﻿1
00:00:18,694 --> 00:00:22,694
(อาจารย์สุรีย์พัชร) สวัสดีค่ะทุก ๆ คนค่ะ สวัสดีนะคะ

2
00:00:26,967 --> 00:00:29,831
อาจารย์ถามงานก่อนได้ไหม

3
00:00:29,831 --> 00:00:33,831
งานที่เลือกกันไว้ของกลุ่มที่ 1 และ

4
00:00:36,272 --> 00:00:40,272
กลุ่มที่ 2 1 กับ 2 ติดปัญหาอะไรหรือไม่คะ

5
00:00:45,530 --> 00:00:49,530
มีใครอยากจะถามไหม ถ้ากลัวว่าอาจารย์ฟัง

6
00:00:52,931 --> 00:00:56,231
ไม่รู้เรื่อง หนูเขียนก็ได้นะคะ เขียนลงไปในกลุ่มก็ได้

7
00:00:56,231 --> 00:01:00,231
ถามลงไปในกลุ่มได้เลย

8
00:01:01,422 --> 00:01:05,422
นะคะ เขียนเข้าไปในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ อาจารย์จะได้ทราบว่าหนูติดปัญหา

9
00:01:08,210 --> 00:01:10,037
อะไร เพราะว่าสัปดาห์หน้าใช่ไหมคะ

10
00:01:10,037 --> 00:01:14,037
สัปดาห์หน้าเราถึงจะนำเสนอกัน

11
00:02:37,014 --> 00:02:41,014
ไม่เป็นอะไร หนูดูที่หน้าจอก่อนนะคะ ดูที่หน้าจอ

12
00:02:46,334 --> 00:02:47,101
จำได้ไหม ที่อาจารย์เคยบอกครั้งแรกว่า

13
00:02:47,101 --> 00:02:51,101
เข้ามาถึงปุ๊บ จะเป็นการ Pop up หน้าจอ

14
00:02:52,732 --> 00:02:56,732
ที่ Pop up ขึ้น อันนี้เป็น Eye Droper

15
00:03:00,315 --> 00:03:02,799
Update นะคะ ตัวนี้อาจารย์ไม่ได้เปิดเลย

16
00:03:02,799 --> 00:03:05,739
นะคะ อาจารย์ไม่ได้เปิด อาจารย์เปิดแค่ตัว Drive

17
00:03:05,739 --> 00:03:09,739
ของ HCI ที่อาจารย์สอนพวกหนู แต่ตัวที่ Pop up

18
00:03:14,070 --> 00:03:18,070
ขึ้นมาตัวนี้ โดยปกติแล้วนะคะ ตัวใดก็ตามที่ Pop Up ขึ้นมามันจะมีเป็นลักษณะของเป็นดาบ 2 คมเลย ถ้าหนู

19
00:03:21,391 --> 00:03:25,391
กดโดยที่หนูไม่อ่าน อาจเสียเงินได้เมื่อหนูทำการ Login แล้ว เวลาที่หนู Login เสร็จ

20
00:03:30,827 --> 00:03:32,239
ใบเสร็จกับหนูในอีเมล แล้วถ้าหนูไม่ทำการจ่าย ก็จะมีคนตามล่านะคะ

21
00:03:32,239 --> 00:03:36,239
เป็นคล้ายกับตำรวจทาง IT พวกนี้

22
00:03:37,766 --> 00:03:41,766
อันนี้แนะนำเลยนะคะ ถ้า Pop up อะไรขึ้นมา

23
00:03:46,002 --> 00:03:47,535
กดออกได้เลยนะคะ กดกากบาทได้เลยนะคะ เราไม่ได้ตั้งใจเปิดเราก็ไม่ต้องดูค่ะ

24
00:03:47,535 --> 00:03:47,892
ดูในสไลด์นะคะ

25
00:03:47,892 --> 00:03:51,892

26
00:04:02,832 --> 00:04:06,832
ครั้งที่แล้วเรารู้โครงสร้างของ HCI นะ เรารู้ว่าองค์ประกอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

27
00:04:10,508 --> 00:04:11,576
คราวนี้เราจะมารู้เลย ว่าความสามารถและพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้คอมพิวเตอร์

28
00:04:11,576 --> 00:04:12,695
เราจะทำอย่างไร เอาแล้ว

29
00:04:12,695 --> 00:04:16,695
เด็ก ๆ ทุกคน

30
00:04:18,652 --> 00:04:22,652
เป็นมนุษย์ อาจารย์ขออนุญาตยืนนะคะ

31
00:04:23,759 --> 00:04:27,759
เห็นชัดอยู่นะลูกนะ เห็นชัดอยู่นะคะ

32
00:04:29,872 --> 00:04:30,621

33
00:04:30,621 --> 00:04:34,621
เห็นนะ เป็นห่วงว่าเด็กไม่เห็น

34
00:04:39,154 --> 00:04:43,154
มีความเป็นห่วง ครั้งที่เราใครจำได้ไหมคะ ว่า HCI ย่อมาจาก

35
00:04:44,976 --> 00:04:48,976
อะไร H คืออะไร C คืออะไร แล้ว I

36
00:04:51,149 --> 00:04:52,391
คืออะไร

37
00:04:52,391 --> 00:04:56,391
ตรงตัวเป๊ะ คำตอบข้อแรกอยู่ในหน้าจอ

38
00:04:57,153 --> 00:04:58,716
คำตอบตัวที่ 2

39
00:04:58,716 --> 00:05:02,121
เป็นในลักษณะของการติดตามสื่อสาร

40
00:05:02,121 --> 00:05:06,121
คำตอบตัวที่ 3 คือ สิ่งที่อยู่ข้างหน้า

41
00:05:14,875 --> 00:05:18,875
หนู เขาเรียกว่าอะไร HCI ตรงตัวเลยลูก แปลว่าอะไร ใครตอบได้ยกมือได้เลยนะคะ

42
00:05:21,247 --> 00:05:25,247
ยกมือขึ้นมาเลย ผิดถูกไม่เป็นอะไรค่ะ อาจารย์อยากได้ความกล้าเฉย ๆ

43
00:05:30,423 --> 00:05:32,139
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ ไม่เป็นอะไรลูก เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้

44
00:05:32,139 --> 00:05:36,139
ได้ไหมคะ H คืออะไร ลูก H H

45
00:05:40,926 --> 00:05:41,051
H H

46
00:05:41,051 --> 00:05:45,051
คืออะไรคะ

47
00:05:52,373 --> 00:05:56,373
ในหน้าจอเขียนว่าอะไรลูก

48
00:05:57,644 --> 00:06:01,644
บรรทัดแรก H

49
00:06:03,285 --> 00:06:04,102
อ่านว่าอะไรคะ

50
00:06:04,102 --> 00:06:08,102
ใครอ่านได้หนูยกมือเลยลูก หนูยกมือเลย ใครตอบ

51
00:06:18,910 --> 00:06:22,402
ได้หนูยกมือเลยลูก ยกมือ แล้วบอกว่า H คือ นี่คือ นี่คือคำตอบของตัว H ตัวแรกเลย

52
00:06:22,402 --> 00:06:26,402
ยกมือได้เลยนะคะ ยกมือขึ้นเลย

53
00:06:29,182 --> 00:06:31,933
ใครได้ยกมือเลยค่ะ

54
00:06:31,933 --> 00:06:35,933
นี่คือคำตอบค่ะนี่ H

55
00:06:43,649 --> 00:06:44,092
โอเคค่ะ

56
00:06:44,092 --> 00:06:48,092
Human โอเค

57
00:06:53,177 --> 00:06:54,396
Human คราวนี้ถ้า I ล่ะ

58
00:06:54,396 --> 00:06:58,396
เป็นการติดต่อ

59
00:07:01,212 --> 00:07:05,040
I คือการติดต่อลูก อันนี้คือพื้นฐาน

60
00:07:05,040 --> 00:07:05,189
ทางภาษาอังกฤษนิดหนึ่งนะ

61
00:07:05,189 --> 00:07:09,189
มีคำอะไรบ้างคะ ที่ใช้คำว่า "การติดต่อ"

62
00:07:10,802 --> 00:07:14,802
Inter อะไรเอ่ยลูก

63
00:07:20,156 --> 00:07:24,156
Inter... Intersection เป็น... ไม่ใช่ลูก มันเป็นการแทรกแล้ว Inter...

64
00:07:29,492 --> 00:07:33,492
เวลาที่หนูคุยไลน์ เวลาที่หนูคุยไลน์

65
00:07:33,837 --> 00:07:36,873
หนูกดวิดีโอคอลนั่นแหละค่ะ คือการอะไรลูก

66
00:07:36,873 --> 00:07:40,873
เวลาที่หนูคุย LINE LINE จะมีการโทรใช่ไหมคะ

67
00:07:46,603 --> 00:07:49,255
มีโทร กับวิดีโอคอล เวลาที่หนูกด

68
00:07:49,255 --> 00:07:52,235
วิดีโอคอลปั๊บ หนูเห็นอะไรคะ

69
00:07:52,235 --> 00:07:56,235
เห็นหน้าตัวเอง ถ้าปลายทางเขา

70
00:08:01,449 --> 00:08:05,449
ไม่ได้เปิดกล้องใช่หรือไม่ เป็นการรอคอย

71
00:08:06,446 --> 00:08:08,976
ให้เขาเปิดกล้อง นั่นคือการติดต่อสื่อสาร เขา

72
00:08:08,976 --> 00:08:12,976
กำลัง Connect หาค่ะ เขากำลัง

73
00:08:18,963 --> 00:08:22,963
Connect  คุณ ๆ ๆ เปิดกล้องสิ เราเปิดกล้องแล้วนะ อย่างนี้ เมื่อปลายทางเปิด

74
00:08:24,037 --> 00:08:24,858
กล้องปุ๊บ การ Interface เกิดขึ้น

75
00:08:24,858 --> 00:08:28,858
I คือ การ Interface Human

76
00:08:32,400 --> 00:08:36,400
Interface คราวนี้ตัว C เพราะ HCI หลักการ

77
00:08:37,633 --> 00:08:41,551
คนเกิดการติดต่อสื่อสาร แล้ว C คืออะไรลูก

78
00:08:41,551 --> 00:08:45,551
Connect ใช่ค่ะ หรือ Communication นั่นเอง

79
00:08:50,876 --> 00:08:54,876
ทำอย่างไรให้คนสามารถที่จะ Interface

80
00:08:58,133 --> 00:09:02,078
ถึงกันและกันได้ จนส่งผลทำให้... เขาเลยมีเส้นในการเชื่อมต่อ ถูกไหมคะ มีการเชื่อมต่อ

81
00:09:02,078 --> 00:09:03,541
อยู่ด้านบน เราไม่รู้หรอกค่ะ ว่า ณ เวลานี้

82
00:09:03,541 --> 00:09:07,541
เช่น อาจารย์แอนอยู่เมืองไทย อาจารย์ติดต่อคนที่อยู่

83
00:09:14,530 --> 00:09:16,013
ยุโรปห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ขอยกตัวอย่าง ชัวร์เลยนะคะ

84
00:09:16,013 --> 00:09:20,013
แคนาดา เขาห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ห่างกับเรา

85
00:09:22,899 --> 00:09:25,842
3 โมงนะ 9 โมงกับอีก 20 นาที เท่ากับของเขา

86
00:09:25,842 --> 00:09:26,978
3 ทุ่ม 20 นาที

87
00:09:26,978 --> 00:09:30,978
คราวนี้ แล้วนาฬิกาของเขาและของเรารู้ได้อย่างไร

88
00:09:34,419 --> 00:09:37,858
ก็เกิดการติดต่อสื่อสาร

89
00:09:37,858 --> 00:09:41,858
จากอะไรคะ ดาวเทียม หนูเข้าใจคำว่า "ดาวเทียม" อยู่ใช่ไหมลูก

90
00:09:46,884 --> 00:09:50,740
ดาวเทียมทำการส่ง ส่งสัญญาณคราวนี้เป็นคำถามที่เด็กน้อยน่าจะผ่านหูมา

91
00:09:50,740 --> 00:09:51,038
เยอะแล้ว ดาวเทียมไทย

92
00:09:51,038 --> 00:09:52,826
ชื่อว่าอะไรลูก

93
00:09:52,826 --> 00:09:56,826
หลายชื่อค่ะ หลายชื่อค่ะ

94
00:09:59,411 --> 00:10:03,411
มี 2 ชื่อเลย ดาวเทียมของไทยที่ส่งขึ้นไปชื่อว่า

95
00:10:07,491 --> 00:10:10,448
อะไรลูก Search หาได้ค่ะ Google ถือ

96
00:10:10,448 --> 00:10:14,448
เป็นแอปพลิเคชันหนึ่งค่ะ ในการค้นหา หนูพิมพ์คำว่า

97
00:10:16,500 --> 00:10:16,667
"ดาวเทียม ไทย"

98
00:10:16,667 --> 00:10:20,667
พิมพ์ได้ลูกเปิด google เลย

99
00:10:26,241 --> 00:10:30,241
เปิด Google

100
00:10:56,040 --> 00:11:00,040
อะไรนะลูก ทีออส

101
00:11:01,553 --> 00:11:04,380
กับ... ไทยโชติ ใช่ค่ะ ใช่ ถามเพื่ออีกคะแนนหนึ่ง 3 แต้มแล้ว

102
00:11:04,380 --> 00:11:08,380
เขาสำรวจอะไร

103
00:11:08,405 --> 00:11:12,405
ทรัพยากร

104
00:11:14,720 --> 00:11:18,720
จำคะแนนตัวเองเอาไว้นะคะ อาจารย์ลืมเอาไว้ในรถ

105
00:11:21,869 --> 00:11:23,797
3 แต้ม จำไว้นะ และเพื่อนข้าง ๆ

106
00:11:23,797 --> 00:11:26,203
1 แต้ม จำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้นะ

107
00:11:26,203 --> 00:11:30,203
โอเค อาจารย์ลืมเอาแผ่นมา

108
00:11:33,370 --> 00:11:37,370
ลืมจริง ๆ ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจดได้ มา

109
00:11:39,058 --> 00:11:43,058
สไลด์อันนี้อาจารย์ยังไม่ได้เอาขึ้นให้นะคะ เดี๋ยวอาจารย์

110
00:11:45,157 --> 00:11:49,157
เอาขึ้นให้นะคะ นะคะ เดี๋ยวอาขึ้นให้

111
00:11:49,973 --> 00:11:53,973
หนูดูภาพทางด้านหน้าจอได้เลย ตัวนี้อาจารย์จะให้หนูดู

112
00:11:56,862 --> 00:12:00,862
ในเรื่องของมนุษย์ ความสามารถของพฤติกรรมของมนุษย์ ดูสิว่ามนุษย์เขามีพฤติกรรมอะไร เขา

113
00:12:02,344 --> 00:12:06,344
สามารถอย่างไร ในการติดต่อสื่อสาร เขาจึงบอกว่า

114
00:12:07,035 --> 00:12:08,410
ด้านแรกเลย มี 3 ด้านหลัก ๆ

115
00:12:08,410 --> 00:12:12,410
เลยนะคะ หนูจำให้มั่น ๆ เลยว่า อย่างแรก

116
00:12:13,893 --> 00:12:14,095
คือ การช่องทางการรับเข้า-ออก

117
00:12:14,095 --> 00:12:18,095
ที่เกี่ยวกับการมองเห็น โอเคนะ การมองเห็น ที่เกี่ย

118
00:12:27,089 --> 00:12:30,841
วกับการได้ยิน หรือฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว ด้านที่ 2 คือ ความจำของมนุษย์ ประกอบด้วย

119
00:12:30,841 --> 00:12:34,841
3 ส่วนด้วยกัน คือเกี่ยวกับประสาทและความรู้สึก

120
00:12:40,010 --> 00:12:44,010
ที่เรียกว่า "Senenary Memory"

121
00:12:45,938 --> 00:12:46,605
ที่เรียกว่า "Short-term memory" และการจดจำ

122
00:12:46,605 --> 00:12:50,200
ระยะยาว 3. การประมวลผลของมนุษย์

123
00:12:50,200 --> 00:12:54,200
ประกอบไปด้วยการหาเหตุผลการแก้ไขข้อปัญหา

124
00:12:55,821 --> 00:12:56,526
ต่าง ๆ เช่น การใช้ Skill หรือการใช้ทักษะ หรือการเรียนรู้

125
00:12:56,526 --> 00:12:59,094
จากความผิดพลาดนะคะ หรือการ

126
00:12:59,094 --> 00:13:03,094
เรียนรู้จากการผิดพลาด ซึ่งทุกคน

127
00:13:03,627 --> 00:13:07,627
ได้ทำมาแล้วค่ะ แต่หนูได้ทราบว่า หนูแยกออกเป็น

128
00:13:11,413 --> 00:13:15,413
3 ด้าน เราลองมาดูทีละด้านนะคะ เรามาลองดูทีละด้านกันนะคะ

129
00:13:16,508 --> 00:13:20,508
ด้านแรก อ้าว การรับเข้า-ออกเป็นอย่างไรคะ ก็คือการมองเห็น อาศัยอยู่ 2 ขั้นตอน

130
00:13:21,373 --> 00:13:24,447
1. หนูรับรู้ทางกายภาพ ผ่านทาง

131
00:13:24,447 --> 00:13:28,447
สิ่งเร้าภายนอก 2. การประมวลผลและแปล

132
00:13:33,953 --> 00:13:35,308
จากสิ่งเร้า ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ยกตัวอย่างแล้วนะคะ

133
00:13:35,308 --> 00:13:39,308
ด้านหน้าของเด็ก ๆ เรียกว่าอะไรคะ ที่อยู่ด้านหน้า

134
00:13:44,749 --> 00:13:47,158
ด้านหน้าของหนูเรียกว่า...

135
00:13:47,158 --> 00:13:51,158
ด้านหน้าของเด็ก ๆ คืออะไรคะ

136
00:13:53,639 --> 00:13:57,639
มองตา... ตาหนูมองจ้องมาข้างหน้าคืออะไรลูก

137
00:13:59,029 --> 00:13:59,433
แล้วแต่นะคะ

138
00:13:59,433 --> 00:14:03,433
ตอนนี้ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด มันขึ้นอยู่กับสายตา

139
00:14:08,381 --> 00:14:12,381
ของเราว่าเรามองอะไร โอเคไหม ตอบได้เลยลูก ตอบกันหน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือขึ้นค่ะ

140
00:14:13,841 --> 00:14:16,345
ยกมือขึ้นลูก เร็ว

141
00:14:16,345 --> 00:14:20,345
ยกมือเลยลูก

142
00:14:22,634 --> 00:14:26,634
ครับ คอมพิวเตอร์

143
00:14:26,641 --> 00:14:29,691
เขาถือเป็นสิ่งเร้าใช่หรือไม่คะ

144
00:14:29,691 --> 00:14:33,691
คือ... ไม่รู้ล่ะ

145
00:14:34,695 --> 00:14:38,695
เราเดินเข้ามาปั๊บ เราเห็นคอมพิวเตอร์ปุ๊บ

146
00:14:39,891 --> 00:14:43,891
หนูกดเปิดปั๊บเลยใช่หรือไม่คะ

147
00:14:48,878 --> 00:14:52,878
เขาเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเรา แต่... แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคน ๆ นั้นไม่ชอบ

148
00:14:56,231 --> 00:15:00,231
คอมพิวเตอร์ ย้ำไว้นะคะ เขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่าง อาจารย์เป็นต้น อาจารย์

149
00:15:02,232 --> 00:15:06,232
ไม่เคยคิดจะเรียนคอมพิวเตอร์เลย ไม่เคยคิดเลย อาจารย์อยากเป็นพยาบาล

150
00:15:07,101 --> 00:15:11,101
อาจารย์อยากเป็นเลขานุการ อาจารย์อยากเป็นครูคณิตศาสตร์

151
00:15:13,386 --> 00:15:13,974
แต่เมื่อ

152
00:15:13,974 --> 00:15:17,974
เดินเข้ามาแล้ว คอมพิวเตอร์ถือไม่ใช่สิ่งเร้าของอาจารย์เลย

153
00:15:20,012 --> 00:15:24,012
อาจารย์เลยมองว่าการที่เราเก่งคอมพิวเตอร์ได้

154
00:15:26,446 --> 00:15:30,446
อาจารย์ต้องเป็น Hacker ได้ ถ้าอาจารย์เป็น

155
00:15:31,542 --> 00:15:35,542
Hacker ไม่ได้ อาจารย์ถือว่าอาจารย์เป็นนักคอมพิวเตอร์ไม่ได้

156
00:15:39,188 --> 00:15:42,345
อาจารย์ไม่ได้ว่าคุณตำรวจนะคะ คุณตำรวจเองก็ขโมยเป็น สะเดาะ

157
00:15:42,345 --> 00:15:46,345
กุญแจเป็น มีตัวอย่างเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่ตัวอย่าง

158
00:15:48,048 --> 00:15:52,048
เป็นของจริง อาจารย์โดนยกเค้า คนยกเค้า คือ ตก

159
00:15:55,195 --> 00:15:58,457
มายกเค้าของอาจารย์ไปหมดเลย เงินเดือนของอาจารย์อัตราจ้าง ไม่เหลือเลยนะคะ

160
00:15:58,457 --> 00:15:58,483
จับได้ค่ะ อันนี้จับได้ 2

161
00:15:58,483 --> 00:16:02,483
. การประมวลผลและแปลความหมายจากสิ่งเร้า

162
00:16:05,190 --> 00:16:08,000
หนูเห็นคอมพิวเตอร์อยู่ด้านหน้า

163
00:16:08,000 --> 00:16:12,000
สิ่งแรกเลยหนูจะมองปุ๊บ คือ การกดปุ่ม Power

164
00:16:17,525 --> 00:16:21,082
ถูกไหมคะ แต่หนูรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือปุ่ม Power เพราะสมองหนูประมวลผลแล้วว่า

165
00:16:21,082 --> 00:16:22,620
ปุ่มนี้มันควรเป็น Power

166
00:16:22,620 --> 00:16:26,620
แล้วถ้าติต่างว่า ยกตัวอย่างว่า ถ้าปลั๊ก

167
00:16:31,542 --> 00:16:31,825
ทั้งหมดมันถูกถอดออกหมด สิ่งเร้าของหนูคืออะไรคะ

168
00:16:31,825 --> 00:16:35,825
อย่างน้อยก็เสียบก่อนล่ะ ใช่ไหมคะ

169
00:16:39,122 --> 00:16:43,122
แล้วค่อยเปิด นั่นคือการ Vision คือ การมองเห็นเฉย ๆ นะคะ นี่คือการมองเห็นเลย

170
00:16:48,431 --> 00:16:49,965
มนุษย์เราทำได้ คือ การมองปุ๊บ จับปั๊บ จบเลย

171
00:16:49,965 --> 00:16:53,965
ค่ะ บางคนทำได้แค่ขั้นตอนที่ 1 คือ ได้แค่

172
00:16:55,285 --> 00:16:57,536
สิ่งเร้า แล้วเขาก็กระทำกับสิ่งเร้าแล้วจบ แต่เขาไม่รู้

173
00:16:57,536 --> 00:17:01,536
เลยว่าตัวเขาเองนี่ สมองถูกการประมวลผลแล้ว

174
00:17:03,663 --> 00:17:05,759
และเด็ก ๆ ทุกคน อาจารย์ก็มั่นใจว่าหนูประมวลผล

175
00:17:05,759 --> 00:17:09,759
นี่ ในสมองของหนูน่ะ คอมพิวเตอร์เราเปิดแล้วจะ

176
00:17:12,486 --> 00:17:14,488
เข้าถึงอะไร ในสมองหนูเริ่มแปลความหมายแล้วถูกไหมคะ

177
00:17:14,488 --> 00:17:18,488
เพราะอาจารย์บอกว่าดาวเทียมคืออะไร คราวนี้เริ่มหาแล้ว

178
00:17:18,916 --> 00:17:22,133
ไทยคม เกิด Pop Up อะไร คือ การประมวลผลในสมองเรา

179
00:17:22,133 --> 00:17:26,133
คือ การพิมพ์ถูก ๆ ไหมคะ การพิมพ์ลงไปนั้น

180
00:17:26,720 --> 00:17:27,030
คือ การประมวลผลจากสมองเรา ว่าดาวเทียม

181
00:17:27,030 --> 00:17:31,030
เราจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าเราต้องวรรค อันนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิค

182
00:17:38,852 --> 00:17:39,982
ของแต่ละบุคคลในการค้นหานะคะ นี่เป็นการค้นหา ด้านแรกไปแล้ว มาต่อค่ะ

183
00:17:39,982 --> 00:17:43,982
ต่อค่ะ เขาเลยบอกว่า จากการ

184
00:17:46,864 --> 00:17:49,473
รับเข้าแล้วก็ออก โดยการมองเห็นของมนุษย์

185
00:17:49,473 --> 00:17:52,989
มี 2 อย่างด้วยกันเลยค่ะ 1. บางอย่างที่มนุษย์

186
00:17:52,989 --> 00:17:56,989
ไม่สามารถมองเห็น คือ การประมวลผล ห

187
00:17:57,638 --> 00:18:01,039
นูกดเปิดเครื่องปั๊บ หนูไม่เห็นเลยใช่ไหมคะในการวิ่ง

188
00:18:01,039 --> 00:18:05,039
ฮาร์ดดิสก์เขาวิ่งอย่างไร มี RAM อะไร

189
00:18:07,228 --> 00:18:10,446
หนูไม่เห็นเลย นอกเสียจากว่าตอนหนูเปิดเครื่องปั๊บ ให้หนูกดปุ่ม

190
00:18:10,446 --> 00:18:14,446
เบรก กดเบรก กด ๆ ๆ เบรกไว้ เขาจะ

191
00:18:14,870 --> 00:18:15,191
หยุดในการประมวล ณ เวลานั้น ๆ อันนี้

192
00:18:15,191 --> 00:18:19,191
เป็นการหยุดนะคะ หยุดให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง

193
00:18:24,095 --> 00:18:27,759
นะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะให้หนูเข้าในเรื่องของ

194
00:18:27,759 --> 00:18:31,759
Dot Promt

195
00:18:33,064 --> 00:18:37,064
รู้จักคำว่า "Prompt" ไหมลูก C Prompt

196
00:18:39,061 --> 00:18:40,400
เดี๋ยวให้ทำวันนี้ค่ะ ในการเรียก Prompt ทั้งหมดนะคะ ลักษณะที่ 2

197
00:18:40,400 --> 00:18:44,400
ความสามารถในการแปล หรือตีความหมาย ทำใหมนุษย์สามารถ

198
00:18:50,722 --> 00:18:54,722
สร้างภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ยกตัวอย่างเลย ว่าตอนนี้หนูกำลังจะออกแบบเกม หนูรู้แล้วล่ะว่าเกมของเรา

199
00:18:56,329 --> 00:19:00,329
นี่ จะเป็นเกมต่อสู้นะ แล้วเกมต่อสู้ยัง

200
00:19:03,166 --> 00:19:05,396
ไม่รู้เลยว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร ใครเป็นคนเล่น

201
00:19:05,396 --> 00:19:08,456
แล้วรูปร่างเป็นอย่างไร แล้วเขามีกระบวนการ

202
00:19:08,456 --> 00:19:09,773
ในการต่อสู้อย่างไร เช่น เขาทำการ

203
00:19:09,773 --> 00:19:13,773
ตัดต้นไม้ เพื่อที่จะไปสร้างบ้าน นี่คือ Mission ของ

204
00:19:23,284 --> 00:19:26,634
ติต่างนะคะ อันนี้ติต่าง ซึ่งเราไม่รู้เลย ว่าไอ้ต้นไม้ที่ตัดนั้นน่ะ เป็นต้นอะไร

205
00:19:26,634 --> 00:19:26,967
เลยทำการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์

206
00:19:26,967 --> 00:19:30,967
สร้างขึ้นมา เป็นระบบบคอมพิวเตอร์ 1 ระบบเลยค่ะ

207
00:19:36,161 --> 00:19:40,161
ถ้าเราจะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้ เราต้องตีความหมายได้ แล้วมนุษย์นี่ ต้องสร้าง

208
00:19:42,875 --> 00:19:45,078
ภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ จำไว้นะคะ

209
00:19:45,078 --> 00:19:49,078
ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ

210
00:19:52,513 --> 00:19:56,513
Information ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ Data Data

211
00:19:57,010 --> 00:19:58,884
มีเยอะแยะมากมายค่ะ เก้าอี้ 1 2 3

212
00:19:58,884 --> 00:20:02,159
4 5 ถือเป็น Data แต่ถ้าจำแนกได้ว่า

213
00:20:02,159 --> 00:20:06,159
เก้าอี้ที่มีพนักพิงสีน้ำตาล

214
00:20:07,422 --> 00:20:11,422
ที่เปื้อนสีมีกี่ตัว อันนี้คือ Information แล้ว

215
00:20:12,339 --> 00:20:16,209
หรือ... เป็นการจำแนกพื้นฐานว่านี่นะ

216
00:20:16,209 --> 00:20:20,209
คือการเปื้อนสีนะ เท่าที่อาจารย์เห็นในตานะคะ 1

217
00:20:24,754 --> 00:20:26,088
2 การเปื้อน เปื้อนมากเปื้อนน้อยเท่ากับเท่าไร

218
00:20:26,088 --> 00:20:27,785
เกิดการประมวลผลอีก

219
00:20:27,785 --> 00:20:31,785
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกล่ะค่ะ ว่าใครจะมองตรงไหนนะคะ

220
00:20:32,038 --> 00:20:33,330
ต่อมาค่ะ

221
00:20:33,330 --> 00:20:37,330
ในห้องนี้อาจารย์มั่นใจว่าเด็กทุกคนมองเห็น

222
00:20:39,867 --> 00:20:43,867
หนูแแมีกระจกตา หนูมีเลนส์ตา

223
00:20:45,322 --> 00:20:49,317
เลนส์ตาของหนูมีจุดรับแสง

224
00:20:49,317 --> 00:20:52,581
และสะท้อนไปด้านหลังของดวงตา

225
00:20:52,581 --> 00:20:56,342
อาจารย์ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของอวัยวะนะคะ

226
00:20:56,342 --> 00:21:00,342
ไม่ได้พูดถึงเรื่องอวัยวะนะ แค่พูดให้หนู

227
00:21:05,270 --> 00:21:05,759
เข้าใจเฉย ๆ ว่าดวงตามี 2 ส่วนด้วยกัน คือ กระจกตา

228
00:21:05,759 --> 00:21:09,759
และเลนส์ตา ซึ่งเป็นจุดรับแสงและสะท้อน

229
00:21:14,681 --> 00:21:18,586
ภาพไปด้านหลังของดวงตา ตาเรามองเห็นด้านหน้า แล้วสะท้อนออกไปด้านหลัง เกิดมาเป็น

230
00:21:18,586 --> 00:21:20,454
ภาพ 1 ภาพ ส่งให้กับสมองของเราข้างหลังค่ะ ว่า

231
00:21:20,454 --> 00:21:24,454
อ๋อ จอคอมพิวเตอร์ของเราเป็นสี่เหลี่ยมนะ

232
00:21:27,101 --> 00:21:28,610
และสี่เหลี่ยมของเรานี่ เป็นสี่เหลี่ยม

233
00:21:28,610 --> 00:21:32,307
อะไรอีก เป็นสี่เหลี่ยมอะไรลูก

234
00:21:32,307 --> 00:21:36,307
สี่เหลี่ยมผืนผ้า

235
00:21:36,498 --> 00:21:40,498
ถามว่าทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

236
00:21:42,071 --> 00:21:44,502
ก็นักคอมพิวเตอร์อีกแหละ

237
00:21:44,502 --> 00:21:48,502
ก็เขามองว่าภาพทั้งหมด อยากจะให้มีความ

238
00:21:54,386 --> 00:21:54,916
เห็นกว้างขึ้น เหมือน Panorama ค่ะ เวลาถ่ายรูป

239
00:21:54,916 --> 00:21:58,916
ก็เป็นความคิดของหนึ่งคน ที่เป็นความคิด

240
00:21:59,288 --> 00:22:03,288
ไม่สมบูรณ์ สร้างออกมาเป็นระบบนะคะ คราวนี้ เยื่อชั้นในของลูกตา

241
00:22:06,609 --> 00:22:09,767
ที่เรียกว่า "Ratina" คือ รับภาพ 2 ลักษณะ

242
00:22:09,767 --> 00:22:13,767
คือ 1 ทรงกระบอก 2. ทรงกรวย

243
00:22:13,822 --> 00:22:15,072
เป็นร่องของดวงตานะคะ อันนี้

244
00:22:15,072 --> 00:22:19,072
อาจารย์มั่นใจว่าหนูน่าจะผ่านเรื่องของดวงตามาแล้วนะ

245
00:22:22,823 --> 00:22:26,823
ดวงตาของเรานะคะ พอลากผ่านขึ้นมา

246
00:22:28,096 --> 00:22:30,773
อาจารย์ทำอย่างไรดีน้อ จะเขียนเป็นภาพ

247
00:22:30,773 --> 00:22:34,773
เอาเก็บไว้ในไหนนี่

248
00:22:43,186 --> 00:22:45,211
โน้ตก็ได้ ใส่โน้ต ใส่โน้ต ใส่โน้ต อ๋อ ค้นหาเลย เดี๋ยวอาจารย์

249
00:22:45,211 --> 00:22:45,528
ค้นหาค่ะ สักครู่นะคะ รูปดวงตา

250
00:22:45,528 --> 00:22:49,528
สักครู่ เดี๋ยวขอค้นหาคำว่า "ดวงตา" แป๊บค่ะ

251
00:22:59,030 --> 00:23:00,799
แป๊บค่ะ

252
00:23:00,799 --> 00:23:04,799
ภาพนี้เลยค่ะ ตรงเป๊ะเลยค่ะ

253
00:23:08,333 --> 00:23:12,333
ดูจากภาพนะคะ อันนี้คือ

254
00:23:12,499 --> 00:23:16,499
Human Eye Anatomy

255
00:23:21,197 --> 00:23:25,197
โครงของตาด้านหน้า ไม่ต้องให้รายละเอียดอะไรเลยค่ะ เรามองด้านหน้าถูกไหมคะ มองเข้าถึง

256
00:23:26,386 --> 00:23:30,386
จุดรับแสง พอเข้าถึงจุดรับแสงปุ๊บสะท้อนเข้าสู่ด้านใน

257
00:23:30,702 --> 00:23:34,702
พอเข้าถึงด้านในปุ๊บ ทำไมคะ เกิดเส้น

258
00:23:36,004 --> 00:23:40,004
แขนงมากมายส่งให้กับสมองของเรา ซึ่งสมองของเราจะทำการแปลผลออกมา ให้เห็น

259
00:23:42,092 --> 00:23:46,092
ได้ว่าว่านี่ เราเห็นอะไร ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ขอยกตัวอย่างนะ

260
00:23:52,285 --> 00:23:56,285
ถ้าหนูไม่รู้จักสิ่งนี้ หนูจะตอบว่าอันนี้คืออะไรคะ

261
00:23:58,087 --> 00:23:58,682
มันคืออะไรลูกอันนี้

262
00:23:58,682 --> 00:24:02,682
อันนี้คืออะไรลูก

263
00:24:04,719 --> 00:24:08,719
เป็นรีโมต แต่หนูไม่รู้ว่า

264
00:24:13,711 --> 00:24:17,711
เป็นเครื่องฉายวีดิทัศน์ลูก  คือ เป็นแค่รีโมต

265
00:24:18,199 --> 00:24:20,402
เฉย ๆ แต่ถ้าหากว่า

266
00:24:20,402 --> 00:24:21,480
มีรีโมต...

267
00:24:21,480 --> 00:24:25,480
มี 2 อัน ไม่ได้

268
00:24:25,896 --> 00:24:29,896
เอา 2 อย่างเลย อาจารย์มี 2 รีโมต

269
00:24:30,443 --> 00:24:34,443
หนูเดินเข้ามาครั้งแรก

270
00:24:40,919 --> 00:24:40,988
ถ้าหนูไม่ใช่เป็นคนเปิดห้อง แล้วไม่รู้เลยว่า

271
00:24:40,988 --> 00:24:44,988
อันนี้คืออะไร อันนี้คืออะไร แล้วเขาถูกวางไว้

272
00:24:47,859 --> 00:24:49,739
บนโต๊ะทั้งคู่แบบนี้ แล้วหนู

273
00:24:49,739 --> 00:24:52,976
จะเปิดแอร์ หนูจะหยิบตัวไหนคะ

274
00:24:52,976 --> 00:24:56,763
ซ้ายหรือขวาลูก

275
00:24:56,763 --> 00:25:00,763
ขวาหนู

276
00:25:02,231 --> 00:25:06,231
ขวาหนูนะ โอเค ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้คะ

277
00:25:10,140 --> 00:25:14,140
เพราะอะไรลูกอาจารย์อยากรู้ เพราะอะไร

278
00:25:22,314 --> 00:25:26,314
เพราะอะไรลูก เพราะ...

279
00:25:29,528 --> 00:25:33,528
เขามีตัวเลข ถูกไหม

280
00:25:34,104 --> 00:25:38,104
เขามีตัวเลข แต่อันนี้ไม่มีตัวเลข

281
00:25:40,610 --> 00:25:44,316
ทำให้สมองของเราน่ะค่ะ คิดทันทีเลย ว่า

282
00:25:44,316 --> 00:25:48,316
ถ้าหากว่าเป็นรีโมตแอร์ ก็ควรที่

283
00:25:52,560 --> 00:25:56,560
จะมีตัวเลข และการทำความเย็น และรีโมตที่เป็นรีโมตของเครื่องวีดิทัศน์

284
00:26:01,674 --> 00:26:05,674
ปุ่ม แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าอันไหนคือปุ่มเปิด เราจะรู้ได้อย่างไรลูก ว่าอันไหน

285
00:26:09,185 --> 00:26:13,185
ปุ่มเปิด นั่นน่ะสิคะ ทำไมหนูถึงรู้ว่าเป็นสัญลักษณ์สีแดง

286
00:26:14,158 --> 00:26:18,066

287
00:26:18,066 --> 00:26:22,066
เพราะอะไร

288
00:26:24,817 --> 00:26:28,817
แสดงว่าหนูช่างสังเกต

289
00:26:34,987 --> 00:26:38,987
ทุกที่... ถ้าจะเปิดทีวีถูกไหม ทีวี วีดิทัศน์

290
00:26:40,285 --> 00:26:44,285
ทุกอย่างเลย หนูลองกลับไปดูที่บ้านก็ได้ค่ะ รีโมตทีวี

291
00:26:45,106 --> 00:26:45,851
ทุกเครื่องจะต้องอยู่มุมซ้าย และสีต้อง

292
00:26:45,851 --> 00:26:48,340
เป็นสีแดง หรือสีส้ม หรือเฉดสีแดงเท่านั่น

293
00:26:48,340 --> 00:26:49,464
สังเกตดูนะคะ

294
00:26:49,464 --> 00:26:53,464
และโดยทั่วไปปุ่ม

295
00:26:56,604 --> 00:27:00,604
ตัวนี้ค่ะ จะเป็นปุ่มเมนู ไม่ว่าจะเป็นที่ใด

296
00:27:04,155 --> 00:27:08,155
ก็ตาม อาจารย์ไปเมืองลาว ก็เหมือน ๆ กันนี่แหละค่ะ แค่ภาษาเฉย ๆ

297
00:27:13,468 --> 00:27:17,468
แค่ภาษา แล้วถามว่าทำไมถึงอาจารย์รู้ ก็เดาเอาอย่างนี้แหละค่ะ เหมือนที่หนูพูดทุกอย่างเลย ด้านบนจะเป็นตัวเปิด

298
00:27:23,329 --> 00:27:27,329
ด้านล่างจะเป็นตัว Control หลักการเดียวกัน แม้กระทั่งคีย์บอร์ดของหนู

299
00:27:28,675 --> 00:27:32,675
ที่คีย์บอร์ดนะคะ คีย์บอร์ดที่มีอยู่เขามีฟังก์ชัน F1 จนถึง F12

300
00:27:35,990 --> 00:27:39,990
ถือเป็นฟังก์ชันช่วง Nummerick อยู่ขวาส

301
00:27:43,507 --> 00:27:46,086
โอเคนะ Nummerick อยู่ขวาสุด

302
00:27:46,086 --> 00:27:46,967
ตัวที่พิมพ์ทั้งหมดจะอยู่ตรงกลาง Spacebar

303
00:27:46,967 --> 00:27:50,967
อยู่ตรงข้างล่างนะคะ Spacebar อยู่ตรงข้างล่

304
00:27:55,511 --> 00:27:59,511
าง อาจารย์ไม่ออกข้อสอบหรอกค่ะเรื่องดวงตา อยากให้รู้ว่า

305
00:28:01,140 --> 00:28:01,597
ตาเรารับภาพอย่างไร ถ้าอาจารย์มีข้อสอบมาปั๊บ อาจารย์

306
00:28:01,597 --> 00:28:05,597
มีหมาน้อยอยู่ 1 ตัว และมีเด็กน้อย 1 คน

307
00:28:08,123 --> 00:28:12,123
แล้วอาจารย์ถามว่า จงสร้างการรับรู้ของดวงตา

308
00:28:18,134 --> 00:28:19,993
ของเด็กน้อยคนนี้ หนูจะสร้างได้อย่างไรคะ ลูกศรชี้ไปหาหมาน้อย

309
00:28:19,993 --> 00:28:23,268
ตัวหมาน้อยทำลูกศรชี้กลับไปหา

310
00:28:23,268 --> 00:28:27,268
เด็กน้อย และส่งผ่านไปหา

311
00:28:29,879 --> 00:28:33,879
ด้านหลัง ซึ่งด้านหลังจะเป็นอะไรนั่น อาจารย์ไม่บังคับให้หนู

312
00:28:36,991 --> 00:28:39,440
จำนะคะตรงนี้ ส่งไปหาด้านหลัง และส่งไปหา

313
00:28:39,440 --> 00:28:43,440
ระบบสมอง ประมวลผลทันทีเลย ว่านั่นคือหมาน้อย

314
00:28:43,442 --> 00:28:47,442
เสือ ลูกเสือกับลูกแมวตอนเกิดใหม่

315
00:28:49,408 --> 00:28:53,408
หนูจะแยกได้อย่างไรคะ ว่าลูกเสือหรือ

316
00:28:59,538 --> 00:29:03,538
ลูกแมว ไม่หรอก อาจารย์หาไม่เจอค่ะ คือ อาจารย์แยกไม่ได้

317
00:29:05,536 --> 00:29:09,536
ก็เลยถามว่าหนูแยกได้ไหมน่ะลูก แยกได้ไหมคะ เด็ก ๆ แยกได้ไหม

318
00:29:16,941 --> 00:29:20,941
เป็นคนขี้ร้อน

319
00:29:28,862 --> 00:29:32,862

320
00:29:35,240 --> 00:29:39,240
นี่ไง แอร์รู้

321
00:29:41,529 --> 00:29:42,552
ได้อย่างไร เห็นไหมคะ รู้ได้อย่างไร

322
00:29:42,552 --> 00:29:46,552
ว่าเขาต้องปรับอุณหภูมิให้เท่ากับเท่านี้

323
00:29:51,688 --> 00:29:55,688
เพราะแอร์มีคอมเพรสเซอร์

324
00:29:59,364 --> 00:30:00,562
คอมเพรสเซอร์ คือ สมองของแอร์ ถามว่าอยู่ไหน

325
00:30:00,562 --> 00:30:04,562
ไม่ใช่อยู่เครื่องที่หนูเห็นอยู่ตรงนี้นะคะ อยู่เครื่องที่ตั้งอยู่

326
00:30:04,774 --> 00:30:08,774
ตรงนั้นน่ะ เขาถึงได้ขโมย เขาไม่ขโมยหรอกค่ะ

327
00:30:10,034 --> 00:30:14,034
ตัวนี้ เขาขโมยตู้ข้างนอกน่ะ ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำกล่องอะไรไว้ก็ตาม เขาขาย

328
00:30:16,434 --> 00:30:19,266
ได้หมดนะคะ ข้างหลัง โดยฉบับ Compressor Air

329
00:30:19,266 --> 00:30:23,266
ขายได้ราคาด้วย ถามว่าทำไม เราเอา

330
00:30:27,586 --> 00:30:29,276
Compressor ของ Mitsu ไปใส่ Hitashi

331
00:30:29,276 --> 00:30:31,046
ก็ได้ แต่ต้องดูด้วยว่ามันแมตช์กันไหม เขาถึงได้บอกว่า

332
00:30:31,046 --> 00:30:35,046
การรับรู้ของมนุษย์นั้น รับรู้ได้ 3 สิ่งด้วยกัน

333
00:30:37,832 --> 00:30:38,574
คือ 1. ขนาดและความลึก ซึ่ง

334
00:30:38,574 --> 00:30:42,574
บาสใช่ไหมคะ บาสบอกอาจารย์บอกว่า

335
00:30:47,594 --> 00:30:47,815
รีโมตจะอยู่มุมซ้ายเสมอ ในการปุ่มเปิด

336
00:30:47,815 --> 00:30:51,815
หรือปิด ซึ่งมีขนาดเป็นอย่างนี้

337
00:30:54,344 --> 00:30:56,473
และความสว่าง หนูเคยปิดไฟในบ้าน

338
00:30:56,473 --> 00:30:58,864
แล้วเห็นตัวสะท้อนไหมคะ

339
00:30:58,864 --> 00:31:02,864
เป็นแสงสะท้อน คือ ไม่มือเลยน่ะค่ะ

340
00:31:03,880 --> 00:31:07,880
เหมือนคุณตำรวจที่ใส่ข้างหลังน่ะค่ะ

341
00:31:09,093 --> 00:31:12,940
ที่มีขีดข้างหลังแล้วมองเห็นน่ะค่ะ เราเลย

342
00:31:12,940 --> 00:31:16,940
ไม่ชนเขา เป็นสีส้ม ๆ หรือสีขาวก็ได้

343
00:31:23,086 --> 00:31:27,086
ลองค้นหาดูก็ได้นะคะ คุณตำรวจที่ใส่เสื้อแถบน่ะค่ะ เสื้อแถบเขาจะมีอยู่นะคะ

344
00:31:29,406 --> 00:31:33,406
สี เมื่อเห็นความสว่าง

345
00:31:35,102 --> 00:31:39,102
สีอะไรที่ทำให้เห็น พอดีบ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ

346
00:31:45,098 --> 00:31:47,519
อาจารย์มีเสื้อกันแดด

347
00:31:47,519 --> 00:31:49,987
สีขาว และปฏิทินคิตตี

348
00:31:49,987 --> 00:31:52,559
ปิดปุ๊บ เขามีแสงสะท้อนขึ้นมาทันทีเลย

349
00:31:52,559 --> 00:31:56,559
อาจารย์เดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีสาร 1 สารที่เรืองแสง

350
00:32:02,321 --> 00:32:06,321
สารดังกล่าวที่เรืองแสงนั่นจะเป็นสารอะไร หลักการฟิสิกส์นะคะ ตัวนี้หลักการฟิสิกส์นะ

351
00:32:10,324 --> 00:32:12,565
อาจารย์ให้หนูรู้เพียง HCI เป็นอย่างไรลูก ถ้ากระบวนการมองเห็น

352
00:32:12,565 --> 00:32:16,565
แล้วมีการชดเชย 2 ด้าน 1. การมองวัตถุในการเคลื่อนไหว

353
00:32:20,738 --> 00:32:24,738
หรือขณะที่มนุษย์กำลังเคลื่อนไหว  ภาพเนื้อเยื่อ

354
00:32:24,817 --> 00:32:28,627
ในลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้น ลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้น

355
00:32:28,627 --> 00:32:31,324
เป็นภาพนิ่ง หนูเคยนั่งรถแล้วมองต้นไม้ไหมคะ

356
00:32:31,324 --> 00:32:35,324
ข้างทาง ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ

357
00:32:37,327 --> 00:32:40,914
ถูกไหมคะ ในการที่เห็นต้นไม้

358
00:32:40,914 --> 00:32:44,914
เคลื่อนไปเรื่อย ๆ แต่ตาของหนูนี่ จับภาพต้นไม้ไว้

359
00:32:50,859 --> 00:32:54,859
1 ต้น ภาพนั้นอยู่บนเยื่อชั้นใน

360
00:32:56,779 --> 00:32:58,913
ลูกตา ลูกตาใครก็ตาม

361
00:32:58,913 --> 00:33:02,913
ที่เคลื่อนที่ไม่ได้นะลูก ตาดำเคลื่อนที่ไป เคลื่อนที่มาได้

362
00:33:07,662 --> 00:33:11,659
1. ตาแห้ง อาจารย์ก็เป็นตาแห้งนะคะ บางทีตาดำอาจารย์ก็

363
00:33:11,659 --> 00:33:11,808
ไม่เคลื่อนเหมือนกัน อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ แสดงสว่าง

364
00:33:11,808 --> 00:33:15,808
ที่เปลี่ยนแปลง ไม่มีผลต่อการรับรู้สี และความสว่างของ

365
00:33:22,893 --> 00:33:26,893
วัตถุ เพราะมีความคงที่ คำพูดคำนี้เขามองว่าถ้าหาหนูมอง

366
00:33:27,735 --> 00:33:31,735
แล้วว่าสีที่เป็นปุ่มเปิด-ปิด ต้องเป็นโทนสีแดง

367
00:33:39,027 --> 00:33:43,027
หนูก็จะรู้ทันทีเลยว่าอย่างไรปุ่มนี้ก็เปิด-ปิดอยู่ดีนั่นล่ะ อย่างไรก็เปิดปิด

368
00:33:47,335 --> 00:33:49,248
อย่างอื่นเปิดไว้ก่อน อันนี้น่ะเปิดไว้ก่อน เขาถึงบอกว่ ไม่มีผลต่อการรับรู้สี ถ้าอาจารย์

369
00:33:49,248 --> 00:33:53,248
เปลี่ยนปุ่มเปิดไปเป็นปุ่มสีเขียว ถามว่าเด็กยังจะ

370
00:33:54,617 --> 00:33:58,617
กดปุ่มเดิมอยู่หรือไม่ ก็กดปุ่มเดิมอยู่ เพราะเคยชิน

371
00:34:03,681 --> 00:34:05,307
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้สีหรือความสว่าง

372
00:34:05,307 --> 00:34:09,307
ของเราน่ะคงที่ จดจำเอาไว้ อาจารย์ขายยา

373
00:34:10,145 --> 00:34:10,290
นะคะ อาจารย์ขายยาอยู่ที่ร้านขายยา แล้วสมัยก่อนยา

374
00:34:10,290 --> 00:34:14,037
แก้อักเสบจะเป็นแดงดำ แดงดำ

375
00:34:14,037 --> 00:34:18,037
ซึี่งคนเฒ่าคนเก่าเขาจะมาซื้อยาเป็นยาแก้อักเสบ

376
00:34:22,207 --> 00:34:24,212
แต่ทุกวันนี้ยาแดง-ดำ เขาไปรักษาไก่

377
00:34:24,212 --> 00:34:26,288
ใครจะกินยาไก่ก็ได้ค่ะ ถามว่าคนกินได้ไหม

378
00:34:26,288 --> 00:34:30,288
ได้ แต่ตอนนี้ยาอาม็อกซีเขาเปลี่ยนสีสวยงามมากค่ะ

379
00:34:35,473 --> 00:34:35,818
สวยงามมากค่ะ สีขาว-เหลือง สารพัดเลยค่ะ

380
00:34:35,818 --> 00:34:39,818
กว่าจะทำให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ยอมรับ

381
00:34:41,570 --> 00:34:45,570
ได้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสี ยากค่ะ ยากอยู่เพราะคนเรามีการจดจำไว้ว่าถ้าจะ

382
00:34:50,222 --> 00:34:54,222
กินยาแก้อักเสบต้องกินยาแคปซูลสีแดง-ดำ

383
00:34:54,682 --> 00:34:58,682
เท่านั้น ที่ดินในเมืองสกลนคร ถ้าทำการพลิก

384
00:34:59,709 --> 00:35:02,325
เป็นที่ดินที่ทำการผลิกขึ้นมาปั๊บ จะแข็ง

385
00:35:02,325 --> 00:35:06,325
เป็นแกนอีก เพราะเขาได้รับออกซิเจน ทำให้

386
00:35:06,331 --> 00:35:07,433
ดินของสกลนครมีผลต่อการปลูกพืชนะคะ ที่มีราก

387
00:35:07,433 --> 00:35:11,433
สั้น ๆ เช่น ถั่วได้อยู่ดี

388
00:35:12,907 --> 00:35:16,907
และโก๋แก่ก็รับถั่วของสกลนคร

389
00:35:19,566 --> 00:35:23,566
ไปผลิตด้วยนะคะ อันนี้เป็นเรื่องจริงนะคะ แต่ถามว่าถุงไหน ไม่รู้ค่ะ อันนี้ไม่รู้

390
00:35:27,809 --> 00:35:31,809
การอ่าน ในหน้าจอของหนู หนุจะต้องมองเห็นแล้วว่า

391
00:35:37,848 --> 00:35:39,475
เกี่ยวข้องกับการอ่าน โดย 1. มนุษย์รับรู้ได้ว่า

392
00:35:39,475 --> 00:35:41,174
มีอักขระใดบ้างที่ประกอบขึ้นมาเป็นคำ

393
00:35:41,174 --> 00:35:43,369
2. ถอดรหัสโดยการ

394
00:35:43,369 --> 00:35:47,369
ใช้ภาษา ถ้าเด็กในห้องนี้มีเด็กคนหนึ่

395
00:35:52,325 --> 00:35:56,325
งที่ไม่ได้เป็นเด็กคนไทย แล้วเป็นเด็กกัมพูชา เขาจะไม่สามารถที่จะ

396
00:35:57,102 --> 00:36:01,102
อ่านภาษาที่หนูมองเห็นได้ตรงนี้ อ่านไม่ได้เลย

397
00:36:01,109 --> 00:36:05,109
พอดีอาจารย์ได้สอนแล้วนะคะ อาจารย์เลยรู้สึกว่า อ๋อ

398
00:36:09,160 --> 00:36:13,160
การถอดรหัสด้วยภาษา เขาต้องถอดรหัสภาษาด้วยภาษา

399
00:36:13,374 --> 00:36:13,991
ขแมร์ ขแมร์ ซึ่ง Google

400
00:36:13,991 --> 00:36:17,991
Google Translate ไม่สามารถแปลได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะ

401
00:36:22,352 --> 00:36:26,352
อาจารย์ไม่รู้นะคะ ว่าใครประสบ... แต่เจ้าของภาษาบอกไม่รู้เรื่อง

402
00:36:27,747 --> 00:36:31,747
อาจารย์ก็เพิ่งจะรู้นั่นแหละค่ะ อาจจะเพราะภาษาขแมร์นั่นแหละค่

403
00:36:31,752 --> 00:36:32,106
ะ แต่ล่าสุด ส่งเกรด C+ ไปให้

404
00:36:32,106 --> 00:36:36,106
ส่งกลับคืนมาว่าควรให้ให้เกรดเด็กเป็น B

405
00:36:43,688 --> 00:36:47,375
ทีหลังก็อย่ามาเรียนนะ เด็กต่างชาติ โดนจริง ๆ นะคะ อันนี้โดนจริง ๆ ขั้นตอนที่ 3

406
00:36:47,375 --> 00:36:51,375
แปลความหมายโดยใช้หลักไวยากรณ์ ถ้าอาจารย์บอกว่าให้เด็กทุกคนเขียนคำว่า

407
00:36:56,994 --> 00:37:00,994
"Interface" อาจารย์ไม่ได้ให้หนูเขียนนะลูกนะ อาจารย์ให้เขียนคำว่า

408
00:37:01,630 --> 00:37:05,630
"Interface" หนูต้องคิดในสมองแล้วว่า Interface

409
00:37:05,833 --> 00:37:09,833
มีตัวพยัญชนะอะไรบ้าง

410
00:37:14,938 --> 00:37:15,271
แล้วอาจารย์ให้พูดเป็นภาษาไทย หรือ

411
00:37:15,271 --> 00:37:19,271
เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอาจารย์พูดแค่คำว่า... จงเขียนคำว่

412
00:37:23,774 --> 00:37:25,076
า "Interface" อาจารย์มีโจทย์แค่นี้นะคะ

413
00:37:25,076 --> 00:37:29,076
นั่นแสดงว่า เด็กบางคนอาจารย์คงให้เขียน

414
00:37:29,677 --> 00:37:33,677
Interface ภาษาไทย อ อ่าง สระอิ น หนู อิน

415
00:37:35,051 --> 00:37:36,101
เตอร์ เ-ต-อ-ร์

416
00:37:36,101 --> 00:37:40,101
เตอร์ Face ก็สระเอ ฟ ฟัน

417
00:37:43,783 --> 00:37:45,184
สมองเราประมวลผลขึ้นมาแล้วมีอักขระอะไรบ้าง

418
00:37:45,184 --> 00:37:47,153
แล้วก็ถอดออกมาเป็นภาษา... ฉันจะส่งเป็นภาษาไทยนะ

419
00:37:47,153 --> 00:37:51,153
พออย่างนั้น ลำดับที่ 3 ปุ๊บ เด็กคนนี้รู้จักไวย

420
00:37:55,788 --> 00:37:56,929
ากรณ์ อ๋อ เด็กคนนี้เก่งภาษาอังกฤษมากเลย Interface เขียน

421
00:37:56,929 --> 00:38:00,929
เป็นภาษษอังกฤษทันทีเลยค่ะ Inter

422
00:38:03,360 --> 00:38:07,360
face F-a-c-e เขาเลยมองว่าเด็กคนนี้เก่ง ถ้ามีเพื่อนคนใดคนหนึ่งจดนะคะ จดที่อาจารย์สอน

423
00:38:08,558 --> 00:38:12,558
เป็นยภาษาอังกฤษหนูจะว้าวใช่หรือไม่

424
00:38:17,207 --> 00:38:19,008
ใช่ไหมคะ หนูจะว้าวเลย โดยหนูไม่รู้หรอก

425
00:38:19,008 --> 00:38:22,338
ว่าเขาเขียนถูกหรือเขียนผิด

426
00:38:22,338 --> 00:38:24,957
กับคนที่เขียนหรือจดในภาษาไทย หนูมองแล้ว

427
00:38:24,957 --> 00:38:28,957
ธรรมดามาก แต่ทางในกลับกัน หนูไปอยู่ลาว

428
00:38:35,396 --> 00:38:38,609
หนูเขียนจดด้วยภาษาไทย เขาจดด้วยภาษาลาว คนลาวจะว้าวกับหนู ว่าหนูเขียนภาษาไทย

429
00:38:38,609 --> 00:38:42,609
ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่นะคะ ขึ้นกับแต่ละพื้นที่

430
00:38:42,783 --> 00:38:46,783
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหนูได้อ่าน หนูได้ยิน

431
00:38:49,720 --> 00:38:53,720
หรือการฟัง เขาเลยบอกว่าเสียงนี่ ดังมาจากไหน มันเกิดจากอะไร มันวิ่งผ่านหูเลย ถ้าอาจารย์บอกว่า..

432
00:38:56,301 --> 00:38:58,588
โทษนะลูกนะ มีเสียงนิดหนึ่ง อาจารย์เคาะอย่างนี้

433
00:38:58,588 --> 00:39:02,588
ถ้าใครได้ยินจะต้องหันมาหาแล้วว่า

434
00:39:04,478 --> 00:39:08,478
เสียงนี้มาจากไหน เสียงนี้เกิดจากอะไร

435
00:39:10,150 --> 00:39:11,526
เข้าใจนะคะ เสียงนี้มาจากไหน  แม้แต่เสียง

436
00:39:11,526 --> 00:39:15,526
ที่อาจารย์พูด ถ้าหนูไม่รู้ว่าอาจารย์นั่งอยู่ตรงนี้

437
00:39:21,352 --> 00:39:25,352
หนูก็ต้องมองหาแล้วว่า เอ๊ะ มันมาจากทางไหน เสียงมาจากทางไหน มองที่ลำโพง อยู่ข้างนอก

438
00:39:31,834 --> 00:39:33,956
ก็ได้ แล้วเดินมาเรื่อย ๆ ๆ ถ้าเป็นไมค์ลอยนะคะ อันนี้เป็นการได้ยินหรือการฟัง

439
00:39:33,956 --> 00:39:36,351
หู หูของเรามีหูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

440
00:39:36,351 --> 00:39:40,351
ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันนะคะ อันนี้

441
00:39:42,786 --> 00:39:46,786
อาจารย์แอนไม่กล่าวถึงนะคะ อันนี้ให้อ่านเอา

442
00:39:46,896 --> 00:39:50,896
ไม่ออกสอบด้วยนะคะ เรื่องของหู ให้หนูรู้ว่าหู

443
00:39:55,800 --> 00:39:59,800
ได้ยิน องค์ประกอบของเสียง ระดับของเสียง ถูกกำหนดด้วยความถี่ของเสียง ความดัง

444
00:40:01,600 --> 00:40:05,600
ของเสียง แอมพลิจูดของเสียง

445
00:40:06,302 --> 00:40:08,084
ดังหรือไม่ดังอย่างไร ควบคุมโดยการเครื่องเล่น

446
00:40:08,084 --> 00:40:09,124
นะคะ ลักษณะของเสียงที่มีท่องทำนอง

447
00:40:09,124 --> 00:40:13,124
ถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง คุณภาพของเสียง

448
00:40:17,499 --> 00:40:21,499
เข้าไมค์แล้ว ง่วงนอนมาก เสียงหวานเหลือเกิน แต่เสียงบางคนเข้าไมค

449
00:40:27,853 --> 00:40:31,853
์เลย สดุ้งตลอดเวลา เสียงบางคนน่าฟังจนหลับเลย แต่ละคน อันนี้

450
00:40:32,350 --> 00:40:33,175
เขาเรียกว่า "เสียง" หรือ "ท่วงทำนอง"

451
00:40:33,175 --> 00:40:36,882
นะคะ ถ้าอาจารย์ถามว่า อาจารย์แอน

452
00:40:36,882 --> 00:40:38,236
ตะโกน ถูกกำหนดด้วยอะไรคะ

453
00:40:38,236 --> 00:40:42,236
ถ้าอาจารย์ตะโกน

454
00:40:43,399 --> 00:40:47,399
ถูกกำหนดด้วยอะไรลูก คำตอบอยู่บนหน้าสไลด์ค่ะ

455
00:40:48,465 --> 00:40:52,465
ูหนูตอบให้อาจารย์หน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือหน่อย

456
00:40:54,136 --> 00:40:55,716
ถ้าอาจารย์ตะโกน

457
00:40:55,716 --> 00:40:58,601
อะไรเป็นตัวกำหนดคะ

458
00:40:58,601 --> 00:41:01,723
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ

459
00:41:01,723 --> 00:41:05,723
ตอบเลยลูก

460
00:41:06,651 --> 00:41:09,728
อะไรนะคะ ความถี่ ไม่ใช่ลูก

461
00:41:09,728 --> 00:41:13,728
อาจารย์ตะโกนค่ะ สมมติอาจารย์ตะโกน

462
00:41:23,600 --> 00:41:25,067
น่ะค่ะ ตะโกนเสียงดัง ๆ เลยค่ะ อะไรกำหนดตัวนั้นคะ

463
00:41:25,067 --> 00:41:29,067
ในหน้าจอก็มีคำตอบอยู่นะคะลูก

464
00:41:36,138 --> 00:41:40,138
ดูดี ๆ ลูก อะไรนะคะลูก ความดัง

465
00:41:43,028 --> 00:41:47,028
ใช่ค่ะ ความดัง แต่อะไรกำหนดความดังลูก amplitude

466
00:41:53,066 --> 00:41:54,042
จดจำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้ก่อนนะคะ จำไว้ก่อน

467
00:41:54,042 --> 00:41:56,171
1 แต้ม 1 เต้ม 4 แต้ม

468
00:41:56,171 --> 00:42:00,171
อาจารย์จำได้แค่นี้แหละค่ะ นะคะ

469
00:42:02,353 --> 00:42:06,353
นี่ไง ที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์แอมตะโกนนะ

470
00:42:09,651 --> 00:42:13,651
อะไรก็ช่าง ถูกกำหนดด้วยอะไร Amptitude ของเสียง

471
00:42:13,723 --> 00:42:16,593
แต่ถ้าอาจารย์ค่อย ๆ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ

472
00:42:16,593 --> 00:42:16,880
เรื่อย ๆ จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6

473
00:42:16,880 --> 00:42:20,111
ถูกกำหนดด้วยความถี่ แต่

474
00:42:20,111 --> 00:42:23,463
ถ้าลักษณะของเสียง เสียงร้อง อาจารย์ร้องเพลงไม่เป็นนะ

475
00:42:23,463 --> 00:42:27,463
ถ้าอาจารย์ร้องเพลงเป็นจะร้องเพลงให้ฟังนะ

476
00:42:32,758 --> 00:42:33,307
ด้วยชนิดของเสียงและคุณภาพของเสียง อาจารย์เปิดเสียง

477
00:42:33,307 --> 00:42:37,307
เพลงไทยเดิมตอนช่วงบ่าย รับรองค่ะ

478
00:42:39,254 --> 00:42:43,254
หมอน 1 ใบ ผ้าห่มอีก 1 ผืน อาจารย์ก็จะบอกว่า Good nigth ค่ะ

479
00:42:50,794 --> 00:42:54,794
โดยปกติถ้าอาจารย์เป็นคนตั้งและเขียนลงมาปุ๊บ อาจารย์จะบอกเลยว่า

480
00:42:59,874 --> 00:43:03,874
อาจารย์ท่านนี้ไม่ควรสอนตอนบ่าย เดี๋ยวเด็กหลับ เสียงอาจารย์แอนครั้งแรก ก่อนที่จะทำการผ่าตัด

481
00:43:06,174 --> 00:43:10,174
ทำการผ่าตัด อาจารย์ไม่เคยสอนตอนบ่ายเลยนะคะ เด็ก ๆ บอกว่าเสียง

482
00:43:11,925 --> 00:43:14,056
เหมือนคนกำลังกล่อมให้นอน แต่พออาจารย์ผ่าตัดปุ๊บ

483
00:43:14,056 --> 00:43:18,056
เสียงอาจารย์มีคีย์เดียว คือ คีย์กลาง ขึ้นเสียงสูงไม่ได้

484
00:43:18,643 --> 00:43:22,643
เสียงอาจารย์จะเป็นคีย์เดียว ถ้าเป็นคุณครูที่สอนดนตรี

485
00:43:23,636 --> 00:43:27,636
เขาจะรู้ค่ะ ว่าเสียงอาจารย์แอนมีคีย์เดียว ส่งผลทำให้ลักษณะของเสียงร้อง หรือท่วงทำนอง ชนิด

486
00:43:27,669 --> 00:43:28,065
ของเสียง หรือคุณภาพของเสียงของเขา เส้นเสียงแต่ละคน

487
00:43:28,065 --> 00:43:32,065
ไม่เหมือนกันนะคะ เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน

488
00:43:38,013 --> 00:43:38,457
เพราะฉะนั้น เสียงของคนที่พูดออกมา เราเลยถึงรู้เลยว่า

489
00:43:38,457 --> 00:43:42,457
เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เรารู้ได้อย่างไรคะ

490
00:43:46,602 --> 00:43:47,457
เพราะสมองเรารับรู้แล้วว่าเสียงนี้เป็นของชื่อนี้นะคะ การสัมผัส

491
00:43:47,457 --> 00:43:51,135
ในคนปกติ ถือว่าถ้าหนูแตะ หรือ

492
00:43:51,135 --> 00:43:55,135
สัมผัสเป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นตาหนมอง

493
00:44:00,049 --> 00:44:04,049
มองปุ๊บแล้วหนูจับ จริงไหมลูก หนูจะต้องมองก่อนนะคะ

494
00:44:05,282 --> 00:44:08,719
พอหนูมองปั๊บ อ๋อ สเปรย์

495
00:44:08,719 --> 00:44:12,719
จับ เพื่ออะไร เพื่อฉีด

496
00:44:12,896 --> 00:44:16,896
นะคะ เพื่อฉีดทำไม ทำไมคะ

497
00:44:17,525 --> 00:44:21,525
ฆ่าเชื้อโรค แล้วทีนี้

498
00:44:25,770 --> 00:44:26,531
คำถามมันมาเลย แล้วฆ่าเชื้อโรค ฉีดแล้ว

499
00:44:26,531 --> 00:44:30,531
ต้องฉีดขนาดไหน แล้วต้องทำมืออย่างไร

500
00:44:33,645 --> 00:44:37,645
ถึงจะฆ่าเชื้อโรคได้ จริงไหมคะ ไม่ใช่ว่าแค่จับขึ้นมาแล้วฉีดติ๊ด แล้วจบ

501
00:44:39,471 --> 00:44:40,851
เขาเลยบอกว่าคนปกติ

502
00:44:40,851 --> 00:44:44,851
การสัมผัสถือเป็นความสัมผัส... ขอโทษค่ะ ถือเป็นการ

503
00:44:51,857 --> 00:44:55,857
ที่เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นและได้ยิน แต่ในคนที่มีปัญหาทางด้าน

504
00:44:59,328 --> 00:45:01,745
สายตา การสัมผัสถือว่ามีความสำคัญมาก ถ้าลองยกแก้วน้ำขณะมองไม่เห็น จะพบว่า

505
00:45:01,745 --> 00:45:05,143
ความเร็วและความแม่นยำในการยกแก้วน้ำจะลดลง

506
00:45:05,143 --> 00:45:09,143
ให้หนูหลับตา ถ้าอาจารย์มีแก้วน้ำนะคะ

507
00:45:11,283 --> 00:45:15,283
ให้หนูหลับตา แล้วหนูมองไม่เห็นเลย ว่าพี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวางเบา ๆ

508
00:45:18,895 --> 00:45:22,361
แล้วหนูจะทำการปัดโต๊ะ แก้วน้ำนั้น

509
00:45:22,361 --> 00:45:25,627
จะร่วงแตกไหมคะ จะตกแตกไหมลูก

510
00:45:25,627 --> 00:45:27,234
หนูคิดว่าตกแตกไหม แต่ถ้าพี่พลอย

511
00:45:27,234 --> 00:45:31,234
นำเอาแก้วน้ำมาวาง แล้วบอกว่าพี่เอาแก้วน้ำมา

512
00:45:36,455 --> 00:45:38,398
วางไว้ตรงนี้นะ ระวังตกแตกนะ สมองหนูเริ่มคิดแล้ว

513
00:45:38,398 --> 00:45:42,398
อุ้ย มีอีกแก้วน้ำ แล้วแก้วน้ำอยู่ตรงไหน

514
00:45:45,391 --> 00:45:47,638
สมมติหนูปิดตาเอาไว้นะคะ แล้วหนูเอามือขยับ

515
00:45:47,638 --> 00:45:51,638
หาแก้วน้ำ จนกระทั่งไปชน ส่งผลทำให้

516
00:45:52,021 --> 00:45:54,394
การสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่

517
00:45:54,394 --> 00:45:58,394
มีปัญหาทางสายตา แต่ถ้าคนปกติทางสายตา

518
00:45:59,685 --> 00:46:03,685
ถือเป็นสิ่งแรกการสัมผัสถือเป็นสิ่งที่ 2 หัวข้อนี้ อาจารย์

519
00:46:06,253 --> 00:46:10,253
ออกข้อสอบนะคะ ย้ำนะคะ อาจารย์ออกข้อสอบหัวข้อนี้นะคะ

520
00:46:10,388 --> 00:46:10,634
แต่เป็นตัวการ์ตูน แล้ว

521
00:46:10,634 --> 00:46:13,745
ถามว่า A กับ B

522
00:46:13,745 --> 00:46:17,745
อะไรเป็นสำคัญ ถ้าเด็ก

523
00:46:19,418 --> 00:46:23,418
คนนั้นตาบอด อาจารย์แอนจะใส่ผ้า

524
00:46:26,481 --> 00:46:27,689
มัดสายตาเขา โอเคนะคะ

525
00:46:27,689 --> 00:46:31,689
แล้วก็ยืนมีฐานแก้ว ทุกอย่างเป็น หมดเลยลูก

526
00:46:38,739 --> 00:46:39,910
จะเป็นภาพ หนูแค่เขียนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ

527
00:46:39,910 --> 00:46:43,910
ให้เขียนเลข 1 เลข 2 ซึ่งอาจารย์จะมีตัวอย่างให้ด้านบน

528
00:46:45,396 --> 00:46:46,185
นะคะ ทำอย่างไรนะคะ ข้อสอบของอาจารย์ 10 ข้อค่ะ ง่าย ๆ

529
00:46:46,185 --> 00:46:50,185
บทละข้อก็พอนะ

530
00:46:51,330 --> 00:46:55,330
ผิวหนัง คราวนี้แหละ

531
00:46:57,466 --> 00:47:01,466
เด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาแบบอาจารย์แอนนะ

532
00:47:05,199 --> 00:47:09,199
สัมผัสและการกระตุ้นของผิวหนัง มี 3 สัมผัส 1. Thermoreceptors  ตัวสัมผัส

533
00:47:12,926 --> 00:47:15,400
ถึงความร้อนและความเย็น อาจารย์แอนเหงื่อตก

534
00:47:15,400 --> 00:47:19,400
ปั๊บ ๆ ๆ อาจารย์รับรู้ได้เลยว่าอาจารย์ร้อน

535
00:47:22,890 --> 00:47:26,890
Nocieceptores คือ ตัวรับสัมผัส

536
00:47:27,937 --> 00:47:30,451
ความเจ็บปวด อาจารย์แอนนั่ง ไม่มีพนักรองเลย

537
00:47:30,451 --> 00:47:34,451
ปวดหลังจังเลย หรือข้างหลังของเรามีอะไรคะ เบาะที่นั่งเขามี

538
00:47:36,405 --> 00:47:37,467
เหล็กทิ่มออกมา แล้วเราไปกดทับตรงเหล็ก

539
00:47:37,467 --> 00:47:41,467
เจ็บนะ นี่เจ็บนะ

540
00:47:42,834 --> 00:47:46,834
Mechanoreceptors คือ ความสัมผัสถึงความกดดัน

541
00:47:51,512 --> 00:47:53,829
บางคราวเท่านั้น ที่มีผลต่อสิ่งนั้น ๆ

542
00:47:53,829 --> 00:47:54,776
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าอาจารย์บอกว่าให้หนูเดินออกไปนอกห้อง

543
00:47:54,776 --> 00:47:58,776
นะคะ ให้หนูฉเดินออกไปนอกห้อง แต่

544
00:48:02,306 --> 00:48:06,306
ลูกบิดข้างหน้าอาจารย์ใส่หมามุ้ยเอาไว้ โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยค่ะ ว่า

545
00:48:08,393 --> 00:48:08,403
หมามุ่ยเกาะอยู่ที่นั่น

546
00:48:08,403 --> 00:48:12,403
สิ่งแรก คือ หนูไปจับ หนูไม่รู้จักความร้อนหรือความเย็น

547
00:48:17,598 --> 00:48:18,238
Thermoreceptors ไม่ได้ทำงาน

548
00:48:18,238 --> 00:48:22,238
แต่ Nocieceptores เริ่มทำงานแล้ว

549
00:48:22,679 --> 00:48:23,393
หนูคัน เข้าใจใช่ไหมคะ หนูคัน

550
00:48:23,393 --> 00:48:27,393
แล้วหนูมี Mechanoreceptors ถึงความกดดัน

551
00:48:30,280 --> 00:48:32,399
แล้วทำไมไม่บอกเราก่อนว่ามีหมามุ้ย

552
00:48:32,399 --> 00:48:36,399
ความคิดของหนูในหัวต้องคิดแล้ว แล้วทำไมไม่บอก

553
00:48:42,030 --> 00:48:42,255
ก็อาจารย์ไม่ได้เป็นคนวาง พี่หนูไหนวางไม่รู้

554
00:48:42,255 --> 00:48:45,484
เหมือนกัน ถ้าเป็นข้อสอบ

555
00:48:45,484 --> 00:48:49,484
อาจารย์ก็จะมีตัวละครขึ้นมาให้หนูเห็นอีก

556
00:48:50,212 --> 00:48:54,212
หนูเคยเห็นคนจีนที่เขาเดินลุย

557
00:48:56,689 --> 00:48:59,986
แก้วไหมคะ เหยียบแก้ว ที่นครสวรรค์น่าจะดังที่สุดนะคะ

558
00:48:59,986 --> 00:49:03,986
เหยียบ ๆ ๆ เขาเหยียบแก้ว

559
00:49:06,797 --> 00:49:08,051
แต่เขาสัมผัส ถามว่าสัมผัสร้อนสัมผัสเย็นไหม

560
00:49:08,051 --> 00:49:12,051
ไม่ ก็เขาแค่เหยียบแก้ว แต่เขาสัมผัส

561
00:49:14,332 --> 00:49:18,332
ถึงความเจ็บปวดไหม เราไม่รู้ แต่แน่นอนเลย คือ เขารับสัมผัสถึงแรงกดดัน

562
00:49:22,696 --> 00:49:26,696
ซึ่งถ้าเขาบอกว่าเขาเจ็บ คนก็จะไม่เชื่อเขา นั่นแสดงว่าคนที่เหยียบแก้ว

563
00:49:28,668 --> 00:49:31,235
เขามีผลต่ออะไรคะ ตัวรับ คือ Mecanoreceptor

564
00:49:31,235 --> 00:49:35,235
แต่ถ้าคนลุยไฟ อันดับแรก

565
00:49:36,637 --> 00:49:40,637
เลยค่ะ เขาเจอ Thermoreceptors คือ ความร้อน แล้วเขาตามมาด้วย Nociceptors

566
00:49:43,266 --> 00:49:45,067
ก็คงไม่มีใครบอกหลอกนะ ว่าฉันร้อน

567
00:49:45,067 --> 00:49:49,067
บอกปั๊บ ไม่มีใครไปดูแน่ค่ะ นครสวรรค์

568
00:49:54,023 --> 00:49:58,023
อาจารย์ไปดูก็เพราะเขาทิ่มปากได้นี่แหละค่ะ นะคะ ทิ่มแล้ว มีใครเคยไปดูไหมคะ

569
00:49:58,243 --> 00:50:01,789
ว่าไอ้ตรงแก้มที่เขาทิ่มน่ะ มันเป็นรูไหม

570
00:50:01,789 --> 00:50:05,789
ที่ ๆ เขา ไม่รู้ว่า

571
00:50:06,782 --> 00:50:10,782
เขาเรียก... ไม่รู้จะพูดอย่างไร ที่นครสวรรค์น่ะ

572
00:50:15,907 --> 00:50:18,198
เขาจะ... แต่แก้มเขาไม่มีรอยเลยนะ ไปดูแก้มเขาแล้ว

573
00:50:18,198 --> 00:50:22,198
แก้มเขาไม่มีรอย นี่แหละ คือ ปัญหา

574
00:50:27,722 --> 00:50:28,418
ที่เหยียบ ไปดูฝ่าเท้าของเขาไม่มีรอยเลยค่ะ

575
00:50:28,418 --> 00:50:32,418
ไม่มีรอยเลย อันนี้อาจารย์ไปเห็นกับตาแล้วนะคะ ไป

576
00:50:36,100 --> 00:50:38,649
ขอดูกับตาแล้วด้วยนะคะ เป็นความเชื่อของเขาน่ะค่ะ นะ

577
00:50:38,649 --> 00:50:39,987
คราวนี้การเคลื่อนไหว

578
00:50:39,987 --> 00:50:43,987
เกือบจบแล้วลูก อันนี้เกือบจบแล้ว การเคลื่อนไหว

579
00:50:49,092 --> 00:50:51,979
หรือการรับสิ่งเร้า กระตุ้นส่งผลให้สมองของเราประมวลผล

580
00:50:51,979 --> 00:50:55,979
แล้วสร้างการตอบสนอง โดยการส่ง

581
00:50:57,768 --> 00:51:01,768
ให้กล้ามเนื้อตอบสนอง ยกตัวอย่างเช่น หนูวางขาเอาไว้ปั๊บ หรือนั่งปุ๊บ หนูสังเกตไหมคะ

582
00:51:07,890 --> 00:51:11,890
ว่านั่งปุ๊บ ไขว่ห้างปั๊บ เข้าใจนะคะ รู้ว่าถ้านั่งต้องยกขา

583
00:51:15,240 --> 00:51:19,240
แล้วไขวห้าง แต่บางคนเขารู้ว่าถ้าไม่มีเก้าอี้ ต้องทำการหามุมพิง

584
00:51:21,391 --> 00:51:22,616
เราจะยืนนานไหม หรือแม้แต่จะถ่ายรูป

585
00:51:22,616 --> 00:51:26,616
มีใครบ้างไหมคะ มีคนยืนกันเต็มเลย แล้วเรา

586
00:51:31,050 --> 00:51:32,351
นั่งอยู่ข้างล่าง ไม่เห็นหน้าเราเลย ก็คงไม่มีใช่ไหมลูก ไม่มี เขาถึงได้บอกว่านี่นะ ถ้า

587
00:51:32,351 --> 00:51:36,351
เราสร้างการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยส่งสัญญาณให้

588
00:51:38,821 --> 00:51:42,821
กล้ามเนื้อตอบสนอง

589
00:51:45,330 --> 00:51:49,330
เวลาในการตอบสนองที่เรียกว่า "Reaction time" รวมกับเวลาในการเคลื่อนไหว ซึ่งเวลาในการเคลื่อนไหว

590
00:51:54,244 --> 00:51:58,244
ขึ้นอยู่กับทางกายภาพ เช่น อายุ ความสมส่วน เช่นอาจารย์ยกตัวอย่าง อาจารย์ดูใน

591
00:52:04,201 --> 00:52:08,201
Tiktok คือด้วยความที่เขาแบ่งออกมา

592
00:52:10,971 --> 00:52:14,971
คนนี้น้ำหนัก 46 คนที่ 60 เขาไม่กระโดดตบ เขาไม่กระโดตบ แต่เขาทำ

593
00:52:15,515 --> 00:52:19,515
อย่างนี้ แค่นี้ อย่างนี้แค่นี้เอานะคะ

594
00:52:19,772 --> 00:52:23,772
อย่างนี้ แต่คนที่ 46 กระโดดตบได้

595
00:52:25,024 --> 00:52:29,024
ถามว่าทำไมคนที่ 60 ถึงไม่กระโดด เพราะ 1. กระโดดไม่ขึ้นค่ะ

596
00:52:29,212 --> 00:52:33,212
2. ทำไมคะ ข้อของเขาทั้งหลายแหล่น่ะ

597
00:52:38,494 --> 00:52:40,847
อาจจะซ้ำ หรือว่าติดต่าง ๆ มีคลิปจีนนะคะ

598
00:52:40,847 --> 00:52:40,943
เขามีแบ่งเลยว่า อันนี้ 60 อันนี้ 46

599
00:52:40,943 --> 00:52:44,943
ออกกำลังกายเหมือนกัน กระโดดตบเหมือนกัน คนที่

600
00:52:47,399 --> 00:52:51,156
46 กระโดด... ได้ปกติเลยค่ะ แต่อีกคนหนึ่งไม่ได้กระโดด

601
00:52:51,156 --> 00:52:55,156
ขนาดกระโดดที่คนหนึ่งกระโดดตบได้เท้านี่ค่ะ

602
00:52:58,950 --> 00:53:02,608
ก็กระโดด หย่อง ๆ คน 60

603
00:53:02,608 --> 00:53:06,608
ตีใต้ขา แล้วก็จบ อาจารย์ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะ ดูแต่ภาพค่ะ ดูแต่ภาพ

604
00:53:10,726 --> 00:53:13,912
เหมือนอาจารย์แอนเป็นโรคนะคะ อาจารย์ก็มีผล

605
00:53:13,912 --> 00:53:17,912
ต่อการเคลื่อนไหวเหมือนกันนะคะ มีผลต่อการเคลื่อนไหว เมื่อวานอาจารย์ดูแล้วค่ะ

606
00:53:18,415 --> 00:53:22,415
จุฬาฯ ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาแล้วนะคะ

607
00:53:23,119 --> 00:53:27,119
ไปเหยียบมาเรียบร้อยแล้วตึกนั้นน่ะ เขาบอกว่า

608
00:53:27,967 --> 00:53:28,278
เป็นคนไข้นอก แล้วจะให้อาจารย์แอน

609
00:53:28,278 --> 00:53:32,278
ผ่าตัด อาจารย์ก็เลยบอกว่าผ่าแล้ว แต่

610
00:53:40,121 --> 00:53:44,121
ถ้าผ่าอีกสงสัยจะทั้งตัวไม่มีกระดูกเลยค่ะ จะมีแต่เหล็ก ถ้าเมื่อไหร่ที่มีเ

611
00:53:48,251 --> 00:53:51,892
หล็กทั้งตัว หนูจะเห็นอาจารย์เป็น Robot ค่ะ เราเคลื่อนไหวด้วยการหมุน  อาจารย์โชคดีที่สมอง

612
00:53:51,892 --> 00:53:55,892
ไม่กระทบกระเทือนเท่านั้นจริง ๆ ลูกตอนนี้ อาจารย์มองไปที่

613
00:54:00,424 --> 00:54:01,804
ข้างล่างเลยนะคะ เท้าในแต่ละคน หนูเดินนั่งมาปุ๊บ

614
00:54:01,804 --> 00:54:05,804
ถ้าที่วางอย่างล่าง เขามีที่พักเท้า

615
00:54:07,820 --> 00:54:11,820
เด็กเอาเท้าขึ้นวางพักเท้าไหมคะ การตอบสนอง

616
00:54:14,716 --> 00:54:16,607
ของทุกคน อาจารย์เชื่อมั่นว่าทุกคน ทุกคน

617
00:54:16,607 --> 00:54:20,607
ทุกคน ใช้คำว่า "ทุกคน" เลย ความจำของมนุ

618
00:54:28,262 --> 00:54:32,262
ษย์ คราวนี้ล่ะ เด็กจะมีความจำมาก-น้อยแค่ไหน ความจำของมนุษย์เกิดจากการทำงาน 3 ส่วนด้งยกัน เริ่มตั้งแต่

619
00:54:34,114 --> 00:54:36,931
ข้อมูล สเปรย์แอลกอฮอล์

620
00:54:36,931 --> 00:54:40,920
เอาฉีดนะคะ เอาฉีดเพื่อทำไมคะ ฆ่าเชื้อ

621
00:54:40,920 --> 00:54:44,920
ไปยังหน่วยความจำระยะสั้น

622
00:54:50,742 --> 00:54:51,273
เฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์เราให้ความสนใจเท่านั้น

623
00:54:51,273 --> 00:54:55,273
ช่วงนี้เป็นโควิด ใคร ๆ ก็หมายปองสเปรย์

624
00:54:59,064 --> 00:55:03,064
สเปรย์แอลกอฮอล์ แต่เมื่อโควิดเขาประกาศว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา มีใครสักคนไหมคะ ที่ระวัง

625
00:55:04,397 --> 00:55:08,397
หรือไม่ก็คนในนี้ก็เป็นโควิด เพราะคนที่เป็นโควิด เดินไปรักษา

626
00:55:10,731 --> 00:55:14,731
กับคุณหมอธรรมดาเลยนะคะ แล้วก็

627
00:55:15,008 --> 00:55:19,008
บอกตัวเองว่าตนเป็นโควิดก็รับยามา

628
00:55:23,506 --> 00:55:23,808
เดินกลับบ้าน ถ้าโควิดไม่กินปอด เรื่องคงจบนะคะ

629
00:55:23,808 --> 00:55:27,808
ก็อาจารย์ท่านหนึ่ง แฟนอาจารย์ท่านหนึ่ง

630
00:55:29,574 --> 00:55:33,574
ก็ไปเพราะโควิดนั่นล่ะค่ะ กินปอด

631
00:55:37,256 --> 00:55:41,256
คิดแล้วอนาถ น้อยใจ ทำไมเรานี่ เสี่ยงทุกอย่าง เราไม่เป็นอะไรเลย

632
00:55:43,848 --> 00:55:47,848
หนูรู้จักปลาทองไหมลูก ปลาทอง หนูให้อาหารปลาทอ

633
00:55:52,093 --> 00:55:54,864
ง แล้วหนูให้ตลอด ๆ ตลอด ๆ ปลาทองกินตลอดไหมลูก

634
00:55:54,864 --> 00:55:56,518
กินลูก เพราะอะไรคะ ปลาทอง

635
00:55:56,518 --> 00:55:59,680
มีความจำสั้น

636
00:55:59,680 --> 00:56:03,680
เพราะฉะนั้น เด็กบางคนอาจารย์จึงมองว่า

637
00:56:12,307 --> 00:56:16,026
เป็นสมองปลาทอง อาจารย์จะวัดเด็กอย่างนี้นะคะ ว่าเรียนปุ๊บ สอบปั๊บ เต็มเลยทันที

638
00:56:16,026 --> 00:56:18,274
แต่เด็กบางคนยังไม่ได้ หนูต้องกลับไปประมวลผล

639
00:56:18,274 --> 00:56:22,274
เพออาจารย์นัดสอบอีกสัปดาห์หนึ่ง อาจารย์แยก

640
00:56:27,071 --> 00:56:29,007
กลุ่มเด็กได้แล้ว เด็กเซตนี้เป็นเด็กปลาทอง เด็กเซตนี้

641
00:56:29,007 --> 00:56:33,007
เป็นเด็กประมวลผล อาจารย์เรียกเซตนี้ว่า

642
00:56:36,075 --> 00:56:37,068
"น้องปลาทอง "น้องชายอาจารย์ก็น้องปลาทองเหมือนกันลูก ครับ แล้วก็ไม่ทำนะลูกนะ

643
00:56:37,068 --> 00:56:41,068
หน่วยความจำของเรานะคะ มีอยู่ 3 ประเภท

644
00:56:43,550 --> 00:56:43,597
Sensory memory กับ Short-term memory

645
00:56:43,597 --> 00:56:47,597
และ Long-term memory Short-term

646
00:56:50,381 --> 00:56:54,381
ถามว่า Short-term เป็นอย่างไร

647
00:56:57,449 --> 00:57:01,449
เขาเรียกว่า "Short term" จะกลายเป็น

648
00:57:03,459 --> 00:57:07,459
Sensory memory เป็นการรับรู้ด้วยความรู้สึกผ่าน หนูมองเห็น หนูได้ยินนะคะ เป็นหน่วยความจำแบบการเจ็บแบบ Continuously Overwritten

649
00:57:14,552 --> 00:57:17,875
Overwritens เป็นเกี่ยวกับความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น

650
00:57:17,875 --> 00:57:21,875
หนูเห็นคนเจ็บ หนูรู้สึกสงสารเขา หนูเห็น

651
00:57:28,176 --> 00:57:29,925
ที่โดนทิ้ง หนูรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น

652
00:57:29,925 --> 00:57:31,726
เราก็อยากช่วย อันนี้เป็นความรู้สึกค่ะ เป็นความรู้สึกทันทีทันใด

653
00:57:31,726 --> 00:57:35,726
ที่เรียกว่า "Sensory memory " ส่วนความจำระยะสั้นเป็นอย่างไร เป็นความจำแบบชั่วคราว

654
00:57:39,037 --> 00:57:43,037
เช่น วันนี้อาจารย์จะคุยกับหนูว่า

655
00:57:46,725 --> 00:57:47,590
มีปลาทองเป็นหน่วยความจำระยะสั้น นี่ คาบนี้ก็จบไปแล้ว

656
00:57:47,590 --> 00:57:50,058
เรื่องของความจำระยะสั้นนะคะ แล้วความจำพวกนี้

657
00:57:50,058 --> 00:57:53,254
สามารถเรียกคืนได้ผ่านในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว

658
00:57:53,254 --> 00:57:57,254
ความจำนั้นจะหายไป เขาเรียกว่า "ความจำ

659
00:57:59,768 --> 00:58:01,949
แบบชั่วคราว" เช่น การรับรู้ข่าวสาร

660
00:58:01,949 --> 00:58:05,949
จากการสนทนา เหมือนหนูคุยกันกับเพื่อนค่ะ

661
00:58:08,493 --> 00:58:11,437
พอตกเย็นมา เมื่อกลางวันเราคุยอะไรกัน เคยถามไหมลูก

662
00:58:11,437 --> 00:58:15,437
เคยถามกันไหม

663
00:58:16,748 --> 00:58:19,051
ผ่านแล้วผ่านเลย นั่นคือความจำระยะสั้น

664
00:58:19,051 --> 00:58:21,950
แต่เราไม่รู้ไงคะ ว่าสมองเราเริ่มทำงานแล้ว คราวนี้มา

665
00:58:21,950 --> 00:58:23,142
ความจำระยะยาวบ้างแล้ว ความจำ

666
00:58:23,142 --> 00:58:27,142
ที่ถูกบันทึกเอาไว้มี 2 ประเภท จำเป็นตอน ๆ

667
00:58:34,335 --> 00:58:34,366
ที่อาจารย์บอกว่าบทที่ 1 เราเป็น HCI H คือ

668
00:58:34,366 --> 00:58:38,366
Human C คือ Communication I

669
00:58:42,986 --> 00:58:46,986
คือ การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ แบ่งเป็นตอน ๆ พอตอนที่ 2 อาจารย์ก็บอกว่าความจำ

670
00:58:52,289 --> 00:58:56,289
ของมนุษย์และดูความจำของเขาสิ ว่าเขาพัฒนาความคิดตัวเองได้ไหม ก็เลยมาเป็นความจำแบบเป็นตอน

671
00:59:00,380 --> 00:59:02,898
ๆ และมีความจำแบบมีโครงสร้าง โครงสร้างของความจำ ถ้าอาจารย์บอกว่านักศึกษาทุกคน เขียน

672
00:59:02,898 --> 00:59:03,475
โครงสร้างของการทอดไข่

673
00:59:03,475 --> 00:59:07,398
หนูจะเริ่มต้นจากอะไร

674
00:59:07,398 --> 00:59:11,398
ทำไข่ดาวด้วย เอา

675
00:59:12,787 --> 00:59:16,370
ไข่ดาว... ไข่ดาวสุก

676
00:59:16,370 --> 00:59:20,370
ไข่ดาวสุก มีเงื่อนไขเยอะหน่อย ทำไข่ดาวสุก

677
00:59:22,344 --> 00:59:26,344
หนูจะเริ่มต้นจากอะไรคะ ขอข้อที่ 1 ลูก

678
00:59:31,354 --> 00:59:33,515
หนูอธิบายให้หน่อย

679
00:59:33,515 --> 00:59:37,515
ทำไข่ดาวแบบสุก

680
00:59:40,776 --> 00:59:42,053
เริ่มต้นข้อที่ 1 คือ...

681
00:59:42,053 --> 00:59:46,053
ตอกไข่เลย ไม่ดูเลยเหรอลูก ว่า

682
00:59:55,883 --> 00:59:59,883
ไข่อันนั้นมันเป็นไข่เน่าหรือไม่เน่า ไข่ดีหรือไม่ดี

683
01:00:01,785 --> 01:00:05,785
เอาต้มเอา

684
01:00:08,018 --> 01:00:12,018
แต่จะเอาทำไข่ดาวนะลูก ไข่ดาวต้องทอดลูก

685
01:00:19,742 --> 01:00:22,466
มีน้ำมัน ต้องทอดเอา เป็นการดมดู

686
01:00:22,466 --> 01:00:26,466
แสดงว่าไข่เน่า

687
01:00:36,425 --> 01:00:39,207
มีกลิ่นใช่ไหมลูก ใช่ เอาไข่ไปลอยน้ำ

688
01:00:39,207 --> 01:00:42,430
เอาไข่ไปลอยน้ำ แล้วถ้าไข่จม แสดงว่าไข่...

689
01:00:42,430 --> 01:00:44,403
ถ้าไข่ลอย คือ ไข่...

690
01:00:44,403 --> 01:00:48,403
มันไม่สมบูรณ์ เขาถึงได้เอาไข่ไปล้างไงคะ

691
01:00:48,830 --> 01:00:52,830
เอาไข่ไปล้างก่อน แล้วก็เห็นการลอย แล้วก็การจม

692
01:00:56,346 --> 01:00:57,189
ของไข่ อาจารย์ถามทุกครั้งเลยค่ะ

693
01:00:57,189 --> 01:01:01,189
เวลาทอดไข่ ทำอย่างไร อยู่ดี ๆ เด็กบอกว่าตอกไข่ วางเลย

694
01:01:07,298 --> 01:01:11,298
อาจารย์เลยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหนูต้อง Screen ก่อน หรือว่าวิเคราะห์ก่อน ว่าเอาไข่อะไร เช่น

695
01:01:12,741 --> 01:01:14,808
หนูแพ้ไข่เป็ด แต่ในตู้เย็นมีแต่ไข่เป็ดน่ะ

696
01:01:14,808 --> 01:01:18,808
หนูก็ต้องไปตลาดอีกน่ะ ต้องไปหาซื้อ

697
01:01:19,890 --> 01:01:21,036
แล้วถ้าตลาดมีแต่ไข่เป็ดอีกล่ะ หนูจะทำอย่างไร

698
01:01:21,036 --> 01:01:25,036
ก็ต้องตามล่านะ ตามล่า เลยส่งผลให้อันดับแรก

699
01:01:31,071 --> 01:01:33,125
เลย คือ หาวัตถุดิบ จริงไหมคะ หาวัตถุดิบที่... ที่

700
01:01:33,125 --> 01:01:34,939
ทำไมคะ ที่ใช้งานได้

701
01:01:34,939 --> 01:01:38,939
โอเคนะ หาวัตถุดิบที่ใช้งานได้ นี่

702
01:01:43,425 --> 01:01:43,860
คือการทำทอดไข่ธรรมดาเลยค่ะ

703
01:01:43,860 --> 01:01:47,860
แล้วถ้าสุดท้ายเลย สุดจนกระทั่งหนูวางไข่เรียบร้อยแล้ว

704
01:01:52,259 --> 01:01:56,259
เรียบร้อยทุกอย่างเลยค่ะ ไข่สุกทุกอย่างเลยในกระทะ

705
01:01:56,379 --> 01:02:00,379
หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าหนูจะต้องตักจากกระทะมา

706
01:02:02,052 --> 01:02:06,052
ใส่ที่จาน หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ

707
01:02:12,458 --> 01:02:16,458
ได้แล้ว ว่ามาเลยลูก

708
01:02:40,468 --> 01:02:41,168
แสดงว่าหนูดูลักษณะใช่ไหม

709
01:02:41,168 --> 01:02:45,168
ดูลักษณะของวัตถุดิบนั้น ว่าเขา

710
01:02:51,108 --> 01:02:52,356
แปรผลไปตามเป้าหมายที่หนูวางไว้

711
01:02:52,356 --> 01:02:55,140
หรือไม่ ใช่ไหมลูก ใช่ไหมความหมาย

712
01:02:55,140 --> 01:02:57,734
แล้วถึงจะหยิบเข้ามาใส่จาน

713
01:02:57,734 --> 01:03:01,734
แล้วคราวนี้พอเราหยิบเข้ามาลงจาน ช้อนมาทั้ง

714
01:03:06,177 --> 01:03:06,853
น้ำมันเลยไหมคะ

715
01:03:06,853 --> 01:03:08,073
ก็ต้องทำไมลูก น้ำมันที่ติดอยู่ก็

716
01:03:08,073 --> 01:03:09,888
ตะแคงออกใช่ไหม

717
01:03:09,888 --> 01:03:13,888
ให้สะเด็ด จำนะ

718
01:03:15,577 --> 01:03:18,853
2 คะแนน

719
01:03:18,853 --> 01:03:22,853
จะให้ใครให้จด จำไว้นะลูก 2 คะแนน

720
01:03:25,880 --> 01:03:27,299
1 คะแนน อันนี้ 2 คะแนน

721
01:03:27,299 --> 01:03:31,299
โอเค จำไว้ก่อนนะลูก จำไว้ก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะ

722
01:03:40,517 --> 01:03:44,510
จดชื่อแล้ว เดี๋ยวหมดคาบอาจารย์จะจดชื่อ

723
01:03:44,510 --> 01:03:45,176
แล้ว การจดจำค่ะลูก ถ้าหนูจะจดจำดู

724
01:03:45,176 --> 01:03:49,176
ว่าสิ่งนี้มันเป็นไข่ดาว

725
01:03:55,316 --> 01:03:59,316
แล้วนะ พร้อมแล้ว แต่... แต่ แต่ที่หนูเคยกินมา ที่หนู

726
01:04:00,358 --> 01:04:04,358
เคยรู้จักมา ไข่ดาวเขาจะไม่สุก ไม่แห้งนะคะ ไม่สุก ไม่แห้ง หนูก็เลยบอกว่า

727
01:04:09,997 --> 01:04:11,491
ไม่เอาไม่ชอบ แล้วน้ำมันมันไม่เยอะขนาดนี้ในความรู้สึกของ

728
01:04:11,491 --> 01:04:13,791
ตัวเอง ก็... อย่างนั้นก็ไม่เอาครับ

729
01:04:13,791 --> 01:04:15,584
ผมอยากได้ตัวที่มีแห้ง ๆ ไม่มีน้ำมันนะ แล้วก็

730
01:04:15,584 --> 01:04:19,584
เป็นไข่ที่ยังไม่สุก ไข่แดงยังมีเยิ้ม ๆ

731
01:04:25,147 --> 01:04:29,147
นิดหนึ่งอย่างนี้น่ะคะ อันนี้คือการจดจำ ใครเคยทานอย่างไร เช่น ตอนเช้า หนูเคย

732
01:04:29,699 --> 01:04:33,151
ขนมปังจิ้มไมโลแล้วมาเรียน

733
01:04:33,151 --> 01:04:37,151
แต่บางบ้านต้องทำอย่างไรคะ กินข้าว แล้วมาเรียน

734
01:04:41,737 --> 01:04:45,737
อาจารย์แอนเป็นบุคคลต่างชาตินิดหนึ่งนะ ขนมปังอบค่ะ ขนมปังอบอย่างเดียวค่ะ

735
01:04:49,245 --> 01:04:53,245
ใส่เนยเยอะ ๆ ลูก ใส่เนยเยอะ ๆ เขาบอกว่าคนกินแบบนี้จะเป็นมะเร็ง

736
01:04:56,346 --> 01:05:00,346
47 แล้วลูก ยังไม่เป็นเลย ไม่เชื่อค่ะ อาจารย์ไม่เคยนะคะ การลืม

737
01:05:01,262 --> 01:05:03,293
ทุกคนมีการลืม การลืมข้อมูล

738
01:05:03,293 --> 01:05:07,293
เกิดจากหน่อยความจำค่อย ๆ สลายไปอย่างช้า ๆ

739
01:05:11,544 --> 01:05:15,544
ทฤษฎีแรก คือ ข้อมูลเก่าถูกทับด้วยข้อมูลใหม่

740
01:05:16,163 --> 01:05:20,163
เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ก็ยากที่จะ

741
01:05:20,626 --> 01:05:22,121
จำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้ แต่อาจารย์เถียงค่ะ

742
01:05:22,121 --> 01:05:26,121
อาจารย์จำเบอร์เก่าได้มากกว่าเบอร์ใหม่ค่ะ เพราะอาจารย์ใช้

743
01:05:32,559 --> 01:05:36,559
มาจะ 20 ปี เบอร์ใหม่ใช่แค่ 5 ปีลูก ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูก

744
01:05:40,518 --> 01:05:44,518
ขวางนะคะ ได้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลาขับรถมักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าบ้านหลังใหม่

745
01:05:47,759 --> 01:05:51,759
อาจารย์ขอยกตัวอย่าง เวลาผ่าตัดเสร็จนะคะ อาจ

746
01:05:52,562 --> 01:05:54,361
กลับบ้านสกลนคร เชื่อไหมว่าอาจารย์แอนกลับบ้านไม่ถูก อาจารย์

747
01:05:54,361 --> 01:05:58,361
กลับไปที่ลพบุรี อาจารย์เข้าร่องของวงเวียน

748
01:06:01,300 --> 01:06:02,681
ครบทุกร่องเลยค่ะ จำไม่ได้ว่าต้องเข้า

749
01:06:02,681 --> 01:06:05,266
ร่องไหน เป็นการลืม ลืมเพราะอะไรคะ

750
01:06:05,266 --> 01:06:09,266
เพราะสมองของเราทำไมคะ หยุดการทำงาน หรือ Death

751
01:06:10,216 --> 01:06:14,216
ไปนั่นเองนะคะ นั่นเป็นการลืม หนูก็ลืม

752
01:06:20,573 --> 01:06:24,573
มีการลืม อาจารย์ได้ถามว่าเข้ามาปุ๊บ ถามว่าอาจารย์ได้สอนอะไร หนูนิ่งนะคะ เห็นไหมคะ ก็เกิดการทับ

753
01:06:25,100 --> 01:06:26,596
ถามว่าทำไม ก็หนูเรียนหลายวิชาก็เกิดการ

754
01:06:26,596 --> 01:06:30,596
ทับได้นะคะ ก็ลืมได้ เขาถึงบอกว่าหนูต้องทำไงคะ

755
01:06:35,022 --> 01:06:39,022
อ่านนะคะ อ่านหนังสือนิดหนึ่งนะ การเอาข้อมูลกลับมา ถ้าเราลืมแล้ว การดึง

756
01:06:42,823 --> 01:06:46,823
ข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็นการหวนระลึกแล้วจำแนก 1. การหวนระลึกได้นั้น ตัวข้อมูลจะ

757
01:06:52,585 --> 01:06:56,585
รู้สึกขึ้นอีกครั้ง หน่วยความจำจะแนะนำ เช่น การใบ้หรือบอกเป็นนัย ๆ ว่า ถ้าหากเราเลี้ยวซ้ายเราจะเจอเลี่ยงเมือง ถ้า

758
01:06:59,266 --> 01:07:02,639
เลี่ยวขวา เราจะขึ้นภูพานอย่างนี้

759
01:07:02,639 --> 01:07:06,639
ก็จะมีคนบอก อ๋อ ถ้าไปเลี่ยงเมือง แสดงว่ากลับบ้านเรานะ

760
01:07:08,936 --> 01:07:11,770
ไปภูพานแสดงว่าทำไมคะ ก็ขึ้นภูพาน

761
01:07:11,770 --> 01:07:15,770
การจำแนกได้นั่นตัวข้อมูลได้ข้อมูลนั้น

762
01:07:16,313 --> 01:07:20,313
พบมาก่อน ข้อมูลมักจะซับซ้อนมากกว่าการหวนระลึก

763
01:07:21,337 --> 01:07:21,577
ที่สำคัญข้อมูลนั้น คือ คำใบ้

764
01:07:21,577 --> 01:07:25,577
เห็นไหมลูก การสร้างคำใบ้ขึ้นมา หนูเคยเห็นรายการ

765
01:07:30,178 --> 01:07:32,946
ใช่ไหมคะ ใบ้เพื่อให้เห็นถึงคำตอบนั้น ๆ ใช่ไหม

766
01:07:32,946 --> 01:07:35,568
นะคะ สนุกค่ะ อันนี้สนุกมากเลย

767
01:07:35,568 --> 01:07:37,201
การประมวลผลของมนุษย์นะคะ Thinking

768
01:07:37,201 --> 01:07:41,201
ประกอบไปด้วยการหาเหตุและผล และการแก้ปัญหา

769
01:07:44,073 --> 01:07:44,836
ถ้าอาจารย์บอกว่าเด็กนักศึกษา

770
01:07:44,836 --> 01:07:48,836
ทุกคน ให้ทำการเขียน

771
01:07:56,338 --> 01:08:00,338
Flowchart เพื่อหาเหตุผลให้ได้ว่าคนตาบอดใช้อักษรเบรลล์

772
01:08:03,512 --> 01:08:07,512
เขาอ่านหนังสืออย่างไร มีนะคะ มี ถ้าหนู Search

773
01:08:12,621 --> 01:08:15,842
ใน Google หนูจะเห็นทันทีเลยว่าอักษรเบรลล์ของ

774
01:08:15,842 --> 01:08:19,842
เขามีคำพูดเฉพาะน่ะค่ะ มีอยู่อันหนึ่งนะคะ อาจารย์เคยสอน

775
01:08:20,343 --> 01:08:24,343
อยู่นะคะ นี่อาจารย์ยังลืมเลยค่ะ ลืม เขาไม่ได้ใช้คำว่า "อักษรเบรลล์" นะ เขาจะมีคำ

776
01:08:27,024 --> 01:08:27,915
ของเขาอยู่คำหนึ่ง อาจารย์ย้อนขึ้นกลับสไลด์นี้เลยค่ะ

777
01:08:27,915 --> 01:08:31,915
อาจารย์ลืมค่ะ ลืมจริง ๆ ค่ะ เพราะ HCI อาจารย์สอน

778
01:08:33,713 --> 01:08:37,713
มา แล้วอาจารย์ก็ห่างจากการสอน HCI มาทั้งหมด

779
01:08:44,139 --> 01:08:48,139
3 ปี ถามว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ค่อยมีสไลด์ที่เปิด

780
01:08:52,645 --> 01:08:55,718
ที่เปิดขึ้น อาจารย์เป็นคนที่ใช้ความจำในสมอง แล้วก็อธิบาย ไม่ชอบอ่านอย่างนี้น่ะค่ะ ให้

781
01:08:55,718 --> 01:08:55,801
หนูเห็นนะคะ ไม่ชอบอ่านเลย หนูมาดู

782
01:08:55,801 --> 01:08:59,801
ตรงนี้ลูก การหาเหตุและผล

783
01:09:00,393 --> 01:09:04,393
ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หนูจะต้อง

784
01:09:09,798 --> 01:09:11,865
อนุมาน อนุมานว่าพอ 11.00 น. ท้องเราก็ร้อง

785
01:09:11,865 --> 01:09:15,865
ใช่เลยค่ะ ถึงแม้เราจะทานข้าวมา

786
01:09:20,275 --> 01:09:23,818
มันขึ้นอยู่กับว่าหนูทานข้าวรอบเช้ามากี่โมง ถ้าหนู

787
01:09:23,818 --> 01:09:27,818
ทานข้าวรอบเช้ามา 9.30 น. 11 โมงเช้ายังไม่หิว

788
01:09:32,409 --> 01:09:32,884
แต่ทางกลับกัน ตอนเช้าหนูดื่มไมโล

789
01:09:32,884 --> 01:09:35,901
มาแค่แก้วเดียวใช่ไหมคะ แก้วเดียว

790
01:09:35,901 --> 01:09:39,901
11.00 น. ท้องเริ่มร้องแล้ว ส่งผลให้การนำข้อมูลมาสรุปหลักการและเหตุผล

791
01:09:43,528 --> 01:09:47,528
นำข้อมูลมาสรุปหลักฐานและการมีเหตุผล

792
01:09:47,784 --> 01:09:51,535
เรากินน้อยเมื่อตอนเช้า เราก็เลยหิวเร็ว ลงความเห็นจากกรณีตัวอย่าง เพื่อ

793
01:09:51,535 --> 01:09:55,382
สรุปนะคะ ข้อมูลที่เรายังค้นพบหาไม่เจอ

794
01:09:55,382 --> 01:09:59,382
Induction ผลจากการหิว

795
01:10:02,897 --> 01:10:06,897
คืออะไร คะ กระเพาะโดนกินเรียบร้อยค่ะ ก็เป็นกระเพาะเป็นรู

796
01:10:10,142 --> 01:10:13,674
ข้อมูลสรุปจากเหตุการณ์สู่สาเหตุที่หนูต้องไปหาคุณหมอ

797
01:10:13,674 --> 01:10:14,856
เพราะกระเพาะรั่ว หรือเป็นโรคกระเพาะ

798
01:10:14,856 --> 01:10:18,500
นะคะ เป็นโรคกระเพาะ เพราะฉะนั้น

799
01:10:18,500 --> 01:10:22,500
เขาตามความเป็นจริง เขาจะต้องมีเบรก เรียนปริญญาตรี

800
01:10:28,529 --> 01:10:29,960
เวลาเรียนนะคะ จริง ๆ แล้วถ้าหนูเรียน 9 โมง 10 โมงครึ่ง

801
01:10:29,960 --> 01:10:32,855
หนูต้องมีเบรกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำไปอะไรก็ได้

802
01:10:32,855 --> 01:10:34,935
แต่อาจารย์เป็นคนที่โดนเขาเรียกว่า "โดนฝึกพูด"

803
01:10:34,935 --> 01:10:38,935
อายุ 30 อาจารย์ยังไปฝึกพูดอยู่เลยค่ะ

804
01:10:42,831 --> 01:10:45,797
เพราะอาจารย์พูดไม่เป็น เวลาอาจารย์พูด อาจารย์กลั้นหายใจ

805
01:10:45,797 --> 01:10:49,797
พูด อาจารย์ถึงได้พูดเร็วลูก พอพูดจบ

806
01:10:49,823 --> 01:10:50,330
อาจารย์หายใจส่งผลทำให้อาจารย์เหนื่อย ใครที่พูด

807
01:10:50,330 --> 01:10:54,330
แล้วจัดคำได้ เว้นช่องการหายใจได้

808
01:10:58,528 --> 01:11:01,135
แสดงบุคคลนั้นเป็นคนพูดที่ดีนะคะ ไม่ว่าใครก็ตามค่ะ มาช้า

809
01:11:01,135 --> 01:11:05,135
อาจารย์คะ รถไฟยางแตกค่ะ

810
01:11:05,611 --> 01:11:09,611
ให้เหุตและผล รถไฟยางแตกค่ะ สกลนคร

811
01:11:13,295 --> 01:11:17,295
รถไฟไม่มาค่ะ อย่างนี้เป็นต้น ก็แล้วแต่คนนะ เป็นการอนุมานไป

812
01:11:19,959 --> 01:11:23,959
การแก้ปัญหา อันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่างวิชาหมากล้อมนะคะ

813
01:11:24,725 --> 01:11:28,725
หมากล้อมจะเป็นเกมเกมหนึ่งที่แก้ปัญฆา

814
01:11:29,704 --> 01:11:33,704
เฉพาะหน้าอย่างมีเหตุและผล เป็นหลักการของ CG ใช่ไหม

815
01:11:35,909 --> 01:11:36,074
CG CG นะ

816
01:11:36,074 --> 01:11:40,074
ของ

817
01:11:40,433 --> 01:11:44,433
เซเว่น เป็นของเซเว่น CP

818
01:11:45,553 --> 01:11:49,553
ลืม เห็นไหม สมาธิสั้นค่ะ

819
01:11:52,013 --> 01:11:56,013
CP CP เพราะมองว่าถ้าให้เด็กเรียนหมากล้อม

820
01:12:04,720 --> 01:12:07,822
ได้อย่างมีเหตุและผล และสามารถอนุมานตัวเองได้ว่าฉันสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

821
01:12:07,822 --> 01:12:08,091
เขาจึงให้วิชาหมากล้อมให้เด็กปี 2

822
01:12:08,091 --> 01:12:12,091
เป็นคนลงเรียน

823
01:12:16,725 --> 01:12:20,443
เพราะความคิดในการเรียนรู้ได้มากกว่าน้อยปี 1

824
01:12:20,443 --> 01:12:24,443
นะคะ แต่เราไม่มีพี

825
01:12:24,732 --> 01:12:26,586
ริมค่ะ ถ้าเรามีพีริมก็จะดีกว่านะคะ ถ้าเรามีพีริมก็จะดีกว่านะคะ

826
01:12:26,586 --> 01:12:30,586
คราวนี้จากทั้งหมด อาจารย์มี A

827
01:12:32,737 --> 01:12:36,737
อันนี้อาจารย์แอนไม่ได้แก้นะคะ แต่แบ่งเด็กออก

828
01:12:38,315 --> 01:12:42,315
มาเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม ใครจะอยู่กลุ่มเด

829
01:12:44,740 --> 01:12:45,958
ี๋ยวส่วนงานนี้อาจารย์ยังไม่นับว่า

830
01:12:45,958 --> 01:12:49,958
ทำตอนไหนอย่างไร แต่ให้รู้ว่า Assignment นี้

831
01:12:50,066 --> 01:12:54,066
อาจารย์เริ่มให้หนูทำงานแล้ว อาจารย์ให้แบ่ง 2 กลุ่ม

832
01:12:56,669 --> 01:13:00,669
นะคะ นำการ Present ถามทำอย่างไร Input Device Input Device หนู

833
01:13:04,749 --> 01:13:08,271
เป็นอะไร ยกตัวอย่างเช่น หนูติดต่อสื่อสารกับเพื่อน

834
01:13:08,271 --> 01:13:12,271
ด้วยภาษาของหนูเอง Output

835
01:13:20,754 --> 01:13:24,754
เพื่อนทำตามในสิ่งที่หนูร้องขอ Process ทำในสิ่งนั้นได้ เช่น

836
01:13:27,863 --> 01:13:31,863
เพื่อนบอกว่าฉันหิว เดี๋ยวเราจะไปซื้อข้าวมาให้

837
01:13:31,935 --> 01:13:33,522
ไปซื้อข้าว เราจะซื้อข้าว อ๋อ เขาหิวข้าว

838
01:13:33,522 --> 01:13:37,522
นั่นคือ Process ในสมองแล้ว ซื้อข้าวกล่องมาให้เพื่อน

839
01:13:41,985 --> 01:13:44,288
Memory จดจำเอาไว้ แต่ถ้าเพื่อนเขาบอกว่า

840
01:13:44,288 --> 01:13:48,288
อ๋อ เราหิวข้าว แต่เพื่อนไปซื้ออะไรค

841
01:13:52,778 --> 01:13:54,981
่ะ ซื้อมาให้ กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ

842
01:13:54,981 --> 01:13:58,862
ตัวนี้ค่ะ Assignment ที่

843
01:13:58,862 --> 01:14:02,862
9 อาจารย์ยังไม่ให้ทำนะคะ อาจารย์เอาว่ายัดไว้

844
01:14:07,266 --> 01:14:07,889
ก่อน แต่อาจารย์เอามายัดไว้ให้ก่อน อันนี้เป็นตัวอย่าง

845
01:14:07,889 --> 01:14:11,889
ของตัวชี้นะลูกนะ Input Output

846
01:14:16,782 --> 01:14:20,636
Process และ Memory ขออนุญาตเข้า Note

847
01:14:20,636 --> 01:14:24,636
นะคะ

848
01:14:31,837 --> 01:14:35,837
หนูดูที่หน้าจอ

849
01:14:36,801 --> 01:14:39,025
นะคะ Input

850
01:14:39,025 --> 01:14:42,052
Input

851
01:14:42,052 --> 01:14:46,052
Input ยกตัวอย่าง

852
01:14:50,557 --> 01:14:51,036
Input นะคะ หนูบอกเพื่อนว่า

853
01:14:51,036 --> 01:14:55,036
มี A ติต่างนะคะ A บอกว่า

854
01:15:02,485 --> 01:15:06,084
อะไร ฉันหิวข้าว

855
01:15:06,084 --> 01:15:07,527
โอ้ ฉันหิวข้าว

856
01:15:07,527 --> 01:15:11,034
นะคะ ฉันหิวข้าว

857
01:15:11,034 --> 01:15:13,981
พูดกับใคร

858
01:15:13,981 --> 01:15:17,981
พูดกับใคร พูดกับ B ค่ะ

859
01:15:22,413 --> 01:15:26,413
B คราวนี้ A Input ไปหา B

860
01:15:31,870 --> 01:15:35,404
Input ไปหา B โอเคนะคะ A Input ไปหา

861
01:15:35,404 --> 01:15:39,404
B ทำอย่างไรคะ B ก็ทำอย่างไรกัน รู้แล้วค่ะ คำนี้ ทำอย่างไรต่อคะ

862
01:15:40,304 --> 01:15:44,304
Output ดูนะคะ

863
01:15:45,560 --> 01:15:49,560
Output มา ขอโทษนะคะ อาจารย์ใช้มือเดียวก็เลยดู

864
01:15:51,888 --> 01:15:55,888
ช้า Output ใครเป็นคนเอาข้าวมาให้

865
01:16:00,607 --> 01:16:04,607
เอาข้าวมาให้ใครคะ ใครเป็นคนเอาข้าวมาลูก ใคร A

866
01:16:05,337 --> 01:16:05,519
บอกกับ B แสดงว่าทำไมคะ B ทำไมคะ

867
01:16:05,519 --> 01:16:09,519
ส่งข้าวกล่องถูกไหมคะ

868
01:16:11,046 --> 01:16:12,647
ทำการส่งข้าวกล่อง

869
01:16:12,647 --> 01:16:15,293
ส่งข้าวกล่อง

870
01:16:15,293 --> 01:16:19,293
ส่งข้าวกล่อง

871
01:16:19,878 --> 01:16:23,878
ให้ใครคะ ให้กับ A

872
01:16:24,566 --> 01:16:27,865
มาแล้วเห็นไหมคะ เป็นการติดต่อ

873
01:16:27,865 --> 01:16:31,865
สื่อสารกันแล้ว แล้วทีนี้ไปทำอะไรต่อ Process

874
01:16:40,600 --> 01:16:41,511
Process เขาอยู่ตรงนี้นะคะ ตรงนี้ นี่ค่ะ ข้าวกล่อง

875
01:16:41,511 --> 01:16:45,511
ข้าวกล่องตัวนี้ คือ Process

876
01:16:48,011 --> 01:16:52,011
Process ทำไมถึงเป็น Process เพราะ

877
01:16:55,134 --> 01:16:59,065
Input เข้าไปบอกว่าเขาหิวข้าว ถึงได้ซื้อข้าวกล่อง ข้างกล้อง

878
01:16:59,065 --> 01:17:00,664
ข้าวกล่อง

879
01:17:00,664 --> 01:17:02,075
ข้าวกล่อง

880
01:17:02,075 --> 01:17:06,075
ข้าวกล่องนะคะ ข้าวกล่อง

881
01:17:09,327 --> 01:17:13,327
ตรงข้าวกล่องตรงนี้ กลายเป็น Process

882
01:17:20,868 --> 01:17:24,868
เดี๋ยวอาจารย์ไปพิมพ์ตรงนี้นะคะ ข้าวกล่องตรงนี้ เป็น Process เป็น Process นะลูกนะ

883
01:17:27,008 --> 01:17:31,008
ตรงนี้ ข้าวกล่องเป็น

884
01:17:36,872 --> 01:17:39,156
Process เขาเป็นตัวนี้ได้ไหม ขีดเส้นได้ไหม

885
01:17:39,156 --> 01:17:43,156
ฟอนต์

886
01:17:47,033 --> 01:17:51,033
เป็นตัวหนาแล้วกันนะ

887
01:18:08,432 --> 01:18:12,432
นี่ เป็น Process นะคะ อาจารย์ขอ

888
01:18:17,153 --> 01:18:21,153
เขียนอย่างนี้นะคะ เป็น Process

889
01:18:21,167 --> 01:18:24,156
Memory Memory อยู่ที่ไหน Memory อยู่กับ

890
01:18:24,156 --> 01:18:27,685
ใครคะ

891
01:18:27,685 --> 01:18:31,685
ถูกเก็บเอาไว้ที่

892
01:18:36,373 --> 01:18:36,386
Memory

893
01:18:36,386 --> 01:18:40,386
โอเคนะคะ Memory ตัวนี้

894
01:18:42,570 --> 01:18:44,606
A ทำการเก็บเอาไว้ในหัวแล้ว ว่า

895
01:18:44,606 --> 01:18:48,606
ฉันหิวข้าว

896
01:18:52,228 --> 01:18:54,608
ฉะนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำ

897
01:18:54,608 --> 01:18:58,608
อยู่ใน B ไหมคะ ใครว่ามีหน่ยความจำอยู่ใน

898
01:19:04,930 --> 01:19:08,788
B ไหมลูก ดูหน่อยสิคะลูก ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมลูก เพราะอะไรลูก เขาต้องจดจำ

899
01:19:08,788 --> 01:19:12,788
เอาไว้ใช่ไหมคะ ว่าเขาสั่งอะไรไว้

900
01:19:18,856 --> 01:19:21,716
ก็เขียนตรงนี้ได้เลยค่ะ ว่า Memory

901
01:19:21,716 --> 01:19:25,117
นี่ค่ะ Assignment 2 ได้แล้ว

902
01:19:25,117 --> 01:19:29,117
เสร็จ ตามหน้าสไลด์ค่ะ

903
01:19:30,226 --> 01:19:31,055
Input

904
01:19:31,055 --> 01:19:35,055
ฉันหิวข้าว A บอกกับ B ว่า

905
01:19:41,115 --> 01:19:43,212
ฉันหิวข้าว B เป็นเพื่อนที่ดีค่ะ รับรู้รับทราบแล้ว

906
01:19:43,212 --> 01:19:47,212
B จึงทำการส่งข้าวกล่องให้กับ A

907
01:19:49,280 --> 01:19:53,280
รู้ได้อย่างไรคะส่งข้าวกล่อง เพราะเขา Process เอาไว้

908
01:19:53,681 --> 01:19:57,681
ว่า อ๋อ ก็เขาสั่งเป็นข้าว ก็เลยกลายมาเป็น

909
01:20:00,359 --> 01:20:04,359
ข้าวกล่อง แล้วใครต้องเก็บหน่วยความจำเอาไว้ A ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองเป็นคนร้องขอ

910
01:20:07,150 --> 01:20:09,293
และ B จะเป็นคนไปซื้อ ก็ต้องเก็บไว้ในหน่วยความจำ

911
01:20:09,293 --> 01:20:13,293
ไม่ใช่ความจำระยะสั้นใช่ไหมคะ เดิน

912
01:20:14,822 --> 01:20:18,822
แล้วสะดุดล้ม ลืมค่ะ ลืม ซื้อก๋วยเตี๋ยวไปให้ ยกตัวอย่างเพื่อนบอกว่าฉันหิว

913
01:20:24,964 --> 01:20:28,964
เส้น แต่หนูไปซื้อข้าวกล่องแสดงว่าอะไรคะ Memory ของหนูกลายเป็น

914
01:20:32,165 --> 01:20:36,165
ความจำระยะสั้น เดินสะดุดเป็นปลาทองค่ะ เป็นปลาทองค่ะ หน่วยความจำระยะสั้น

915
01:20:38,327 --> 01:20:39,616
นี่ค่ะ Assignment  ที่ 2 หนูสามารถที่จะเขียนแบบนี้

916
01:20:39,616 --> 01:20:43,616
แต่ถ้าหากว่าหนูเขียนในกระดาษนะ เขียนในกระดาษ

917
01:20:48,737 --> 01:20:50,634
หนูใช้แทนการอย่างนี้นะ ขีดเส้นใต้คำว่า "ข้าวกล่อง"

918
01:20:50,634 --> 01:20:54,008
ให้อาจารย์นิดหนึ่งนะคะ ขีดเส้นใต้

919
01:20:54,008 --> 01:20:58,008
ตรงนี้ค่ะ ขีดเส้นใต้นะคะ แล้วก็ทำลูกศรลงมาหา Process แล้วก็เอา A

920
01:20:58,919 --> 01:21:00,958
เอาลูกศรขึ้นไปหา Memory

921
01:21:00,958 --> 01:21:04,958
โอเคนะคะ อาจารย์จะ Copy ไปใส่ใน Word ค่ะ คราวนี้

922
01:21:11,076 --> 01:21:14,679
Ctrl + C เข้า Word มาที่นี่แล้วค่ะ

923
01:21:14,679 --> 01:21:18,679
หนูจะได้เห็นไงคะ

924
01:21:23,065 --> 01:21:24,442
ใส่แล้วค่ะ Process

925
01:21:24,442 --> 01:21:28,442
ก็ขยับค่ะ ขยับ ๆ ๆ ขยับ

926
01:21:29,947 --> 01:21:33,947
ใส่ลูกศรลูก

927
01:21:42,393 --> 01:21:46,393
อาจารย์แทรกรูปร่าง อยู่ไหนนะ

928
01:21:51,636 --> 01:21:52,216
รูปร่าง ลูกศร

929
01:21:52,216 --> 01:21:55,742
เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ แล้วก็

930
01:21:55,742 --> 01:21:59,742
ทำการเก็บอีกค่ะ

931
01:22:02,420 --> 01:22:06,420
B ก็เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำนี่ เห็นไหมลูก

932
01:22:13,538 --> 01:22:17,538
ใส่อย่างนี้ค่ะ ลูก แล้วทีนี้ Process ค่ะ Process ส่งมาที่นี่ค่ะ

933
01:22:23,263 --> 01:22:26,233
แล้วก็ทำการคลิกอีกอันหนึ่งค่ะ ลากขึ้นไปค่ะ

934
01:22:26,233 --> 01:22:30,233
เสร็จแล้วค่ะ

935
01:22:30,645 --> 01:22:34,645
อันนี้

936
01:22:37,158 --> 01:22:41,158
คือ Assignment 2 ค่ะ ตามภาพเลยนะคะ

937
01:22:44,529 --> 01:22:44,681
นี่คืองาน หนูสามารถยกตัวอย่างได้ อย่างนี้เลย

938
01:22:44,681 --> 01:22:48,681
เป็นการติดต่อสื่อสารใช่ไหมลูก

939
01:22:51,624 --> 01:22:52,250
หนูสมมติเรื่องขึ้นมา 1 เรื่อง แล้วหนูทำการ

940
01:22:52,250 --> 01:22:56,250
คุยกันเช่น หนูอยากได้สเลอปี

941
01:22:59,215 --> 01:23:03,215
เพื่อนจะไปซื้อ Slurpee ให้หนูได้อย่างไร

942
01:23:05,802 --> 01:23:09,802
ถ้าหนูไม่บอกเป้าหมายว่า  Slurpee เป็นน้ำโคลา

943
01:23:12,569 --> 01:23:16,569
เราต้องทำไมคะ บอกรายละเอียดให้กับเขาถูกไหมคะ บอกรายละเอียดให้เขา ถ้าหนูไม่บอกรายละเอียด

944
01:23:19,923 --> 01:23:23,923
ทำได้ใช่ไหมลูก ไม่มีใครทำได้ อาจารย์ถาม Assignment ที่ 2 หนูสามารถส่ง

945
01:23:24,773 --> 01:23:28,773
ได้เย็นนี้ได้ไหม ลูก ได้ไหม ลูกนี่อย่างนี้ค่ะ อาจารย์อยากรู้แค่นี้ ให้ยกตัวอย่าง

946
01:23:34,015 --> 01:23:38,015
ให้หนูคุยกันแค่ 2 คน แต่ A กับ B อาจารย์ขอเลยนะคะ

947
01:23:38,163 --> 01:23:40,993
ชื่อเลยนะลูกนะ เป็นชื่อ ไหวไหมคะ

948
01:23:40,993 --> 01:23:44,993
ส่งเย็นนี้ก่อนเที่ยงคืน ได้ไหมลูก

949
01:23:46,647 --> 01:23:50,647
ตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช่ A กับ B นะคะ ต้องเป

950
01:24:01,066 --> 01:24:04,511
็นรายชื่อของนักศึกษา หนูคุยกับใครหนูใส่ชื่อมาเลย อาจารย์จะได้ให้คะแนน

951
01:24:04,511 --> 01:24:05,647
อาจารย์จะไม่รู้เลยค่ะ ว่าเป็นคะแนนของใคร

952
01:24:05,647 --> 01:24:09,647
ก็ถ้า... ถ้า 3 คน

953
01:24:13,871 --> 01:24:17,871
ก็ถามเลยค่ะ 3 คน 1 คน จะต้องเป็นคนไปซื้อถูกไหมคะ

954
01:24:21,129 --> 01:24:23,359
แล้วรับออเดอร์ 2 คน คราวนี้ล่ะ สมองของหนู

955
01:24:23,359 --> 01:24:27,359
จะเป็นสมองลืม หรือความจำระยะสั้น

956
01:24:32,485 --> 01:24:36,485
ใช่ไหม 3 คนได้ลูก 2 คนก็ได้ แต่ 3 คน หนูจะต้องให้เขาทำงานจนครบ

957
01:24:40,488 --> 01:24:44,488
แบบนี้เลยนะคะ เพราะว่าอาจารย์มองว่าไม่ได้เยอะ แล้วหนูติดต่อสื่อสารได้กัน

958
01:24:47,120 --> 01:24:50,634
อยู่แล้ว ใช่ไหมคะ แต่เพียงหนูไม่ได้แยกออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้ใช่ไหมคะ หนูไม่ได้แตกข้อมูลให้เห็นนะ

959
01:24:50,634 --> 01:24:52,920
แล้วอาจารย์จะให้หนูส่งผ่านทาง Classroom นะคะ

960
01:24:52,920 --> 01:24:56,920
วาดรูปก็ได้ ใช้ในการกระดาษก็ได้ ใช้ใน

961
01:25:03,527 --> 01:25:05,558
Tablet ใช้ Tablet ได้ สะดวกใช้อันไหนก็ได้

962
01:25:05,558 --> 01:25:09,558
ขอให้เป็นงานมาส่ง ไม่บังคับให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์

963
01:25:10,380 --> 01:25:14,380
ใครสะดวกกระดาษวาดลงกระดาษ ใครสะดวกใช้ใน

964
01:25:21,098 --> 01:25:22,904
Tablet มีปากกา ใช้ปากกาโทรศัพท์มือถือได้เลย ไม่ฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ขอแค่มีงาน

965
01:25:22,904 --> 01:25:26,904
ก่อนเที่ยงคืนนะคะ ได้ไหม โอเค ได้นะคะ ได้ เที่ยงคืนได้

966
01:25:31,294 --> 01:25:34,510
โอเค โอเคค่ะ โอเค

967
01:25:34,510 --> 01:25:38,510
ให้ถ่ายส่งทุกคนเลยค่ะ อย่างเช่น ถ้าน้อง

968
01:25:43,807 --> 01:25:47,807
2 คน คู่กันใช่ไหมคะ มีการคุยกัน

969
01:25:52,169 --> 01:25:56,169
น้อง... ถ้าน้องส่งมาแค่คนเดียว ชื่อก็ได้แค่คนเดียวเวลาให้คะแนน

970
01:25:59,520 --> 01:26:03,520
ถ้าหนูคู่กันก็ส่งทั้งคู่เลย ส่งทั้งคู่ได้เลย

971
01:26:20,040 --> 01:26:24,040
นั่นล่ะ ถึงได้

972
01:26:31,409 --> 01:26:32,948
ถามงานที่ 1 งานที่ 1 จะให้เป็น Flow ค่ะ

973
01:26:32,948 --> 01:26:36,948
อาจารย์แอนจะเปิดอีกหน้าหนึ่งนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

974
01:26:37,610 --> 01:26:41,610
งานแรกเช่นหนูทำเรื่องเกม

975
01:26:46,574 --> 01:26:47,561
เกมหนูจะต้องหาให้ได้ว่าเกมนี้เป็นของใคร

976
01:26:47,561 --> 01:26:51,561
นะคะ เกม เอาเกมอะไรดี ตั้งชื่อเกม

977
01:26:52,302 --> 01:26:54,136
ก่อนลูก Game

978
01:26:54,136 --> 01:26:58,136
เกมต่อสู้แล้วกันนะ เกม

979
01:27:01,416 --> 01:27:02,516
ภารกิจ เกมภารกิจ

980
01:27:02,516 --> 01:27:06,516
ภารกิจ ภารกิจสร้างบ้าน

981
01:27:08,618 --> 01:27:12,618
อาจารย์จะเอา mambo มาใช้แล้วค่ะ

982
01:27:18,164 --> 01:27:22,164
ภารกิจสร้างบ้าน ได้หัวข้อ พอได้หัวข้อปุ๊บ

983
01:27:25,428 --> 01:27:29,428
ใครเล่น ใครเล่น ใครเล่น

984
01:27:30,516 --> 01:27:32,410
หมายถึง เช่น เด็กในระดับชั้น

985
01:27:32,410 --> 01:27:36,410
2 ปี จนถึง 19 ปี เป็นต้น

986
01:27:37,288 --> 01:27:38,922
คนเล่น

987
01:27:38,922 --> 01:27:42,922
ใครเล่น แล้วเกมอันนี้เป็นอย่างไร

988
01:27:46,311 --> 01:27:46,519
นะคะ ลักษณะของเกม

989
01:27:46,519 --> 01:27:50,519
ลักษณะของเกม

990
01:27:51,871 --> 01:27:55,725
คือ

991
01:27:55,725 --> 01:27:59,725
เป็นเกม... เป็นเกม

992
01:28:00,477 --> 01:28:02,582
สร้างบ้านด้วย

993
01:28:02,582 --> 01:28:06,582
... เป็นเกมสร้างบ้าน

994
01:28:10,191 --> 01:28:12,273
ด้วยไม้ไผ่ ด้วย

995
01:28:12,273 --> 01:28:16,273
ไม้ไผ่ อาจารย์ติต่างหมดเลยนะคะ เป็นเกมสร้างบ้าน

996
01:28:25,111 --> 01:28:29,111
ด้วยไม้ไผ่ ใช้มือเดียวนะคะ ลักษณะของเกม คือ เป็นการสร้างบ้านด้วย

997
01:28:31,986 --> 01:28:32,052
ไม้ไผ่ และ

998
01:28:32,052 --> 01:28:34,423
ต้องทำให้

999
01:28:34,423 --> 01:28:38,423
เสร็จภาย

1000
01:28:43,175 --> 01:28:45,921
ในเวลา ขึ้นอยู่กับว่า

1001
01:28:45,921 --> 01:28:49,921
เวลาของหนูจบที่เท่ากับเท่าไรนะคะ เช่น เวลา

1002
01:28:55,720 --> 01:28:59,720
20 นาที เป็นต้น

1003
01:29:05,727 --> 01:29:09,727
ทำไมมันไม่มา

1004
01:29:15,716 --> 01:29:19,716
ได้แล้ว ลักษณะของเกม

1005
01:29:27,078 --> 01:29:29,786
ได้แล้ว พอลักษณะของเกมมาปุ๊บ ใครเป็นคนเล่น

1006
01:29:29,786 --> 01:29:32,896
ใครเล่น ลักษณะของเกม ถัดมาค่ะ

1007
01:29:32,896 --> 01:29:36,896
คราวนี้ผลสัมฤทธิ์ ก็คือ

1008
01:29:40,606 --> 01:29:42,161
หลังจากทมี่สร้างบ้านได้แล้ว ก็คือผลนะคะ

1009
01:29:42,161 --> 01:29:46,161
ผลของเกมค่ะ ผล ผลลัพธ์ค่ะ ผลลัพธ์ค่ะ อาจารย์ไม่ได้ต้องก

1010
01:29:53,237 --> 01:29:53,721
ารไม่ได้ต้องการให้หนูไป Capture หน้าจอมานะคะ ครั้งนี้ มีไหม ไม่มี

1011
01:29:53,721 --> 01:29:57,721
ละเว้น อาจารย์พิมพ์ผิดอะไรไม่รู้

1012
01:29:57,811 --> 01:30:01,811
ผลลัพธ์ คือ ได้บ้าน ได้บ้าน

1013
01:30:02,587 --> 01:30:03,777
บ้านไม้ไผ่

1014
01:30:03,777 --> 01:30:07,777
บ้านไม้ไผ่ บ้านไม้ไผ่

1015
01:30:10,484 --> 01:30:10,801
ที่สามารถ

1016
01:30:10,801 --> 01:30:14,801
ใช้อยู่

1017
01:30:16,728 --> 01:30:20,380
อาศัย

1018
01:30:20,380 --> 01:30:24,380
ได้ แต่ถ้านะคะ

1019
01:30:25,324 --> 01:30:29,324
แต่ถ้างานของหนูมีบอกว่าภารกิจการสร้างบ้าน เสร็จแล้วหนูบอกว่าอะไร

1020
01:30:32,101 --> 01:30:36,101
คะ ตัวละคร หนูบอกว่าตัวละครของหนูน่ะค่ะ

1021
01:30:36,723 --> 01:30:40,723
มีเลือกตัวละคร มีตัวละคร อันนี้ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละคนนะคะ

1022
01:30:48,283 --> 01:30:51,538
ตัวละคร ตัวละครเลือกได้ เลือกได้ตามความ

1023
01:30:51,538 --> 01:30:55,538
พอใจของผู้เล่น

1024
01:30:58,448 --> 01:31:02,448
ถ้าของใครมีตัวละครให้เลือกนะ

1025
01:31:08,433 --> 01:31:12,433
ใครเล่น เล่นอย่างไร แล้วเกมนี้มีลักษณะนะคะ

1026
01:31:17,614 --> 01:31:21,614
ลักษณะของเกม หนูมองน่ะค่ะ ตาที่หนูมองน่ะ มีสีอย่างไรนะคะ อันนี้เป็น

1027
01:31:22,859 --> 01:31:26,859
ลักษณะของเขาแล้วนะคะ ลักษณะของเกม

1028
01:31:26,939 --> 01:31:30,929
ลักษณะ...

1029
01:31:30,929 --> 01:31:34,929
สี

1030
01:31:35,680 --> 01:31:39,680
ขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองนะคะ

1031
01:31:43,172 --> 01:31:47,172
สีมีความมืด หนู อาจจะบอกว่าสีมืด

1032
01:31:50,547 --> 01:31:54,547
สีมืดมองไม่ชัดเจน

1033
01:31:54,886 --> 01:31:58,886

1034
01:32:00,318 --> 01:32:04,318
ชื่องาน โอเคนะคะ

1035
01:32:05,291 --> 01:32:09,291
ชื่องาน ลักษณะ ก็คือตัวที่ทำการ... ที่หนู

1036
01:32:13,610 --> 01:32:14,608
ดู ที่หนูดูนั่นแหละค่ะ หนูมองแล้วเป็นอย่างไร

1037
01:32:14,608 --> 01:32:18,608
ถ้าของหนูเลือก ถ้าต้องเลือก

1038
01:32:25,314 --> 01:32:29,314
จากนั้นลักษณะของเกมของหนูเป็นอย่างไร ถ้าเกมของหนูเป็นการสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างบ้าน สร้างด้วยอะไรล่ะ

1039
01:32:31,142 --> 01:32:33,770
สร้างบ้านด้านไม้ไผ่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร ทำไมคะ อยู่อาศัยได้

1040
01:32:33,770 --> 01:32:37,770
อย่าไส...

1041
01:32:55,555 --> 01:32:57,008
แล้วก็...

1042
01:32:57,008 --> 01:33:01,008
อาจารย์วานให้หนูแคปฯ

1043
01:33:05,321 --> 01:33:09,321
นะคะ เอาภาพเกมออกมาค่ะ ที่อาจารย์เคยสอนน่ะลูก

1044
01:33:12,015 --> 01:33:16,015
เอาภาพเกมออกมาให้หนู ว่าเกมที่หนูใช้น่ะ เป็นเกมหน้าตาเป็นอย่างไร แค่นั้นเสร็จ

1045
01:33:17,067 --> 01:33:21,067
แล้วหนูก็เขียนใส่หัวข้างบนนะคะ แทรกหัวกระดาษ หรือหนูจะทำใน Tablet ก็ได้นะคะ

1046
01:33:28,294 --> 01:33:30,350
โดยการพิมพ์อย่างนี้ค่ะ ลูกแล้วออกมาเป็นไฟล์ แต่ขอให้เป็น

1047
01:33:30,350 --> 01:33:34,350
ไฟล์ PDF เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่งนะคะ

1048
01:33:36,241 --> 01:33:40,241
ภาพเกมอย่างเดียวนะคะ แคปฯ เกม เดี๋ยวอาจารย์แคป

1049
01:33:41,350 --> 01:33:45,348
ฯ แคปฯ เกมมาให้ หนูจะได้เห็นชัดนะคะ เดี๋ยวอาจารย์แคป

1050
01:33:45,348 --> 01:33:49,348
ฯ หนูเห็นเลยนะคะ ลูก เกม... เกมสร้างบ้าน

1051
01:33:59,274 --> 01:34:03,274

1052
01:34:04,340 --> 01:34:08,340
รูปภาพ เห็นไหมคะ

1053
01:34:10,181 --> 01:34:12,654
อาจารย์มาแล้ว สมมติว่าอาจารย์แอนเอาภาพนี้

1054
01:34:12,654 --> 01:34:16,654
เอาภาพนี้ แล้วก็กดปุ่ม

1055
01:34:18,727 --> 01:34:22,727
หา Print Screen ก่อนค่ะ

1056
01:34:23,691 --> 01:34:27,691
Print Screen แล้วก็

1057
01:34:30,249 --> 01:34:31,527
เอาเมาส์วางไปเลย แล้วก็ตัดเลยครับ

1058
01:34:31,527 --> 01:34:35,527

1059
01:34:35,662 --> 01:34:39,662
เรารอค่ะ กลับไปหา Word เราลูก

1060
01:34:43,122 --> 01:34:47,122
ยังไม่ได้ Save นะ

1061
01:35:07,041 --> 01:35:11,041
New ใหม่

1062
01:35:15,680 --> 01:35:19,680
New อีกรอบหนึ่ง ขอ New อีกรอบหนึ่ง

1063
01:35:33,692 --> 01:35:37,692
ก๊อบฯ

1064
01:35:38,307 --> 01:35:41,070
แต่ละฟังก์ชันไม่เหมือนกันค่ะ

1065
01:35:41,070 --> 01:35:42,912
ไม่ต้องงง

1066
01:35:42,912 --> 01:35:46,912
ทำไมคะ อาจารย์สอนอย่างไรลูก คลิกภาพ 1 ครั้ง

1067
01:35:51,989 --> 01:35:55,989
แล้วหนูก็ลด แล้วก็เลือกที่ตัวติดกล่อง

1068
01:35:57,013 --> 01:35:58,041
นะคะ มาทำในห้อง

1069
01:35:58,041 --> 01:36:02,041
ได้นะคะ อันนี้หนูมาทำในห้องได้เลย ทำในห้องแล้วค่อยส่งก็ได้

1070
01:36:05,452 --> 01:36:09,452
นี่ค่ะ แล้วก็อาจารย์อาจจะทำมีภาพที่แบบ...

1071
01:36:11,175 --> 01:36:12,532
อย่างนี้ค่ะ เรียบร้อยค่ะ

1072
01:36:12,532 --> 01:36:14,560
เสร็จค่ะ

1073
01:36:14,560 --> 01:36:18,560
เสร็จแล้วลูก ภาพ อาจารย์จะทำ

1074
01:36:26,115 --> 01:36:28,789
เป็น PDF แล้วส่งไว้ให้ใน

1075
01:36:28,789 --> 01:36:30,316
Classroom เป็นตัวอย่างดีไหมลูกนะ นะ หนู

1076
01:36:30,316 --> 01:36:34,316
จะได้เห็นเป็นตัวอย่างได้ด้วยนะคะ อย่างนั้นวันนี้นะคะ

1077
01:36:39,967 --> 01:36:43,967
วันนี้มีใครจะถามอาจารย์ไหมคะ อันนี้คืองานแรก งานที่ 2 หนูส่งก่อนเที่ยงคืนนะคะ Input

1078
01:36:46,146 --> 01:36:50,146
Output Process นะคะ แล้วสัปดาห์หน้า อาจารย์จะให้หนูมา

1079
01:36:57,464 --> 01:37:01,464
พูดให้ฟังนะคะ ถามว่าพูดอย่างไร หนูก็มาเล่าเกมนั่นแแหละค่ะ มาเล่าว่าเกมนั้น เล่นอย่างไร

1080
01:37:03,812 --> 01:37:07,812
อาจารย์ก็ไม่ได้ให้หนูเล่น แต่ให้หนูดูว่าเขาจะไปในแนวทางอย่างไรเฉย ๆ นะคะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก

1081
01:37:12,133 --> 01:37:13,488
นะคะ อาจารย์อยากเห็นเฉย ๆ ว่าหนูสังเคราะห์

1082
01:37:13,488 --> 01:37:17,488
กับที่เขาบอกไหม แต่ถ้าว่า

1083
01:37:20,598 --> 01:37:24,598
ใครเล่น เล่นกับใคร เป็นอย่างไร หนูเอาข้อมูลมาจากไหน บางเกมเขาบอกนะคะ

1084
01:37:26,303 --> 01:37:27,111
แต่บางเกมไม่ได้บอก แต่ถ้าเกมไหนไม่ได้บอก ให้หนูคิดว่า

1085
01:37:27,111 --> 01:37:31,111
เกมแบบนี้ หนูคิดว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

1086
01:37:35,684 --> 01:37:39,684
นะคะ เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร อย่างนั้นโอเคนะคะ วันนี้มีอะไรถามอาจารย์ไว้ในกลุ่ม LINE

1087
01:37:45,264 --> 01:37:49,264
เลยนะคะ ถามได้เลย อาจารย์จะส่งภาพเอาไว้ใน LINE ก็มีนะคะ จะได้เห็นภาพด้วย จะได้ส่งเข้า

1088
01:37:53,493 --> 01:37:57,493
Classroom Classroom อย่างนั้นวันนี้อาจารย์เอาไว้แค่นี้นะ สัปดาห์หน้าอาจารย์ขอเป็น 2 บท แล้วก็อีกครั้งงหนึ่งก็เป้นอีกบท

1089
01:37:59,499 --> 01:38:02,701
หมดเลยนะคะ จะเป็นปฏิบัติแล้ว จะจบปฏิบัติได้เลย

1090
01:38:02,701 --> 01:38:03,400
วันนี้เอาไว้แค่นี้นะคะ เด็ก ๆ สวัสดีค่ะ

1091
01:38:03,400 --> 01:38:04,204

1092
01:38:04,204 --> 01:38:08,204
สวัสดีค่ะทุกคน สวัสดีค่ะ สวัสดี

1093
01:38:21,500 --> 01:38:25,500
[สิ้นสุดการถอดความ]

