--- title: จิตวิทยาสำหรับครู (เช้า) 270967 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ล่ามได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ โอเค (อาจารย์ฐิติกาญจน์) ขอบคุณค่ะ สวัสดีพี่ล่ามนะคะ โอเค เสียงมาแล้ว ก็เราเมื่อกี้คุยกันนะคะ ว่าวันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 แล้วก็ ตกลงนักศึกษาใช่ไหม ตอนแรกนึกว่าเจ้าหน้าที่ นั่งข้างหลังเห็นใช่ไหมครับ โอเค ก็วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 นะ เรื่องของการคิดนะ แล้วเราเหลืออีกบทที่ 10 กับ 11 แล้วก็ครูจะปิดคอร์สให้เลยนะคะ เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเวลาที่เหลือนี่ ไปทำงานชิ้นใหญ่ที่สุดอีกชิ้นหนึ่งนะคะ เพราะฉะนั้น อันนี้คือ เพราะฉะนั้น เราก็จะเป็นออนไลน์ครั้งหน้า แล้วก็จบด้วย onsite นะ 2 ครังนะคะ โอเค วันนี้เราจะเรียนบทที่ 8 ที่ครูสลับมา ที่ถามนะคะ เนื้อหามันจะเป็นที่จะต้องมาเรียนกันในห้อง ทีนี้ครูจะขอพวกเรา เตรียมกระดาษไว้สัก 1 แผ่น มีหรือเปล่า มีกระดาษไหมลูก มาเรียนหนังสือไม่มีกระดาษ มีกระดาษและปากกาไหมคะ เพื่อนมีไหม ใครมีกระดาษบ้าง ขายเลยค่ะ แผ่นละ 5 บาท หารายได้เข้ากระเป๋า ตอนเที่ยง ขอเพื่อนเอาลูก มีกระดาษ... กระดาษอะไรก็ได้ลูก ไม่ต้องค่ะ แผ่น... แผ่นไหนก็ได้ กระดาษโน้ตอะไรก็ได้ค่ะ ขอไม่เป็นกระดาษทิชชูก็พอนะ ใครไม่มีก็ให้เพื่อนส่งให้นะคะ ส่วนของหนู หนู... ไม่ต้องเขียนก็ได้นะคะ ของน้องเด็กตานะ น้องก็ไม่ต้องเขียนก็ได้ เดี๋ยวตอบกันเองนะคะ เตรียมกระดาษกันแล้วใช่ไหมลูก เขียนชื่อของตัวเองไว้นะคะ แสดงความเป็นเจ้าของ เขียนชื่อ แล้วก็เขียนรหัสนักศึกษาไว้ให้ด้วยนะคะ โจทย์เดี๋ยวบอกกันอีกทีหนึ่งนะคะ ให้เตรียมกระดาษกับปากกาไว้ก่อน เพราะวันนี้เรามีกิจกรรมให้ที่ทำ แล้วเราจะใช้กระดาษตรงนี้ด้วย เป็นการเช็กชื่อไปในตัวเลยนะคะ หมดแล้วน่ะ เล่มนั้นน่ะ ฉีกไปหมดแล้ว เหบือแค่ปก สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ เสียงครูเวลาออกไมค์มันแปลก ๆ นะ ครูรู้สึกไม่ชอบเสียงตัวเองเลย เวลาออกไมค์ ไมค์มันเอคโคด้วย เสียงมันสะท้อน เตรียมแล้วใช่ไหมคะ เอาไว้ก่อนนะลูกเตรียมไว้ เราจะเรียนบทที่ 8 เป็นการคิดที่ซับซ้อนใช่ไหมคะ ทีนี้ เรื่องของการคิดนี่ มันคือทักษะอย่างหนึ่ง ที่ปกติมันก็จะมีทักษะที่เป็นทักษะพื้นฐาน การคิดแบบพื้นฐานนะคะ ส่วนวันนี้เราจะเรียนเรื่องของการคิดที่มันขั้นสูงขึ้น ที่มันซับซ้อนมากขึ้น มันคือการที่เรามีวุฒิภาวะแล้ว เราโตแล้ว เรามีพัฒนาการที่โตเต็มวัยแล้วอย่างนี้ค่ะ ก็สามารถที่จะคิดกระบวนการคิดแบบนี้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กประถม ถ้าเป็นเด็กอนุบาลที่เขายังเด็ก ๆ อยู่นี่การคิดซับซ้อนเขาก็ยังทำไม่ได้นะคะ เราก็ต้องมารู้จักว่าการไอ้การคิดซับซ้อนมันคืออะไร เพื่อที่ว่าอีกหน่อยเราไปเป็นครูอย่างนี้ค่ะ เราจะได้ออกแบบการเรียนการสอน เพื่อที่จะกระตุ้นการคิดเหล่านี้ให้กับเด็ก ๆ นะคะ เพราะว่าทักษะการคิดที่ซับซ้อนเหล่านี้มันก็เป็นทักษะที่ศรรตวนะคะ เราเคยได้ยินคำนี้ใช่ไหมคะ ก็เลยให้เรามารู้กันสักหน่อยหนึ่งนะคะ การคิดซับซ้อนมันคืออะไรนะคะ ไปไหมนี่ ไม่ไป ขออภัยที่ตัวหนังสือมันเลื่อนนะคะ โอเค การคิดอันแรกนะ มันคือการคิดแบบมีวิจารณญาณ การคิดแบบมีวิจารณญาณ การที่เราสามารถไตร่ตรองได้ หาเหตุผลได้ คิดที่ไม่ตัดสินใจเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผ่านการคิดที่ผ่านสิ่งที่เราพิจารณาว่ามันเหมาะสมไหม หรือไม่เหมาะสม มันถูกต้องไหม หรือไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง มันจะส่งผลกระทบกับใครไหม อันนี้การที่เราเรียกว่า "การคิดแบบมีวิจารณญาณ" การคิดแบบมีวิจารณญาณนี่ มันก็เป็นอภิปัญญาแบบหนึ่งนะคะ หนูไม่ต้องถ่ายก็ได้ลูก ครูโพสต์ไว้ใน Classroom แล้วนะคะ การคิดแบบอภิปัญญา แบบที่พูดถึงนี่นะ มันก็คือการคิดที่สูงขึ้นกว่าการคิดปกติ อภิ มันแปลว่า ใหญ่ แสดงว่าเป็นปัญญาที่สูงกว่าปกติ ใหญ่กว่าปกตินะคะ การคิดแบบอภิปัญญานี่ ก็คือการคิดแบบมีวิจารณญาณนี่แหละนะคะ ที่สามารถควบคุม ควบคุมในที่นี่คือ ควบคุมความคิดของตัวเองถูกต้องเหมาะสมแล้วสามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามที่ตัวเองคิดได้ วางแผนต่าง ๆ อย่างนี้ค่ะ ก็สามารถควบคุมตัวเองให้ทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจได้ อันนี้เรียกว่าอภิปัญญา คือการคิดที่มันสูงกว่าปกติ เพราะอย่างที่บอกว่าการคิดที่ขาดวิจารณญาณนี่ ก็คือการที่เราตัดสินใจทำอะไรโดยเราไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่มันเกี่ยวข้อง เราไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้น เราไมนึกถึงสิ่งที่มันเหมาะสม เป็นเหตุเป็น เราตัดสินใจเพราะเห็นคนอื่นเขาทำ เราอยากทำตาม ตัดสินใจเพราะว่ามีคนบอกให้ทำเราก็เลยทำอย่างนี้ค่ะ อันนี้ไม่ได้เรียกว่าใช้วิจารณญาณ เพราะฉะนั้น การใช้วิจารณาเราคิดพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลของมัน ว่าควรจะทำไหม เหมาะสมไหม อันนี้เขาเรียกว่าการคิดแบบมีวิจารณญาณนะคะ ทีนี้อันนี้ค่ะ ที่ครูจะเป็นโจทย์ข้อแรกให้กับเรา ครูจะให้เราลองฝึก ตัวเองค่ะ กระดาษของตัวเองค่ะ ใครไม่มีก็รีบขายเพื่อนเลยนะคะ อันนี้นะ จะให้เราฝึกคิดว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น 6 ข้อนี้ค่ะ มันเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นอนุมาน มันจะมีข้อความให้ใช่ไหมคะ ว่าไก่กับแดงนี่ เป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 2 ชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าเสมอ วันหยุดที่ผ่านมา ไก่กับแดงนัดกันไปชอปปิงที่สยามเซนเตอร์ เพื่อหาซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อดัง ๆ ที่กำลังลดราคา ทั้งคู่นัดกัน นัดพบกันที่บันไดเลื่อนชั้น 1 ตามที่นัดหมายไว้ ไก่คออยู่บริเวณนั้นเป็นชั่วโมงโดยไม่กล้าเดินไปที่อื่น เพราะเกรงว่าถ้าแดงมาแล้ว จะคลาดกันำแต่แดงยังไม่มา ไก่เลยโทรศัพท์ไปหาแดง ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้เลย ไก่รู้สึกไม่พอใจที่แดงมักผิดนัดอยู่... มักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ ไก่จตัดสินใจเดินดูของตามที่ตั้งใจ และกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีนัก 6 ข้อ คนที่มีกระดาษให้ติ๊กลงไป ว่าข้อ 1 ถึง ข้อ 6 นี่ เราคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นข้ออนุมาน ใช่ เขียนแค่เลขค่ะ 1-6 ข้อเท็จจริงหรืออนุมานไม่ต้องเขียนโจทย์นะคะ ข้อที่ 1 ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน เราก็เขียนลงไปนะคะ อนุมานคืออะไร อนุมาน คือ สิ่งที่เราคิดเอาเอง สิ่งที่เราคิดว่ามันใช่ อันนี้เรียกว่าอนุมานนะคะ นี่อนุมานความถึงการคาดคะเนแสดงว่าอนุมานไม่ใช่ข้อเท็จจริง ข้อที่ 2 ทั้ง 2 สาวนักพบกันในวันหยุดที่ผ่านมา ที่สยามเซ็นเตอร์ เซนเตอร์เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ก็เขียนลงไปนะคะ ข้อที่ 3 ไก่ไปคอยแดงเป็นเวลานานแต่แดงไม่ไปตามนัด ข้อที่ 4 ไก่โทรศัพท์ไปที่บ้านแดง แต่ติดต่อไม่ได้ ข้อที่ 5 แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ ไอ้ที่ครูอ่านนี่ครูอ่านให้พี่ล่าม ข้อที่ 6 ไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ แล้วก็กลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก คะ ถึงแล้ว อ้าวเหรอ แล้วครูก็เถียงนะ ว่าส่งแล้ว อ๋อ ครูไม่ได้ส่งเข้าใน Classroom ครูส่งให้พี่ม่อน เดี๋ยวโพสต์ให้เลย ระหว่างนี้ทำ 6 ข้อนี้ไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวตามโพสต์ให้เด้อ ให้เตรียมกระดาษแล้วใช่ไหมคะ ใช่ไหมคะ ให้ทำโจทย์ ครูบังหรือเปล่า มองไม่เห็น นั่งข้างหน้าก็ได้ ไปนั่งเสียไกลเชียว สายตายาว เดี๋ยวครูตามโพสต์ให้นะเรามาลองทำด้วยกันข้อแรกก่อนนะคะ ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ เป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ใครว่าอนุมานยกมือ ใครว่าข้อเท็จจริงยกมือ คนที่บอกว่าเป็นอนุมานดูจากอะไรคะที่เป็นอนุมาน คะ ไก่กับแดงเป็นวัยรุ่นที่ชอบชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ คำถาม คำถามของพวกเรานะ เรารู้ได้อย่างไรว่าไก่กับแดงเป็นวัยรุ่น นี่ ข้อความเขาบอกตรงไหนคะ ว่าเป็นวัยรุ่น ไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองชอบไปชอปปิงตามศูนย์การค้าหรู ๆ อยู่เสมอ เราอนุมานเองหรือเปล่าว่าคนที่ต้องไปชอปปิงตามศูนย์จะต้องเป็นวัยรุ่นเขาเป็นวัยกลางคนได้ไหม เป็นคนแก่ได้ไหม เกษียณแล้วไม่มีอะไรทำก็เลยไปซื้อของได้หรือเปล่า สรุปแล้วเป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมานคะ อนุมาน เห็นหรือเปล่า เราคาดการณ์เอาเองนะคะ คาดคะเนเอาเอง เขาไม่ได้บอกเลยว่าเป็นวัยรุ่น เขาบอกแค่ว่าไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้ง 2 ชอบไปชอปปิง เราอนุมานเอาเองว่าไก่กับแดงน่าจะเป็นวัยรุ่นแหละ ถูกไหม ข้อ 2 ข้อ 2 ทั้งสองสาวนัดพบกันในวันหยุดที่ผ่านมาที่สยามเซนเตอร์ ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ข้อเท็จจริง ตรงไหนที่บอกว่า 2 สาวนัดกัน ไก่กับแดงเป็นผู้หญิงหรือเปล่า รู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้หญิง เขาไม่ได้บอก ถูกไหม เขาบอกแค่ว่าไก่กับแดงเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ได้บอกสักคำว่าไก่กับแดงเป็นผู้หญิง เราอนุมานไปเองไหม ทั้ง 2 คน เป็น 2 สาว เขาอาจจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ก็ได้ ไม่รู้ไปทำอะไร ไปซื้อของ จะต้องไปปาร์ตีอย่างนี้ก็ได้ อนุมานหรือเปล่า อนุมาน ข้อที่ 3 ทำพร้อมกันเลยนะคะ ข้อที่ 3ไก่ไปคอยแดงเป็นเวลานาน แต่แดงไม่ไปตามนัด ข้อเท็จจริงหรืออนุมาน ข้อเท็จจริง รู้ได้อย่างไร ว่าเขาไม่ไป แต่แดงยังไม่มา ไก่ไม่กล้าไปไหน ไก่ก็เลยโทรศัพท์ไปหาแดง ปรากฏติดต่อไม่ได้ เขาบอกสักคำไหม ว่าแดงไม่มา เขาไม่ได้พูดเลยนะ ในข้อความไม่ได้บอกเลยว่าแดงไม่มา เขาอาจจะแค่มาช้าไป 2 ชั่วโมงก็ได้ ก็มาไง มาแต่มาช้า อนุมาน อนุมานไหมล่ะ เพราะเขาไม่ได้บอกสักคำเลยว่าแดงไม่มา แต่แดงยังไม่มาเฉย ๆ โดนล้อแล้วนี่ พวกเธอโดนความคิดตัวเองหลอกหรือเปล่า โดนการอนุมานหลอกนะ เราเคยชินกับการอนุมานบ่อยนะนี่ คิดเองเออเองน่ะ ข้อที่ 4 ไก่โทรศัพท์ไปที่บ้านแดง แต่ติดต่อไม่ได้ อนุมาน เขาบอกว่า โทรไปหาแดง เขาไม่ได้บอกว่าโทรไปที่บ้านก็ได้ อาจจะโทรไปมือถือถูกเปล่า อนุมาน ข้อที่ 5 ข้อ 4 อนุมานค่ะ หนุมาน หนุมาน ข้อ 5 แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ ข้อเท็จจริง ให้ Defend หน่อย ป้องกันตัวเองหน่อย ข้อเท็จจริงตรงไหนคะ เดี๋ยวก่อน ข้อ 5 ลูก แดงมักผิดนัดอยู่เสมอ ไก่รู้สึกไม่พอใจ ที่แดงมักผิดนัดกับตนอยู่บ่อย ๆ ไก่เลยตัดสินใจไปโดนดูของ บ่อย ๆ กับเสมอ เท่ากันไหม นัด 10 ครั้ง ไม่มาหาเลย ทั้ง 10 ครั้ง อันนี้เรียกบ่อยหรือเสมอ เสมอ คือ ทุกครั้ง บ่อย คือ ส่วนใหญ่ นัด 10 ครั้ง ไม่มา 8 มา 2 อันนี้เรียก "บ่อย" แต่ถ้า 10 ครั้งไม่มาเลย อันนี้เสมอ แยกออกหรือเปล่า นักศึกษา เข้าห้องเรียนสายเสมอ แปลว่าสายเสมอ หรือไม่เข้าเลย หมายถึงเราใช่ไหม สายเสมอ แสดงว่ามาสายทุกครั้งเลย ถูกไหมคะ มาสายบ่อย เรียนไป 10 ครั้ง มาสายเสีย 5 ครั้ง อย่างนี้เรียก "บ่อย" เห็นหรือเปล่า สรุปแล้ว ผิดนัดอยู่เสมอเป็นข้อเท็จจริงหรืออนุมาน อนุมาน เขาบอกว่าบ่อย ๆ ไม่รู้ด้วยว่ากี่ครั้ง แต่เราตัดสินไปแล้วว่าเขามาสายเสมอเลย ข้อสุดท้าย ไก่ซื้อของตามที่ตั้งใจ แล้วก็กลับบ้านด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก จริงตรงไหน อนุมานตรงไหน แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีนี่ จริงใช่ไหม แต่ไก่ไปเดินดูของ สรุปไก่ได้ซื้อของไหม ไปเดินดูเฉย ๆ ยังไม่ได้ซื้อเลย สรุปแล้วเป็นอนุมาน ใครถูกทุกข้อบ้าง ไม่มี ใครผิดทุกข้อบ้าง ตอบได้อย่างภูมิใจ ผิดสลับถูกบ้าง ผิดสลับถูกนี่ สังเกตดูนะ เราเดาถูกไหม แสดงว่าเราเคยชินกับการเดาเสมอเลย นี่ มันชี้ให้เห็นเลยว่าเราเคยชินกับการที่เราคิดไปเอง แล้วก็รีบสรุปไปเอง เออ อันนี้คือการฝึกที่จะใช้การคิดแบบมีวิจารณญาณ อันแรกนะ เรามาดูก่อนว่า เขาพูดจริงหรือเปล่านะ หรือเราคริดไปเอง ไปเองหรือเปล่า เราสันนิษฐานไปเองหรือเปล่า อันนี้น่ะค่ะ อันนี้เฉลยนะ เมื่อกี้เล่าไปแล้วนะ อนุมานที่พูดถึงนี่ค่ะ มันขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราเอง ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของเราที่เรามี บางทีเราคิดว่าอันนี้ถูกแล้ว อันนี้มันใช่แล้ว แต่ความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะว่าเรามีความเชื่อของเรา มีทัศนคติของเราว่าแบบนี้ใช่ ว่าแบบนี้ไม่ใช้ แบบทีมันอาจจะเป็นออคติก็ได้ นึกออกไหม ถ้าเกิดว่าเราคิดว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่ามันใช่แล้วมันไม่ใช่ขึ้นมาน่ะค่ะ อาจจะต้องกลับมาย้อนดูว่า ที่เราตัดสินใจว่ามันใช่ เราตัดสินใจเร่งด่วนไปหรือไป เราใช้อคติส่วนตัวของเราตัดสินหรือเปล่านะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วอนุมานมันไม่ผิด แต่สิ่งที่พึงระวัง ก็คือการที่เรารีบสรุปว่ามันจริง ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้ข้อมูลครบถ้วนเลย ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงเลย แต่เรารีบเเชื่อว่ามันใช่ รีบเชื่อว่ามันจริง ตัดสินไปแล้ว เหมือนเมื่อกี้ที่เราตัดสินไปแล้ว ว่าเขาซื้อของแล้วกลับบ้าน ยังไม่ได้ทันได้ดูดี ๆ เลย ว่าตกลงเขาแค่ไปเดินดูเฉย ๆ แต่เรายังไม่ได้ไปซื่อเลย ฉะนั้น การที่เรารีบตัดสินข้อเท็จจริงว่ามันใช่ ไม่ใช่ อันนี้คือการพิพากษาตัดสิน เราต้องพึงระวังก่อนที่เราจะสรุปอะไร เราก็ดูข้อมูลให้มันครบถ้วนก่อน เราก็ดูข้อเท็จจริง ครบท้วนก่อนนะคะ อันนี้ใช้วิจารณญาณในการที่เราจะพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ฝึกนะนะคะ ในชีวิตประจำวันของเราเราก็ต้องฝึก เพราะว่ายิ่งสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะมากใช่ไหม ใน IG ก็มี ใน Facebook ก็มี ใน IG ก็มี ใน TikTok เชื่อถือได้จริงมากน้อยแค่ไหน อันนี้เราต้อง Question Mask ไว้ก่อน ตรวจสอบก่อนที่เราจะเชื่อ ก่อนที่เราจะตัดสิน ที่เขา... เขามีแคมเปนต์ไง คิดก่อนแชร์ใช่ไหมคะ อันนี้แหละคือการใช้วิจารณญาณ ก่อนที่เราจะเชื่อว่ามันใช่ แล้วเราก็ส่งต่อไป ซึ่งมันอาจจะเกิดผลกระทบก็ได้อย่างนี้นะคะ ทีนี้ โจทย์ข้อที่ 2 อันนี้ไม่ต้องเขียน ถามพวกเราแหละ ว่าถ้าเกิดว่าเราจะต้องเลือกระหว่าง 2 สิ่ง เราจะเลือกเลี้ยงอะไร ระหว่างไก่... เป็ด 1 ตัว ที่มีขนาดใหญ่เท่าม้า แสดงว่าสใหญ่มากหรือเปล่า เป็ด 1 ตัวที่ใหญ่เท่าม้า มันต้องสูงมาก ม้า 10 ตัว ที่มีขนาดเท่าเป็ดดำ แปลว่าม้ามันตัวเล็กถูกไหม ไซซ์มันเท่าเป็ดน่ะ ใช่ไหมคะ แต่มี 10 ตัว เป็นเรา เราจะเลี้ยงอะไร ใครเลี้ยงม้ายกมือ ใครเลี้ยงม้าใช่ไหมคะ ที่เหลือคือเลี้ยงเป็ดใช่ไหมคะ ก่อ นหนูทำไมถึงตัดสินใจเลี้ยงม้าคะ ไม่ผิดหรอกมันตัวเล็กเท่าเป็ดใช่ไหมคะ แล้วอย่างไรคะ ถึงตัดสินใจว่าเอาม้าดีกว่า ตัวเล็กดี ต้องมีเหตุผลประกอบนะ ใช่ไหม เลี้ยงม้าใช่ไหมคะ เพราะอะไรลูก มันหลายตัวดี แล้วอย่างไรจ๊ะ ขายราคาแพงกว่าเป็ด แต่เป็ดมันใหญ่นะ เป็ดมีตัวเดียว ม้ามันขยายพันธุ์ได้น่าสนใจ แต่10 ตัว มันขยายพันธุ์ได้ แต่เป็นมันมี 10 ตัว ผสมกับอะไรใช่หรือเปล่า อันนี้เหตุผลเขา ก็ไม่ผิดใช่ไหมคะ ใครเลือกเป็ด เลือกเป็ดเพราะอะไรลูก เออ มันเหมาะกับเราใช่หรือเปล่า เราดูแลหลายตัว เอาตัวเดียวพอจบใช่ไหมคะ ใครเลือกเป็ดบ้าง เพราะอะไรคะลูก มีไข่ใช่ไหมคะ ไม่ต้องผสมพันธุ์ เอาไข่มากิน หรือว่าเอาไข่ไปเพาะพันธุ์ต่อหรืออย่างไ ร ขสยไข่ แสดงว่าไข่มันเยอะด้วยนะ ก็ขายได้ มีใครเลือกเป็ดอีกบ้าง หนุ่ม ๆข้างหลังหนุ่มเลือกอะไรครับ เลือกเป็ดเพราะ... ไข่เอาไว้กิน ของเรา คืออะไรคะ ชอบเป็ดตัวใหญ่ เอาไว้ลาบเป็ด ได้หลายจานมาก เป็นโจทย์ขำ ๆ แต่มันก็สะท้อนถึงว่าเราสามารถใช้วิจารณญาณของเรา ว่าเราจะเลือกสิ่งไหน เพราะอะไร มันจะส่งผลอย่างไร มันจะเกิดผลดีอย่างไร เลือกม้า 10 ตัว มันผสมพันธุ์ได้ ออกลูกออกหลานได้ เลือกเป็ดเพราะเป็ดมันมีไข่ เอาไข่ไปขายได้ ได้เงิน มันสามารถเอาไปลาบเป็ดแล้วเอาไปเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านได้เลย มันใหญ่มากใช่ไหมคะ เลือกเพราะว่าไม่อยากจะดูแลเยอะ ดูแลตัวเดียวจบอย่างนี้ แต่ละคนก็จะมีเหตุผล อันนี้คือการที่เรียกว่าฝึกความคิดแบบมีวิจารณญาณ มาประกอบว่าเราเลือกสิ่งนี้ตัดสินใจเพราะอะไร มันส่งผลอย่างไ รก่อประโยชน์ อย่างไร มันจะดีอย่างไร อย่างนี้ค่ะ อันนี้คือวิจารณญาณที่เราจะต้องฝึกกันนะคะ ต่อไป คือ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดซับซ้อน ที่ 2 คือ การคิดสร้างสรรค์นะคะ การคิดสร้างสรรค์คืออะไร การคิดสร้างสรรค์ ก็คือการคิดที่มันนอกกรอบ ออกจากกรอบเดิมเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ ซึ่งยังไม่ต้องห่วงว่าสิ่งนั้นมันจะดีหรือไม่ดี แต่การที่เราคิดออกนอกกรอบ การที่เราไม่ต้องยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ มันทำให้เรามีทางเลือกหลากหลาย ทำให้เรามีวิธีการที่เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น ไฟดับ บ้านไฟดับอย่างนี้ค่ะ เราจะทำอย่างไร ไฟดับ การคิดสร้างสรรค์ต้องมาแล้ว จะนั่งรอการไฟฟ้าซ่อมไฟอีก 3 ชั่วโมงไหม จะอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้เราจะเอาอะไรมาแทนดี ใช้เทียน เทียนหมด เอาเทียนวันเกิดแทนได้ไหม บ้านมีเทียนพรรษา... โอเค ไฟไม่ดูดครูก็บุญแล้วนะเมื่อกี้ นี่ค่ะ ไม่มีเทียนใช้อะไรได้อีกนะ ใช้อะไรอีกได้ดี ใช้อะไรได้อีกถ้าไม่มีเทียน คะ ตะเกียง เออ ตะเกียง บ้านมีตะเกียงเว้ย ไฟฉายใช่ไหมคะ ถ้าไม่มีไฟฉาย ทำอย่างไรล่ะ โทรศัพท์ อันนี้คือการที่เราเริ่มคิดได้เยอะขึ้นแล้ว ไม่ยึดติดกับวิธีการเดียว เรามีทางเลือกที่หลากหลาย อันนี้คือการคิดสร้างสรรค์ที่มันออกนอกกรอบ ที่เราไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ก็คือเอาง่าย ๆ หลอดดูดนี่ค่ะ หลอดดูดเดี๋ยวนี้มันมีที่งอได้ ถูกไหม มันก็มาจากการคิดสร้างสรรค์ว่าไอ้หลอดดูดมันมีหลอดตรง ๆ ลำบาก เก็บก็ยาก เราดีไซน์ เป็นแบบอย่างนี้ดีไหมที่มันพับได้ พับได้แล้วมันจะเป็นแบบไห นทำเป็นย่น ๆ ไง อย่างนี้ค่ะ ใช้หลอดกระดาษแทนหรือแม้แต่โพสต์อิทก็เป็นผลงานของการคิดสร้างสรรค์ ที่เห็นว่าที่เขียนโน้ตแล้วจะไปแปะนี่ ทำมันไม่มีกาวแปะในตัววะ ทำไมจะต้องเอาสกอตเทปไปติด ยุ่งยาก อะไรหลายอย่าง ก็ดีไซน์ออกมาเป็นกระดาษโพสอิทอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น การคิดสร้างสรรค์ให้เราได้ซึ่งสิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้นน่ะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ใกล้ ๆ ตัวเราก็ได้ แต่มันอุบัติขึ้นมาใหม่ ได้ประโยชน์กับเราอย่างนี้ นี่คือตัวอย่างของการคิดนอกกรอบ ให้เราได้วิธีการที่หลากหลายนะคะ แล้วเราจะได้... อาจจะได้เป็นนวัตกรรมของตัวเองก็ได้นะ ใครจะไปรู้นั่งอยู่ในนี้ อาจจะมีการผลิตนวัตกรรมแล้วก็กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาก็ได้ เห็นไหมนะคะ ทีนี้ เรามาฝึกง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัวเรานะ การคิดสร้างสรรค์ คือ Creative น่ะ การใช้จินตนาการนะคะ ถ้าเกิดว่ารูป... รูปอย่างรูปนี้ เราเห็นเป็นรูปอะไรได้บ้าง ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ อะไรนะ ปืนฉีดน้ำ ลิง อ๋อ ลิงใช่ไหมคะ เออ ลิงก็ได้ เห็นเป็นอะไรลูก เรือ อย่างไรคะ อันนี้ครูไม่เคยมองมุมนี้มาก่อน เป็นเรือ อ๋อ เป็นเรือที่อยู่บนผิวน้ำอย่างนี้ใช่ไหม เปฌนจระเข้อย่างนี้ใช่ไหมคะ ตุ๊กแก อีกัวนาร์ อีกัวนาร์ ตุ๊กแก ก็ได้ใช่หรือเปล่า การที่เราฝึกการคิดสร้างสรรค์ ยังไม่ต้องห่วงว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก เอาไอเดียออกมาก่อน การคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง ก็คือเป็นเรื่องของการระดมไอเดีย Brain Stroming ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ คือเราเอาไอเดียโชว์ออกมา ว่าทำอะไรได้บ้างอย่างนี้ สมมติอีก 2 คาบ ครูจะปิดคอร์สให้กับห้องนี้ เราจะไปฉลองกันที่ไหนดี ปิดคอร์สเร็วกว่าชาวบ้านเขา ไปไหนคะ... ไปห้องน้ำ จะล็อกห้องน้ำ อ๋อ ไม่ใช่ ไปไหนลูก ไปกินหมูกระทะ ไปฉลองไหนดี ปิดคอร์สแล้ว ไปนอน ชวนครูเหรอ หนูขอนอนก่อน ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว ไปไหนอีก ไปไหนอีก ไปดูหมูเด้ง ไปเที่ยว ไปไหนดี เด็กหูไปไหนคะ เด็กตาไปไหนคะ ของเราไปไหนดี ปิดคอร์ส ฉลอง ไปทะเล ไปร้านเหล้า ไปกรวดน้ำ นึกว่าชวนไปทำบุญเข้าวัด อย่างนี้ อันนี้คือการ Brain Stromming ความคิดเหล่านี้ อันไหนเวิร์กไม่เวิร์ก อันไหนเหมาะไม่เหมาะ ครูลืมบอกเมื่อกี้ที่บอกปิดคอร์สครูให้งบประมาณคนละ 50 บาท 50 บาท ไปหมูเด้งได้หรือเปล่า พอไหม ไม่พอ 50 บาทไปกินหมูกระทะได้หรือเปล่า ไม่ได้ 50 บาทไปวัดได้หรือเปล่า อันนี้เวิร์กเว้ย ไปไหนนะ ไป... ไม่ใช่กวดน้ำ ไปสวนน้ำ 50 ได้ไหม ไม่ได้อย่าวนี้ เราถึงจะค่อยเห็นว่า อันไหนล่ะ ที่มันใช้ได้ อันไหนล่ะที่มันเวิร์กอย่างนี้ อันนี้คือความคิดสร้างสรรค์ นึกออกไหมคะ อย่างเมื่อกี้จะเห็นเป็นจระขเ้ก็ได้เห็นเป็นอีกัวน่าก็ได้ เห็นเป็นตุ๊กแกก็ได้ นะคะ คะ ตอบถูกได้อะไรคะ ตอบถูกได้อะไรคะ แหม หวังรางวัลเลยนะ ครูให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องข้างหน้า ไปขอเขาเองนะ อันนี้ก็เหมือนกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะ ต่อไป คือ อันที่ 3 การคิดที่ซับซ้อน อันที่ 3 คือการคิดแก้ปัญหา การคิดแก้ปัญหาก็ตรงตัวเลยค่ะ เมื่อมันมีปัญหาเกิดขึ้นนี่ เราจะทำอย่างไรผ่านมันไปได้ ทำอย่างไรให้ปัญหานั้นหายไป นี่คือการคิดแก้ปัญหา ฉะนั้น การคิดแก้ปัญหานี่ค่ะ มันเลยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการคิดสร้างสรรค์ด้วย เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความคิดวิจารณญาณด้วย เพราะการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ค่ะ มันก็ต้องใช้วิะีการที่หลากหลาย มัมนใช้การคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้เราได้วิธีการหลากหลายว่าจะทำแบบไหนดี เวิร์ก มีวิธี A วิธี B วิธี C ทำแบบ A แล้วไม่ได้ผลน่ะ B ได้ไหม B ยังไม่ได้ผล C ได้ไหม ยังไมไ่ด้ มันก็ถ้าทำตรง ๆ มันก็ไม่ได้ เราทำอะไรได้อีก พลิกแพลงอย่างเมื่อกี้ยกตัวอย่างว่าถ้าบ้านไฟกับใช้อะไรแก้ปัหานั่นก็คือการแก้ปัญหาถูกไหมคะ มันก็จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน ซึ่งการคิดแก้ปัญหา มันก็เป็นทั้งปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็กแม้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า เห็นได้ชัดเลยถ้าเรื่องของปัญหาเฉพาะหน้า เราก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถูกไหม ว่าพอไม่มีรองเท้า ไม่มีเขาเรียกว่าอะไร ไม่ใช่รองเท้า ไม่มีชุดนักศึกษา มามหาวิทยาลัย ใส่อะไรแทนได้บ้างนะ ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อยืดได้ไหม อาจจะโดนด่าอย่างนี้ ใส่ชุด Freshy ไ้เฟรชชีได้ไหม อาจจะพอได้ ถ้าไม่มี ไม่มีเลย ยืมเพื่อนได้หรือเปล่า ไซซ์เดียวกัน เธอมีชุดให้ยืมไหม ฉันขอใช้ไปสอบหน่อย อันนี้คืออการคิดแก้ปัญหาว่าจะทำวิธีการไหนดีที่มันได้ผล อันนี้ไม่ได้ อย่างนี้ค่ะ เราก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วยเหมือนกันในการพิจารณา แต่ว่าทำแล้วมันดีไหม ทำแล้วมันส่งผลกระทบอะไรหรือเปล่า ทำแล้วมันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไหม อย่างนี้ค่ะ จะไปทางซ้ายหรือทางขวาดีก็ต้องใช้วิจารณญาณ ดังนั้น การคิดซับซ้อนทั้ง 3 แบบ มันไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด มันใช้ร่วมกันได้นะคะ อันนี้คือตัวอย่าง เราไม่ต้องเล่นก็ได้นะ ตัวอย่าง ก็คือในการสอนของเรานี่ค่ะ เราสามารถออกแบบกิจกรรมได้ว่า เราจะใช้กิจกรรมไหน สอนรูปแบบไหน เพื่อที่จะให้เด็กนักเรียนนี่ ได้ฝึกทักษะของความคิดขั้นสูงเหล่านี้นะคะ เพื่อที่ว่าเหมือนเป็นการฝึกให้เขาเคยชินน่ะ ว่าเจอสถานการณ์แบบไหน เจอปัญหาที่มันใหญ่กว่านี้ ว่าจะแก้ปีแบบไหนให้เขาไม่ตระหนกตกใจเวลาเจอเรื่องจริงนี่ค่ะ สวัสดีค่ะ อันนี้มาสายเป็นประจำหรือว่ามาสายบ่อย ๆ ตัวอย่างนะ มันมีเยอะแยะเลยค่ะ ในอินเทอร์เน็ตก็มีนะ ครูมายกตัวอย่างให้ดู อันนี้ฝึกเรื่องของการใช้การแก้ปัญหาใช่ไหม ว่านี่ถ้ามี... มี สมมติมีกระดาษหนังสือเดินทางให้ กลุ่มละ 3 แผ่นอย่างนี้ค่ะ เราจะมาทำเป็นหอคอยให้สูงที่สุดได้อย่างไร อย่างนี้ แล้วหอคอยนี้ต้องแข็งแรงด้วยนะ ต้องวางขนมวางไว้โดยมันไม่ล้มลงมา หอคอยอย่างนี้ มันต้องใช้การคิดแก้ปัญหาใช่ไหม เราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยว่าจะทำแบบไหนดีอย่างนี้ค่ะ มันก็ไม่มีรูปแบบตายตัว ว่าต้องเป็นหอคอยทรงสูงอย่างเดียว อาจจะเป็นหอคอยทรงสี่เหลี่ยมก็ได้แต่ทรงสูง ๆ หน่อย ก็ได้นะคะ นี่คือการฝึกด้วยกิจกรรม นี่คือตัวอย่างนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะ ให้สวมบทบาทเป็นตัวละครอย่างนี้ค่ะ แล้วให้ทำภารกิจจะทำอย่างไรอย่างนี้ แต่ละคนก็ต้องออกแบบทำภารกิจของตัวเอง อย่างนี้ค่ะ อันนี้เรียงความสูงใช่หรือเปล่า เด็กนักเรียนทุกคนปิดตาอย่างนี้ค่ะ ยืนคละกัน ทุกคนปิดตาสุดท้ายให้เรียบความสูงต้องทำอย่างไรล่ะ ฉันปิดตาฉันมองไม่เห็นน่ะ แล้วจะเรียงความสูงจากตัวเล็กไปสู่ตัวใหญ่จะทำอย่างไร ถ้าเป็นเราเราจะทำอย่างไร ถามผม จับไหล่ใช่ไหมคะ จับไหล่มันจะบอกอะไรเรา มันจะบอกความสูงของเขาได้ใช่ไหมคะ ใช้วิธีจับไหล่ จับไหล่นะ อย่างนี้นะ ระวังคลำผิดนะ ถ้าเป็นเราเราทำอย่างไรคะ ถ้าเป็นโหน อย่างไร ถูกปิดตา แล้วให้ทำความสูง คะ รู้สึกกลัว บอก... ถามว่าจะทำอย่างไร เออ ถามความสูงใช่ไหม ครูบอกครูสูง 162 อันนี้บอก สูง 150 แสดงว่าอันนี้อยู่ก่อนครูแล้ว ถามก็ได้ คะ ถ้าเกิดไม่พูดคุย ไม่ถาม จับไหล่ได้ไหม จับได้ ถ้าเป็นหนูหนูทำอย่างไรถ้าไม่พูดคุย เขาห้ามพูดคุยนะ จับหัว ถ้าเราจับไม่ถึงแปลว่ามันสูงกว่าเราแน่ ๆ อย่างนี้ใช่หรือเปล่า อย่างนี้ก็ได้ ฉะนั้น มันก็เป็นวิธีการว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าอย่างนี้ล่ะ พีระมิดกลับหัว อันนี้ครูชอบนะ แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น 10 คนต่อกลุ่ม อย่างนี้ค่ะ แล้วก็ให้ 10 คนนี้ ยืนเรียงกันเป็นพีระมิด อย่าง 3 กลุ่มนี้หันไปทางเดียวกันหมดเลย แล้วจับเวลา ดูสิว่า 3 กลุ่มนี้ ให้เคลื่อนไหวได้แค่ 3 คน เปลี่ยนตำแหน่งได้แค่ 3 คน เท่านั้น ดูสิว่าแต่ละกลุ่มนี่จะเปลี่ยนตำแหน่งตรงไหน ให้พีระมิดกลับหัวให้ได้เร็วที่สุด อันนี้ต้องคิดแล้วถูกไหม คิดแล้วแก้ปัญหา มันถูกกำหนดได้แค่ มูฟได้ ขยับได้แค่ 3 คนเท่านั้นจะทำอย่างไรจากพีระมิดอย่างโน้น จะให้กลายเป็นพีระมิดไปทางนี้ เราต้องแข่งกันว่าใครใช้เวลาน้อยที่สุด กลุ่มไหนทำได้เร็วก็ได้อันดับ 1 อย่างนี้ ต้องคิดถูกไหม ทำอย่างไรนะ อย่างนี้ต้องคิดใช่ไหมคะ ฉะนั้น อันนี้เป็นตัวอย่างที่ให้ดูว่า ใยการเรียนการสอนของเราน่ะ เราสามารถที่จะประยุกต์เอากิจกรรมอะไรก็ได้ เพื่อที่จะกระตุ้นให้กับนักเรียนเกิดทักษะความคิดแบบนั้น อย่างเมื่อกี้ครูถามพวกเราน่ะค่ะ ระหว่สงเป็ด 1 คตัวที่ตัวใหญ่เท่าม้า กับม้า 10 ตัว จะเอาอะไรอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน ให้เขาได้ลองลงมือทำจริง ๆ อย่างนี้ค่ะ ซึ่งมันไม่จำกัดว่าจะต้องทำรูปแบบนี้เท่านั้น เราสามารถเอาไปดีไซน์ได้ว่า ถ้าเราสอนคณิตศาสตร์เราจะใช้อะไรดี เราจะใช้กิจกรรมไหนถึงจะเหมาะสมกับวิชาเรา เราสอนภาษาอังกฤษเราใช้อะไรดี เราสอนเด็กพิเศษใช้อะไรดีอย่างนี้ค่ะ เราสอนชีวะใช้อะไรดี เราสอนคอมพิวเตอร์ใช้อะไรดี อะไรอย่างนี้ มันก็สามารถประยุกต์ได้ ทีนี้อุปสรรคในการแก้ปัญหา ที่จะทำให้เราแก้ปัญหาได้ยาก อันแรกคือเรื่องของการยึดติดอยุ่กับหน้าที่ หมายถึงว่าเรามักจะยึดอยู่ว่าแก้วต้องใส่น้ำเท่านั้น มือถือต้องโทรศัพท์เท่านั้น คอมพิวเตอร์ต้องใช้พิมพ์เท่านั้นอย่างนี้ คือการยึดติดอยู่กับที่ เกา้อี้เอาไว้นั่งเท่านั้นอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าจะต้องตัดกระดาษ ต้องใช้กรรไกรเท่านั้น ใช้อะไรแทนได้บ้าง ใช้คัตเตอร์ใช้มีด ใช้มือได้ไหม อย่างนี้ ใช่เพื่อได้ไหม อย่างนี้ คือ การที่เราคิดหลาย ๆ วิธีใช่ไหมคะ ในการแก้ปัญหา ก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยนะคะ ฉะนั้น การที่เรายึดติดอยู่กับหน้าที่ มันทำให้เราแคบ มันทำให้เราคิดแค่ว่าสิ่งนี้ทำได้อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่มันมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมายอย่างนนี้ค่ะ มันทำให้เราแก้ปัญหา่ได้ดีมากขึ้นนะคะ อันที่ 2 คือ เล่าให้ครูฟังก็ได้นะ อันที่ 2 นะคะ ก็คือชุดการตอบสนองที่เรามีแนวโน้มว่าเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ อยู่เสมอ ซึ่ง... ซึ่งในบางปัญหามันอาจจะไม่เหมาะกับวิธีการเดิม ๆ อย่างเดียวเสมอไป ใช่ไหมคะ การที่เราคิดว่าเราจะต้องใช้วิธีนี้มันเวิร์ก เราจะต้องใช้วิธีเหมือนกับเอาง่าย ๆ 3 คนตรงนั้นมีอะไรคะ มีอะไรหรือเปล่า เดินมาหาเรานั่นแหละ มีอะไรหรือเปล่า เห็นคุยกันตลอดลเย ครูขอแยกได้ไหม ขอหนุ่มใส่แว่นมานั่งฝั่งนี้ครับ จริง อันนี้พูดจริง ขยับครับ ใช่ ใช่ เราน่ะย้ายง่ายสุด อยู่ตรงนี้ หนู... หนูคนที่ก้มเขียนน่ะค่ะ เรานั่งนี่ใช่ไหม หนูมานั่งนี่ลูก หนูน่ะค่ะ มาค่ะ มาค่ะ หนูน่ะค่ะ มาค่ะ ด่าครูเหรอคะ หรือด่าเพื่อน มาค่ะ ย้ายค่ะ อันนี้คือวิธีการแก้ปัญหาของครู มาค่ะ ครูย้ายที่แล้วนะ ถ้ายังมีเสียงกวนเพื่อนคนอื่นอีก ครูจะ... ใครมีสกอตเทป ครูจะยืมสกอตเทปก่อน โอเค คุยกันน่ะครูไม่ว่า แต่คุยเสียงดัง แล้วมันกวนคนอื่นเขานะลูกนะ ถึงไหนแล้ว ครูสอนถึงไหนแล้ว ชุดตอบสนองใช่ไหมคะ เรามีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาการเดิม ๆ เหมือนเมื่อกี้ครูแก้ปัญหา ก็ยังคุยกันเหมือนเดิมนะ จ้ะ วิธีการแก้ปัญหาของครุเมื่อกี้ มันก็เป็นการเป็นชุดการตอบสนองเดิม ๆ เหมือนกันนะ ว่าครูมักจะมีแนวโน้มในการที่จะจับแนก เวลาคุมสอบ นักศึกษาเหลืทอบมองข้อสอบกัน ครูก็จับแยก การตอบสนองที่มีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ ซึ่งมันอาจจะเวิร์กก็ได้ หรือไม่เวิร์กก็ได้ ตอนที่ครูจับแยก ลอกข้อสอบเวิร์กนี่ค่ะ จับแยกในห้องเรียนอาจจะไม่เวิร์กแบบนี้ก้ได้ อันนี้คือการที่เราไม่... ไม่คำนึงถึว่าฉันต้องการทำวิธีการเดียวเท่านั้น ถึงจะเหมาะสมอย่างนี้ค่ะ มันทำให้เรามีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้นในการแก้ปัญหา สามารถแก้ได้ดีมากขึ้นนะคะ ทีนี้วิธีการแก้ปัญหา ก็คือว่าสิ่งหนึ่ง ก็คือการวิเคราะห์ปัญหานั้น ว่าปัญหานั้นคืออะไร ระบุไปก่อน อะไรล่ะ ที่เราต้องแก้ แล้วก็ค่อยมองแยกส่วนว่าไอ้ปัญหานั่นน่ะ มันมีอะไรประกอบกันบ้าง แล้วค่อยแก้ทีละส่วน ถ้าเปรียบเทียบเหมือนกับว่าปัญหาเหมือนก้อนหินอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดว่าเป็นก้อนใหญ่มาก แล้วเราต้องก้าวผ่านมันให้ได้นี่ บางทีเราท้อน่ะ บางทีเราทำอย่างไรดีวะ จะทำได้ไหม ตายแน่เลย แต่ถ้าเกิดเรามองให้มันละเอียดว่ามีอะไรที่มันประกอบบ้าง มันมีอะไรที่สำคัญ สสำคัญอยู่ในนั้น แล้วค่อย ๆ แก้ไปทีละนิด มันจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น อย่างน้อยที่สุด คือ มันเกิดกำลังใจว่าเรายังพอทำได้ เรายังพอแก้ได้อย่างนี้ค่ะ นี่คือวิธีการแก้ปัญหา อันแรกก่อน วิเคราะห์ก่อน ระบุก่อน ระบุปัญหาคืออะไร เราก็ค่อยวิเคราะห์ วิเคราะห์ว่าปัญหานั้นมันมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้างแล้วค่อยแก้ไปทีละส่วนอย่างนี้ค่ะ อันที่ 2 คือ การทำงานย้อนกลับ การทำงานย้อนกลับ ก็คือวิธีการที่... เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำลำดับแบบเดิม ต้องแก้ 1 + 1 เป็น 2 หรือเปล่านะ แล้ว 2+2 เป็น 4 ไม่ต้องแก้เป็นลำดับก็ได้ อย่างนี้ค่ะ เหมือนถ้าอย่างคณิตศาสตร์ใช่ไหม การที่เรามี... มีคำตอบอยู่ ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ 40 อย่างนี้ เราไม่ต้องมานั่งคิดทีละข้อ 1 + 1 = 2 2 + 2 = 4 4 + 4 = = 8 มันช้า นึกออกหรือเปล่า เราทำย้อนกลับเลยก็ได้ ว่าเอออะไรวะได้ 40 ทำอย่างไรได้ 40 บ้าง ทำอย่างไรให้เงินครบ 40 บ้าง แทนที่จะขอเงินทีละบาท 40 คน อย่างนี้ เราขอทีละ 20 จาก 2 คนได้ไหม มันทำให้เราเร็วขึ้นอย่างนี้ค่ะ คือ การคิดย้อนกลับนะคะ อันที่ 3 คือ การคิดอุปมา การคิดอุปมาก็คือการเปรียบเทียบว่าอะไรที่มันคล้ายคลึงกันบ้าง อย่างเมื่อกี้เลย ที่ถามไง ถ้าเกิดไฟดับใช้อะไรแทนใช่ไหมคะ ใช้ตะเกียง ใช้มือถือ ใช้เทียนพรรษา ใช้เทียนวันเกิด มีฟังก์ชันใกล้เคียงกันใช้แทนกันได้ อันนี้คือการอุปมา ว่าไม่มีอันนี้ทำอะไรได้บ้าง ไม่มีกรรไกรตัดกระดาษฉันทำอะไรแทนได้บ้าง ใช้คัตเตอร์แทนได้ไหม เอาคัตเตอร์ก็ไม่คมขึ้นสนิม ใช้ไม้บรรทัดแทนอย่างนี้ นี่คือวิธีการที่เราอุปมาว่าอะไรที่มันคล้ายคลึงกันเอามาใช้แทนกันก่อน นี่คือการแก้ปัญหาแบบที่ 3 นะคะ ทีนี้ ในกระดาษนะคะ โจทย์ให้เราตอบ ก็คือว่าไอ้การคิด 3 แบบที่เราคุยกันไปเมื่อกี้ มันมีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร การคิดแบบมีวิจารณญาณ มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร การคิดซับซ้อน เอ้ย การคิดอะไรนะ สร้างสรรค์มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร และการคิดแก้ปัญหามีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร ให้เราเขียนคำตอบของตัวเราเองในกระดาษนะคะ ทวนคำถามนะคะ ว่าการคิดที่ซับซ้อนทั้ง 3 แบบที่เราเรียนไปนี่ค่ะ การคิด มีวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดแก้ปัญหา ทั้ง 3 แบบนี้มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร อันที่ 1 คือ วิจารณญาณ อันที่ 2 คือ การคิดสร้างสรรค์ และอันที่ 3 คือ การคิดแก้ปัญหา ทั้ง 3 แบบนี้ มีประโยชน์กับตัวเราอย่างไร โอเค .sให้เวลานักเรียนอีกแป๊บหนึ่งนะคะ อย่าลืมเขียนชื่อแล้วก็รหัสนักศึกษาไว้ให้ด้วยนะคะ อ๋อ สัญญาณ... เสร็จแล้ว ครูต่อนะนะ อันนั้นเราเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวสรุปตอนท้ายคาบนะ ต่อไปนะ คือ เรื่องของการที่เราจะใช้วิธีการสอน เพื่อกระตุ้นให้กับนักเรียนนี่ เกิดความคิดที่ซับซ้อนได้ ทีนี้เราจะต้องมารู้จักกันก่อนว่ามันมีวิะีการสอนแบบไหนบ้างนะคะ อันนี้ครูก็แยกมาให้เห็นนะ ว่ามันจะมีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ ๆ นะคะ โดยที่เราแยกว่าสำหรับที่เป็นผู้เรียนกำกับมากกว่า แปลว่าผูเป็นคนลงมือทำเอง เป็น Active Learning อย่างนี้ค่ะ ครูกำกับมากกว่านั่นก็คือครูเปนะคะ แล้วก็แบ่งเป็นเน้นกลุ่มมากกว่า ทำงานเป็นกลุ่มหรือเน้นรายบุคคลมากกว่า เอาเป็ยตัวต่อตัวเลย มันมีอยู่ 4 กลุ่ม กลุ่มแรกผู้เรียนกำกับมากกว่า คือ นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมาก ๆ นะ แล้วเน้นกลุ่มด้วย เรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบสืบสวน การเรียนรู้แบบค้นพบ เรามาคุยรายละเอียดกัน ว่าแต่ละอันคืออะไรนะคะ ถ้าการเรียนรูร่วมมือ ก็คือการทำงานด้วยกันน่ะ การแบ่งกลุ่มให้แต่ละคน ทุกคนในกลุ่มนี่มีหน้าที่ในการทำงาน ไม่ว่าหน้าทีอะไรก็แล้วแต่ แบ่งกันเองอย่างนี้ค่ะ คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่วนสืบสวนค้นพบเดี๋ยวครูจะคุยรายละเอียดกันนะคะ ทีนี้ อันกลุ่มที่ 2 นักเรียน เอ้ย ผู้เีัยมากกว่า แล้วก็เน้นรายบุคคล แสดงว่าไม่ต้องทำเป็นกลุ่มก็ได้ ทำของใครของมันนะคะ การไตร่ตรองด้วยตัวเอง การศึกษาอสระ ผังมโนทัศน์ อย่างนี้ ผนังมโนทัศน์ ก็ Concept Map การเขียน Mind Maping การศึกษาอิสระ ก็สืบค้นเอาแหละ การหรือ Search จากหนังสืออะไรก็แล้วแต่ อิสระเลย การไตร่ตรองด้วยตัวเอง อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณใช่ไหมคะ กลุ่มที่ 3 คือ ครูกำกับมากกว่า เน้นกลุ่มด้วยนะคะ บรรยายไง เราบรรยายทีเดียวนักเรียนอยู่ทั้งห้อง อันนี้ครูกำกับนะคะ สอนโดบตรง สอนโดยตรงเป็นอย่างไรนะ การสอนที่มีประสิทธิผลเป็นอย่างไรอย่างนี้ค่ะ เดี๋ยวเรามาคุยรายละเอียดกันนะคะ กลุ่มที่ 4 กลุ่มสุดท้าย ครูกำกับแล้วเน้นรายบุคคล คือ ไม่ต้องทำงานเป็นกลุ่มก็ได้นะ เรียนแบบรอบรู้ การอ่านตำราเรียน การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า คืออะไร เรามาดูทีละอันนะคะ การเรียนรู้แบบสืบสวนคืออะไร การเรียนรู้แบบสืบสวน คือ เหมือนนักสืบน่ะ ที่มีโจทย์ให้ แล้วให้เราไปหาคำตอบเอง เอาเองด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ แล้วครูค่อยมาอธิบายที่หอย่างนี้ค่ะ เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบสืบสสวน ให้โจทย์ไป ให้สิ่งที่ต้องการไป จะทำอย่างไรได้บ้าง ให้เขาได้สืบค้นหาวิธีการด้วยตัวเอง หาคำตอบด้วยตัวเอง ถูกไม่ถูกอย่าวไร เราค่อยมาดูกัน นี่เขาเรียกว่า การเรียนรแบบสืบสวนนะคะ อธิบายก่อน ใช้คำถามกระตุ้นให้คิดใช่ไหมคะ แล้วก็ใช้วิธีการ แต่ละคนคิดอย่างไร แล้มาอธิบายร่วมกัน มาหาแนวทางร่วมกัน ถูกไม่ถูกอย่างไร ค่อยว่าทีหลังอย่างนี้ค่ะ อันต่อไปคือการเรีียนรู้แบบค้นพบ ก็คือการสำรวจแหละ กาแบบค้นพบ คือ เป็นการสอนทีมุ่งให้ผู้เรียนนี่แสวงหาความรู้และค้นพบด้วยตัวเอง จะวิะีการไหนก็แล้วแต่ ซึ่งขอโทษ ซึ่งครูทำอะไร ครูก็เป็นคนที่คอยดู คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ คอยดูว่ าถ้าเกิดว่าเขาไปอแสวงหาความรู้วิธีการที่เขาทำนี่ไม่ใช่แล้ว ครูก็ค่อยไกท์ ไปไกท์แบบทำอย่างนี้ดีอันนี้คงไม่ใช่บะ ให้หนูไปหาข้อมูงจาก ๅฌนจาก Google Google เขาไม่มีบอกหรอก ไปอ่านบทความนี้ก่อนอะไรอย่างนี้ อันนี้คือการไกท์ไลน์นะคะ แต่ว่าไม่ได้บอกวิธีการว่าตรงไหน ใช่หรือเปล่า บอกว่าตรงนี้ใช่หาไม่เจอหรอก ไปอ่านตรงนี้ดีกว่าอย่างนี้ค่ะ คือให้เขาหาวิธีการหคำตอบด้วยตัวเองนะคะ เขาเรียกว่า "การเรียนรู้แบบค้นพบ" นะคะ อันที่ 3 ก็คือผังมโนทัศน์ อันนี้เราคุ้นเคย การทำ Concept Maps ที่ถามว่ามันต่างกับ Mind Mapping อย่างไร มันMind Maping คือ การเขียนหัวข้อสำคัญ ๆ อะไรเกี่ยวข้องบ้าง แต่ Concept Maps คือการที่มีเส้นเหล่านี้มันมีความหมาย มันคือการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลว่าสิ่งสำคัญคืออะไร แล้วสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนีั้คืออะไร ดังนั้น มันไม่ใช่การเขียนแค่หัวข้ออย่างเดียว แล้วแปะ ๆ ๆ ต่อ ๆ กัน แต่คือการากเส้นให้เชิ่มโยง ว่าที่เราว่ามานี่ มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง สมมติ สมมติเราเรียนไปในครึ่งเทอมแรกใช่ไหม ทฤษฎีการเรียนรู้มีกี่แบบอย่างนี้ค่ะอาจจะมีทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการเรียนรู้แบบกลุ่มรู้คิดอย่างนี้ กลุ่มพฤติกรรมนิยมมีอะไรบ้าง ทฤษฎี A ทฤษฎี B ทฤษฎี C ทฤษฎี D อย่างนี้ ทฤษฎี A เขามีอะไรที่มันสำคัญ ทฤษฎี B มีแนวคิดอะไร ที่สำคแล้วเราก็ถึงจะเห็นว่าอะไรคือหัวข้อใหญ่ อะไรคือหัวข้อรอง แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไรอย่างนี้ ซึ่งการทำ Concept Maps ก็ใช้ความ CreCreative ด้วยได้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยได้ ซึ่งมันเป็นวิธีการของแต่ละคน ซึ่งมันไม่ต้องเขียนแค่ตัวหนังสือ แบ่งเป็นสี อา่จจะมีรูปภาพประกอบเพื่อความเข้าใจของเราก็ได้ นี่คือวิธีการทำ Concept Maps ซึ่งมันเป็นรายบุคคลที่แต่ละคนทำของตัวเอง Concept Maps ของหนู อาจจะไม่เหมือนของเพื่อนก็ได้อย่างนี้ ขึ้นอยู่กับเราจะเอาตรงไหนมาใส่ หรืออาจจะมีรูปภาพมาประกอบ ของหนูไม่มีก็ได้อย่างนี้ค่ะ มันเป็นรายบุคคล ว่าจะใช้วิะีการอะไร ทำแบบไหน ถึงจะเข้าใจของเขาอย่างนี้ค่ะ ต่อไป คือ การสอนโดยตรง การสอนโดยตรง แสดงว่าครูมีบทบาทมากกว่านักเรียนใช่ไหมคะ แต่การสอนโดยตรงแบบนี้ สอนโดยตรง ครูกำกับ ครูเป็นคนคอยบอกสิ่งที่พึงระวัง ก็คือวิธีการสอน การยกตัวอย่าง หรือคำพูดที่ใช้อย่างนี้ค่ะ อย่างเมื่อกี้ที่ครูจับแยกใช่ไหม ครูก็รู้สึกไม่ดี ครูก็ขอโทษเพื่อนรายบุคคลที่ไปจับแยก จำเป็นต้องทำอย่างนี้ค่ะ วิธีที่ใช้ คำพูดที่ใช้ เพื่อลดความกระทบกระทั่งกันให้มากที่สุด ลดความขัดแย้งระหว่างครูกับนักเรียน ความขัดแย้งระว่ามันก็เป็นศิลปะที่ครูจะนำมาใช้ ว่าฉันจะทำอย่างไร นอกจากสอนความรู้อย่างเดียวแล้ว อย่างนี้ค่ะ ต่อไปคือการสอนที่มีประสิทธิภาพคืออะไร มันเป็นของคุณแมดเดอร์ลีน ฮันเตอร์ มันเป็นการสอนที่มีประสิทธิภาพของแมดเดอร์ลีน ฮันเตอร์ คนที่คิดค้นวิธีการสอนแบบนี้นะคะ วิธีการสอบแบบนี้คือการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วก็อธิบายโดยที่มีตัวแบบ มีการสาธิตให้เห็น มีการทดลอง และให้เขาเรียนรู้จากการที่เราสาธิตให้ จากการที่เรมีตัวอย่างให้ จะเป็นตัวอย่างที่เป็นคลิปวิดีโอจะเป็นตัวอย่างที่ครูทำให้เห็นก็ได้ อย่างสมมติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างนี้ค่ะ เปิดคลิปให้นักเรียนดู ให้ศึกษาจากคลิปแล้วเห็นตรงไหนอย่างนี้ หรืออาจจะเป็นครูทำให้ดูก็ได้ อย่างเมื่อเช้าคณุเพิ่งเห็นอันหนึ่ง น้า่สนใสอนเรื่องของเขาเรียกว่าอะไรดีนะ ฟิสิกส์น่ะ แรง... แรงสักแรงหนึ่งของฟิสิกส์ ที่เอาน้ำใส่กระป๋อง ไม่มีแรงตัวนี้ นำก็เทออกได้ลงเพื่อนสกปรกอย่างนี้ค่ะ ถ้าเกิดเราจับเหวี่ยง เหวี่ยงเหมือนมันชาชักน่ะนึกออกไหม เหวี่ยงแรง ๆ น้ำในกระป๋องมันไม่ออกมาสักหยดเลยอย่างนี้ แรงนี้มันคืออันนี้แหละ ถ้าอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร เดี๋ยวเรามาคุยกันอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วก็สาธิตให้เห็นถึงสิ่งที่ทำ สิ่งที่ใช้นะคะ ร่วมกับการใช้คำถามกระตุ้นให้เขาคิด เหมือนเมื่อกี้ที่บอกว่าเหวี่ยงน้ำแรง ๆ เพราะอะไรน้ำไม่หก หกอยู่เลยอย่างนี้ค่ะ ถ้าเราเหวี่ยงแรง ๆ มันเป็นเพราะอะไรเรามาหาคำตอบด้วยกันนะ เธอไปสืบค้นมาสิ ใช้วิธีการอื่นร่วมด้วยก็ได้อย่างนี้ค่ะ ซึ่งวิะีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปนี่ มันก็เพิ่มความน่าสนใจในการเรียน และกระตุ้นให้เกิดความคิดแบบต่าง ๆ ของนักเรียนได้ นอกจากบรรยายอย่างเดียวอย่างนี้ค่ะ ต่อไปคือการเรียนแบบรอบรู้ การเรียนแบบรอบรู้ ก็คือว่าเป็นการที่เชื่อว่าผู้เรียนทุกคนนี้มีวิธีการเรียนเป็นของตัวเอง คนบางคนแต่ละคนอาจจะมีถนัดไม่เหมือนกันใช่หรือเปล่า บางคนเรียนผ่านทางการฟังอย่างเดียว บางคนเรียนผ่านการการได้เห็นตัวอย่างด้วยถึงจะเข้าใจอย่างนี้ค่ะ เขามีความเชื่อว่าแต่ละคนนี่ มีวิธีการเรียนหาความรู้้แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งที่ถูกวิพากย์ ก็อาจจะถูกวิพากษ์ว่า การที่เดมีวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนี่ แน่นอนมันเป็น Concept ที่ดี แต่ถ้ามันให้ความเข้าใจเกิดช้า-เร็วแตกต่างกันล่ะ บางคนสอนอธิบายเข้าใจเลย บางคนต้องลงมือให้ทำ บางคนอาจจะให้เขาทำเอง วิธีการเกิดระยะเวลาในการเกิดความเข้าใจแต่ละคนมันก็ไม่เท่ากัน มันก็เป็นข้อวิพากษ์ เออ มันทำได้ มันดี มันเหมาะกับนักเรียนที่เป็นคลาสเล็ก ๆ มีแค่คน 2 คน แต่ถ้าเป็นนักเรียนคลาสใหญ่ มี 30 คน เราจะไปทีละคนมันคงใช้เวลามากเหลือเกินนะ อย่างนี้ ก็เป็นข้อวิพากษ์นะคะ แล้วประเด็นเรื่องการปฏิบัติ หมายถึงว่าครุต้องทำเอง ครูต้องไปคอยดูทีละคนน่ะ ด้วยตัวเอง เสียเวลา 1. เสียเวลา 2. อาจจะดูไม่ทั่วถึงอย่างนี้ค่ะ ก็เป็นข้อวิพากษ์ ว่าการสอนแบบนี้มันเป็นสิ่งที่ควรระวังนะ เพราะมันเกิดแบบนี้ขึ้นได้อย่างนี้ค่ะ อันต่อไปคือการจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า อันนี้ครูมีบทบาทมากกว่า แล้วก็เน้นผู้เรียนไปทีละคนก็ได้นะคะ การจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า คือการส้รางภาพรงมให้เห็นว่า คุณจะเรียนเรื่องนี้อะไรบ้าง เหมือนเป็นการ Preview ก่อน ให้รู้ว่าฉันจะต้องไปเจออะไร ในวิชานี้ หัวข้ออะไรบ้างที่ฉันเน้น วิชานี้เน้นอย่างนี้ค่ะ เรียนวิชาจิตวิทยาสำหรับครู เราจะต้องเจิทฤษฎีนะ เราจะต้องมาเจอข้อสอบที่เข้าใจยากนะ อย่างนี้ค่ะ คือการบอกให้เขารู้ตัวล่วงหน้าว่าเขาจะต้องเจออะไร กับสิ่งที่เขาเรียน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการจัดมโนทัศน์ล่วงหน้านะคะ จะใช้เป็น Concept Maps ร่วมด้วยก็ได้ อย่างเช่น อันนี้สอนภาษาไทย อย่างนี้ค่ะ วันนี้เรามาเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดกันนะคะ มาตราตัวสะกดมันจะมี 2 อันนะ สะกดตรงแม่กับไม่ตรงแม่นะ ไม่ตรงแม่กับไม่ตรงแม่ อะไรที่เรียกว่าไม่ตรง มันจะแบ่งเป็นแบบนี้ แม่กก เป็นกน แม่กง แม่กน อันนี้คือการจัดมโนทัศน์ล่วงหน้าให้เขารู้ตัวก่อน เหมือนเราจะดูหนังเรื่องยาว เราก็ต้องดู Trainler หนังก่อน การมีเทเลอย์หนังให้เขาดู ให้เขารู้ว่าจะเจอออย่างนี้นะคะ ทีนี้ กระดาษยังมีเหลืออยู่ไหม มีพื้นที่เหลือไหม โจทย์ข้อสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับบ้านกันนะคะ ไม่ใช่กลับบ้าน ก่อนที่จะเบิกคาบ ในวิธีการสอนต่าง ๆ ที่พูดไปเมื่อกี้ค่ะ สำหรับที่เราจะเป็นครูในอนาคต จะเป็นครูอะไรก็แล้วแต่นะ ครูจำไม่ได้หรอกว่าสาขาอะไรบ้าง เราจะใชก้วิธีการสอนแบบไหน เพราะอะไร เอาเหตุผลของตัวเราเองนะคะ เป็นโจทย์ข้อสุดท้าย ในการที่เราจะเป็นครูในอนาคตนี่ เราจะเลิกวิธีการสอนแบบไหน เพราะอะไร เป็นเหตุผลของตัวเราเองจ้ะ อันนี้ให้เขียนนะคะ แล้วก็ถ้าเสร็จแล้ว ใครเขียนเสร็จแล้ว ก็เอามาส่งครูหน้าห้องแล้วเราก็เลิกคาบได้นะ นัดหมาย คาบหน้าเราเจอกันออนไลน์นะคะ ออนไลน์ ออนไลน์ แต่ตัวครูคงจะมาสอนในห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ มันมีแบบไหนบ้าง คะ มีวิธีไหนบ้าง เดี๋ยวย้อนกลับไปตรงตารางเมื่อกี้ก็ได้ อันนี้ วิธีเหล่านี้เราจะใช้วิธีการไหน ในการสอน จะใช้วิธีการเดียวก็ได้ หรือจะใช้ร่วมกันหลายวิธีก้ได้ แล้วแต่แต่ละคนเลยนะคะ ฟ