้ คือ การยึดติดอยู่กับที่เกา้อี้

517
00:43:22,618 --> 00:43:24,415
เอาไว้นั่งเท่านั้นอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าจะต้องตัดกระดาษ

518
00:43:24,415 --> 00:43:28,415
ต้องใช้กรรไกรเท่านั้น

519
00:43:29,574 --> 00:43:33,574
ใช้อะไรแทนได้บ้าง ใช้

520
00:43:34,575 --> 00:43:35,455
คัตเตอร์ ใช้มีด

521
00:43:35,455 --> 00:43:39,455
ใช้มือได้ไหม อย่างนี้ ใช้เพื่อนได้ไหม อย่างนี้

522
00:43:42,176 --> 00:43:44,681
คือ การที่เราคิดหลาย ๆ วิธีใช่ไหมคะ

523
00:43:44,681 --> 00:43:48,681
ในการแก้ปัญหา ก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยนะคะ

524
00:43:53,692 --> 00:43:53,980
ฉะนั้น การที่เรายึดติดอยู่กับหน้าที่ มันทำให้เราแคบ มันทำให้เราคิดแค่ว่า

525
00:43:53,980 --> 00:43:57,980
สิ่งนี้ทำได้อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่มันมีประโยชน์

526
00:44:01,818 --> 00:44:05,818
อย่างอื่นอีกมากมาย อย่างนี้ค่ะ มันทำให้เราแก้ปัญหา

527
00:44:11,673 --> 00:44:12,987
ได้ดีมากขึ้นนะคะ อันที่ 2 คือ

528
00:44:12,987 --> 00:44:16,987
เล่าให้ครูฟังก็ได้นะ

529
00:44:24,985 --> 00:44:28,628
อันที่ 2 นะคะ ก็คือชุดการตอบสนองที่

530
00:44:28,628 --> 00:44:30,622
เรามีแนวโน้ม ว่าเราจะแก้ปัญหา

531
00:44:30,622 --> 00:44:34,622
ด้วยวิธีการเดิม ๆ อยู่เสมอ ซึ่ง...

532
00:44:40,920 --> 00:44:44,920
ซึ่งในบางปัญหา มันอาจ

533
00:44:46,760 --> 00:44:50,760
จะไม่เหมาะกับวิธีการเดิม ๆ อย่างเดียวเสมอไป

534
00:44:58,057 --> 00:45:02,057
ใช่ไหมคะ การที่เราคิดว่าเราจะต้องใช้วิธีนี้มันเวิร์ก เราจะต้องใช้วิธี

535
00:45:07,695 --> 00:45:11,695
เหมือนกับเอาง่าย ๆ 3 คนตรงนั้นมีอะไรคะ มีอะไรหรือเปล่า

536
00:45:15,161 --> 00:45:17,899
เดินมาหา เรานั่นแหละ มีอะไรหรือเปล่า เห็นคุยกันตลอด

537
00:45:17,899 --> 00:45:21,280
เลย ครูขอแยกได้ไหม ขอหนุ่มใส่แว่นมานั่งฝั่งนี้ครับ

538
00:45:21,280 --> 00:45:23,166
จริง อันนี้พูดจริง

539
00:45:23,166 --> 00:45:26,849
ขยับครับ

540
00:45:26,849 --> 00:45:30,849
ใช่ ใช่ เราน่ะย้ายง่ายสุด อยู่ตรงนี้

541
00:45:33,026 --> 00:45:37,026

542
00:45:38,838 --> 00:45:42,838
หนู...  หนูคนที่ก้มเขียนน่ะค่ะ

543
00:45:44,691 --> 00:45:48,691
เรานั่งนี่ใช่ไหม หนูมานั่งนี่ลูก

544
00:45:53,463 --> 00:45:57,029
หนูน่ะค่ะ มาค่ะ

545
00:45:57,029 --> 00:45:57,486
มาค่ะ หนูน่ะค่ะ มาค่ะ

546
00:45:57,486 --> 00:45:57,810
ด่าครูเหรอคะ หรือด่าเพื่อน

547
00:45:57,810 --> 00:46:00,976
มาค่ะ ย้ายค่ะ

548
00:46:00,976 --> 00:46:04,976
อันนี้ คือ วิธีการ

549
00:46:07,460 --> 00:46:10,318
แก้ปัญหาของครู

550
00:46:10,318 --> 00:46:14,318
มาค่ะ

551
00:46:27,717 --> 00:46:31,717
ครูย้ายที่แล้วนะ แล้วถ้ายังมีเสียงกวนเพื่อนคนอื่นอีก

552
00:46:33,468 --> 00:46:37,468
ครูจะ... ใครมีสกอตเทป

553
00:46:39,004 --> 00:46:41,864
ครูจะยืมสกอตเทปก่อน โอเค

554
00:46:41,864 --> 00:46:45,864
คุยกันน่ะครูไม่ว่า แต่คุยเสียงดัง แล้วมันกวน

555
00:46:51,002 --> 00:46:53,509
คนอื่นเขานะลูกนะ ถึงไหนแล้ว ครูสอน

556
00:46:53,509 --> 00:46:54,599
ถึงไหนแล้ว

557
00:46:54,599 --> 00:46:58,599
ชุดตอบสนองใช่ไหมคะ เรามีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหา

558
00:47:05,000 --> 00:47:08,831
การเดิม ๆ เหมือนเมื่อกี้ครูแก้ปัญหา ก็ยังคุยกันเหมือนเดิมนะ

559
00:47:08,831 --> 00:47:11,554
จ้ะ

560
00:47:11,554 --> 00:47:15,554
วิธีการแก้ปัญหาของครูเมื่อกี้ มันก็เป็น

561
00:47:23,135 --> 00:47:27,135
ชุดการตอบสนองเดิม ๆ เหมือนกันนะ ว่าครูมักจะมีแนวโน้มในการที่จะจับแยก

562
00:47:27,515 --> 00:47:28,607
เวลาคุมสอบ นักศึกษา

563
00:47:28,607 --> 00:47:32,607
เหลือบมองข้อสอบกัน ครูก็จับแยก การ

564
00:47:36,397 --> 00:47:39,646
ตอบสนองที่มีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ

565
00:47:39,646 --> 00:47:43,646
ซึ่งมันอาจจะเวิร์กก็ได้ หรือไม่เวิร์กก็ได้

566
00:47:44,488 --> 00:47:47,101
ตอนที่ครูจับแยก ลอกข้อสอบเวิร์ก

567
00:47:47,101 --> 00:47:51,101
นี่ค่ะ จับแยกในห้องเรียนอาจจะไม่เวิร์ก แบบนี้ก็ได้

568
00:47:53,376 --> 00:47:57,376
อันนี้ คือ การที่เราไม่... ไม่คำนึงถึง ว่าฉันต้องการทำวิธีการเดียวเท่านั้น ถึงจะเหมาะสม

569
00:47:59,232 --> 00:48:01,161
อย่างนี้ค่ะ มันทำให้เรามีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้นในการแก้ปัญหา

570
00:48:01,161 --> 00:48:03,108
สามารถแก้ได้ดีมากขึ้นนะคะ

571
00:48:03,108 --> 00:48:06,875
ทีนี้วิธีการแก้ปัญหา ก็คือว่า

572
00:48:06,875 --> 00:48:10,875
สิ่งหนึ่ง ก็คือการวิเคราะห์ปัญหานั้น

573
00:48:11,699 --> 00:48:14,389
ว่าปัญหานั้นคืออะไร ระบุไปก่อน

574
00:48:14,389 --> 00:48:18,389
อะไรล่ะ ที่เราต้องแก้ แล้วก็ค่อย

575
00:48:24,489 --> 00:48:24,903
มองแยกส่วน ว่าไอ้ปัญหานั่นน่ะ มันมีอะไรประกอบกันบ้าง

576
00:48:24,903 --> 00:48:28,524
แล้วค่อยแก้ทีละส่วน ถ้า

577
00:48:28,524 --> 00:48:32,411
เปรียบเทียบเหมือนกับว่าปัญหาเหมือนก้อนหิน อย่างนี้ค่ะ

578
00:48:32,411 --> 00:48:36,411
ถ้าเกิดว่าเป็นก้อนใหญ่มาก แล้วเราต้องก้าว

579
00:48:42,801 --> 00:48:44,650
ผ่านมันให้ได้นี่  บางทีเราท้อน่ะ บางทีเราทำอย่างไรดีนะ จะทำได้ไหม ตายแน่เลย

580
00:48:44,650 --> 00:48:48,650
แต่ถ้าเกิดเรามองให้มันละเอียด ว่ามีอะไรที่มัน

581
00:48:49,844 --> 00:48:53,844
ประกอบบ้าง มันมีอะไรที่สำคัญ สำคัญอยู่ในนั้น

582
00:48:58,800 --> 00:49:02,800
แล้วค่อย ๆ แก้ไปทีละนิด มันจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น

583
00:49:03,434 --> 00:49:07,434
อย่างน้อยที่สุด คือ มันเกิดกำลังใจว่าเรายังพอทำได้ เรายังพอแก้ได้

584
00:49:10,261 --> 00:49:14,261
อย่างนี้ค่ะ นี่คือวิธีการแก้ปัญหา อันแรกก่อน

585
00:49:15,166 --> 00:49:17,370
วิเคราะห์ก่อน ระบุก่อน ระบุปัญหาคืออะไร

586
00:49:17,370 --> 00:49:21,370
เราก็ค่อยวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าปัญหานั้นมันมีอะไรเป็นองค์ประกอบ

587
00:49:25,694 --> 00:49:28,149
บ้าง แล้วค่อยแก้ไปทีละส่วนอย่างนี้ค่ะ อันที่ 2 คือ การทำงาน

588
00:49:28,149 --> 00:49:32,149
ย้อนกลับ การทำงานย้อนกลับ ก็คือวิธีการที่...

589
00:49:34,651 --> 00:49:35,121
เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำลำดับ

590
00:49:35,121 --> 00:49:39,121
แบบเดิม ต้องแก้ 1 + 1

591
00:49:42,590 --> 00:49:46,590
เป็น 2 หรือเปล่านะ แล้ว 2 + 2 เป็น 4

592
00:49:48,126 --> 00:49:51,373
ไม่ต้องแก้เป็นลำดับก็ได้ อย่างนี้ค่ะ

593
00:49:51,373 --> 00:49:55,373
เหมือนถ้าอย่างคณิตศาสตร์ใช่ไหม การที่เรามี... มีคำตอบ

594
00:49:55,620 --> 00:49:59,489
อยู่ ว่าจะทำอย่างไร

595
00:49:59,489 --> 00:50:03,489
เพื่อให้ได้ 40 อย่างนี้ เราไม่ต้องมานั่งคิดทีละข้อ

596
00:50:09,716 --> 00:50:10,449
1 + 1 = 2 2 + 2 = 4 4 + 4

597
00:50:10,449 --> 00:50:14,449
= 8 มันช้า นึกออกหรือเปล่า เราทำ

598
00:50:18,240 --> 00:50:22,163
ย้อนกลับเลยก็ได้ ว่าเอออะไรนะได้ 40 ทำอย่างไรได้ 40 บ้าง ทำอย่างไรให้เงินครบ 40 บ้าง

599
00:50:22,163 --> 00:50:22,642

600
00:50:22,642 --> 00:50:26,642
แทนที่จะขอเงินทีละบาท  40 คน

601
00:50:33,052 --> 00:50:34,742
อย่างนี้ เราขอทีละ 20 จาก 2 คนได้ไหม

602
00:50:34,742 --> 00:50:38,742
มันทำให้เราเร็วขึ้นอย่างนี้ค่ะ คือ การคิดย้อนกลับนะคะ

603
00:50:40,225 --> 00:50:44,225
อันที่ 3 คือ การคิดอุปมา การคิดอุปมา ก็คือการ

604
00:50:46,868 --> 00:50:48,950
เปรียบเทียบว่าอะไรที่มันคล้ายคลึงกันบ้าง

605
00:50:48,950 --> 00:50:52,950
อย่างเมื่อกี้เลย ที่ถามไง ถ้าเกิด

606
00:50:53,095 --> 00:50:57,095
ไฟดับใช้อะไรแทนใช่ไหมคะ ใช้ตะเกียง ใช้

607
00:50:58,659 --> 00:51:02,659
มือถือ ใช้เทียนพรรษา ใช้เทียนวันเกิด

608
00:51:03,805 --> 00:51:05,631
มีฟังก์ชันใกล้เคียงกันใช้แทนกันได้

609
00:51:05,631 --> 00:51:09,631
อันนี้ คือ การอุปมา ว่าไม่มีอันนี้ทำอะไรได้บ้าง

610
00:51:11,798 --> 00:51:15,798
ไม่มีกรรไกรตัดกระดาษ ฉันทำอะไรแทนได้บ้าง ใช้คัตเตอร์แทนได้ไหม

611
00:51:17,569 --> 00:51:21,569
เอาคัตเตอร์ก็ไม่คม ขึ้นสนิม ใช้ไม้บรรทัดแทน

612
00:51:23,644 --> 00:51:25,494
อย่างนี้ นี่ คืวิธีการที่เราอุปมา ว่าอะไรที่มันคล้ายคลึงกันเอามาใช้แทนกันก่อน

613
00:51:25,494 --> 00:51:25,855
นี่คือการแก้ปัญหาแบบที่ 3 นะคะ

614
00:51:25,855 --> 00:51:29,855
ทีนี้ในกระดาษ

615
00:51:32,723 --> 00:51:36,723
นะคะ โจทย์ให้เราตอบ ก็คือว่า

616
00:51:36,982 --> 00:51:40,982
ไอ้การคิด 3 แบบที่เราคุยกันไปเมื่อกี้ มันมีประโยชน์

617
00:51:45,043 --> 00:51:47,774
กับตัวเราอย่างไร การคิดแบบมีวิจารณญาณ

618
00:51:47,774 --> 00:51:51,774
มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร การคิดซับซ้อน เอ้ย

619
00:51:55,561 --> 00:51:59,561
การคิดอะไรนะ สร้างสรรค์มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

620
00:52:01,336 --> 00:52:05,336
และการคิดแก้ปัญหามีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร ให้เราเขียนคำตอบของ

621
00:52:09,048 --> 00:52:13,048
ตัวเราเองลงในกระดาษนะคะ

622
00:52:47,897 --> 00:52:50,810
ทวนคำถามนะคะ

623
00:52:50,810 --> 00:52:54,810
ว่าการคิดที่ซับซ้อนทั้ง 3 แบบที่เราเรียนไป

624
00:52:55,726 --> 00:52:57,401
นี่ค่ะ การคิด

625
00:52:57,401 --> 00:53:01,401
แบบมีวิจารณญาณ แล้วก็การคิดสร้างสรรค์

626
00:53:03,220 --> 00:53:07,220
และการคิดแก้ปัญหา

627
00:53:07,618 --> 00:53:11,618
ทั้ง 3 แบบนี้

628
00:53:16,185 --> 00:53:20,185
มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร

629
00:53:23,785 --> 00:53:27,785
อันที่ 1 คือ วิจารณญาณ อันที่ 2 คือ

630
00:53:30,726 --> 00:53:33,655
การคิดสร้างสรรค์ และอันที่ 3 คือ

631
00:53:33,655 --> 00:53:37,655
การคิดแก้ปัญหา ทั้ง 3 แบบนี้ มีประโยชน์

632
00:53:41,364 --> 00:53:45,364
กับตัวเราอย่างไร

633
00:58:24,100 --> 00:58:24,854

634
00:58:24,854 --> 00:58:26,560
โอเค

635
00:58:26,560 --> 00:58:30,560
ให้เวลานักเรียน

636
00:58:36,109 --> 00:58:40,109
อีกแป๊บหนึ่งนะคะ อย่าลืม

637
00:58:41,313 --> 00:58:45,313
เขียนชื่อ แล้วก็รหัสนักศึกษาไว้ให้ด้วยนะคะ

638
00:59:44,217 --> 00:59:47,875
อ๋อ

639
00:59:47,875 --> 00:59:51,875
สัญญาณไม่ดี

640
01:00:10,930 --> 01:00:14,930
เสร็จแล้ว ครูต่อ

641
01:00:18,767 --> 01:00:22,767
นะ อันนั้นเราเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวสรุปตอนท้ายคาบนะ

642
01:00:22,909 --> 01:00:23,177
ต่อไปนะ  คือ เรื่องของการที่

643
01:00:23,177 --> 01:00:27,177
เราจะใช้วิธีการสอน เพื่อ

644
01:00:27,439 --> 01:00:31,439
กระตุ้นให้กับนักเรียนนี่ เกิดความคิดที่

645
01:00:32,462 --> 01:00:36,462
ซับซ้อนได้  ทีนี้เราจะต้องมารู้จักกันก่อน ว่า

646
01:00:36,657 --> 01:00:40,657
มันมีวิธีการสอนแบบไหนบ้างนะคะ อันนี้ครูก็

647
01:00:42,251 --> 01:00:42,932
แยกมาให้เห็นนะ  ว่ามันจะมีอยู่

648
01:00:42,932 --> 01:00:46,705
4 กลุ่มใหญ่ ๆ นะคะ โดยที่เราแยกว่า

649
01:00:46,705 --> 01:00:50,705
สำหรับที่เป็นผู้เรียนกำกับมากกว่า แปลว่าผู้

650
01:00:56,186 --> 01:01:00,186
เป็นคนลงมือทำเอง เป็น Active Learning อย่างนี้ค่ะ

651
01:01:01,706 --> 01:01:05,706
ครูกำกับมากกว่านั่น งก็คือครู

652
01:01:08,192 --> 01:01:09,358
นะคะ แล้วก็แบ่งเป็นเน้นกลุ่มมากกว่า งทำงานเป็นกลุ่ม

653
01:01:09,358 --> 01:01:13,358
หรือเน้นรายบุคคลมากกว่า เอา

654
01:01:14,955 --> 01:01:15,825
เป็นตัวต่อตัวเลย

655
01:01:15,825 --> 01:01:19,825
มันมีอยู่ 4 กลุ่ม กลุ่มแรกผู้เรียน

656
01:01:23,710 --> 01:01:27,710
กำกับมากกว่า คือ นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมาก ๆ นะ แล้วเน้นกลุ่มด้วย

657
01:01:29,912 --> 01:01:31,726
เรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบสืบสวน

658
01:01:31,726 --> 01:01:35,726
การเรียนรู้แบบค้นพบ เรามาคุยรายละเอียด

659
01:01:35,900 --> 01:01:39,900
กัน ว่าแต่ละอันคืออะไรนะคะ ถ้าการเรียนรู

660
01:01:44,207 --> 01:01:46,959
้แบบร่วมมือ ก็คือการทำงานด้วยกันน่ะ การแบ่งกลุ่ม

661
01:01:46,959 --> 01:01:47,778
ให้แต่ละคน ทุกคนในกลุ่มนี่

662
01:01:47,778 --> 01:01:51,778
มีหน้าที่ในการทำงาน ไม่ว่าหน้าที่อะไรก็แล้วแต่

663
01:01:56,137 --> 01:01:57,302
แบ่งกันเองอย่างนี้ค่ะ คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ

664
01:01:57,302 --> 01:02:01,302
การเรียนรู้แบบสืบสวน ค้นพบเดี๋ยวครูจะคุยรายละเอียดกันนะคะ

665
01:02:03,625 --> 01:02:07,625
ทีนี้อันกลุ่มที่ 2 นักเรียน เอ้ยผู้เีัย

666
01:02:08,218 --> 01:02:11,145
มากกว่า แล้วก็เน้นรายบุคคล แสดงว่าไม่ต้องทำเป็นกลุ่ม

667
01:02:11,145 --> 01:02:12,246
ก็ได้ ทำของใครของมันนะคะ การไตร่ตรองด้วย

668
01:02:12,246 --> 01:02:16,246
ตัวเอง การศึกษาอสระ ผังมโนทัศน์

669
01:02:19,968 --> 01:02:22,540
อย่างนี้ ผนังมโนทัศน์ ก็ Concept Map

670
01:02:22,540 --> 01:02:25,282
การเขียน Mind Maping

671
01:02:25,282 --> 01:02:29,282
การศึกษาอิสระ ก็สืบค้นเอาแหละ การ

672
01:02:32,224 --> 01:02:33,709
หรือ Search จากหนังสืออะไรก็แล้วแต่ อิสระเลย

673
01:02:33,709 --> 01:02:37,709
การไตร่ตรองด้วยตัวเอง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณใช่ไหมคะ

674
01:02:39,426 --> 01:02:41,661
กลุ่มที่ 3 คือ ครูกำกับมากกว่า

675
01:02:41,661 --> 01:02:42,508
เน้นกลุ่มด้วยนะคะ

676
01:02:42,508 --> 01:02:46,508
บรรยายไง เราบรรยายทีเดียว นักเรียนอยู่ทั้งห้อง อันนี้

677
01:02:51,055 --> 01:02:54,983
ครูกำกับนะคะ สอนโดยตรง สอนโดยตรง

678
01:02:54,983 --> 01:02:56,733
เป็นอย่างไรนะ การสอนที่มีประสิทธิผล

679
01:02:56,733 --> 01:03:00,733
เป็นอย่างไรอย่างนี้ค่ะ เดี๋ยวเรามาคุยรายละเอียดกันนะคะ

680
01:03:02,119 --> 01:03:06,119
กลุ่มที่ 4 กลุ่มสุดท้าย ครูกำกับ

681
01:03:07,035 --> 01:03:09,639
แล้วเน้นรายบุคคล คือ ไม่ต้องทำงานเป็นกลุ่มก็ได้นะ

682
01:03:09,639 --> 01:03:13,639
เรียนแบบรอบรู้ การอ่านตำราเรียน การจัดมโนทัศน์

683
01:03:15,644 --> 01:03:19,056
ล่วงหน้า คืออะไร เรามาดูทีละอันนะคะ

684
01:03:19,056 --> 01:03:23,056
การเรียนรู้แบบสืบสวนคืออะไร การเรียนรู้แบบสืบสวน คือ เหมือนนักสืบน่ะ

685
01:03:25,464 --> 01:03:29,464
ที่มีโจทย์ให้ แล้วให้เราไปหาคำตอบเอง

686
01:03:32,169 --> 01:03:36,169
ด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ แล้วครูค่อยมาอธิบายที่หลัง

687
01:03:36,252 --> 01:03:40,252
อย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบสืบสวน" ให้โจทย์ไป

688
01:03:43,618 --> 01:03:44,488
ให้สิ่งที่ต้องการไป จะทำอย่างไรได้บ้าง ให้เขา

689
01:03:44,488 --> 01:03:48,488
ได้สืบค้นหาวิธีการด้วยตัวเอง หาคำตอบด้วยตัวเอง

690
01:03:49,462 --> 01:03:53,462
ถูกไม่ถูกอย่างไร เราค่อยมาดูกัน  นี่ เขาเรียกว่า "การเรียนร

691
01:03:56,262 --> 01:03:59,431
ู้แบบสืบสวน" นะคะ อธิบายก่อน ใช้คำถามกระตุ้นให้คิดใช่ไหมคะ

692
01:03:59,431 --> 01:04:03,431
แล้วก็ใช้วิธีการ แต่ละคนคิดอย่างไร แล้

693
01:04:08,266 --> 01:04:10,551
วมาอธิบายร่วมกัน มาหาแนวทางร่วมกัน ถูกไม่ถูกอย่างไร

694
01:04:10,551 --> 01:04:11,874
ค่อยว่าทีหลังอย่างนี้ค่ะ อันต่อไป

695
01:04:11,874 --> 01:04:15,874
คือ การเรีียนรู้แบบค้นพบ ก็คือการสำรวจแหละ กา

696
01:04:20,271 --> 01:04:24,271
รเรียนรู้แบบค้นพบ คือ เป็นการสอนทีมุ่งให้ผู้เรียนนี่ แสวงหาความรู้และค้นพบ

697
01:04:28,181 --> 01:04:29,263
ด้วยตัวเอง จะวิธีการไหนก็แล้วแต่ ซึ่ง

698
01:04:29,263 --> 01:04:30,998
ขอโทษ ซึ่งครูทำอะไร ครูก็เป็น

699
01:04:30,998 --> 01:04:34,966
คนที่คอยดู คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ

700
01:04:34,966 --> 01:04:38,966
อย่างห่วง ๆ คอยดู ว่าถ้าเกิดว่าเขาไปแสวงหา

701
01:04:43,798 --> 01:04:47,798
ความรู้ วิธีการที่เขาทำนี่

702
01:04:48,293 --> 01:04:52,293
ไม่ใช่แล้ว ครูก็ค่อยไกท์ ไปไกท์แบบทำอย่างนี้ดี

703
01:04:52,302 --> 01:04:56,300
อันนี้คงไม่ใช่ละ ให้หนูไปหาข้อมูงจาก ๅฌน

704
01:04:56,300 --> 01:05:00,015
จาก Google Google เขาไม่มีบอกหรอก ไป

705
01:05:00,015 --> 01:05:02,658
อ่านบทความนี้ก่อนอะไรอย่างนี้ อันนี้คือการไกท์ไลน์

706
01:05:02,658 --> 01:05:05,743
นะคะ แต่ว่าไม่ได้บอกวิธีการว่า

707
01:05:05,743 --> 01:05:09,743
ตรงไหน ใช่หรือเปล่า บอกว่าตรงนี้ใช่

708
01:05:12,175 --> 01:05:16,143
หาไม่เจอหรอก ไปอ่านตรงนี้ดีกว่าอย่างนี้ค่ะ คือ ให้เขาหา

709
01:05:16,143 --> 01:05:16,910
วิธีการหคำตอบด้วยตัวเอง

710
01:05:16,910 --> 01:05:20,672
นะคะ เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบค้นพบ" นะคะ

711
01:05:20,672 --> 01:05:24,672
อันที่ 3 ก็คือผังมโนทัศน์ อันนี้เรา

712
01:05:27,023 --> 01:05:29,593
คุ้นเคย การทำ Concept Maps ที่

713
01:05:29,593 --> 01:05:33,593
ถามว่ามันต่างกับ Mind Mapping อย่างไร

714
01:05:36,311 --> 01:05:38,095
มันต่างกันนิดหนึ่ง Mind Maping คือ การเขียนหัวข้อสำคัญ ๆ

715
01:05:38,095 --> 01:05:42,095
อะไรเกี่ยวข้องบ้าง แต่ Concept Maps คือ การที่มีเส้น

716
01:05:43,683 --> 01:05:44,769
เหล่านี้มันมีความหมาย มันคือการแสดงความ

717
01:05:44,769 --> 01:05:46,501
สัมพันธ์ของข้อมูลว่าสิ่งสำคัญ

718
01:05:46,501 --> 01:05:50,501
คืออะไร แล้วสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้คืออะไร

719
01:05:55,726 --> 01:05:56,558
ดังนั้น มันไม่ใช่

720
01:05:56,558 --> 01:06:00,558
การเขียนแค่หัวข้ออย่างเดียว แล้วแปะ ๆ ๆ ต่อ ๆ กัน

721
01:06:01,516 --> 01:06:05,516
แต่คือการากเส้นให้เชื่อมโยง ว่า

722
01:06:08,327 --> 01:06:12,327
ที่เราว่ามานี่ มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง สมมติ สมมติเราเรียนไปในครึ่งเทอมแรก

723
01:06:14,048 --> 01:06:18,048
ใช่ไหม ทฤษฎีการเรียนรู้มีกี่แบบ

724
01:06:19,079 --> 01:06:20,272
อย่างนี้ค่ะ อาจจะมีทฤษฎีการเรียนรู้แบบ

725
01:06:20,272 --> 01:06:24,272
พฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการเรียนรู้แบบกลุ่มรู้คิด

726
01:06:26,523 --> 01:06:30,523
อย่างนี้ กลุ่มพฤติกรรมนิยมมีอะไรบ้าง มี

727
01:06:31,622 --> 01:06:35,622
ทฤษฎี A ทฤษฎี B ทฤษฎี C ทฤษฎี D

728
01:06:36,304 --> 01:06:38,471
อย่างนี้ ทฤษฎี A เขามีอะไรที่มันสำคัญ

729
01:06:38,471 --> 01:06:42,471
ทฤษฎี B มีแนวคิดอะไร ที่สำคัญ

730
01:06:44,339 --> 01:06:48,339
แล้วเราก็ถึงจะเห็นว่าอะไรคือหัวข้อใหญ่ อะไรคือหัวข้อรอง แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างนี้

731
01:06:49,209 --> 01:06:53,209
ซึ่งการทำ Concept Maps ก็ใช้ความ

732
01:06:56,344 --> 01:06:58,841
Creative ด้วยได้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยได้

733
01:06:58,841 --> 01:07:02,438
ซึ่งมันเป็นวิธีการของแต่ละคน  ซึ่งมันไม่ต้องเขียน

734
01:07:02,438 --> 01:07:06,438
แค่ตัวหนังสือ แบ่งเป็นสี อาจจะมีรูปภาพประกอบ

735
01:07:08,353 --> 01:07:10,530
เพื่อความเข้าใจของเราก็ได้  นี่ คือ วิธีการ

736
01:07:10,530 --> 01:07:14,530
ทำ Concept Maps ซึ่งมันเป็นรายบุคคล ที่แต่ละคน

737
01:07:15,238 --> 01:07:19,238
ทำของตัวเอง Concept Maps ของหนู

738
01:07:24,132 --> 01:07:28,132
อาจจะไม่เหมือนของเพื่อนก็ได้อย่างนี้ ขึ้นอยู่กับเราจะเอาตรงไหนมาใส่ หรืออาจจะมีรูปภาพมาประกอบ

739
01:07:29,131 --> 01:07:33,131
ของหนูไม่มีก็ได้อย่างนี้ค่ะ มันเป็นรายบุคคล ว่าจะใช้

740
01:07:34,477 --> 01:07:38,477
วิธีการอะไร  ทำแบบไหน ถึงจะเข้าใจของเขาอย่างนี้ค่ะ

741
01:07:38,640 --> 01:07:42,640
ต่อไป คือ การสอนโดยตรง การสอนโดยตรง แสดงว่าครูมีบทบาท

742
01:07:43,321 --> 01:07:45,322
มากกว่านักเรียนใช่ไหมคะ แต่การสอนโดยตรง

743
01:07:45,322 --> 01:07:48,397
แบบนี้ ก็คือสอนโดยตรง

744
01:07:48,397 --> 01:07:50,962
ครูกำกับ ครูเป็นคนคอยบอก

745
01:07:50,962 --> 01:07:54,962
สิ่งที่พึงระวัง ก็คือวิธีการสอน

746
01:07:55,672 --> 01:07:59,672
การยกตัวอย่าง หรือคำพูดที่ใช้อย่างนี้ค่ะ อย่าง

747
01:08:00,364 --> 01:08:04,364
เมื่อกี้ที่ครูจับแยกใช่ไหม ครูก็รู้สึกไม่ดีนะ ครูก็

748
01:08:12,089 --> 01:08:13,203
ขอโทษเพื่อนรายบุคคลที่ไปจับแยก  อธิบายว่าจำเป็นต้องทำ

749
01:08:13,203 --> 01:08:17,203
อย่างนี้ค่ะ วิธีที่ใช้ คำพูดที่ใช้ เพื่อลดความกระทบกระทั่งกันให้มากที่สุด  ลด

750
01:08:17,500 --> 01:08:21,500
ความขัดแย้งระหว่างครูกับนักเรียน ความขัดแย้งระ

751
01:08:28,389 --> 01:08:32,389
หว่างนักเรียน มันก็เป็นศิลปะที่ครูจะนำมาใช้ ว่าฉันจะทำอย่างไร นอกจากสอนความรู้อย่างเดียวแล้ว อย่างนี้ค่ะ

752
01:08:32,856 --> 01:08:36,856
ต่อไป คือ การสอนที่มีประสิทธิภาพคืออะไร

753
01:08:38,999 --> 01:08:42,999
มันเป็นของคุณแมดเดอลีน ฮันเตอร์ มันเป็นการสอน

754
01:08:46,468 --> 01:08:48,323
ที่มีประสิทธิภาพของแมดเดอลีน ฮันเตอร์

755
01:08:48,323 --> 01:08:50,941
คนที่คิดค้นวิธีการสอนแบบนี้นะคะ วิธีการสอบ

756
01:08:50,941 --> 01:08:54,601
แบบนี้ คือ การบอกเป้าหมายที่ชัดเจน

757
01:08:54,601 --> 01:08:57,621
แล้วก็อธิบายโดยที่มีตัวแบบ

758
01:08:57,621 --> 01:09:01,621
มีการสาธิตให้เห็น มีการทดลอง

759
01:09:07,760 --> 01:09:11,760
และให้เขาเรียนรู้จากการที่เราสาธิตให้ จากการที่เรามีตัวอย่างให้ จะเป็นตัวอย่างที่เป็นคลิปวิดีโอ

760
01:09:14,401 --> 01:09:18,401
จะเป็นตัวอย่างที่ครูทำให้เห็นก็ได้ อย่างสมมติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างนี้ค่ะ เปิดคลิปให้นักเรียนดู ให้

761
01:09:22,688 --> 01:09:24,365
ศึกษาจากคลิปแล้วเห็นตรงไหนอย่างนี้ หรืออาจจะเป็นครูทำ

762
01:09:24,365 --> 01:09:28,365
ให้ดูก็ได้ อย่างเมื่อเช้า ครูเพิ่งเห็นอันหนึ่ง น่าสนใ

763
01:09:32,410 --> 01:09:36,410
จ สอนเรื่องของเขาเรียกว่าอะไรดีนะ ฟิสิกส์น่ะ

764
01:09:36,885 --> 01:09:40,885
แรง... แรงสักแรงหนึ่งของฟิสิกส์ ที่เอาน้ำใส่กระป๋อง

765
01:09:45,773 --> 01:09:47,235
ไม่มีแรงตัวนี้ นำก็เทออกได้ลงเพื่อน

766
01:09:47,235 --> 01:09:51,235
สกปรกอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดเราจับเหวี่ยง เหวี่ยงเหมือน

767
01:09:54,606 --> 01:09:57,504
มันชาชักน่ะนึกออกไหม เหวี่ยงแรง ๆ น้ำในกระป๋องมันไม่

768
01:09:57,504 --> 01:10:00,899
ออกมาสักหยดเลยอย่างนี้ แรงนี้มันคืออันนี้แหละ ถ้าอยากจะรู้

769
01:10:00,899 --> 01:10:04,899
ว่ามันคืออะไร เดี๋ยวเรามาคุยกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้ คือ การบอกเป้าหมาย

770
01:10:09,391 --> 01:10:13,391
ที่ชัดเจน แล้วก็สาธิตให้เห็นถึงสิ่งที่ทำ สิ่งที่ใช้นะคะ

771
01:10:14,681 --> 01:10:18,681
ร่วมกับการใช้

772
01:10:19,372 --> 01:10:23,372
คำถามกระตุ้นให้เขาคิด เหมือนเมื่อกี้ที่บอกว่าเหวี่ยงน้ำ

773
01:10:26,251 --> 01:10:30,251
แรง ๆ เพราะอะไรน้ำมันถึงไม่หก

774
01:10:33,310 --> 01:10:37,310
หกอยู่เลยอย่างนี้ค่ะ ถ้าเราเหวี่ยงแรง ๆ มันเป็นเพราะอะไร

775
01:10:40,430 --> 01:10:42,026
เรามาหาคำตอบด้วยกันนะ เธอไปสืบค้นมาสิ ใช้วิธีการ

776
01:10:42,026 --> 01:10:44,794
อื่นร่วมด้วยก็ได้อย่างนี้ค่ะ ซึ่งวิธีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปนี่ มันก็

777
01:10:44,794 --> 01:10:48,794
เพิ่มความน่าสนใจในการเรียน และกระตุ้น

778
01:10:51,004 --> 01:10:53,974
ให้เกิดความคิดแบบต่าง ๆ ของนักเรียนได้ นอกจาก

779
01:10:53,974 --> 01:10:54,625
บรรยายอย่างเดียวอย่างนี้ค่ะ

780
01:10:54,625 --> 01:10:58,625
ต่อไป คือ การเรียนแบบรอบรู้ การเรียน

781
01:11:02,677 --> 01:11:03,787
แบบรอบรู้ ก็คือว่าเป็นการที่เชื่อว่า

782
01:11:03,787 --> 01:11:07,787
ผู้เรียนทุกคนนี้ มีวิธีการเรียนเป็นของตัวเอง คนบาง

783
01:11:16,356 --> 01:11:20,356
คนแต่ละคนอาจจะมีถนัดไม่เหมือนกันใช่หรือเปล่า บางคนเรียนผ่านทางการฟังอย่างเดียว บางคนเรียนผ่าน

784
01:11:23,238 --> 01:11:23,416
การได้เห็น ตัวอย่างด้วยถึงจะเข้าใจอย่างนี้ค่ะ เขามีความเชื่อว่า

785
01:11:23,416 --> 01:11:27,416
แต่ละคนนี่ มีวิธีการเรียนหาความรู้แตกต่างกัน

786
01:11:30,193 --> 01:11:34,193
ซึ่งสิ่งที่ถูกวิพากย์ ก็อาจจะถูกวิพากษ์ว่า การที่เ

787
01:11:40,455 --> 01:11:41,558
ดิมมีวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนี่ แน่นอนมันเป็น Concept ที่ดี

788
01:11:41,558 --> 01:11:45,558
แต่ถ้ามันให้ความเข้าใจเกิด ช้า-

789
01:11:47,082 --> 01:11:47,619
เร็ว แตกต่างกันล่ะ บางคนสอนอธิบายเข้าใจเลย บางคน

790
01:11:47,619 --> 01:11:51,619
ต้องลงมือให้ทำ บางคนอาจจะให้เขาทำเอง วิธีการเกิด

791
01:11:52,556 --> 01:11:56,182
ระยะเวลา ในการเกิดความเข้าใจแต่ละคน

792
01:11:56,182 --> 01:11:59,448
มันก็ไม่เท่ากัน มันก็เป็นข้อวิพากษ์

793
01:11:59,448 --> 01:12:02,842
มันทำได้ มันดี มันเหมาะกับนักเรียนที่เป็นคลาสเล็ก ๆ

794
01:12:02,842 --> 01:12:06,842
มีแค่คน 2 คน แต่ถ้าเป็นนักเรียนคลาสใหญ่

795
01:12:12,166 --> 01:12:13,326
มี 30 คน เราจะไปทีละคนมันคงใช้เวลามากเหลือเกินนะ อย่างนี้ ก็เป็นข้อวิพากษ์นะคะ

796
01:12:13,326 --> 01:12:17,326
แล้วประเด็นเรื่องการปฏิบัติ หมายถึงว่า

797
01:12:18,245 --> 01:12:22,245
ครูต้องทำเอง ครูต้องไปคอยดู

798
01:12:25,789 --> 01:12:29,412
ทีละคนน่ะ ด้วยตัวเอง เสียเวลา 1. เสียเวลา 2. อาจจะดูไม่ทั่วถึงอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นข้อวิพากษ์ ว่า

799
01:12:29,412 --> 01:12:33,391
การสอนแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ควรระวังนะ เพราะมันเกิดแบบนี้

800
01:12:33,391 --> 01:12:35,634
ขึ้นได้อย่างนี้ค่ะ

801
01:12:35,634 --> 01:12:39,195
อันต่อไป คือ การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า

802
01:12:39,195 --> 01:12:42,824
อันนี้ครูมีบทบาทมากกว่า แล้วก็

803
01:12:42,824 --> 01:12:46,824
เน้นผู้เรียนไปทีละคนก็ได้นะคะ การจัดมโนทัศน์

804
01:12:51,824 --> 01:12:55,824
ล่วงหน้า คือ การสร้างภาพมโนทัศนให้เห็นว่า คุณจะ

805
01:12:56,901 --> 01:13:00,447
เรียนเรื่องนี้อะไรบ้าง เหมือนเป็น

806
01:13:00,447 --> 01:13:04,447
การ Preview ก่อน ให้รู้ว่าฉันจะต้อง

807
01:13:05,034 --> 01:13:09,034
ไปเจออะไร ในวิชานี้ หัวข้อ

808
01:13:12,317 --> 01:13:13,998
อะไรบ้าง ที่ฉันเน้น วิชานี้เน้นอย่างนี้ค่ะ

809
01:13:13,998 --> 01:13:17,890
เรียนวิชาจิตวิทยาสำหรับครู เราจะต้องเจ

810
01:13:17,890 --> 01:13:18,476
อทฤษฎีนะ เราจะต้องมาเจอ

811
01:13:18,476 --> 01:13:22,476
ข้อสอบที่เข้าใจยากนะ อย่างนี้ค่ะ คือ การบอก

812
01:13:29,212 --> 01:13:29,780
ให้เขารู้ตัวล่วงหน้า ว่าเขาจะต้องเจออะไร

813
01:13:29,780 --> 01:13:33,780
กับสิ่งที่เขาเรียน นี่ คือ สิ่งที่เรียกว่าการจัดมโนทัศน์

814
01:13:39,596 --> 01:13:43,596
" ล่วงหน้านะคะ จะใช้เป็น Concept Maps ร่วมด้วยก็ได้ อย่างเช่น อันนี้สอนภาษาไทย

815
01:13:45,334 --> 01:13:49,334
อย่างนี้ค่ะ วันนี้เรามาเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดกันนะคะ มาตราตัวสะกด มันจะมี 2 อันนะ

816
01:13:54,978 --> 01:13:58,978
สะกดตรงแม่ กับไม่ตรงแม่นะ ไม่ตรงแม่กับไม่ตรงแม่ อะไรที่เรียกว่าไม่ตรง มันจะแบ่งเป็นแบบนี้ แม่กก

817
01:14:02,996 --> 01:14:05,788
เป็นกน แม่กง แม่กน อันนี้ คือ การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้าให้เขารู้ตัวก่อน เหมือนเราจะดูหนังเรื่องยาว

818
01:14:05,788 --> 01:14:09,788
เราก็ต้องดู Trainler หนังก่อน

819
01:14:10,804 --> 01:14:14,804
การมีเทเลอร์หนังให้เขาดู ให้เขารู้ว่าจะเจอ

820
01:14:20,501 --> 01:14:20,872
อย่างนี้นะคะ ทีนี้ ยังมีเหลืออยู่ไหม

821
01:14:20,872 --> 01:14:24,872
มีพื้นที่เหลือไหม โจทย์ข้อสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับบ้าน

822
01:14:27,815 --> 01:14:31,815
กันนะคะ ไม่ใช่กลับบ้าน ก่อนที่จะเลิกคาบ

823
01:14:36,143 --> 01:14:36,803
ในวิธีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปเมื่อกี้ค่ะ สำหรับที่เราจะเป็นครูในอนาคต จะเป็นครู

824
01:14:36,803 --> 01:14:40,803
อะไรก็แล้วแต่นะ ครูจำไม่ได้หรอกว่าสาขาอะไรบ้าง

825
01:14:40,933 --> 01:14:44,933
เราจะใช้วิธีการสอนแบบไหน

826
01:14:48,948 --> 01:14:51,021
เพราะอะไร  เอาเหตุผลของตัวเราเองนะคะ เป็นโจทย์

827
01:14:51,021 --> 01:14:55,021
ข้อสุดท้าย ในการที่เราจะเป็นครู

828
01:14:56,371 --> 01:15:00,371
ในอนาคตนี่ เราจะเลิกวิธีการสอน

829
01:15:00,929 --> 01:15:03,268
แบบไหน เพราะอะไร เป็น

830
01:15:03,268 --> 01:15:07,268
เหตุผลของตัวเราเองจ้ะ

831
01:15:07,784 --> 01:15:11,109
อันนี้ให้เขียนนะคะ

832
01:15:11,109 --> 01:15:15,109
แล้วก็ถ้าเสร็จแล้ว ใครเขียนเสร็จแล้ว ก็เอามาส่งครู

833
01:15:20,603 --> 01:15:24,209
หน้าห้อง แล้วเราก็เลิกคาบได้นะ นัดหมาย คาบหน้าเราเจอกันออนไลน์นะคะ

834
01:15:24,209 --> 01:15:28,209
ออนไลน์ ออนไลน์ แต่ตัวครู ครูจะ

835
01:15:30,243 --> 01:15:34,243
มาสอนในห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ

836
01:15:38,293 --> 01:15:42,293
มันมีแบบไหนบ้าง

837
01:15:43,669 --> 01:15:47,669
คะ มีวิธี

838
01:15:50,016 --> 01:15:52,014
ไหนบ้าง เดี๋ยวย้อนกลับไป

839
01:15:52,014 --> 01:15:55,091
ตรงตารางเมื่อกี้ก็ได้ อันนี้

840
01:15:55,091 --> 01:15:58,534
วิธีเหล่านี้ เราจะ

841
01:15:58,534 --> 01:16:02,534
ใช้วิธีการไหนในการสอน จะใช้วิธีการเดียว

842
01:16:11,308 --> 01:16:15,308
ก็ได้ หรือจะใช้ร่วมกันหลายวิธีก็ได้ แล้วแต่แต่ละคนเลยนะคะ

843
01:28:32,915 --> 01:28:36,915
ฟ

