﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,011 --> 00:00:12,011

4
00:00:12,015 --> 00:00:16,015
(อาจารย์สุรีย์พัชร)  สวัสดีค่ะ ทุก ๆ คนค่ะ สวัสดีค่ะ

5
00:00:16,019 --> 00:00:20,019
c

6
00:00:20,021 --> 00:00:24,021
อาจารย์ถามงานก่อนได้ไหม

7
00:00:24,024 --> 00:00:28,024
งานที่เลือกกันไว้ของกลุ่มที่ 1 และ

8
00:00:28,026 --> 00:00:32,026
กลุ่มที่ 2

9
00:00:32,027 --> 00:00:36,027
1 กับ 2 ติดปัญหาอะไรหรือไม่คะ

10
00:00:36,030 --> 00:00:40,030
มีใครอยากจะถามไหม

11
00:00:40,032 --> 00:00:44,032
ถ้ากลัวว่าอาจารย์ฟัง

12
00:00:44,034 --> 00:00:48,034
ไม่รู้เรื่อง หนูเขียนก็ได้นะคะ เขียนลงไปในกลุ่มก็ได้

13
00:00:48,036 --> 00:00:52,036
ถามลงไปในกลุ่มได้เลย

14
00:00:52,037 --> 00:00:56,037
นะคะ เขียนเข้าไปในกลุ่ม LINE ได้เลยนะคะ อาจารย์จะได้ทราบว่าหนูติดปัญหา

15
00:00:56,039 --> 00:01:00,039
อะไร เพราะว่าสัปดาห์หน้าใช่ไหมคะ

16
00:01:00,041 --> 00:01:04,041
สัปดาห์เราถึงจะนำเสนอกัน

17
00:01:04,043 --> 00:01:08,043

18
00:01:08,043 --> 00:01:12,043

19
00:01:12,046 --> 00:01:16,046

20
00:01:16,048 --> 00:01:20,048

21
00:01:20,051 --> 00:01:24,051

22
00:01:24,053 --> 00:01:28,053

23
00:01:28,055 --> 00:01:32,055

24
00:01:32,061 --> 00:01:36,061

25
00:01:36,066 --> 00:01:40,066

26
00:01:40,069 --> 00:01:44,069

27
00:01:44,071 --> 00:01:48,071

28
00:01:48,077 --> 00:01:52,077

29
00:01:52,081 --> 00:01:56,081

30
00:01:56,084 --> 00:02:00,084

31
00:02:00,087 --> 00:02:04,087

32
00:02:04,089 --> 00:02:08,089

33
00:02:08,091 --> 00:02:12,091

34
00:02:12,094 --> 00:02:16,094

35
00:02:16,096 --> 00:02:20,096

36
00:02:20,099 --> 00:02:24,099

37
00:02:24,103 --> 00:02:28,103

38
00:02:28,105 --> 00:02:32,105

39
00:02:32,106 --> 00:02:36,106
ไม่เป็นไรหนูดูที่หน้าจอก่อนนะคะ ดูที่หน้าจอ

40
00:02:36,111 --> 00:02:40,111
จำได้ไหมที่อาจารย์เคยบอกครั้งแรกว่า

41
00:02:40,113 --> 00:02:44,113
เข้ามาถึงปุ๊บ จะเป็นการ Pop up หน้าจอ

42
00:02:44,114 --> 00:02:48,114
ที่ Popup ขึ้น อันนี้เป็น Eye Droper

43
00:02:48,116 --> 00:02:52,116
Update นะคะตัวนี้ อาจารย์ไม่ได้เปิดเลย

44
00:02:52,118 --> 00:02:56,118
นะคะ อาจารย์ไม่ได้เปิด อาจารย์เปิดแค่ตัว Drive

45
00:02:56,120 --> 00:03:00,120
ของ HCI ที่อาจารย์สอนพวกหนู แต่ตัวที่ Pop up

46
00:03:00,121 --> 00:03:04,121
ขึ้นมาตัวนี้ โดยปกติแล้วนะคะ ตัวใดก็ตามที่ Pop Up ขึ้นมา

47
00:03:04,123 --> 00:03:08,123
มันจะมีเป็นลักษณะของเป็นดาบ 2 คมเลย ถ้าหนู

48
00:03:08,124 --> 00:03:12,124
กดโดยที่หนูไม่อ่าน อาจเสียเงินได้

49
00:03:12,125 --> 00:03:16,125
เมื่อหนูทำการ Login แล้ว เวลาที่หนู Login เสร็จ

50
00:03:16,125 --> 00:03:20,125
ใบเสร็จกับหนูในอีเมล แล้วถ้าหนูไม่ทำการ

51
00:03:20,127 --> 00:03:24,127
จ่าย ก็จะมีคนตามล่านะคะ

52
00:03:24,129 --> 00:03:28,129
เป็นคล้ายกับตำรวจทางไอทีพวกนี้

53
00:03:28,131 --> 00:03:32,131
อันนี้แนะนำเลยนะคะ ถ้า pop up อะไรขึ้นมา

54
00:03:32,133 --> 00:03:36,133
กดออกได้เลยนะคะ กดกากบาทได้เลยนะคะ

55
00:03:36,137 --> 00:03:40,137
เราไม่ได้ตั้งใจเปิดเราก็ไม่ต้องดูค่ะ

56
00:03:40,140 --> 00:03:44,140
ดูในสไลด์นะคะ

57
00:03:44,141 --> 00:03:48,141

58
00:03:48,142 --> 00:03:52,142
ครั้งที่แล้วเรารู้โครงสร้างของ HCI

59
00:03:52,147 --> 00:03:56,147
นะ เรารู้ว่าองค์ประกอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง

60
00:03:56,149 --> 00:04:00,149
คราวนี้เราจะมารู้เลย ว่าความสามารถ

61
00:04:00,150 --> 00:04:04,150
และพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใช้คอมพิวเตอร์

62
00:04:04,151 --> 00:04:08,151
เราจะทำอย่างไร เอาแล้ว

63
00:04:08,153 --> 00:04:12,153
เด็ก ๆ ทุกคน

64
00:04:12,156 --> 00:04:16,156
เป็นมนุษย์ อาจารย์ขออนุญาตยืนนะคะ

65
00:04:16,158 --> 00:04:20,158
เห็นชัดอยู่นะลูกนะ เห็นชัดอยู่นะ

66
00:04:20,160 --> 00:04:24,160

67
00:04:24,162 --> 00:04:28,162
เห็นนะ เป็นห่วงว่าเด็กไม่เห็น

68
00:04:28,166 --> 00:04:32,166
มีความเป็นห่วง ครั้งที่เราใครจำได้

69
00:04:32,168 --> 00:04:36,168
ไหมคะ ว่า HCI ย่อมาจาก

70
00:04:36,169 --> 00:04:40,169
อะไร H คืออะไร C คืออะไร แล้ว I

71
00:04:40,171 --> 00:04:44,171
คืออะไร

72
00:04:44,172 --> 00:04:48,172
ตรงตัวเป๊ะ คำตอบ ข้อแรกอยู่ที่หน้าจอ

73
00:04:48,175 --> 00:04:52,175
คำตอบตัวที่ 2

74
00:04:52,177 --> 00:04:56,177
เป็นในลักษณะของการติดตามสื่อสาร

75
00:04:56,178 --> 00:05:00,178
คำตอบตัวที่ 3 คือสิ่งที่อยู่ขา

76
00:05:00,179 --> 00:05:04,179
เขาเรียกว่าอะไร HCI

77
00:05:04,182 --> 00:05:08,182
ตรงตัวเลยลูก แปลว่าอะไร ใครตอบได้ยกมือได้เลยนะคะ

78
00:05:08,184 --> 00:05:12,184
ยกมือขึ้นมาเลย

79
00:05:12,185 --> 00:05:16,185
ผิดถูกไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์อยากได้ความกล้าเฉย ๆ

80
00:05:16,187 --> 00:05:20,187
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ ไม่เป็นไรลูก

81
00:05:20,190 --> 00:05:24,190
เดี๋ยวพี่ล่ามแปลให้

82
00:05:24,193 --> 00:05:28,193

83
00:05:28,195 --> 00:05:32,195
ได้ไหมคะ H คืออะไรลูก H H

84
00:05:32,197 --> 00:05:36,197
H H

85
00:05:36,199 --> 00:05:40,199
คืออะไรคะ

86
00:05:40,200 --> 00:05:44,200

87
00:05:44,207 --> 00:05:48,207

88
00:05:48,209 --> 00:05:52,209
ในหน้าจอเขียนว่าอะไรลูก

89
00:05:52,211 --> 00:05:56,211
บรรทัดแรก H

90
00:05:56,212 --> 00:06:00,212
อ่านว่าอะไรคะ

91
00:06:00,215 --> 00:06:04,215
ใครอ่านได้หนูยกมือเลยลูก ใครตอบ

92
00:06:04,217 --> 00:06:08,217
ได้หนูยกมือเลยลูก ยกมือ แล้วบอกว่า H คือ

93
00:06:08,219 --> 00:06:12,219
นี่คือ นี่คือคำตอบของตัว H ตัวแรกเลย

94
00:06:12,221 --> 00:06:16,221

95
00:06:16,223 --> 00:06:20,223
ยกมือได้เลยนะคะ ยกมือขึ้นเลย

96
00:06:20,225 --> 00:06:24,225
ใครได้ยกมือเลยค่ะ

97
00:06:24,227 --> 00:06:28,227
นี่คือคำตอบค่ะ นี่ H

98
00:06:28,229 --> 00:06:32,229

99
00:06:32,231 --> 00:06:36,231

100
00:06:36,233 --> 00:06:40,233
โอเคค่ะ

101
00:06:40,235 --> 00:06:44,235
Human โอเค

102
00:06:44,237 --> 00:06:48,237
Human คราวนี้ถ้า I ล่ะ

103
00:06:48,238 --> 00:06:52,238
เป็นการติดต่อ

104
00:06:52,240 --> 00:06:56,240
I คือการติดต่อลูก อันนี้คือพื้นฐาน

105
00:06:56,241 --> 00:07:00,241
ทางภาษาอังกฤษนิดหนึ่งนะ

106
00:07:00,242 --> 00:07:04,242
มีคำอะไรบ้างคะ ที่ใช้คำว่า "การติดต่อ"

107
00:07:04,244 --> 00:07:08,244
Inter อะไรเอ่ยลูก

108
00:07:08,244 --> 00:07:12,244
Inter... Intersection

109
00:07:12,246 --> 00:07:16,246
เป็น... ไม่ใช่ลูก มันเป็นการแทรกแล้ว Inter...

110
00:07:16,248 --> 00:07:20,248

111
00:07:20,249 --> 00:07:24,249
เวลาที่หนูคุยไลน์ เวลาที่หนูคุยไลน์

112
00:07:24,250 --> 00:07:28,250
หนูกดวิดีโอคอล นั่นแหละค่ะ คือการอะไรลูก

113
00:07:28,253 --> 00:07:32,253

114
00:07:32,255 --> 00:07:36,255
เวลาที่หนูคุย LINE LINE จะมีการโทรใช่ไหมคะ

115
00:07:36,256 --> 00:07:40,256
มีโทร กับวิดีโอคอล เวลาที่หนูกด

116
00:07:40,257 --> 00:07:44,257
วิดีโอคอลปั๊บหนูเห็นอะไรคะ

117
00:07:44,259 --> 00:07:48,259

118
00:07:48,261 --> 00:07:52,261
เห็นหน้าตัวเอง ถ้าปลายทางเขา

119
00:07:52,264 --> 00:07:56,264
ไม่ได้เปิดกล้องใช่หรือไม่ เป็นการรอคอย

120
00:07:56,266 --> 00:08:00,266
ให้เขาเปิดกล้องนั่นคือการติดต่อสื่อสาร เขา

121
00:08:00,266 --> 00:08:04,266
กำลัง Connect หาค่ะ เขากำลัง Co

122
00:08:04,268 --> 00:08:08,268
คุณ ๆ ๆ เปิดกล้องสิ เรา

123
00:08:08,270 --> 00:08:12,270
เปิดกล้องแล้วนะ อย่างนี้ เมื่อปลายทางเปิด

124
00:08:12,270 --> 00:08:16,270
กล้องปุ๊บ การ Interface เกิดขึ้น

125
00:08:16,271 --> 00:08:20,271
i คือ การ Interface Human

126
00:08:20,273 --> 00:08:24,273
Interface คราวนี้ตัว C

127
00:08:24,274 --> 00:08:28,274
เพราะ HCI หลักการ

128
00:08:28,276 --> 00:08:32,276
คนเกิดการติดต่อสื่อสาร

129
00:08:32,277 --> 00:08:36,277
แล้ว C คืออะไรลูก

130
00:08:36,279 --> 00:08:40,279
Connect ใช่ค่ะ หรือ Communication นั่นเอง

131
00:08:40,281 --> 00:08:44,281
ทำอย่างไรให้คนสามารถที่จะ Interface

132
00:08:44,282 --> 00:08:48,282
ถึงกันและกันได้ จนส่งผลทำให้ เขาเลยมี

133
00:08:48,283 --> 00:08:52,283
เส้นในการเชื่อมต่อ ถูกไหมคะ มีการเชื่อมต่อ

134
00:08:52,285 --> 00:08:56,285
อยู่ด้านบน เราไม่รู้หรอกค่ะ ว่า ณ เวลานี้

135
00:08:56,286 --> 00:09:00,286
เช่น อาจารย์แอนอยู่เมืองไทย อาจารย์ติดต่อคนที่อยู่

136
00:09:00,287 --> 00:09:04,287
ยุโรปห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ขอยกตัวอย่าง ชัวร์เลยนะคะ

137
00:09:04,288 --> 00:09:08,288
แคนาดา เขาห่างจากเรา 12 ชั่วโมง ห่างกับเรา

138
00:09:08,289 --> 00:09:12,289
3 โมงนะ 9 โมงกับอีก

139
00:09:12,293 --> 00:09:16,293
20 นาที เท่ากับของเขา

140
00:09:16,295 --> 00:09:20,295
3 ทุ่ม 20 นาที

141
00:09:20,297 --> 00:09:24,297
คราวนี้ แล้วนาฬิกาของเขาและของเรา รู้ได้อย่างไร

142
00:09:24,299 --> 00:09:28,299
ก็เกิดการติดต่อสื่อสาร

143
00:09:28,301 --> 00:09:32,301
จากอะไรคะ ดาวเทียม หนูเข้าใจคำว่าดาวเทียมอยู่ใช่ไหม

144
00:09:32,302 --> 00:09:36,302
ดาวเทียมทำการส่ง ส่งสัญญาณ

145
00:09:36,306 --> 00:09:40,306
คราวนี้เป็นคำถามที่เด็กน้อยน่าจะผ่านหูมา

146
00:09:40,308 --> 00:09:44,308
เยอะแล้ว ดาวเทียมไทย

147
00:09:44,309 --> 00:09:48,309
ชื่อว่าอะไรลูก

148
00:09:48,311 --> 00:09:52,311
หลายชื่อค่ะ หลายชื่อค่ะ

149
00:09:52,312 --> 00:09:56,312
มี 2 ชื่อเลย ดาวเทียมของไทยที่ส่งขึ้นไปชื่อว่า

150
00:09:56,315 --> 00:10:00,315
อะไรลูก Search หาได้ค่ะ Google ถือ

151
00:10:00,317 --> 00:10:04,317
เป็นแอปพลิเคชันหนึ่งค่ะ ในการค้นหา หนูพิมพ์คำว่า

152
00:10:04,319 --> 00:10:08,319
"ดาวเทียม ไทย"

153
00:10:08,321 --> 00:10:12,321
พิมพ์ได้ลูกเปิด google เลย

154
00:10:12,322 --> 00:10:16,322
เปิด Google

155
00:10:16,324 --> 00:10:20,324

156
00:10:20,326 --> 00:10:24,326

157
00:10:24,328 --> 00:10:28,328

158
00:10:28,330 --> 00:10:32,330

159
00:10:32,334 --> 00:10:36,334

160
00:10:36,337 --> 00:10:40,337

161
00:10:40,341 --> 00:10:44,341

162
00:10:44,344 --> 00:10:48,344
อะไรนะลูก ทีออส

163
00:10:48,347 --> 00:10:52,347
กับ... ไทยโชติ ใช่ค่ะ ใช่

164
00:10:52,348 --> 00:10:56,348
ถามเพื่ออีกคะแนนหนึ่ง 3 แต้มแล้ว

165
00:10:56,351 --> 00:11:00,351

166
00:11:00,353 --> 00:11:04,353
เขาสำรวจอะไร

167
00:11:04,355 --> 00:11:08,355
ทรัพยากร

168
00:11:08,360 --> 00:11:12,360
จำคะแนนตัวเองเอาไว้นะคะ อาจารย์ลืมเอาไว้ในรถ

169
00:11:12,361 --> 00:11:16,361
3 แต้ม จำด้วยนะ และเพื่อนข้าง ๆ

170
00:11:16,363 --> 00:11:20,363
1 แต้ม จำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้นะ

171
00:11:20,369 --> 00:11:24,369
โอเค อาจารย์ลืมเอาแผ่นมา

172
00:11:24,371 --> 00:11:28,371
ลืมจริง ๆ

173
00:11:28,373 --> 00:11:32,373
ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวจดได้ มา

174
00:11:32,376 --> 00:11:36,376
สไลด์อันนี้อาจารย์ยังไม่ได้เอาขึ้นให้นะคะ เดี๋ยวอาจารย์

175
00:11:36,380 --> 00:11:40,380
เอาขึ้นให้นะคะ นะคะ เดี๋ยวอาขึ้นให้

176
00:11:40,381 --> 00:11:44,381
หนูดูภาพทางด้านหน้าจอได้เลย ตัวนี้อาจารย์จะให้หนูดู

177
00:11:44,383 --> 00:11:48,383
ในเรื่องของมนุษย์ ความสามารถ

178
00:11:48,384 --> 00:11:52,384
ของพฤติกรรมของมนุษย์ ดูสิว่ามนุษย์เขามีพฤติกรรมอะไร เขา

179
00:11:52,386 --> 00:11:56,386
สามารถอย่างไร ในการติดต่ิสื่อสาร เขาจึงบอกว่า

180
00:11:56,388 --> 00:12:00,388
ด้านแรกเลย มี 3 ด้านหลัก ๆ

181
00:12:00,388 --> 00:12:04,388
เลยนะคะ หนูจำให้มั่น ๆ เลยว่า อย่างแรก

182
00:12:04,390 --> 00:12:08,390
คือ การช่องทางการรับเข้า-ออก

183
00:12:08,392 --> 00:12:12,392
ที่เกี่ยวกับการมองเห็นโอเคนะ การมองเห็น ที่เกี่

184
00:12:12,395 --> 00:12:16,395
การได้ยิน หรือฟัง การสัมผัส

185
00:12:16,396 --> 00:12:20,396
และการเคลื่อนไหว

186
00:12:20,397 --> 00:12:24,397
ด้านที่ 2 คือ ความจำของมนุษย์ ประกอบด้วย

187
00:12:24,399 --> 00:12:28,399
3 ส่วนด้วยกัน คือเกี่ยวกับประสาทและความรู้สึก

188
00:12:28,400 --> 00:12:32,400
ที่เรียกว่า Senenary Memory

189
00:12:32,403 --> 00:12:36,403
ที่เรียกว่า Short-term memory  และการจดจำ

190
00:12:36,405 --> 00:12:40,405
ระยะยาว 3. การประมวลผลของมนุษย์

191
00:12:40,407 --> 00:12:44,407
ประกอบไปด้วยการหาเหตุผลการแก้ไขข้อปัญหา

192
00:12:44,411 --> 00:12:48,411
ต่าง ๆ เช่น การใช้สกิลหรือการใช้ทักษะ หรือการเรียนรู้

193
00:12:48,412 --> 00:12:52,412
จากความผิดพลาดนะคะ หรือการ

194
00:12:52,413 --> 00:12:56,413
เรียนรู้จากการผิดพลาด ซึ่งทุกคน

195
00:12:56,415 --> 00:13:00,415
ได้ทำมาแล้วค่ะ แต่หนูได้ทราบว่า หนูแยกออกเป็ฯ

196
00:13:00,415 --> 00:13:04,415
3 ด้าน เราลองมาดูทีละด้านนะคะ เรามาลองดูทีละด้านกันนะคะ

197
00:13:04,416 --> 00:13:08,416
ด้านแรก อ้าว การรับเข้า-ออก

198
00:13:08,417 --> 00:13:12,417
เป็นอย่างไรคะ ก็คือการมองเห็น อาศัยอยู่ 2 ขั้นตอน

199
00:13:12,418 --> 00:13:16,418
1. หนุรับรู้ทางกายภาพ ผ่านทาง

200
00:13:16,420 --> 00:13:20,420
สิ่งเร้าภายนอก 2. การประมวลผลและแปล

201
00:13:20,422 --> 00:13:24,422
จากสิ่งเร้า ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ยกตัวอย่างแล้วนะคะ

202
00:13:24,424 --> 00:13:28,424
ด้านหน้าของเด็ก ๆ

203
00:13:28,425 --> 00:13:32,425
เรียกว่าอะไรคะ ที่อยู่ด้านหน้า

204
00:13:32,427 --> 00:13:36,427
ด้านหน้าของหนูเรียกว่า

205
00:13:36,429 --> 00:13:40,429

206
00:13:40,432 --> 00:13:44,432
ด้านหน้าของเด็ก ๆ คืออะไรคะ

207
00:13:44,434 --> 00:13:48,434
มองตา ตาหนูมองจ้องมาข้างหน้าคืออะไรลูก

208
00:13:48,438 --> 00:13:52,438
แล้วแต่นะคะ

209
00:13:52,440 --> 00:13:56,440
ตอนนี้ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ขึ้นอยู่กับสายตา

210
00:13:56,441 --> 00:14:00,441
ว่าเรามองอะไร โอเคไหม ตอบได้เลยลูก

211
00:14:00,443 --> 00:14:04,443
ตอบกันหน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือขึ้นค่ะ

212
00:14:04,444 --> 00:14:08,444
ยกมือขึ้นลูก เร็ว

213
00:14:08,447 --> 00:14:12,447

214
00:14:12,449 --> 00:14:16,449
ยกมือเลยลูก

215
00:14:16,452 --> 00:14:20,452
ครับ คอมพิวเตอร์

216
00:14:20,458 --> 00:14:24,458
เขาถือเป็นสิ่งเร้าใช่หรือไม่คะ

217
00:14:24,460 --> 00:14:28,460
คือ ไม่รู้ล่ะ

218
00:14:28,460 --> 00:14:32,460
เราเดินเข้ามาปั๊บ เราเห็นคอมพิวเตอร์ปุ๊บ

219
00:14:32,462 --> 00:14:36,462
หนุกดเปิดปั๊บเลยใช่หรือไม่คะ

220
00:14:36,465 --> 00:14:40,465
เขาเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระทบต่อจิตใจของเรา

221
00:14:40,467 --> 00:14:44,467
แต่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคนคนนั้นไม่ชอบ

222
00:14:44,469 --> 00:14:48,469
คอมพิวเตอร์ ย้ำไว้นะคะ เขาไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์

223
00:14:48,471 --> 00:14:52,471
ยกตัวอย่าง อาจารย์เป็นต้น อาจารย์

224
00:14:52,473 --> 00:14:56,473
ไม่เคยคิดจะเรียนคอมพิวเตอร์เลย

225
00:14:56,475 --> 00:15:00,475
ไม่เคยคิดเลย อาจารย์อยากเป็นพยาบาล

226
00:15:00,477 --> 00:15:04,477
อาจารย์อยากเป็นเลขานุการ อาจารย์อยากเป็นครูคณิตศาสตร์

227
00:15:04,483 --> 00:15:08,483
แต่เมื่อ

228
00:15:08,485 --> 00:15:12,485
เดินเข้ามาแล้ว คอมพิวเตอร์ถือไม่ใช่สิ่งเร้าของเราเลย

229
00:15:12,486 --> 00:15:16,486
อาจารย์เลยมองว่าการที่เราเก่งคอมพิวเตอร์ได้

230
00:15:16,488 --> 00:15:20,488
อาจารย์ต้องเป็น Hacker ได้ ถ้าอาจารย์เป็น

231
00:15:20,490 --> 00:15:24,490
แฮ็กเกอร์ไม่ได้ อาจารย์ถือว่าอาจารย์เป็นนักคอมพิวเตอร์ไม่ได้

232
00:15:24,493 --> 00:15:28,493
อาจารย์ไม่ได้ว่าคุณตำรวจนะคะ คุณตำรวจเอง

233
00:15:28,496 --> 00:15:32,496
ก็ขโมยเป็น สะเดาะ

234
00:15:32,498 --> 00:15:36,498
กุญแจเป็น มีตัวอย่างเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่ตัวอย่าง

235
00:15:36,500 --> 00:15:40,500
เป็นของจริง อาจารย์โดนยกเค้า คนยกเค้าคือตก

236
00:15:40,501 --> 00:15:44,501
มายกเค้าของอาจารย์ไปหมดเลย

237
00:15:44,503 --> 00:15:48,503
เงินเดือนของอาจารย์อัตราจ้าง ไม่เหลือเลยนะคะ

238
00:15:48,505 --> 00:15:52,505
จับได้ค่ะ อันนี้จับได้ 2

239
00:15:52,506 --> 00:15:56,506
การประมวลผลและแปลความหมายจากสิ่งเร้า

240
00:15:56,508 --> 00:16:00,508
หนูเห็นคอมพิวเตอร์อยู่ด้านหน้า

241
00:16:00,510 --> 00:16:04,510
สิ่งแรกเลย หนูจะมองปุ๊บ คือ การกดปุ่ม Power

242
00:16:04,511 --> 00:16:08,511
ถูกไหมคะ แต่หนูรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือปุ่ม Power

243
00:16:08,512 --> 00:16:12,512
เพราะสมองหนูประมวลผลแล้วว่า

244
00:16:12,513 --> 00:16:16,513
ปุ่มนี้มันควรเป็น Power

245
00:16:16,515 --> 00:16:20,515
แล้วถ้าติต่างว่า ยกตัวอย่างว่า ถ้าปลั๊ก

246
00:16:20,516 --> 00:16:24,516
ทั้งหมดมันถูกถอดออกหมด สิ่งเร้าของหนูคืออะไรคะ

247
00:16:24,517 --> 00:16:28,517
อย่างน้อยก็เสียบก่อนล่ะ ใช่ไหมคะ

248
00:16:28,519 --> 00:16:32,519
แล้วค่อยเปิด นั่นคือการ Vision

249
00:16:32,521 --> 00:16:36,521
คือ การมองเห็นเฉย ๆ นะคะ นี่คือการมองเห็นเลย

250
00:16:36,522 --> 00:16:40,522
มนุษย์เราทำได้ คือ การมองปุ๊บ จับปั๊บ จบเลย

251
00:16:40,523 --> 00:16:44,523
ค่ะ บางคนทำได้แค่ขั้นตอนที่ 1 คือได้แค่

252
00:16:44,525 --> 00:16:48,525
สิ่งเร้า แล้วเขาก็กระทำกับสิ่งเร้าแล้วจบ แต่เขาไม่รู้

253
00:16:48,526 --> 00:16:52,526
เลยว่าตัวเขาเองนี่ สมองถูกการประมวลผลแล้ว

254
00:16:52,526 --> 00:16:56,526
และเด็ก ๆ ทุกคนอาจารย์ก็มั่นใจว่าหนูประมวลผล

255
00:16:56,527 --> 00:17:00,527
นี่ในสมองของหนูน่ะ คอมพิวเตอร์เราเปิดแล้วจะ

256
00:17:00,529 --> 00:17:04,529
เข้าถึงอะไร ในสมองหนูเริ่มแปลความหมายแล้วถูกไหมคะ

257
00:17:04,531 --> 00:17:08,531
เพราะอาจารย์บอกว่าดาวเทียมคืออะไร คราวนี้เริ่มหาแล้ว

258
00:17:08,533 --> 00:17:12,533
ไทยคม เกิด Pop Up อะไรคือการประมวลผลในสมองเรา

259
00:17:12,535 --> 00:17:16,535
คือการพิมพ์ถูกๆไหมคะ การพิมพ์ลงไปนั้น

260
00:17:16,539 --> 00:17:20,539
คือการประมวลผลจากสมองเราว่า ดาวเทียม

261
00:17:20,541 --> 00:17:24,541
เราจะรู้ได้อย่างไรคะ ว่าเราต้องวรรค อันนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิค

262
00:17:24,543 --> 00:17:28,543
ของแต่ละบุคคลในการค้นหานะคะ นี่เป็นการค้นหา

263
00:17:28,545 --> 00:17:32,545
ด้านแรกไปแล้ว มาต่อค่ะ

264
00:17:32,547 --> 00:17:36,547
ต่อค่ะ เขาเลยบอกว่า จากการ

265
00:17:36,549 --> 00:17:40,549
รับเข้าแล้วก็ออก โดยการมองเห็นของมนุษย์

266
00:17:40,550 --> 00:17:44,550
มี 2 อย่างด้วยกันเลยค่ะ 1. บางอย่างที่มนุษย์

267
00:17:44,551 --> 00:17:48,551
ไม่สามารถมองเห็นคือการประมวลผล หฯุ

268
00:17:48,552 --> 00:17:52,552
กดเปิดเครื่องปั๊บ หนูไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ ในการวิ่ง

269
00:17:52,555 --> 00:17:56,555
ฮาร์ดดิสก์เขาวิ่งอย่างไร มี RAM อะไร

270
00:17:56,560 --> 00:18:00,560
หนูไม่เห็นเลย นอกเสียจากว่าตอนหนูเปิดเครื่องปั๊บ ให้หนูกดปุ่ม

271
00:18:00,562 --> 00:18:04,562
เบรก กดเบรก กด ๆ ๆ เบรกไว้ เขาจะ

272
00:18:04,563 --> 00:18:08,563
หยุดในการประมวล ณ เวลานั้น ๆ อันนี้

273
00:18:08,564 --> 00:18:12,564
เป็นการหยุดนะคะ หยุดให้เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง

274
00:18:12,566 --> 00:18:16,566
นะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะให้หนูเข้าในเรื่องของ

275
00:18:16,568 --> 00:18:20,568
Dot promt

276
00:18:20,569 --> 00:18:24,569
รู้จักคำว่า Prompt ไหมลูก C Prompt

277
00:18:24,571 --> 00:18:28,571
เดี๋ยวให้ทำวันนี้ค่ะ ในการ

278
00:18:28,573 --> 00:18:32,573
เรียก Prompt ทั้งหมดนะคะ ลักษณะที่ 2

279
00:18:32,575 --> 00:18:36,575
ความสามารถในการแปล หรือตีความหมาย ทำใหมนุษย์สามารถ

280
00:18:36,575 --> 00:18:40,575
สร้างภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์

281
00:18:40,577 --> 00:18:44,577
ยกตัวอย่างเลย ว่าตอนนี้หนู

282
00:18:44,578 --> 00:18:48,578
กำลังจะออกแบบเกม หนูรู้แล้วล่ะว่าเกมของเรา

283
00:18:48,580 --> 00:18:52,580
นี่ จะเป็นเกมต่อสู้นะ แล้วเกมต่อสู้ยัง

284
00:18:52,582 --> 00:18:56,582
ไม่รู้เลยหน้าตามันเป็นอย่างไร ใครเป็นคนเล่น

285
00:18:56,585 --> 00:19:00,585
แล้วรูปร่างเป็นอย่างไร แล้วเขามีกระบวนการ

286
00:19:00,587 --> 00:19:04,587
ในการต่อสู้อย่างไร เช่น เขาทำการ

287
00:19:04,589 --> 00:19:08,589
ตัดต้นไม้ เพื่อที่จะไปสร้างบ้าน นี่คือ Mission ของ

288
00:19:08,591 --> 00:19:12,591
ติต่างนะคะ อันนี้ติต่าง ซึ่งเราไม่รู้เลย ว่า

289
00:19:12,594 --> 00:19:16,594
ไอ้ต้นไม้ที่ตัดนั้นน่ะ เป็นต้นอะไร

290
00:19:16,596 --> 00:19:20,596
เลยทำการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์

291
00:19:20,598 --> 00:19:24,598
สร้างขึ้นมา เป็นระบบบคอมพิวเตอร์ 1 ระบบเลยค่ะ

292
00:19:24,600 --> 00:19:28,600
ถ้าเราจะสร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้

293
00:19:28,601 --> 00:19:32,601
เราต้องตีความหมายได้ แล้วมนุษย์นี่ ต้องสร้าง

294
00:19:32,602 --> 00:19:36,602
ภาพขึ้นเองได้จากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ จำไว้นะคะ

295
00:19:36,603 --> 00:19:40,603
ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์คือ

296
00:19:40,605 --> 00:19:44,605
information ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ คือ Data Data

297
00:19:44,607 --> 00:19:48,607
มีเยอะแยะมากมายค่ะ เก้าอี้ 1 2 3

298
00:19:48,607 --> 00:19:52,607
4 5 ถือเป็น Data แต่ถ้าจำแนกได้ว่า

299
00:19:52,608 --> 00:19:56,608
เก้าอี้ที่มีพนักพิงสีน้ำตาล

300
00:19:56,610 --> 00:20:00,610
ที่เปื้อนสีมีกี่ตัว

301
00:20:00,612 --> 00:20:04,612
อันนี้คือ Information แล้ว

302
00:20:04,613 --> 00:20:08,613
หรือ... เป็นการจำแนกพื้นฐานว่านี่นะ

303
00:20:08,615 --> 00:20:12,615
เปื้อนสีนะ เท่าที่อาจารย์เห็นในตานะคะ 1

304
00:20:12,617 --> 00:20:16,617
2 การเปื้อน เปื้อนมาเปื้อนน้อยเท่ากับเท่าไร

305
00:20:16,619 --> 00:20:20,619
เกิดการประมวลผลอีก

306
00:20:20,621 --> 00:20:24,621
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกล่ะค่ะ ว่าใครจะมองตรงไหนนะคะ

307
00:20:24,622 --> 00:20:28,622
ต่อมาค่ะ

308
00:20:28,627 --> 00:20:32,627
ในห้องนี้อาจารย์มั่นใจว่าเด็กทุกคนมองเห็น

309
00:20:32,629 --> 00:20:36,629
หนูแแมีกระจกตา หนูมีเลนตา

310
00:20:36,630 --> 00:20:40,630
เลนส์ตาของหนูมีจุดรับแสง

311
00:20:40,632 --> 00:20:44,632
และสะท้อนไปด้านหลังของดสวงตา

312
00:20:44,634 --> 00:20:48,634
อาจารย์ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องของอวัยวะนะคะ

313
00:20:48,638 --> 00:20:52,638
ไม่ได้พูดถึงเรื่องอวัยวะนะ แค่พูดให้หนู

314
00:20:52,640 --> 00:20:56,640
เข้าใจเฉย ๆ ว่าดวงตามี 2 ส่วนด้วยกัน คือ กระจกตา

315
00:20:56,641 --> 00:21:00,641
และเลนส์ตา ซึ่งเป็นจุดรับแสง และสะท้อน

316
00:21:00,642 --> 00:21:04,642
ภาพไปด้านหลังของดวงตา ตาเรา

317
00:21:04,645 --> 00:21:08,645
มองเห็นด้านหน้า แล้วสะท้อนออกไปด้านหลัง เกิดมาเป็น

318
00:21:08,646 --> 00:21:12,646
ภาพ 1 ภาพ ส่งให้กับสมองของเราข้างหลังค่ะ ว่า

319
00:21:12,647 --> 00:21:16,647
อ๋อ จอคอมพิวเตอร์ของเราเป็นสี่เหลี่ยมนะ

320
00:21:16,648 --> 00:21:20,648
และสี่เหลี่ยมของเรานี่ เป็นสี่เหลี่ยม

321
00:21:20,649 --> 00:21:24,649
อะไรอีก เป็นสี่เหลี่ยมอะไรลูก

322
00:21:24,651 --> 00:21:28,651
สี่เหลี่ยมผืนผ้า

323
00:21:28,653 --> 00:21:32,653
ถามว่าทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

324
00:21:32,653 --> 00:21:36,653
ก็นักคอมพิวเตอร์อีกแหละ

325
00:21:36,655 --> 00:21:40,655
ก็เขามองว่าภาพทั้งหมด อยากจะให้มีความ

326
00:21:40,659 --> 00:21:44,659
เห็นกว้างขึ้น เหมือน Panorama ค่ะ เวลาถ่ายรูป

327
00:21:44,660 --> 00:21:48,660
ก็เป็นความคิดของหนึ่งคน ที่เป็นความคิด

328
00:21:48,662 --> 00:21:52,662
ไม่สมบูรณ์ สร้างออกมาเป็นระบบ

329
00:21:52,664 --> 00:21:56,664
นะคะ คราวนี้ เยื่อชั้นในของลูกตา

330
00:21:56,666 --> 00:22:00,666
ที่เรียกว่า Ratina คือ รับภาพ 2 ลักษณะ

331
00:22:00,667 --> 00:22:04,667
คือ 1 ทรงกระบอก 2. ทรงกรวย

332
00:22:04,668 --> 00:22:08,668
เป็นร่องของดวงตานะคะ อันนี้

333
00:22:08,669 --> 00:22:12,669
อาจารย์มั่นใจว่าหนูน่าจะผ่านเรื่องของดวงตามาแล้วนะ

334
00:22:12,671 --> 00:22:16,671
ดวงตาของเรานะคะ พอลากผ่านขึ้นมา

335
00:22:16,672 --> 00:22:20,672
อาจารย์ทำอย่างไรดีน้อ จะเขียนเป็นภาพ

336
00:22:20,673 --> 00:22:24,673

337
00:22:24,674 --> 00:22:28,674
เอาเก็บไว้ในไหนนีั่

338
00:22:28,677 --> 00:22:32,677
โน้ตก็ได้ ใส่โน้ต ใส่โน้ต ใส่โน้ต

339
00:22:32,680 --> 00:22:36,680
อ๋อ ค้นหาเลย เดี๋ยวอาจารย์

340
00:22:36,682 --> 00:22:40,682
ค้นหาค่ะ สักครู่นะคะ รูปดวงตา

341
00:22:40,683 --> 00:22:44,683
สักครู่ เดี๋ยวขอค้นหาคำว่า "ดวงตา" แป๊บค่ะ

342
00:22:44,684 --> 00:22:48,684
แป๊บค่ะ

343
00:22:48,686 --> 00:22:52,686

344
00:22:52,688 --> 00:22:56,688

345
00:22:56,689 --> 00:23:00,689
ภาพนี้เลยค่ะ ตรงเป๊ะเลยค่ะ

346
00:23:00,691 --> 00:23:04,691
ดูจากภาพนะคะ อันนี้คือ

347
00:23:04,693 --> 00:23:08,693
Hyman Eye Anatomy

348
00:23:08,695 --> 00:23:12,695
โครงของตา ด้านหน้า ไม่ต้องให้

349
00:23:12,697 --> 00:23:16,697
รายละเอียดอะไรเลยค่ะ เรามองด้านหน้าถูกไหมคะ มองเข้าถึง

350
00:23:16,699 --> 00:23:20,699
จุดรับแสง พอเข้าถึงจุดรับแสงปุ๊บสะท้อนเข้าสู่ด้านใน

351
00:23:20,700 --> 00:23:24,700
พอเข้าถึงด้านในปุ๊บ ทำไมคะ เกิดเส้น

352
00:23:24,702 --> 00:23:28,702
แขนงมากมายส่งให้กับสมอง

353
00:23:28,705 --> 00:23:32,705
ของเรา ซึ่งสมองของเราจะทำการแปลผลออกมา ให้เห็น

354
00:23:32,707 --> 00:23:36,707
ได้ว่าว่านี่เราเห็นอะไร

355
00:23:36,710 --> 00:23:40,710
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์ขอยกตัวอย่างนะ

356
00:23:40,712 --> 00:23:44,712
ถ้าหนูไม่รู้จักสิ่งนี้

357
00:23:44,714 --> 00:23:48,714
หนูจะตอบว่าอันนี้คืออะไรคะ

358
00:23:48,716 --> 00:23:52,716
มันคืออะไรลูกอันนี้

359
00:23:52,717 --> 00:23:56,717
อันนี้คืออะไรลูก

360
00:23:56,720 --> 00:24:00,720

361
00:24:00,722 --> 00:24:04,722
เป็นรีโมต แต่หนูไม่รู้ว่า

362
00:24:04,724 --> 00:24:08,724
เป็นเครื่องฉายวีดิทัศน์ลูก คือ เป็นแค่รีโมต

363
00:24:08,725 --> 00:24:12,725
เฉย ๆ แต่ถ้าหากว่า

364
00:24:12,727 --> 00:24:16,727
มีรีโมต...

365
00:24:16,730 --> 00:24:20,730
มี 2 อัน ไม่ได้

366
00:24:20,732 --> 00:24:24,732
เอา 2 อย่างเลย อาจารย์มี 2 รีโมต

367
00:24:24,734 --> 00:24:28,734
หนูเดินเข้ามาครั้งแรก

368
00:24:28,735 --> 00:24:32,735
ถ้าหนูไม่ใช่เป็นคนเปิดห้องแล้วไม่รู้เลยว่า

369
00:24:32,737 --> 00:24:36,737
อันนี้คืออะไร อันนี้คืออะไร แล้วเขาถูกวางไว้

370
00:24:36,738 --> 00:24:40,738
บนโต๊ะทั้งคู่แบบนี้ แล้วหนู

371
00:24:40,740 --> 00:24:44,740
จะเปิดแอร์ หนูจะหยิบตัวไหนคะ

372
00:24:44,742 --> 00:24:48,742

373
00:24:48,743 --> 00:24:52,743
ซ้ายหรือขวาลูก

374
00:24:52,744 --> 00:24:56,744
ขวาหนู

375
00:24:56,745 --> 00:25:00,745
ขวาหนูนะ โอเค ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้คะ

376
00:25:00,747 --> 00:25:04,747
เพราะอะไรลูกอาจารย์อยากรู้ เพราะอะไร

377
00:25:04,748 --> 00:25:08,748

378
00:25:08,749 --> 00:25:12,749

379
00:25:12,753 --> 00:25:16,753

380
00:25:16,755 --> 00:25:20,755
เพราะอะไรลูก เพราะ

381
00:25:20,759 --> 00:25:24,759

382
00:25:24,760 --> 00:25:28,760
เขามีตัวเลข ถูกไหม

383
00:25:28,762 --> 00:25:32,762
เขามีตัวเลข แต่อันนี้ไม่มีตัวเลข

384
00:25:32,764 --> 00:25:36,764
ทำให้สมองของเราคิดทันทีเลย ว่า

385
00:25:36,766 --> 00:25:40,766
ถ้าหากว่าเป็นรีโมตแอร์ ก็ควรที่

386
00:25:40,767 --> 00:25:44,767
จะมีตัวเลข และการทำความเย็น

387
00:25:44,768 --> 00:25:48,768
และรีโมตที่เป็นรีโมตของเครื่องิดีทัศน์

388
00:25:48,769 --> 00:25:52,769
ปุ่ม แล้วเรารู้ได้อย่างไรล่ะคะ ว่าอันไหนคือปุ่มเปิด

389
00:25:52,771 --> 00:25:56,771
เราจะรู้ได้อย่างไรลูก ว่าอันไหน

390
00:25:56,773 --> 00:26:00,773
ปุ่มเปิด นั่นน่ะสิ

391
00:26:00,773 --> 00:26:04,773
ทำไมหนูถึงรู้ว่าเป็นสัญลักษณ์สีแดง

392
00:26:04,775 --> 00:26:08,775

393
00:26:08,775 --> 00:26:12,775

394
00:26:12,778 --> 00:26:16,778
เพราะอะไร

395
00:26:16,780 --> 00:26:20,780

396
00:26:20,784 --> 00:26:24,784
แสดงว่าหนูช่างสังเกต

397
00:26:24,788 --> 00:26:28,788
ถ้าจะเปิดทีวีถูกไหม ทีวี วีดิทัศน์

398
00:26:28,790 --> 00:26:32,790
ทุกอย่างเลย หนูลองกลับไปดูที่บ้านก็ได้ค่ะ รีโมตทีวี

399
00:26:32,793 --> 00:26:36,793
ทุกเครื่องจะต้องอยู่มุมซ้าย และสีต้อง

400
00:26:36,794 --> 00:26:40,794
เป็นสีแดง หรือสีส้ม หรือเฉดสีแดงเท่านั่น

401
00:26:40,796 --> 00:26:44,796
สังเกตดูนะคะ

402
00:26:44,798 --> 00:26:48,798
และโดยทั่วไป ปุ่ม

403
00:26:48,799 --> 00:26:52,799
ตัวนี้ค่ะ จะเป็นปุ่มเมนู ไม่ว่าจะเป็นที่ใด

404
00:26:52,799 --> 00:26:56,799
ก็ตาม อาจารย์ไปเมืองลาว ก็

405
00:26:56,800 --> 00:27:00,800
เหมือน ๆ กันนี่แหละค่ะ แค่ภาษาเฉย ๆ

406
00:27:00,802 --> 00:27:04,802
แค่ภาษา แล้วถามว่าทำไมถึงอาจารย์รู้ ก็เดาเอา

407
00:27:04,803 --> 00:27:08,803
อย่างนี้ค่ะ เหมือนที่หนูพูดทุกอย่างเลย ด้านบนจะเป็นตัวเปิด

408
00:27:08,805 --> 00:27:12,805
ด้านล่างจะเป็นตัว Control

409
00:27:12,807 --> 00:27:16,807
หลักการเดียวกัน แม้กระทั่งคีย์บอร์ดของหนู

410
00:27:16,809 --> 00:27:20,809
ที่คีย์บอร์ดนะคะ คีย์บอร์ดที่มีอยู่

411
00:27:20,811 --> 00:27:24,811
เขามีฟังก์ชัน F1 จนถึง F12

412
00:27:24,813 --> 00:27:28,813
ถือเป็นฟังก์ชันช่วง Nummerick อยู่ขวาส

413
00:27:28,814 --> 00:27:32,814
โอเคนะ Numerick อยู่ขวาสุด

414
00:27:32,816 --> 00:27:36,816
ตัวที่พิมพ์ทั้งหมดจะอยู่ตรงกลาง Spacebar

415
00:27:36,818 --> 00:27:40,818
อยู่ตรงข้างล่างนะคะ Spacebar อยุ่ตรงข้าล่

416
00:27:40,819 --> 00:27:44,819

417
00:27:44,821 --> 00:27:48,821
อาจารย์ไม่ออกข้อสอบหรอกค่ะเรื่องดวงตา อยากให้รู้ว่า

418
00:27:48,825 --> 00:27:52,825
ตาเรารับภาพอย่างไร ถ้าอาจารย์มีข้อสอบมาปั๊บ อาจารย์

419
00:27:52,826 --> 00:27:56,826
มีหมาน้อยอยู่ 1 ตัว และมีเด็กน้อย 1 คน

420
00:27:56,828 --> 00:28:00,828
แล้วอาจารย์ถามว่า จงสร้าง

421
00:28:00,829 --> 00:28:04,829
การรับรู้ของดวงตา

422
00:28:04,831 --> 00:28:08,831
ของเด็กน้อยคนนี้ หนูจะสร้างได้อย่างไรคะ

423
00:28:08,833 --> 00:28:12,833
ลูกศรชี้ไปหาหมาน้อย

424
00:28:12,835 --> 00:28:16,835
ตัวหมาน้อยทำลูกศรชี้กลับไปหา

425
00:28:16,835 --> 00:28:20,835
เด็กน้อย และส่งผ่านไปหา

426
00:28:20,836 --> 00:28:24,836
ด้านหลัง ซึ่งด้านหลังจะเป็นอะไรนั่นอาจารย์ไม่ได้บังคับให้หนู

427
00:28:24,837 --> 00:28:28,837
จำนะคะ ตรงนี้ ส่งไปหาด้านหลัง และส่งไปหา

428
00:28:28,838 --> 00:28:32,838
ระบบสมอง ประมวลผลทันทีเลย ว่า

429
00:28:32,840 --> 00:28:36,840
นั่นคือหมาน้อย

430
00:28:36,840 --> 00:28:40,840
เสื้อ ลูกเสื้อกับลูกแมวตอนเกิดใหม่

431
00:28:40,842 --> 00:28:44,842
หฯุจะแยกได้อย่างไรคะ ว่าลูกเสือหรือบู

432
00:28:44,844 --> 00:28:48,844

433
00:28:48,846 --> 00:28:52,846
ไม่หรอก อาจารย์หาไม่เจอค่ะ คือ อาจารย์แยกไม่ได้

434
00:28:52,847 --> 00:28:56,847
ก็เลยถามว่าหนูแยกได้ไหมน่ะลูก

435
00:28:56,849 --> 00:29:00,849
แยกได้ไหมคะ เด็ก ๆ แยกได้ไหม

436
00:29:00,849 --> 00:29:04,849

437
00:29:04,850 --> 00:29:08,850

438
00:29:08,851 --> 00:29:12,851

439
00:29:12,854 --> 00:29:16,854
เป็นคนขี้ร้อน

440
00:29:16,857 --> 00:29:20,857

441
00:29:20,860 --> 00:29:24,860

442
00:29:24,862 --> 00:29:28,862

443
00:29:28,865 --> 00:29:32,865
นี่ไง แอร์รู้

444
00:29:32,867 --> 00:29:36,867
ได้อย่างไร เห็นไหมคะ รู้ได้อย่างไร

445
00:29:36,869 --> 00:29:40,869
ว่าเขาต้องปรับอุณหภูมิให้เท่ากับเท่านี้

446
00:29:40,872 --> 00:29:44,872
เพราะแอร์มีคอมเพรสเซอร์

447
00:29:44,873 --> 00:29:48,873
คอมเพลสเซอร์คือสมองของแอร์ ถามว่าอยู่ไหน

448
00:29:48,874 --> 00:29:52,874
ไม่ใช่อยู่เครื่องที่หนูเห็นอยู่ตรงนี้นะคะ อยู่เครื่องที่ตั้งอยู่

449
00:29:52,876 --> 00:29:56,876
ตรงนั้นน่ะ เขาถึงได้ขโมย เขาไม่ขโมยหรอกค่ะ

450
00:29:56,879 --> 00:30:00,879
ตัวนี้ เขาขโมยตู้ข้างนอกน่ะ

451
00:30:00,881 --> 00:30:04,881
ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำกล่องอะไรไว้ก็ตาม เขาขาย

452
00:30:04,883 --> 00:30:08,883
ได้หมดนะคะ ข้างหลัง โดยฉบับ Compressor Air

453
00:30:08,885 --> 00:30:12,885
ขายได้ราคาด้วย ถามว่าทำไม เราเอาคอมเพรสเซอร์

454
00:30:12,886 --> 00:30:16,886
ของ Mitsu ไปใส่ Hitashi

455
00:30:16,888 --> 00:30:20,888
ก็ได้ แต่ต้องดูด้วยว่า

456
00:30:20,889 --> 00:30:24,889
มันแมตช์กันไหม เขาถึงได้บอกว่า

457
00:30:24,891 --> 00:30:28,891
การรับรู้ของมนุษย์นั้น รับรู้ได้ 3 สิ่งด้วยกัน

458
00:30:28,895 --> 00:30:32,895
คือ 1. ขนาดและความลึก ซึ่ง

459
00:30:32,895 --> 00:30:36,895
บาสใช่ไหมคะ บาสบอกอาจารย์บอกว่า

460
00:30:36,898 --> 00:30:40,898
รีโมตจะอยู่มุมซ้ายเสมอ ในการปุ่มเปิด

461
00:30:40,901 --> 00:30:44,901
หรือปิด ซึ่งมีขนาดเป็นอย่างนี้

462
00:30:44,904 --> 00:30:48,904
และความสว่าง หนูเคยปิดไฟในบ้าน

463
00:30:48,906 --> 00:30:52,906
แล้วเห็นตัวสะท้อนไหมคะ

464
00:30:52,908 --> 00:30:56,908
เป็นแสงสะท้อน คือ ไม่มือเลยน่ะค่ะ

465
00:30:56,910 --> 00:31:00,910
เหมือนคุณตำรวจที่ใส่ข้างหลังน่ะค่ะ

466
00:31:00,914 --> 00:31:04,914
ที่มีขีดข้างหลังแล้วมองเห็นน่ะค่ะ เราเลย

467
00:31:04,915 --> 00:31:08,915
ไม่ชนเขา เป็นสีส้ม ๆ หรือสีขาวก็ได้

468
00:31:08,917 --> 00:31:12,917
ลองค้นหาดูก็ได้นะคะ คุณตำรวจที่ใส่

469
00:31:12,919 --> 00:31:16,919
เสื้อแถบน่ะค่ะ เสื้อแถบเขาจะมีอยู่นะคะ

470
00:31:16,920 --> 00:31:20,920

471
00:31:20,921 --> 00:31:24,921

472
00:31:24,924 --> 00:31:28,924
สี เมื่อเห็นความสว่าง

473
00:31:28,927 --> 00:31:32,927
สีอะไรที่ทำให้เห็น พอดีบ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ

474
00:31:32,928 --> 00:31:36,928
บ้านอาจารย์ปิดไฟปั๊บ อาจารย์มีเสื้อกันแดด

475
00:31:36,931 --> 00:31:40,931
สีขาว และปฏิทินคิตตี

476
00:31:40,932 --> 00:31:44,932
ปิดปุ๊บเขามีแสงสะท้อนขึ้นมาทันทีเลย

477
00:31:44,937 --> 00:31:48,937
อาจารย์เดาได้เลยว่าเขาจะต้องมีสาร 1 สารที่เรืองแสง

478
00:31:48,938 --> 00:31:52,938
สารดังกล่าวที่เรืองแสงนั่นจะเป็นสาร

479
00:31:52,940 --> 00:31:56,940
อะไร หลักการฟิสิกส์นะคะ ตัวนี้หลักการฟิสิกส์นะ

480
00:31:56,942 --> 00:32:00,942
อาจารย์ให้หนูรู้เพียง

481
00:32:00,943 --> 00:32:04,943
HCI เป็นอย่างไรลูก กระบวนการมองเห็น

482
00:32:04,945 --> 00:32:08,945
แล้วมีการชดเชย 2 ด้าน 1. การมองวัตถุในการเคลื่อนไหว

483
00:32:08,948 --> 00:32:12,948
หรือขระที่มนุษย์กำลังเคลื่อนไหว ภาพเนื้อเยื่อ

484
00:32:12,949 --> 00:32:16,949
ในลูกตาก็จะเคลื่อนไหว แต่ภาพที่มนุษย์รับรู้นั้น

485
00:32:16,950 --> 00:32:20,950
เป็นภาพนิ่ง หนูเคย

486
00:32:20,952 --> 00:32:24,952
นั่งรถแล้วมองต้นไม้ไหมคะ

487
00:32:24,953 --> 00:32:28,953
ข้างทาง ต้นไม้เคลื่อนไปเรื่อย ๆ

488
00:32:28,953 --> 00:32:32,953
ถูกไหมคะ ในการที่เห็นต้นไม้

489
00:32:32,955 --> 00:32:36,955
เคลื่อนไปเรื่อย ๆ แต่ตาของหนูนี่ จับภาพต้นไม้ไว้

490
00:32:36,956 --> 00:32:40,956
ไว้ 1 ต้น

491
00:32:40,958 --> 00:32:44,958
ภาพนั้นอยุ่บนเยื่อชั้นใน

492
00:32:44,959 --> 00:32:48,959
ลูกตา ลูกตาใครก็ตาม

493
00:32:48,963 --> 00:32:52,963
ที่เคลื่อนที่ไม่ได้นะลูก ตาดำเคลื่อนที่ไป เคลื่อนที่มาได้ไม

494
00:32:52,965 --> 00:32:56,965
1. ตาแห้ง อาจารย์ก็เป็นตาแห้งนะคะ บางทีตาดำอาจารย์ก็

495
00:32:56,967 --> 00:33:00,967
ก็ไม่เคลื่อนยเหมือนกัน อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุน

496
00:33:00,968 --> 00:33:04,968
นะคะ อาจารย์ต้องใช้หน้าหมุนนะคะ แสดงสว่าง

497
00:33:04,971 --> 00:33:08,971
ที่เปลี่ยนแปลง ไม่มีผลต่อการรับรู้สี และความสว่างของ

498
00:33:08,975 --> 00:33:12,975
ของวัตถุ เพราะ

499
00:33:12,976 --> 00:33:16,976
มีความคงที่

500
00:33:16,978 --> 00:33:20,978
คำพูดคำนี้เขามองว่าถ้าหาหนูมอง

501
00:33:20,980 --> 00:33:24,980
แล้วว่าสีที่เป็นปุ่มเปิด-ปิด ต้องเป็นโทนสีแดง

502
00:33:24,981 --> 00:33:28,981
หนูก็จะรู้ทันทีเลยว่าอย่างไร

503
00:33:28,984 --> 00:33:32,984
ปุ่มนี้ก็เิปดปิดอยุ่ดีนั่นล่ะ อย่างไรก็เปิดปิด

504
00:33:32,986 --> 00:33:36,986
อย่างอื่นเปิดไว้ก่อน อันนี้น่ะเปิดไว้ก่อน

505
00:33:36,987 --> 00:33:40,987
เขาถึงบอกว่า ไม่มีผลต่อการรับรู้สี ถ้าอาจารย์

506
00:33:40,987 --> 00:33:44,987
เปลี่ยนปุ่มเปิดไปเป็นปุ่มสีเขียว ถามว่าเด็กยังจะ

507
00:33:44,988 --> 00:33:48,988
กดปุ่มเดิมอยู่หรือไม่ ก็กดปุ่มเดิมอยู่ เพราะเคยชิน

508
00:33:48,989 --> 00:33:52,989
เขาถึงได้บอกว่าการรับรู้สีหรือความสว่าง

509
00:33:52,991 --> 00:33:56,991
ของเราน่ะคงที่ จดจำเอาไว้ อาจารย์ขายยา

510
00:33:56,992 --> 00:34:00,992
นะคะ อาจารย์ขายยาอยู่ที่ร้านขายยา แล้วสมัยก่อนยา

511
00:34:00,995 --> 00:34:04,995
แก้อักเสบจะเป็นแดงดำ แดงดำ

512
00:34:04,997 --> 00:34:08,997
ซึี่งคนเฒ่าคนเก่าเขาจะมาซื้อยาเป็นยาแก้อักเสบ

513
00:34:08,998 --> 00:34:12,998
แต่ทุกวันนี้ยาแดง-ดำ เขาไปรักษาไก่

514
00:34:13,000 --> 00:34:17,000
ใครจะกินยาไก่ก็ได้ค่ะ ถามว่าคนกินได้ไหม

515
00:34:17,002 --> 00:34:21,002
ได้ แต่ตอนนี้ยาอาม็อกซีเขาเปลี่ยนสีสวยงามมากค่ะ

516
00:34:21,004 --> 00:34:25,004
สวยงามมากค่ะ สีขาว-เหลือง สารพัดเลยค่ะ

517
00:34:25,006 --> 00:34:29,006
กว่าจะทำให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ยอมรับ

518
00:34:29,007 --> 00:34:33,007
ได้ว่ามันก็แค่การเปลี่ยนสี ยากค่ะ

519
00:34:33,009 --> 00:34:37,009
ยากอยู่เพราะคนเรามีการจดจำไว้ว่าถ้าจะ

520
00:34:37,010 --> 00:34:41,010
กินยาแก้อักเสบต้องกินยาแคปซูลทีแดง-ดำ

521
00:34:41,012 --> 00:34:45,012
เท่านั้น ที่ดินในเมืองสกลนคร ถ้าทำการพลิก

522
00:34:45,013 --> 00:34:49,013
เป็นที่ดินที่ทำการผลิกขึ้นมาปั๊บ จะแข็ง

523
00:34:49,014 --> 00:34:53,014
เป็นแกนอีก เพราะเขาได้รับออกซิเจน ทำให้

524
00:34:53,016 --> 00:34:57,016
ดินของสกลนครมีผลต่อการปลูกพืช

525
00:34:57,018 --> 00:35:01,018
นะคะ ที่มีราก

526
00:35:01,020 --> 00:35:05,020
สั้น ๆ เช่น ถั่วได้อยู่ดี

527
00:35:05,022 --> 00:35:09,022
และโก่แก่ ก็รับถั่วของสกลนคร

528
00:35:09,023 --> 00:35:13,023
ไปผลิตด้วยนะคะอันนี้เป็นเรื่องจริงนะคะ

529
00:35:13,023 --> 00:35:17,023
แต่ถามว่าถุงไหน ไม่รู้ค่ะ อันนี้ไม่รู้

530
00:35:17,024 --> 00:35:21,024
การอ่าน

531
00:35:21,025 --> 00:35:25,025
ในหน้าจอของหนู หนุจะต้องมองเห็นแล้วว่า

532
00:35:25,027 --> 00:35:29,027
เกี่ยวข้องกับการอ่าน โดย 1. มนุษย์รับรู้ได้ว่า

533
00:35:29,029 --> 00:35:33,029
มีอักขระใดบ้าง ประกอบขึ้นมาเป็นคำ

534
00:35:33,031 --> 00:35:37,031
2. ถอดรหัสโดยการ

535
00:35:37,033 --> 00:35:41,033
ใช้ภาษา ถ้าเด็กในห้องนี้ มีเด็กคนหนึ่

536
00:35:41,035 --> 00:35:45,035
ที่ไม่ได้เป็นเด็กคนไทย แล้วเป็นเด็ก

537
00:35:45,038 --> 00:35:49,038
กัมพูชา เขาจะไม่สามารถที่จะ

538
00:35:49,040 --> 00:35:53,040
อ่านภาษาที่หนูมองเห็นได้ตรงนี้ อ่านไม่ได้เลย

539
00:35:53,045 --> 00:35:57,045
พอดีอาจารย์ได้สอนแล้วนะคะ อาจารย์เลยรู้สึกว่า อ๋อ

540
00:35:57,047 --> 00:36:01,047
การถอดรหัสด้วยภาษา เขาต้องถอดรหัสภาษาด้วยภาษา

541
00:36:01,049 --> 00:36:05,049
ขแมร์ ขแมร์ ซึ่ง Google

542
00:36:05,050 --> 00:36:09,050
Google Translate ไม่สามารถแปลได้ 100 เปอร์เซ็นต์นะ

543
00:36:09,053 --> 00:36:13,053
อาจารย์ไม่รู้นะคะ ว่าใครประสบ แต่เจ้าของภาษาบอกไม่รู้เรื่อง

544
00:36:13,054 --> 00:36:17,054
อาจารย์ก็เพิ่งจะรู้นั่นแหละค่ะ อาจจะเพราะภาษาขแมร์นั่นแหละค่

545
00:36:17,056 --> 00:36:21,056
แต่ล่าสุด

546
00:36:21,058 --> 00:36:25,058
ส่งเกรด C+ ไปให้

547
00:36:25,060 --> 00:36:29,060
ส่งกลับคืนมาว่า ควรให้ให้เกรดเด็กเป็ นB

548
00:36:29,064 --> 00:36:33,064
ทีหลังก็อย่ามาเรียนนะ เด็กต่างชาติ

549
00:36:33,066 --> 00:36:37,066
โดนจริง ๆ นะคะ อันนี้โดนจริง ๆ ขั้นตอนที่ 3

550
00:36:37,068 --> 00:36:41,068
แปลความหมายโดยใช้หลักไวยากรณ์

551
00:36:41,069 --> 00:36:45,069
ถ้าอาจารย์บอกว่าให้เด็กทุกคนเขียนคำว่า

552
00:36:45,070 --> 00:36:49,070
Interface อาจารย์ไม่ได้ให้หนูเขียนนะลูกนะ อาจารย์ให้เขียนคำว่า

553
00:36:49,072 --> 00:36:53,072
"Interface"

554
00:36:53,074 --> 00:36:57,074
หนูต้องคิดในสมองแล้วว่า Interface

555
00:36:57,076 --> 00:37:01,076
มีตัวพยัญชนะอะไรบ้าง

556
00:37:01,077 --> 00:37:05,077
แล้วอาจารย์ให้พูดเป็นภาษาไทย หรือ

557
00:37:05,079 --> 00:37:09,079
เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอาจารย์พูดแค่คำว่า จงเขียนคำว่

558
00:37:09,081 --> 00:37:13,081
"Interface" อาจารย์มีโจทย์แค่นี้นะคะ

559
00:37:13,082 --> 00:37:17,082
นั่นแสดงว่า เด็กบางคนอาจารย์คงฝให้เขียน

560
00:37:17,084 --> 00:37:21,084
interface ภาษาไทย อ อ่าง สระอิ น หนู อิน

561
00:37:21,085 --> 00:37:25,085
เตอร์ เ-ต-อ-ร์

562
00:37:25,088 --> 00:37:29,088
เตอร์ Face ก็สระเอ ฟ ฟัน

563
00:37:29,089 --> 00:37:33,089
สมองเราประมวลผลขึ้นมาแล้วมีอักขระอะไรบ้าง

564
00:37:33,090 --> 00:37:37,090
แล้วก็ถอดออกมาเป็นภาษา... ฉันจะส่งเป็นภาษาไทยนะ

565
00:37:37,091 --> 00:37:41,091
พออย่างนั้น ลำดับที่ 3 ปุ๊บ เด็กคนนี้รู้จักไวย

566
00:37:41,092 --> 00:37:45,092
อ๋อ เด็กคนนี้เก่งภาษาอังกฤษมากเลย Interface เขียน

567
00:37:45,097 --> 00:37:49,097
เป็นภาษษอังกฤษทันทีเลยค่ะ Inter

568
00:37:49,098 --> 00:37:53,098
face F-a-c-e เขาเลยมองว่าเด็ก

569
00:37:53,100 --> 00:37:57,100
คนนี้เก่ง ถ้ามี

570
00:37:57,102 --> 00:38:01,102
เพื่อนคนใดคนหนึ่งจดนะคะ จดที่อาจารย์สอน

571
00:38:01,102 --> 00:38:05,102
เป็นยภาษาอังกฤษหนูจะว้าวใช่หรือไม่

572
00:38:05,104 --> 00:38:09,104
ใช่ไหมคะ หนูจะว้าวเลย โดยหนูไม่รู้หรอก

573
00:38:09,106 --> 00:38:13,106
ว่าเขาเขียนถูกหรือเขียนผิด

574
00:38:13,108 --> 00:38:17,108
กับคนที่เขียนหรือจดในภาษาไทย หนูมองแล้ว

575
00:38:17,110 --> 00:38:21,110
ธรรมดามาก แต่ทางในกลับกัน หฯุไปอยุ่ลาว

576
00:38:21,112 --> 00:38:25,112
หนูเขียนจดด้วยภาษาไทย เขาจดด้วย

577
00:38:25,114 --> 00:38:29,114
ภาษาลาว คนลาวจะว้าวกับหนูว่าหนูเขียนภาษาไทย

578
00:38:29,116 --> 00:38:33,116
ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่นะคะ ขึ้นกับแต่ละพื้นที่

579
00:38:33,117 --> 00:38:37,117
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหนุได้อ่าน หนูได้ยิน

580
00:38:37,119 --> 00:38:41,119
หรือการฟัง เขาเลยบอกว่าเสียงนี่ดังมาจากไหน มัน

581
00:38:41,120 --> 00:38:45,120
เกิดจากอะไร มันวิ่งผ่านหูเลย ถ้าอาจารย์บอกว่า..

582
00:38:45,122 --> 00:38:49,122
โทษนะลูกนะ มีเสียงนิดหนึ่ง

583
00:38:49,123 --> 00:38:53,123
อาจารย์เคาะอย่างนี้

584
00:38:53,125 --> 00:38:57,125
ถ้าใครได้ยินจะต้องหันมาหาแล้วว่า

585
00:38:57,127 --> 00:39:01,127
เสียงนี้มาจากไหน เสียงนี้เกิดจากอะไร

586
00:39:01,130 --> 00:39:05,130
เข้าใจนะคะ เสียงนี้มาจากไหน แม้แต่เสียง

587
00:39:05,133 --> 00:39:09,133
ที่อาจารย์พูด ถ้าหนูไม่รู้ว่าอาจารย์อยู่ตรงนี้

588
00:39:09,135 --> 00:39:13,135
หนูก็ต้องมองหาแล้วว่า เอ๊ะ มันมาจากทางไหน

589
00:39:13,137 --> 00:39:17,137
เสียงมาจากทางไหน มองที่ลำโพง อยู่ข้างนอก

590
00:39:17,138 --> 00:39:21,138
ก็ได้ แล้วเดินมาเรื่อย ๆ ๆ ถ้าเป็นไมค์ลอยนะคะ

591
00:39:21,140 --> 00:39:25,140
อันนี้เป็นการได้ยินหรือการฟัง

592
00:39:25,142 --> 00:39:29,142
หู หูของเรามีหูชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

593
00:39:29,144 --> 00:39:33,144
ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันนะคะ อันนี้

594
00:39:33,145 --> 00:39:37,145
อาจารย์ไม่ก้าวถึงนะคะ อันนี้ให้อ่านเอา

595
00:39:37,146 --> 00:39:41,146
ไม่ออกสอบด้วยนะคะ เรื่องของหู ให้หนูรู้ว่าหู

596
00:39:41,147 --> 00:39:45,147
ได้ยิน องค์ประกอบของเสียง ระดับของเสียง

597
00:39:45,148 --> 00:39:49,148
ถูกกำหนดด้วยความถี่ของเสียง ความดัง

598
00:39:49,151 --> 00:39:53,151
ของเสียง แอมพลิจูดของเสียง

599
00:39:53,153 --> 00:39:57,153
ดังหรือไม่ดังอย่างไร ควบคุมโดยการเครื่องเล่น

600
00:39:57,155 --> 00:40:01,155
นะคะ ลักษณะของเสียงที่มีท่องทำนอง

601
00:40:01,157 --> 00:40:05,157
ถูกกำหนดด้วยชนิดของเสียง คุณภาพของเสียง

602
00:40:05,158 --> 00:40:09,158
เข้าไมค์แล้ว ง่วงนอนมาก

603
00:40:09,158 --> 00:40:13,158
เสียงหวานเหลือเกิ นแต่เสียงบางคนเข้าไมค

604
00:40:13,161 --> 00:40:17,161
เลย สดุ้งตลอดเวลา เสียงบางคน

605
00:40:17,161 --> 00:40:21,161
น่าฟังจนหลับเลย แต่ละคน อันนี้

606
00:40:21,163 --> 00:40:25,163
เขาเรียกว่า "เสียง" หรือ "ท่วงทำนอง"

607
00:40:25,165 --> 00:40:29,165
นะคะ ถ้าอาจารย์ถามว่า อาจารย์แอน

608
00:40:29,166 --> 00:40:33,166
ตะโกน ถูกกำหนดด้วยอะไรคะ

609
00:40:33,168 --> 00:40:37,168
ถ้าอาจารย์ตะโกน

610
00:40:37,168 --> 00:40:41,168
ถูกกำหนดด้วยอะไรลูก คำตอบอยู่บนหน้าสไลด์ค่ะ

611
00:40:41,170 --> 00:40:45,170
หนุตอบให้อาจารย์หน่อยค่ะลูก ใครก็ได้ยกมือหน่อย

612
00:40:45,173 --> 00:40:49,173
ถ้าอจารย์ตะโกน

613
00:40:49,174 --> 00:40:53,174
อะไรเป็นตัวกำหนดคะ

614
00:40:53,176 --> 00:40:57,176
ยกมือได้เลยลูก ยกมือ

615
00:40:57,177 --> 00:41:01,177
ตอบเลยลูก

616
00:41:01,178 --> 00:41:05,178
อะไรนะคะ ความถี่ ไม่ใช่ลูก

617
00:41:05,180 --> 00:41:09,180
อาจารย์ตะโกนค่ะ สมมติอาจารย์ตะโกน

618
00:41:09,181 --> 00:41:13,181
น่ะค่ะ ตะโกนเสียงดัง ๆ เลยค่ะ อะไรกำหนดตัวนั้น

619
00:41:13,183 --> 00:41:17,183
คะ

620
00:41:17,184 --> 00:41:21,184

621
00:41:21,186 --> 00:41:25,186
ในหน้าจอก็มีคำตอบอยู่นะคะลูก

622
00:41:25,188 --> 00:41:29,188
ดูดี ๆ ลูก

623
00:41:29,190 --> 00:41:33,190
อะไรนะคะลูก ความดัง

624
00:41:33,192 --> 00:41:37,192
ใช่ค่ะ ความดัง แต่อะไรกำหนดความดังลูก

625
00:41:37,197 --> 00:41:41,197
amplitude

626
00:41:41,199 --> 00:41:45,199
จดจำไว้นะคะ 1 แต้ม จำไว้ก่อนนะคะ จำไว้ก่อน

627
00:41:45,201 --> 00:41:49,201
1 แต้ม 1 เต้ม 4 แต้ม

628
00:41:49,202 --> 00:41:53,202
อาจารย์จำได้แค่นี้แหละค่ะนะคะ

629
00:41:53,205 --> 00:41:57,205
นี่ไง ที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์แอมตะโกนนะ

630
00:41:57,206 --> 00:42:01,206
อะไรก็ช่าง ถูกกำหนดด้วยอะไร Amptitude ของเสียง

631
00:42:01,208 --> 00:42:05,208
แต่ถ้าอาจารย์ค่อย ๆ เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ

632
00:42:05,210 --> 00:42:09,210
เรื่อย ๆ จาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 เป็น 6

633
00:42:09,212 --> 00:42:13,212
ถูกกำหนดด้วยความถี่ แต่

634
00:42:13,214 --> 00:42:17,214
ถ้าลักษณะของเสียง เสียงร้อง อาจารย์ร้องเพลงไม่เป็นนะ

635
00:42:17,215 --> 00:42:21,215
ถ้าอาจารย์ร้องเพลงเป็นจะร้องเพลงให้ฟังนะ

636
00:42:21,217 --> 00:42:25,217
ด้วยชนิดของเสียงและคุณภาพของเสียง อาจารย์เปิดเสียง

637
00:42:25,218 --> 00:42:29,218
เพลงไทยเดิมตอนช่วงบ่าย รับรองค่ะ

638
00:42:29,219 --> 00:42:33,219
หมอน 1 ใบ ผ้าห่มอีก 1 ผืน

639
00:42:33,220 --> 00:42:37,220
อาจารย์ก็จะบอกว่า Goo nigth ค่ะ

640
00:42:37,220 --> 00:42:41,220
โดยปกติ

641
00:42:41,222 --> 00:42:45,222
ถ้าอาจารย์เป็นคนตั้ง และเขียนลงมาปุ๊บ อาจารย์จะบอกเลยว่า

642
00:42:45,222 --> 00:42:49,222
อาจารย์ท่านนี้ไม่ควรสอนตอนบ่าย เดี๋ยวเด็ก

643
00:42:49,223 --> 00:42:53,223
หลับ เสียงอาจารย์แอนครั้งแรก ก่อนที่จะทำการผ่าตัด

644
00:42:53,225 --> 00:42:57,225
ทำการผ่าตัดอาจารย์ไม่เคยสอนตอนบ่ายเลยนะคะ เด็ก ๆ บอกว่าเสียง

645
00:42:57,227 --> 00:43:01,227
เหมือนคนกำลังกล่อมให้นอน แต่พออาจารย์ผ่าตัดปุ๊บ

646
00:43:01,232 --> 00:43:05,232
เสียงอาจารย์มีคีย์เดียว คือ คีย์กลาง ขึ้นเสียงสูงไม่ได้

647
00:43:05,233 --> 00:43:09,233
เสียงอาจารย์จะเป็นคีย์เดียว ถ้าเป็นคุณครูที่สอนดนตรี

648
00:43:09,236 --> 00:43:13,236
เขาจะรู้ค่ะ ว่าเสียงอาจารย์แอนมีคีย์เดียว ส่งผล

649
00:43:13,237 --> 00:43:17,237
ทำให้ลักษณะของเสียงร้อง หรือท่วงทำนอง ชนิด

650
00:43:17,238 --> 00:43:21,238
ของเสียง หรือคุณภาพของเสียงของเขา เส้นเสียงแต่ละคน

651
00:43:21,239 --> 00:43:25,239
ไม่เหมือนกันนะคะ เส้นเสียงแต่ละคนไม่เหมือนกัน

652
00:43:25,241 --> 00:43:29,241
เพราะฉะนั้น เสียงของคนที่พูดออกมา เราเลยถึงรู้เลยว่า

653
00:43:29,242 --> 00:43:33,242
เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เพื่อนคนนี้เป็นคนพูด เรารู้ได้อย่างไรคะ

654
00:43:33,244 --> 00:43:37,244
เพราะสมองเรารับรู้แล้วว่าเสียงนี้เป็นของชื่อนี้

655
00:43:37,245 --> 00:43:41,245
นะคะ การสัมผัส

656
00:43:41,248 --> 00:43:45,248
ในคนปกติถือว่าถ้าหนูแตะหรือ

657
00:43:45,250 --> 00:43:49,250
สัมผัสเป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเป็น ตาหนแุูมอง

658
00:43:49,251 --> 00:43:53,251
มองปุ๊บแล้วหนูจับ

659
00:43:53,252 --> 00:43:57,252
จริงไหมลูก หนูจะต้องมองก่อนนะคะ

660
00:43:57,253 --> 00:44:01,253
พอหนูมองปั๊บ อ๋อ สเปรย์

661
00:44:01,255 --> 00:44:05,255
จับ เพื่ออะไร เพื่อฉีด

662
00:44:05,257 --> 00:44:09,257
นะคะ เพื่อฉีดทำไม ทำไมคะ

663
00:44:09,262 --> 00:44:13,262
ฆ่าเชื้อโรค แล้วทีนี้

664
00:44:13,263 --> 00:44:17,263
ปัญหามันมาเลย แล้วฆ่าเชื้อโรค ฉีดแล้ว

665
00:44:17,264 --> 00:44:21,264
ต้องฉีดขนาดไหน แล้วต้องทำมืออย่างไร

666
00:44:21,267 --> 00:44:25,267
ถึงจะฆ่าเชื้อโรคได้ จริงไหมคะ

667
00:44:25,269 --> 00:44:29,269
ไม่ใช่ว่าแค่จับขึ้นมาแล้วฉีดติ๊ด แล้วจบ

668
00:44:29,272 --> 00:44:33,272
เขาเลยบอกว่าคนปกติ

669
00:44:33,273 --> 00:44:37,273
การสัมผัส ถือเป็นความสัมผัส... ขอโทษค่ะ ถือเป็นการ

670
00:44:37,275 --> 00:44:41,275
ที่เป็นอันดับ 2 น้อยกว่าการมองเห็นและได้ยิน

671
00:44:41,275 --> 00:44:45,275
แต่ในคนที่มีปัญหาทางด้าน

672
00:44:45,277 --> 00:44:49,277
สายตา การสัมผัสถือว่ามีความสำคัญมาก

673
00:44:49,278 --> 00:44:53,278
ถ้าลองยกแก้วน้ำขณะมองไม่เห็น จะพบว่า

674
00:44:53,279 --> 00:44:57,279
ความเร็วและความแม่นยำในการยกแก้วน้ำจะลดลง

675
00:44:57,281 --> 00:45:01,281
ให้หนูหลับตา ถ้าอาจารย์มีแก้วน้ำนะคะ

676
00:45:01,285 --> 00:45:05,285
ให้หนูหลับตาแล้วหนูมองไม่เห็นเลย ว่า

677
00:45:05,286 --> 00:45:09,286
พี่พลอยนำเอาแก้วน้ำมาวางเบา ๆ

678
00:45:09,287 --> 00:45:13,287
แล้วหนูจะทำการปัดโต๊ะ แก้วน้ำนั้น

679
00:45:13,289 --> 00:45:17,289
จะร่วงแตกไหมคะ จะตกแตกไหมลูก

680
00:45:17,290 --> 00:45:21,290
หนูคิดว่าตกแตกไหม แต่ถ้าพี่พลอย

681
00:45:21,291 --> 00:45:25,291
นำเอาแก้วน้ำมาวาง แล้วบอกว่าพี่เอาแก้วน้ำมา

682
00:45:25,293 --> 00:45:29,293
วางไว้ตรงนี้นะ ระวังตกแต่งนะ สมองหนูเริ่มคิดแล้ว

683
00:45:29,295 --> 00:45:33,295
อุ้ย มีอีกแก้วน้ำ แก้วน้ำอยู่ตรงไหน

684
00:45:33,297 --> 00:45:37,297
สมมติหูนปิดตาเอาไว้นะคะ แล้วหนูเอามือขยับ

685
00:45:37,297 --> 00:45:41,297
หาแก้วน้ำ จนกระทั่งไปชน ส่งผลทำให้

686
00:45:41,299 --> 00:45:45,299
การสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่

687
00:45:45,300 --> 00:45:49,300
มีปัญหาทางสายตา แต่ถ้าคนปกติ สายตา

688
00:45:49,304 --> 00:45:53,304
ถือเป็นสิ่งแรกการสัมผัสถือเป็น

689
00:45:53,306 --> 00:45:57,306
สิ่งที่ 2 หัวข้อนี้ อาจารย์

690
00:45:57,308 --> 00:46:01,308
ออกข้อสอบนะคะ ย้ำนะคะ อาจารย์ออกข้อสอบหัวข้อนี้นะคะ

691
00:46:01,310 --> 00:46:05,310
แต่เป็นตัวการ์ตูน แล้ว

692
00:46:05,311 --> 00:46:09,311
ถามว่า A กับ B

693
00:46:09,312 --> 00:46:13,312
อะไรเป็นสำคัญ ถ้าเด็ก

694
00:46:13,314 --> 00:46:17,314
คนนั้นตาบอด อาจารย์แอนจะใส่ผ้า

695
00:46:17,316 --> 00:46:21,316
มัดสายตาเขา โอเคนะคะ

696
00:46:21,318 --> 00:46:25,318
แล้วก็ยืนมีฐานแก้ว ทุกอย่างเป็น หมดเลยลูก

697
00:46:25,320 --> 00:46:29,320
จะเป็นภาพ หนูแค่เขียนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งสำคัญ

698
00:46:29,322 --> 00:46:33,322
ให้เขียนเลข 1 เลข 2 ซึ่งอาจารย์จะมีตัวอย่างให้ด้านบน

699
00:46:33,324 --> 00:46:37,324
นะคะ ทำอย่างไรนะคะ

700
00:46:37,325 --> 00:46:41,325
ข้อสอบของอาจารย์ 10 ข้อค่ะ ง่าย ๆ

701
00:46:41,327 --> 00:46:45,327
บทละ 1 ข้อ ก็พอนะ

702
00:46:45,329 --> 00:46:49,329
ผิวหนัง คราวนี้แหละ

703
00:46:49,331 --> 00:46:53,331
เด็กหลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาแบบอาจารย์แอนนะ

704
00:46:53,331 --> 00:46:57,331
สัมผัสและการกระตุ้นของผิวหนัง มี 3 สัมผัส 1.

705
00:46:57,333 --> 00:47:01,333
Thermoreceptors  ตัวสัมผัส

706
00:47:01,335 --> 00:47:05,335
ถึงความร้อนและความเย็น อาจารย์แอนเหงื่อตก

707
00:47:05,337 --> 00:47:09,337
ปั๊บ ๆ ๆ อาจารย์รับรู้ได้เลยว่าอาจารย์ร้อน

708
00:47:09,338 --> 00:47:13,338
Nocieceptores คือ ตัวรับสัมผัส

709
00:47:13,340 --> 00:47:17,340
ความเจ็บปวด อาจารย์แอนนั่ง ไม่มีพนักพองเลย

710
00:47:17,343 --> 00:47:21,343
ปวดหลังจังเลย

711
00:47:21,344 --> 00:47:25,344
หรือข้างหลังของเรามีอะไรคะ เบาะที่นั่งเขามี

712
00:47:25,347 --> 00:47:29,347
เหล็กทิ่มออกมาแล้วเราไปกดทับตรงเหล็ก

713
00:47:29,349 --> 00:47:33,349
เจ็บนะ นี่เจ็บนะ

714
00:47:33,351 --> 00:47:37,351
Mechanoreceptors คือ ความสัมผัสถึงความกดดัน

715
00:47:37,353 --> 00:47:41,353
บางคราวเท่านั้น ที่มีผลต่อสิ่งนั้น ๆ

716
00:47:41,354 --> 00:47:45,354
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าอาจารย์บอกว่าให้หนูเดินออกไปนอกห้อง

717
00:47:45,358 --> 00:47:49,358
นะคะ ให้หนูฉเดินออกไปนอกห้อง แต่

718
00:47:49,359 --> 00:47:53,359
ลูกบิดข้างหน้าอาจารย์ใส่หมามุ้ยเอาไว้

719
00:47:53,361 --> 00:47:57,361
โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยค่ะ ว่า

720
00:47:57,385 --> 00:48:01,385
หมามุ่ยเกาะอยู่ที่นั่น

721
00:48:01,386 --> 00:48:05,386
สิ่งแรก คือ หนูไปจับ หนูไม่รู้จักความร้อนหรือความเย็น

722
00:48:05,387 --> 00:48:09,387
Thermoreceptors ไม่ได้ทำ

723
00:48:09,389 --> 00:48:13,389
แต่ Nociceptors เริ่มทำงานแล้ว

724
00:48:13,392 --> 00:48:17,392
หนูคัน เข้าใจใช่ไหมคะ หนูคัน

725
00:48:17,396 --> 00:48:21,396
แล้วหนูมี Mechanoreceptors ถึงความกดดัน

726
00:48:21,398 --> 00:48:25,398
แล้วทำไมไม่บอกเราก่อนว่ามีหมามุ้ย

727
00:48:25,400 --> 00:48:29,400
ความคิดของหนูในหัวต้องคิดแล้ว แล้วทำไมไม่บอก

728
00:48:29,403 --> 00:48:33,403
ก็อาจารย์ไม่ได้เป็นคนวาง พี่หนูไหนวางไม่รู้

729
00:48:33,406 --> 00:48:37,406
เหมือนกันิถ้าเป็นข้อสอบ

730
00:48:37,413 --> 00:48:41,413
อาจารย์ก็จะมีตัวละครขึ้นมาให้หนูเห็นอีก

731
00:48:41,413 --> 00:48:45,413
หนูเคยเห็นคนจีนที่เขาเดินลุย

732
00:48:45,415 --> 00:48:49,415
แก้วไหมคะ เหยียบแก้ว ที่นครสวรรค์น่าจะดังที่สุดนะคะ

733
00:48:49,418 --> 00:48:53,418
เหยียบ ๆ ดเหยียบแก้ว

734
00:48:53,419 --> 00:48:57,419
เขาสัมผัส ถามว่าสัมผัสร้อนสัมผัสเย็นไหม

735
00:48:57,419 --> 00:49:01,419
ไม่ ก็เขาแค่เหยียบแก้ว แต่เขาสัมผัส

736
00:49:01,420 --> 00:49:05,420
ถึงความเจ็บปวดไหม เราไม่รู้ แต่แน่นอนเลย

737
00:49:05,422 --> 00:49:09,422
คือ เขารับสัมผัสถึงแรงกดดัน

738
00:49:09,424 --> 00:49:13,424
ซึ่งถ้าเขาบอกว่าเขาเจ็บ คนก็จะไม่เชื่อเขา

739
00:49:13,426 --> 00:49:17,426
นั่นแสดงว่าคนที่เหยียบแก้ว

740
00:49:17,428 --> 00:49:21,428
เขามีผลต่ออะไรคะ ตัวรับ คือ Mecanoreceptor

741
00:49:21,430 --> 00:49:25,430
แต่ถ้าคนลุยไฟ อย่างแรก

742
00:49:25,432 --> 00:49:29,432
เลยค่ะ เขาเจอ Thermoreceptors คือ ความ

743
00:49:29,435 --> 00:49:33,435
ร้อน แล้วเขาตามมาด้วย Nociceptors

744
00:49:33,437 --> 00:49:37,437
ก็คงไม่มีใครบอกหลอกนะ ว่าฉันร้อน

745
00:49:37,438 --> 00:49:41,438
บอกปั๊บ ไม่มีใครไปดูแน่ค่ะ นครสวรรค์

746
00:49:41,439 --> 00:49:45,439
อาจารย์ไปดูก็เพราะเขาทิ่มปากได้นี่แหละค่ะ นะคะ

747
00:49:45,441 --> 00:49:49,441
ทิ่มแล้ว มีใครเคยไปดูไหมคะ

748
00:49:49,445 --> 00:49:53,445
ว่าไอ้ตรงแก้มที่เขาทิ่มน่ะมันเป็นรูไหม

749
00:49:53,447 --> 00:49:57,447
ที่ ๆ เขา ไม่รู้ว่า

750
00:49:57,450 --> 00:50:01,450
เขาเรียก... ไม่รู้จะพูดอย่างไร ที่นครสวรรค์น่ะ

751
00:50:01,452 --> 00:50:05,452
เขาจะ...

752
00:50:05,453 --> 00:50:09,453
แต่แก้มเขาไม่มีรอยเลยนะ ไปดูแก้มเขาแล้ว

753
00:50:09,458 --> 00:50:13,458
แก้มเขาไม่มีรอย นี่แหละ คือ ปัญหา

754
00:50:13,460 --> 00:50:17,460
ที่เหยียบ ไปดูฝ่าเท้าของเขาไม่มีรอยเลยค่ะ

755
00:50:17,461 --> 00:50:21,461
ไม่มีรอยเลย อันนี้อาจารย์ไปเห็นกับตาแล้วนะคะ ไป

756
00:50:21,463 --> 00:50:25,463
ขอดูกับตาแล้วด้วยนะคะ

757
00:50:25,464 --> 00:50:29,464
เป็นความเชื่อของเขาน่ะค่ะ นะ

758
00:50:29,466 --> 00:50:33,466
คราวนี้การเคลื่อนไหว

759
00:50:33,467 --> 00:50:37,467
เกือบจบแล้วลูก อันนี้เกือบจบแล้ว การเคลื่อนไหว

760
00:50:37,474 --> 00:50:41,474
หรือการรับสิ่งเร้า กระตุ้นส่งผลให้สมองของเราประมวลผล

761
00:50:41,477 --> 00:50:45,477
แล้วสร้างการตอบสนอง โดยการส่ง

762
00:50:45,478 --> 00:50:49,478
ให้กล้ามเนื้อตอบสนอง ยกตัวอย่างเช่น หนู

763
00:50:49,480 --> 00:50:53,480
วางขาเอาไว้ปั๊บ หรือนั่งปุ๊บ สังเกตไหม

764
00:50:53,482 --> 00:50:57,482
นั่งปุ๊บไขว่ห้างปั๊บเข้าใจนะคะ

765
00:50:57,485 --> 00:51:01,485
รู้ว่า ถ้านั่ง ต้องยกขา

766
00:51:01,486 --> 00:51:05,486
แล้วไขว้ห้าง แต่บางคนเขารู้ว่า

767
00:51:05,488 --> 00:51:09,488
ถ้าไม่มีเกห้าอี้ ต้องทำการหามุมพิง

768
00:51:09,489 --> 00:51:13,489
เราจะยืนนานไหม หรือแม้แต่จะถ่ายรูป

769
00:51:13,492 --> 00:51:17,492
มีใครบ้างไหมคะ มีคนยืนกันเต็มเลย แล้วเรา

770
00:51:17,494 --> 00:51:21,494
นั่งอยู่ข้างล่าง ไม่เห็นหน้าเราเลย ก็คงไม่มีใช่ไหมลูก

771
00:51:21,497 --> 00:51:25,497
ไม่มี เขาถึงได้บอกว่านี่นะ ถ้า

772
00:51:25,498 --> 00:51:29,498
เราสร้างการตอบสนองที่ถูกต้อง โดยส่งสัญญาณให้

773
00:51:29,500 --> 00:51:33,500
กล้ามเนื้อตอบสนอง

774
00:51:33,502 --> 00:51:37,502
เวลาในการตอบสนองที่เรียกว่า "Reaction time"

775
00:51:37,504 --> 00:51:41,504
รวมกับเวลาในการเคลื่อนไหว ซึ่งเวลาในการเคลื่อนไหว

776
00:51:41,506 --> 00:51:45,506
ขึ้นอยู่กับทางกายภาพ เช่น อายุ ความสมส่วน

777
00:51:45,508 --> 00:51:49,508
อาจารย์ยกตัวอย่าง อาจารย์ดูใน

778
00:51:49,512 --> 00:51:53,512
Tiktok

779
00:51:53,513 --> 00:51:57,513
คือด้วยความที่เขาแบ่งออกมา

780
00:51:57,515 --> 00:52:01,515
คนนี้น้ำหนัก 46 คนที่ 60

781
00:52:01,516 --> 00:52:05,516
เขาไม่กระโดดตบ เขาไม่กระโดตบ แต่เขาทำ

782
00:52:05,517 --> 00:52:09,517
อย่างนี้ แค่นี้ อย่างนี้แค่นี้เอานะคะ

783
00:52:09,519 --> 00:52:13,519
อย่างนี้ แต่คนที่ 46 กระโดดตบได้

784
00:52:13,520 --> 00:52:17,520
คน 60 ถึงไม่กระโดด เพราะ

785
00:52:17,522 --> 00:52:21,522
1. กระโดดไม่ขึ้นค่ะ

786
00:52:21,523 --> 00:52:25,523
2. ทำไมคะ ข้อของเขาทั้งหลายแหล่น่ะ

787
00:52:25,526 --> 00:52:29,526
อาจจะซ้ำหรือว่าติดต่าง ๆ มีคลิปจีนนะคะ

788
00:52:29,528 --> 00:52:33,528
เขามีแบ่งเลยว่า อันนี้ 60 อันนี้ 46

789
00:52:33,529 --> 00:52:37,529
ออกกำลังกายเหมือนกัน กระโดดตบเหมือนกัน คนที่

790
00:52:37,531 --> 00:52:41,531
46 กระโดด... ได้ปกติเลยค่ะ แต่อีกคนไม่ได้กระโดด

791
00:52:41,532 --> 00:52:45,532
ขนาดกระโดดที่กระโดดตบได้เท้านี่ค่ะ

792
00:52:45,533 --> 00:52:49,533
ก็กระโดด หย่อง ๆ คน 60

793
00:52:49,534 --> 00:52:53,534
ตีใต้ขา แล้วก็จบ

794
00:52:53,535 --> 00:52:57,535
อาจารย์ก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะ ดูแต่ภาพค่ะ ดูแต่ภาพ

795
00:52:57,537 --> 00:53:01,537
เหมือนอาจารย์แอนเป็นโรคนะคะ อาจารย์ก็มีผล

796
00:53:01,538 --> 00:53:05,538
เคลื่อนไหวเหมือนกันนะคะ มีผลต่อการเคลื่อนไหว

797
00:53:05,539 --> 00:53:09,539
เมื่อวานอาจารย์ดูแล้วค่ะ

798
00:53:09,541 --> 00:53:13,541
จุฬาฯ ไปเหยียบมาแล้ว ไปเหยียบมาแล้ว

799
00:53:13,542 --> 00:53:17,542
ไปเหยียบมาเรียบร้อยแล้วตึกนั้นน่ะ เขาบอกว่า

800
00:53:17,547 --> 00:53:21,547
เป็นคนไข้นอกแล้วจะให้อาจารย์แอน

801
00:53:21,549 --> 00:53:25,549
ผ่าตัด อาจารย์ก็เลยบอกว่าผ่าแล้ว แต่

802
00:53:25,550 --> 00:53:29,550
ถ้าผ่าอีกสงสัยจะทั้งตัว

803
00:53:29,554 --> 00:53:33,554
ไม่มีกระดูกเลยค่ะ จะมีแต่เหล็ก เมื่อไหร่ที่มีเบลห็

804
00:53:33,556 --> 00:53:37,556
ทั้งตัวหนูจะเห็นอาจารย์เป็น Robot ค่ะ เราเคลื่อนไหว

805
00:53:37,558 --> 00:53:41,558
ด้วยการหมุน อาจารย์โชคดีที่สมอง

806
00:53:41,560 --> 00:53:45,560
ไม่กระทบกระเทือนเท่านั้นจริง ๆ ลูกตอนนี้

807
00:53:45,560 --> 00:53:49,560
อาจารย์มองไปที่

808
00:53:49,561 --> 00:53:53,561
ข้างล่างเลยนะคะ เท้าในแต่ละคน หนูเดินนั่งมาปุ๊บ

809
00:53:53,562 --> 00:53:57,562
ถ้าที่วางอย่างล่าง เขามีที่พักเท้า

810
00:53:57,563 --> 00:54:01,563
เด็กเอาเท้าขึ้นวางพักเท้าไหมคะ

811
00:54:01,565 --> 00:54:05,565
การตอบสนอง

812
00:54:05,566 --> 00:54:09,566
ของทุนคนอาจารย์เชื่อมั่นว่าทุกคน ทุกคน

813
00:54:09,567 --> 00:54:13,567
ทุกคน ใช้คำว่าทุกคนเลย ความจำของมนุยศ

814
00:54:13,569 --> 00:54:17,569
คราวนี้ล่ะเด็กจะมีความจำมาก-น้อยแค่ไหน ความจำ

815
00:54:17,571 --> 00:54:21,571
ของมนุษย์เกิดจากการทำงาน 3 ส่วนด้งยกัน เริ่มตั้งแต่

816
00:54:21,571 --> 00:54:25,571
ข้อมูล สเปรย์แอลกอฮอล์

817
00:54:25,573 --> 00:54:29,573

818
00:54:29,574 --> 00:54:33,574
เอาฉีดนะคะ เอาฉีดเพื่อทำไมคะ ฆ่าเชื้อ

819
00:54:33,576 --> 00:54:37,576
ไปยังหน่วยความจำระยะสั้น

820
00:54:37,577 --> 00:54:41,577
เฉพาะตัวกระตุ้นที่มนุษย์เราให้ความสนใจเท่านั้น

821
00:54:41,578 --> 00:54:45,578
ช่วงนี้เป็นโควิด ใคร ๆ ก็หมายปองสเปรย์

822
00:54:45,580 --> 00:54:49,580
แอลกอฮอล์ แต่เมื่อโควิดเขาประกาศว่าเป็นแค่ไข้หวัด

823
00:54:49,582 --> 00:54:53,582
ธรรมดา มีใครสักคนไหมคะ ที่ระวัง

824
00:54:53,582 --> 00:54:57,582
หรือไม่คนในนี้ก็เป็นโควิด

825
00:54:57,584 --> 00:55:01,584
เพราะคนที่เป็นโควิด เดินไปรักษา

826
00:55:01,588 --> 00:55:05,588
กับคุณหมอธรรมดาเลยนะคะ แล้วก็

827
00:55:05,590 --> 00:55:09,590
บอกตัวเองว่าตนเป็นโควิด-19 ก้รับยามา

828
00:55:09,592 --> 00:55:13,592
เดินกลับบ้าน ถ้าโควิด

829
00:55:13,594 --> 00:55:17,594
ไม่กินปอด เรื่องคงจบนะคะ

830
00:55:17,594 --> 00:55:21,594
ก็อาจารย์ท่านหนึ่ง แฟนอาจารย์ท่านหนึ่ง

831
00:55:21,595 --> 00:55:25,595
ก็ไปเพราะโควิด-19 นั่นล่ะค่ะ กินปอด

832
00:55:25,597 --> 00:55:29,597
คิดแล้วอนาถ

833
00:55:29,598 --> 00:55:33,598
น้อยใจ ทำไมเรานี่เสี่ยงทุกอย่าง เราไม่เป็นอะไรเลย

834
00:55:33,600 --> 00:55:37,600
หนูรู้จักปลาทองไหมลูก

835
00:55:37,601 --> 00:55:41,601
ปลาทอง หนูให้อาหารปลาทอ

836
00:55:41,603 --> 00:55:45,603
แล้วหนูให้ตลอด ๆ ตลอด ๆ ปลาทองกินตลอดไหมลูก

837
00:55:45,606 --> 00:55:49,606
กินลูก เพราะอะไรคะ ปลาทอง

838
00:55:49,608 --> 00:55:53,608
มีความจำสั้น

839
00:55:53,609 --> 00:55:57,609
เพราะฉะนั้น เด็กบางคนอาจารย์จึงมอง่วา

840
00:55:57,609 --> 00:56:01,609
เป็นสมองปลาทอง อาจารย์จะวัดเด็กอย่างนี้นะคะ ว่า

841
00:56:01,611 --> 00:56:05,611
เรียนปุ๊บ สอบปั๊บ เต็มเลยทันที

842
00:56:05,614 --> 00:56:09,614
แต่เด็กบางคนยังไม่ได้ หนูต้องกลับไปประมวลผล

843
00:56:09,616 --> 00:56:13,616
เพออาจารย์นัดสอบอีกสัปดาห์หนึ่ง เอาจารย์แยก

844
00:56:13,618 --> 00:56:17,618
กลุ่มเด็กได้แล้ว เด็กเซตนี้เป็นเด็กปลาทอง เด็กเซตนี้

845
00:56:17,619 --> 00:56:21,619
เป็นเด็กประมวลผล อาจารย์เรียกเซตนี้ว่า

846
00:56:21,621 --> 00:56:25,621
น้องปลาทอง น้องชายอาจารย์ก็น้องปลาทองเหมือนกันลูก

847
00:56:25,627 --> 00:56:29,627
ครับ แล้วก็ไม่ทำนะลูกนะ

848
00:56:29,629 --> 00:56:33,629
หน่วยความจำของเรานะคะ มีอยู่ 3 ประเภท

849
00:56:33,631 --> 00:56:37,631
Sensory memory กับ Short-term memory

850
00:56:37,632 --> 00:56:41,632
และ Long-term memory Short-term

851
00:56:41,632 --> 00:56:45,632
ถามว่า Short-term เป็นอย่างไร

852
00:56:45,634 --> 00:56:49,634
เขาเรียกว่า Short term จะกลายเป็น

853
00:56:49,636 --> 00:56:53,636
Sensory memory เป็นการรับรู้ด้วยความรู้สึก

854
00:56:53,636 --> 00:56:57,636
ผ่าน หนูมองเห็น หนูได้ยินนะคะ เป็นหน่วย

855
00:56:57,638 --> 00:57:01,638
ความจำแบบการเจ็บแบบ Continuously Overwritten

856
00:57:01,639 --> 00:57:05,639
Overwritens

857
00:57:05,642 --> 00:57:09,642
เป็นเกี่ยวกับความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น

858
00:57:09,644 --> 00:57:13,644
หนูเห็นคนเจ็บ หนูรู้สึกสงสารเขา หนูเห็น

859
00:57:13,646 --> 00:57:17,646
ที่โดนทิ้ง หนูรู้สึกสงสารเด็กน้อยคนนั้น

860
00:57:17,648 --> 00:57:21,648
เราก็อยากช่วย อันนี้เป็นความรู้สึกค่ะ เป็นความรู้สึกทันทีทันใด

861
00:57:21,650 --> 00:57:25,650
ที่เรียกว่า "Sensory memory "

862
00:57:25,651 --> 00:57:29,651
ส่วนความจำระยะสั้นเป็นอย่างไร เป็นความจำแบบชั่วคราว

863
00:57:29,653 --> 00:57:33,653
เช่น วันนี้อาจารย์จะคุยกับหนูว่า

864
00:57:33,653 --> 00:57:37,653
มีปลาทองเป็นหน่วยความจำระยะสั้น คาบนี้ก็จบไปแล้ว

865
00:57:37,658 --> 00:57:41,658
เรื่องของความจำระยะสั้นนะคะ แล้วความจำพวกนี้

866
00:57:41,660 --> 00:57:45,660
สามารถเรียกคืนได้ผ่านในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว

867
00:57:45,660 --> 00:57:49,660
ความจำนั้นจะหายไป เขาเรียกว่าความจำ

868
00:57:49,662 --> 00:57:53,662
แบบชั่วคราว เช่น การรับรู้ข่าวสาร

869
00:57:53,666 --> 00:57:57,666
จากการสนทนา เหมือนหนูคุยกันกับเพื่อนค่ะ

870
00:57:57,667 --> 00:58:01,667
พอตกเย็นมา เมื่อกลางวันเราคุยอะไรกัน เคยถามไหมลูก

871
00:58:01,668 --> 00:58:05,668
เคยถามกันไหม

872
00:58:05,670 --> 00:58:09,670
ผ่านแล้วผ่านเลย นั่นคือความจำระยะสั้น

873
00:58:09,672 --> 00:58:13,672
สมองเราเริ่มทำงานแล้ว คราวนี้มา

874
00:58:13,673 --> 00:58:17,673
ความจำระยะยาวบ้างแล้ว ความจำ

875
00:58:17,675 --> 00:58:21,675
ที่ถูกบันทึกเอาไว้มี 2 ประเภท จำเป็นตอน ๆ

876
00:58:21,677 --> 00:58:25,677
ที่อาจารย์บอกว่าบทที่ 1 เราเป็น HCI H คือ

877
00:58:25,678 --> 00:58:29,678
Human C คือ Communication I

878
00:58:29,680 --> 00:58:33,680
คือ การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ แบ่ง

879
00:58:33,681 --> 00:58:37,681
เป็นตอน ๆ พอตอนที่ 2 อาจารย์ก็บอกว่าความจำ

880
00:58:37,683 --> 00:58:41,683
ของมนุษย์และดูความจำของเขาสิ ว่าเขา

881
00:58:41,685 --> 00:58:45,685
พัฒนาความคิดตัวเองได้ไหม ก็เลยมาเป็นความจำแบบเป็นต

882
00:58:45,687 --> 00:58:49,687
และมีความจำแบบมีโครงสร้าง โครงสร้างของ

883
00:58:49,689 --> 00:58:53,689
ความจำ ถ้าอาจารย์บอกว่านักศึกษาทุกคน เขียน

884
00:58:53,691 --> 00:58:57,691
โครงสร้างของการทอดไข่

885
00:58:57,693 --> 00:59:01,693
หนูจะเริ่มต้นจากอะไร

886
00:59:01,695 --> 00:59:05,695
ทำไข่ดาวด้วย เอา

887
00:59:05,697 --> 00:59:09,697
ไข่ดาว ไข่ดาวสุก

888
00:59:09,699 --> 00:59:13,699
ไข่ดาวสุก มีเงื่อนไข่เยอะหน่อย ทำไข่ดาวสุก

889
00:59:13,702 --> 00:59:17,702
หนูจะเริ่มต้นจากอะไรคะ ขอข้อที่ 1 ลูก

890
00:59:17,702 --> 00:59:21,702

891
00:59:21,703 --> 00:59:25,703

892
00:59:25,705 --> 00:59:29,705
หนูอธิบายให้หน่อย

893
00:59:29,707 --> 00:59:33,707
ทำไข่ดาวแบบสุก

894
00:59:33,709 --> 00:59:37,709
เริ่มต้นข้อที่ 1 คือ...

895
00:59:37,711 --> 00:59:41,711
ตอกไข่เลย ไม่ดูเลยเหรอลูก ว่า

896
00:59:41,713 --> 00:59:45,713
มันเป็นไข่เน่าหรือไม่เน่า ไข่ดีหรือไม่ดี

897
00:59:45,714 --> 00:59:49,714

898
00:59:49,717 --> 00:59:53,717

899
00:59:53,719 --> 00:59:57,719

900
00:59:57,722 --> 01:00:01,722
เอาต้มเขา

901
01:00:01,725 --> 01:00:05,725
แต่จะเอาทำไข่ดาวนะลูก ไข่ดาวต้องทอดลูก

902
01:00:05,727 --> 01:00:09,727
มีน้ำมัน ต้อง

903
01:00:09,729 --> 01:00:13,729
ทอดเอา

904
01:00:13,730 --> 01:00:17,730
เป็นการดมดู

905
01:00:17,731 --> 01:00:21,731
แสดงว่าไข่เน่

906
01:00:21,733 --> 01:00:25,733
มีกลิ่นใช่ไหมลูก

907
01:00:25,733 --> 01:00:29,733
ใช่ เอาไข่ไปลอยน้ำ

908
01:00:29,735 --> 01:00:33,735
ไข่ไปลอยน้ำแล้วถ้าไข่จม แสดงว่าไข่...

909
01:00:33,737 --> 01:00:37,737
ถ้าไข่ลอย คือ ไข่...

910
01:00:37,739 --> 01:00:41,739
มันไม่สมบูรณ์ เขาถึงได้เอาไข่ไปล้างไงคะ

911
01:00:41,740 --> 01:00:45,740
เอาไข่ไปล้างก่อน แล้วก็๋เห็นการลอย แล้วก็การจม

912
01:00:45,742 --> 01:00:49,742
ของไข่ อาจารย์ถามทุกครั้งเลยค่ะ

913
01:00:49,743 --> 01:00:53,743
เวลาทอดไข่ ทำอย่างไร อยู่ดี ๆ เด็กบอกว่าตอกไข่ วางเลย

914
01:00:53,745 --> 01:00:57,745
อาจารย์เลยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหนูต้อง Screen ก่อน

915
01:00:57,746 --> 01:01:01,746
หรือว่าวิเคราะหืก่อนว่าเอาไข่อะไร เช่น

916
01:01:01,748 --> 01:01:05,748
หนูแพ้ไข่เป็ด แต่ในตู้เย็นมีแต่ไข่เป็ดน่ะ

917
01:01:05,749 --> 01:01:09,749
หนูก็ต้องไปตลาดอีกน่ะ ต้องไปหาซื้อ

918
01:01:09,751 --> 01:01:13,751
แล้วถ้าตลาดมีแต่ไข่เป็ดอีกล่ะหนูจะทำอย่างไร

919
01:01:13,751 --> 01:01:17,751
ก็ต้องตามล่านะ ตามล่า เลยส่งผลให้อันดับแรก

920
01:01:17,752 --> 01:01:21,752
เลย คือ หาวัตถุดิบ

921
01:01:21,754 --> 01:01:25,754
จริงไหมคะ หาวัตถุดิบที่... ที่

922
01:01:25,755 --> 01:01:29,755
ทำไมคะ ที่ใช้งานได้

923
01:01:29,758 --> 01:01:33,758
โอเคนะ หาวัตถุดิบที่ใช้งานได้ นี่

924
01:01:33,760 --> 01:01:37,760
คือการทำทอดไข่ธรรมดาเลยค่ะ

925
01:01:37,761 --> 01:01:41,761
แล้วถ้าสุดท้ายเลย สุด จนกระทั่งหนูวางไข่เรียบร้อยแล้ว

926
01:01:41,762 --> 01:01:45,762
เรียบร้อยทุกอย่างเลยค่ะ ไข่สุกทุกอย่างเลยในกระทะ

927
01:01:45,763 --> 01:01:49,763
หรุจะรู้ได้อย่างไรคะว่าหนูจะต้องตักจากกระทะมา

928
01:01:49,765 --> 01:01:53,765
ใส่ที่จาน หนูจะรู้ได้อย่างไรคะ

929
01:01:53,767 --> 01:01:57,767

930
01:01:57,767 --> 01:02:01,767

931
01:02:01,769 --> 01:02:05,769

932
01:02:05,771 --> 01:02:09,771
ได้แล้ว ได้อย่างไรลูก

933
01:02:09,773 --> 01:02:13,773

934
01:02:13,775 --> 01:02:17,775

935
01:02:17,776 --> 01:02:21,776

936
01:02:21,778 --> 01:02:25,778

937
01:02:25,782 --> 01:02:29,782

938
01:02:29,785 --> 01:02:33,785
แสดงว่าหนูดูลักษณะใช่ไหม

939
01:02:33,788 --> 01:02:37,788
ดูลักษณะของวัตถุดิบนั้น ว่าเขา

940
01:02:37,790 --> 01:02:41,790
แปลผลไปตามเป้าหมายที่หนูวางไว้

941
01:02:41,792 --> 01:02:45,792
หรือไม่ ใช่ไหมลูก ใช่ไหม ความหมาย

942
01:02:45,793 --> 01:02:49,793
ถึงจะหยิบเข้ามาใส่จาน

943
01:02:49,796 --> 01:02:53,796
แล้วคาวนี้พอเราหยิบเข้ามาลงจาน ช้อนมาทั้ง

944
01:02:53,797 --> 01:02:57,797
น้ำมันเลยไหมคะ

945
01:02:57,803 --> 01:03:01,803
ก็ต้องทำไมลูก น้ำมันที่ติดอยู่ก็

946
01:03:01,805 --> 01:03:05,805
ตะแคงออกใช่ไหม

947
01:03:05,806 --> 01:03:09,806
ให้สะเด็ด จำนะ

948
01:03:09,808 --> 01:03:13,808
2 คะแนน

949
01:03:13,813 --> 01:03:17,813
จะให้ใครให้จด จำไว้นะลูก 2 คะแนน

950
01:03:17,815 --> 01:03:21,815
1 คะแนน อันนี้ 2 คะแนน

951
01:03:21,816 --> 01:03:25,816
โอเค จำไว้ก่อนนะลูก จำไว้ก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะจ

952
01:03:25,817 --> 01:03:29,817
จดชื่อแล้ว เดี๋ยวหมดคาบอาจารย์จะจดชื่อล

953
01:03:29,819 --> 01:03:33,819

954
01:03:33,821 --> 01:03:37,821
การจดจำค่ะลูก ถ้าหนูจะจดจำดู

955
01:03:37,822 --> 01:03:41,822
ว่าสิ่งนี้มันเป็นไข่ดาว

956
01:03:41,823 --> 01:03:45,823
แล้วนะ พร้อมแล้ว แต่...

957
01:03:45,825 --> 01:03:49,825
แต่ แต่ที่หนูเคยกินมา ที่หนู

958
01:03:49,826 --> 01:03:53,826
เคยรู้จักมา ไข่ดาวเขาจะไม่สุก

959
01:03:53,828 --> 01:03:57,828
ไม่แห้งนะคะ ไม่สุก ไม่แห้ง  หนูก็เลยบอกว่า

960
01:03:57,832 --> 01:04:01,832
ไม่เอาไม่ชอบแล้วน้ำมันมันไม่เยอะขนาดนี้ในความรู้สึกของ

961
01:04:01,833 --> 01:04:05,833
ตัวเอง ก็ อย่างนั้นก็ไม่เอาครับ

962
01:04:05,835 --> 01:04:09,835
ผมอยากได้ตัวที่มีแห้ง ๆ ไม่มีน้ำมันนะ แล้วก็

963
01:04:09,836 --> 01:04:13,836
เป็นไข่ที่ยังไม่สุก ไข่แดงยังมีเยิ้ม ๆ

964
01:04:13,838 --> 01:04:17,838
นิดหนึ่งอย่างนี้นะคะ อันนี้คือการจดจำ

965
01:04:17,840 --> 01:04:21,840
ใครเคยทานอย่างไร เช่น ตอนเช้า หนูเคย

966
01:04:21,842 --> 01:04:25,842
ขนมปังจิ้มไมโลแล้วมาเรียน

967
01:04:25,843 --> 01:04:29,843
แต่บางบ้านต้องทำอย่างไรคะ กินข้าว แล้วมาเรียน

968
01:04:29,844 --> 01:04:33,844
อาจารย์แอนเป็นบุคคลต่างชาตินิดหนึ่งนะ

969
01:04:33,846 --> 01:04:37,846
ขนมปังอบค่ะ ขนมปังอบอย่างเดียวค่ะ

970
01:04:37,847 --> 01:04:41,847
ใส่เนยเยอะ ๆ ลูก ใส่เนยเยอะ ๆ

971
01:04:41,848 --> 01:04:45,848
เขาบอกว่าคนกินแบบนี้จะเป็นมะเร็ง

972
01:04:45,850 --> 01:04:49,850
47 แล้วลูก ยังไม่เป็นเลย

973
01:04:49,852 --> 01:04:53,852
ไม่เชื่อค่ะ อาจารย์ไม่เคยนะคะ การลืม

974
01:04:53,852 --> 01:04:57,852
ทุกคนมีการลืม การลืมข้อมูล

975
01:04:57,854 --> 01:05:01,854
เกิดจากหน่อยความจำค่อย ๆ สลายไปอย่างช้า ๆ

976
01:05:01,855 --> 01:05:05,855
ทฤษฎีแรก คือ ข้อมูลเก่าถูกทับด้วยข้อมูลใหม่

977
01:05:05,857 --> 01:05:09,857
เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ก็ยากที่จะ

978
01:05:09,858 --> 01:05:13,858
จำเบอร์โทรศัพท์เก่าได้ แต่อาจารย์เถียงค่ะ

979
01:05:13,860 --> 01:05:17,860
อาจารย์จำเบอร์เก่าได้มากกว่าเบอร์ใหม่ค่ะ เพราะอาจารย์ใช

980
01:05:17,861 --> 01:05:21,861
มา 20 ปี เบอร์ใหม่ใช่แค่ 5 ปีลูก

981
01:05:21,862 --> 01:05:25,862
ทฤษฎีที่ 2 ข้อมูลเก่าอาจถูก

982
01:05:25,864 --> 01:05:29,864
ขวางนะคะ ได้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลา

983
01:05:29,866 --> 01:05:33,866
ขับรถมักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่าบ้านหลังใหม่

984
01:05:33,867 --> 01:05:37,867
อาจารย์ขอยกตัวอย่าง เวลาผ่าตัดเสร็จนะคะ อาจ

985
01:05:37,869 --> 01:05:41,869
กลับบ้านสกลนคร เชื่อไหมว่า

986
01:05:41,871 --> 01:05:45,871
อาจารย์แอนกลับบ้านไม่ถูก อาจารย์

987
01:05:45,872 --> 01:05:49,872
กลับไปที่ลพบุรี อาจารย์เข้าร่องของวงเวียน

988
01:05:49,873 --> 01:05:53,873
ทุกร่องเลยค่ะ จำไม่ได้ว่าต้องเข้า

989
01:05:53,875 --> 01:05:57,875
ร่องไหน เป็นการลืม ลืมเพราะอะไรคะ

990
01:05:57,876 --> 01:06:01,876
เพราะสมองของเราทำไมคะ หยุดการทำงาน หรือ Death

991
01:06:01,877 --> 01:06:05,877
ไปนั่นเองนะคะ นั่นเป็นการลืม หนูก็ลื

992
01:06:05,884 --> 01:06:09,884
มีการลืม อาจารย์ได้ถามว่าเข้ามาปุ๊บอาจารย์ได้

993
01:06:09,885 --> 01:06:13,885
สอนอะไร หนูนิ่งนะคะ เห็นไหมคะ ก็เกิดการทับ

994
01:06:13,887 --> 01:06:17,887
ถามว่าทำไม ก็หนูเรียนหลายวิชาก็เกิดการ

995
01:06:17,889 --> 01:06:21,889
ทับได้นะคะ ก็ลืมได้ เขาถึงบอกว่าหนูต้องทำไงคะ

996
01:06:21,890 --> 01:06:25,890
อ่านนะคะ อ่านหนังสือนิดหนึ่งนะ การเอาข้อมูล

997
01:06:25,891 --> 01:06:29,891
กลับมา ถ้าเราลืมแล้ว การดึง

998
01:06:29,893 --> 01:06:33,893
ข้อมูลกลับมาแบ่งได้เป็นการหวนระลึกแล้ว

999
01:06:33,893 --> 01:06:37,893
จำแนก 1. การหวนระลึกได้นั้น ตัวข้อมูลจะส

1000
01:06:37,895 --> 01:06:41,895
ขึ้นอีกครั้ง หน่วยความจำจะแนะนำ เช่น

1001
01:06:41,897 --> 01:06:45,897
การใบ้หรือบอกเป็นนัย ๆ ว่า

1002
01:06:45,898 --> 01:06:49,898
ถ้าหากเราเลี้ยวซ้ายเราจะเจอเลี่ยงเมือง ถ้า

1003
01:06:49,899 --> 01:06:53,899
เลี่ยวขวา เราจะขึเนภูพานอย่างนี้

1004
01:06:53,901 --> 01:06:57,901
ก็จะมีคนบอก อ๋อ ถ้าไปเลี่ยงมือแสดงว่ากลับบ้านเรานะ

1005
01:06:57,901 --> 01:07:01,901
ไปภูพานแสดงว่าทำไมคะ ก็ขึ้นภูพาน

1006
01:07:01,904 --> 01:07:05,904
การจำแนกได้นั่นตัวข้อมูลได้ข้อมูลนั้น

1007
01:07:05,906 --> 01:07:09,906
พบมาก่อน ข้อมูลมักจะซับซ้อนมากกว่าการหวนระลึก

1008
01:07:09,908 --> 01:07:13,908
ที่สำคัญข้อมูลนั้นคือคำใบ้

1009
01:07:13,909 --> 01:07:17,909
เห็นไหมลูก การสร้างคำใบ้ขึ้นมา หนูเคยเห็นรายการ

1010
01:07:17,911 --> 01:07:21,911
ใช่ไหมคะ ใบ้เพื่อให้เห็นถึงคำตอบนั้น ๆ ใช่ไหม

1011
01:07:21,913 --> 01:07:25,913
นะคะ สนุกค่ะ อันนี้สนุกมากเลย

1012
01:07:25,915 --> 01:07:29,915
การประมวลผลของมนุษย์นะคะ Thinking

1013
01:07:29,917 --> 01:07:33,917
ประกอบไปด้วยการหาเหตุและผล และการแก้ปัญหา

1014
01:07:33,919 --> 01:07:37,919
ถ้าอาจารย์บอกว่าเด็กนักศึกษา

1015
01:07:37,921 --> 01:07:41,921
ทุกคน ให้ทำการเขียนโฟร์ชาร์ต

1016
01:07:41,923 --> 01:07:45,923
เพื่อหาเหตุผลให้ได้ว่า

1017
01:07:45,925 --> 01:07:49,925
คนตาบอดใช้อักษรเบรลล์

1018
01:07:49,927 --> 01:07:53,927
เขาอ่านหนังสืออย่างไร

1019
01:07:53,928 --> 01:07:57,928
มีนะคะ มี ถ้าหนู Search

1020
01:07:57,930 --> 01:08:01,930
ใน Google หนูจะเห็นทันทีเลยว่าอักษรเบรลล์ของ

1021
01:08:01,932 --> 01:08:05,932
เขามีคำพูดเฉพาะน่ะค่ะ มีอยู่อันหนึ่งนะคะ อาจารย์เคยสอน

1022
01:08:05,937 --> 01:08:09,937
อยู่นะคะ นี่อาจารย์ยังลืมเลยค่ะ ลืม

1023
01:08:09,938 --> 01:08:13,938
เขาไม่ได้ใช้คำว่าอักษรเบรลล์นะ เขาจะมีคำ

1024
01:08:13,939 --> 01:08:17,939
ของเขาอยู่คำหนึ่ง อาจารย์ย้อนขึ้นกลับสไลด์นี้เลยค่ะ

1025
01:08:17,940 --> 01:08:21,940
อาจารย์ลืมค่ะ

1026
01:08:21,942 --> 01:08:25,942
ลืมจริง ๆ ค่ะ เพราะ HCI อาจารย์สอน

1027
01:08:25,944 --> 01:08:29,944
มา แล้วอาจารย์ก็ห่างจากการสอน HCI มาทั้งหมด

1028
01:08:29,945 --> 01:08:33,945
3 ปี ถามว่า

1029
01:08:33,947 --> 01:08:37,947
ทำไมอาจารย์ถึงไม่ค่อยมีสไลด์ที่เปิด

1030
01:08:37,948 --> 01:08:41,948
ที่เปิดขึ้น อาจารย์เป็นคนที่ใช้ความจำในสมอง

1031
01:08:41,950 --> 01:08:45,950
แล้วก็อธิบาย ไม่ชอบอ่านอย่างนี้นะคะ ให้

1032
01:08:45,952 --> 01:08:49,952
หนูเห็นนะคะ ไม่ชอบอ่านเลย หนูมาดู

1033
01:08:49,954 --> 01:08:53,954
ตรงนี้ลูก การหาเหตุและผล

1034
01:08:53,956 --> 01:08:57,956
ทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามหนูจะต้อง

1035
01:08:57,958 --> 01:09:01,958
อนุมาน อนุมานว่า

1036
01:09:01,960 --> 01:09:05,960
พอ 11.00 น. ท้องเราก็ร้อง

1037
01:09:05,962 --> 01:09:09,962
ใช่เลยค่ะ ถึงแม้เราจะทานข้าวมา

1038
01:09:09,963 --> 01:09:13,963
มันขึ้นอยู่กับว่าหนูทานข้าวรอบเช้ามากี่โมง ถ้าหนู

1039
01:09:13,966 --> 01:09:17,966
ทานข้าวรอบเช้ามา 9.30 น. 11 โมงเช้ายังไม่หิว

1040
01:09:17,967 --> 01:09:21,967
แต่ทางกลับกัน ตอนเช้าหนูดื่มไมโล

1041
01:09:21,969 --> 01:09:25,969
มาแค่แก้วเดียวใช่ไหมคะ แก้วเดียว

1042
01:09:25,970 --> 01:09:29,970
11.00 น. ท้องเริ่มร้องแล้ว ส่งผลให้การนำข้อมูลมาสรุปหลักการและเหตุผล

1043
01:09:29,972 --> 01:09:33,972
นำข้อมูลมาสรุปหลักฐาน และมีเหตุผล

1044
01:09:33,972 --> 01:09:37,972
เรากินน้อยเมื่อตอนเช้า เราก็เลยหิวเร็ว

1045
01:09:37,974 --> 01:09:41,974
ลงความเห็นจากกรณีตัวอย่าง เพื่อ

1046
01:09:41,975 --> 01:09:45,975
สรุปนะคะ ข้อมูลที่เรายังค้นพบหาไม่เจอ

1047
01:09:45,977 --> 01:09:49,977
Induction ผลจากการหิว

1048
01:09:49,978 --> 01:09:53,978
คืออะไรคะ กระเพาะโดนกิน

1049
01:09:53,979 --> 01:09:57,979
เรียบร้อยค่ะ ก็เป็นกระเพาะเป็นรู

1050
01:09:57,981 --> 01:10:01,981
ข้อมูลสรุปจากเหตุการณ์สู่สาเหตุที่หนูต้องไปหาคุณหมอ

1051
01:10:01,982 --> 01:10:05,982
เพราะกระเพาะรั่ว หรือเป็นโรคกระเพาะ

1052
01:10:05,984 --> 01:10:09,984
นะคะ เป็นโรคกระเพาะ เพราะฉะนั้น

1053
01:10:09,985 --> 01:10:13,985
เขาตามความเป็นจริง เขาจะต้องมีเบรก เรียนปริญญาตรี

1054
01:10:13,986 --> 01:10:17,986
เวลาเรียนนะคะ จริง ๆ แล้วถ้าหนูเรียน 9 โมง 10 โมงครึ่ง

1055
01:10:17,987 --> 01:10:21,987
หนูต้องมีเบรกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำไปอะไรก็ได้

1056
01:10:21,988 --> 01:10:25,988
แต่อาจารย์เป็นคนที่โดนเขาเรียกว่า โดนฝึกพูด

1057
01:10:25,989 --> 01:10:29,989
อายุ 30 อาจารย์ยังไปฝึกพูดอยู่เลยค่ะ

1058
01:10:29,991 --> 01:10:33,991
เพราะอาจารย์พูดไม่เป็น เวลาอาจารย์พูด อาจารย์กลั้นหายใจ

1059
01:10:33,993 --> 01:10:37,993
พูด อาจารย์ถึงได้พูดเร็วลูฏ พอพูดจบ

1060
01:10:37,994 --> 01:10:41,994
อาจารย์หายใจส่งผลทำให้อาจารย์เหนื่อย ใครที่พูด

1061
01:10:41,995 --> 01:10:45,995
แล้วจัดคำได้ เว้นช่องการหายใจได้

1062
01:10:45,997 --> 01:10:49,997
แสดงบุคคลนั้นเป็นคนพูดที่ดีนะคะ

1063
01:10:50,001 --> 01:10:54,001
ไม่ว่าใครก็ตามค่ะ มาช้า

1064
01:10:54,003 --> 01:10:58,003
อาจารย์คะ รถไฟยางแตกค่ะ

1065
01:10:58,005 --> 01:11:02,005
ให้เหุตและผล รถไฟยางแตกค่ะ สกลนคร

1066
01:11:02,007 --> 01:11:06,007
รถไฟไม่มาค่ะ อย่างนี้เป็นต้น

1067
01:11:06,010 --> 01:11:10,010
ก็แล้วแต่คนนะ เป็นการอนุมานไป

1068
01:11:10,011 --> 01:11:14,011
อันนี้อาจารย์ขอยกตัวอย่างวิชาหมากล้อมนะคะ

1069
01:11:14,012 --> 01:11:18,012
หมากล้อมจะเป็นเกมเกมหนึ่งที่แก้ปัญฆา

1070
01:11:18,014 --> 01:11:22,014
เฉพาะหน้าอย่างมีเหตุและผล เป็นหลักการ

1071
01:11:22,015 --> 01:11:26,015
ของ CG ใช่ไหม

1072
01:11:26,020 --> 01:11:30,020
CG CG นะ

1073
01:11:30,021 --> 01:11:34,021
ของ

1074
01:11:34,022 --> 01:11:38,022
เซเว่น เป็นของเซเว่น CP

1075
01:11:38,024 --> 01:11:42,024
ลืม เห็นไหม สมาธิสั้นค่ะ

1076
01:11:42,026 --> 01:11:46,026
CP CP เพราะมองว่าถ้าให้เด็กเรียนหมากล้อม

1077
01:11:46,028 --> 01:11:50,028

1078
01:11:50,029 --> 01:11:54,029
ได้อย่างมีเหตุและผล และสามารถอนุมานตัวเองได้ว่า

1079
01:11:54,030 --> 01:11:58,030
ฉันสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

1080
01:11:58,033 --> 01:12:02,033
เขาจึงให้วิชาหมากล้อมให้เด็กปี 2

1081
01:12:02,035 --> 01:12:06,035
เป็นคนลงเรีย

1082
01:12:06,037 --> 01:12:10,037
ความคิดในการเรียนรู้ได้มากกว่าน้อยปี 1

1083
01:12:10,038 --> 01:12:14,038
นะคะ แต่เราไม่มีพีร

1084
01:12:14,041 --> 01:12:18,041
ถ้าเรามีพีริมก็จะดีกว่านะคะ

1085
01:12:18,041 --> 01:12:22,041
คราวนี้จากทั้งหมด อาจารย์มรA

1086
01:12:22,043 --> 01:12:26,043
อันนี้

1087
01:12:26,045 --> 01:12:30,045
อาจารย์แอนไม่ได้แก้นะคะ แต่แบ่งเด็กออก

1088
01:12:30,047 --> 01:12:34,047
มาเป็น 2 กลุ่มเหมือนเดิม ใครจะอยู่กลุ่มเด

1089
01:12:34,048 --> 01:12:38,048
ส่วนงานนี้อาจารย์ยังไม่นับว่า

1090
01:12:38,050 --> 01:12:42,050
ทำตอนไหนอย่างไร แต่ให้รู้ว่า Assignment นี้

1091
01:12:42,052 --> 01:12:46,052
อาจารย์เริ่มให้หนูทำงานแล้ว อาจารย์ให้แบ่ง 2 กลุี่ม

1092
01:12:46,052 --> 01:12:50,052
นะคะ นำการ Present ถามทำอย่างไร

1093
01:12:50,056 --> 01:12:54,056
Input Device Input Device หนู

1094
01:12:54,059 --> 01:12:58,059
เป้นอะไร ยกตัวอย่างเช่น

1095
01:12:58,061 --> 01:13:02,061
หนูติดต่อสื่อสารกับเพื่อน

1096
01:13:02,063 --> 01:13:06,063
ด้วยภาษาของหนูเอง output

1097
01:13:06,065 --> 01:13:10,065
เพื่อนทำตามในสิ่งที่หนูร้องขอ

1098
01:13:10,067 --> 01:13:14,067
Process ทำในสิ่งนั้นได้ เช่น

1099
01:13:14,069 --> 01:13:18,069
เพื่อนบอกว่าฉันหิว

1100
01:13:18,072 --> 01:13:22,072
เดี๋ยวเราจะไปซื้อข้าวมาให้

1101
01:13:22,074 --> 01:13:26,074
เราจะซื้อข้าว อ๋อ เขาหิวข้าว

1102
01:13:26,075 --> 01:13:30,075
นั่นคือ Process ในสมองแล้ว ซื้อข้าวกล่องมาให้เพื่อน

1103
01:13:30,077 --> 01:13:34,077
Memory จดจำเอาไว้ แต่ถ้าเพื่อนเขาบอกว่า

1104
01:13:34,080 --> 01:13:38,080
อ๋อ เราหิวข้าว แต่เพื่อนไปซื้ออะไรคพ

1105
01:13:38,081 --> 01:13:42,081
มาให้ กระบวนการไม่เกิดขึ้น

1106
01:13:42,083 --> 01:13:46,083
โอเคนะคะ กระบวนการไม่เกิดขึ้น โอเคนะคะ

1107
01:13:46,085 --> 01:13:50,085
ตัวนี้ค่ะ Assignment ที่

1108
01:13:50,087 --> 01:13:54,087
9 อาจารย์ยังไม่ให้ทำนะคะ อาจารย์เอาว่ายัดไว้

1109
01:13:54,088 --> 01:13:58,088
ก่อน แต่อาจารย์เอามายัดไว้ให้ก่อน อันนี้เป็นตัวอย่าง

1110
01:13:58,089 --> 01:14:02,089
ของตัวนรชี้นระลูกนะ Input Output Pro

1111
01:14:02,091 --> 01:14:06,091
Process และ Memory ขออนุญาตเข้า Note

1112
01:14:06,092 --> 01:14:10,092
นะคะ

1113
01:14:10,094 --> 01:14:14,094

1114
01:14:14,095 --> 01:14:18,095

1115
01:14:18,097 --> 01:14:22,097

1116
01:14:22,100 --> 01:14:26,100

1117
01:14:26,105 --> 01:14:30,105
หนูดูที่หน้าจอ

1118
01:14:30,107 --> 01:14:34,107
นะคะ Input

1119
01:14:34,109 --> 01:14:38,109
Input

1120
01:14:38,111 --> 01:14:42,111
Input ยกตัวอย่าง

1121
01:14:42,113 --> 01:14:46,113
Input หนูบอกเพื่อนว่า

1122
01:14:46,114 --> 01:14:50,114
มี A ที่ต่างนะคะ A บอกว่า

1123
01:14:50,116 --> 01:14:54,116
อะไร ฉัน

1124
01:14:54,118 --> 01:14:58,118
หิวข้าว

1125
01:14:58,121 --> 01:15:02,121
ฉันหิวข้าว

1126
01:15:02,126 --> 01:15:06,126
นะคะ ฉันหิวข้าว

1127
01:15:06,126 --> 01:15:10,126
พูดกับใคร

1128
01:15:10,129 --> 01:15:14,129
พูดกับใคร พูดกับ B ค่ะ

1129
01:15:14,130 --> 01:15:18,130
B คราวนี้ A Input ไปหา B

1130
01:15:18,133 --> 01:15:22,133
Input ไปหา B โอเคนะคะ  A Input ไปหา

1131
01:15:22,134 --> 01:15:26,134
B ทำอย่างไรคะ B ก็ทำอย่างไรกัน

1132
01:15:26,136 --> 01:15:30,136
รู้แล้วค่ะคำนี้ ทำอย่างไรต่อคะ

1133
01:15:30,138 --> 01:15:34,138
Output ดูนะคะ

1134
01:15:34,138 --> 01:15:38,138
Output มา

1135
01:15:38,139 --> 01:15:42,139
ขอโทษนะคะ อาจารย์ใช้มือเดียว ก็เลยดูเหมือน

1136
01:15:42,141 --> 01:15:46,141
ช้า output ใครเป็นคนเอาข้าวมาให้

1137
01:15:46,143 --> 01:15:50,143
เอาข้าวมาให้ใครคะ

1138
01:15:50,145 --> 01:15:54,145
ใครเป็นคนเอาข้าวมาลูก ใคร A

1139
01:15:54,147 --> 01:15:58,147
บอกกับ B แสดงว่าทำไมคะ B ทำไมคะ

1140
01:15:58,150 --> 01:16:02,150
ส่งข้าวกล่อง ถูกไหมคะ

1141
01:16:02,151 --> 01:16:06,151
ทำการส่งข้าวกล่อง

1142
01:16:06,153 --> 01:16:10,153
ส่งข้าวกล่อง

1143
01:16:10,154 --> 01:16:14,154
ส่งข้าวกล่อง

1144
01:16:14,156 --> 01:16:18,156
ให้ใครคะ ให้กับ A

1145
01:16:18,158 --> 01:16:22,158
มาแล้วเห็นไหมคะ เป็นการติดต่อ

1146
01:16:22,160 --> 01:16:26,160
สื่อสารกันแล้ว แล้วทีนี้ไปทอะไรต่อ มProcess

1147
01:16:26,161 --> 01:16:30,161
Process เขาอยู่ตรงนี้นะคะ ตรงนี้

1148
01:16:30,163 --> 01:16:34,163
นี่ค่ะ ข้าวกล่อง

1149
01:16:34,163 --> 01:16:38,163
ข้าวกล่องตัวนี้คือ Process

1150
01:16:38,164 --> 01:16:42,164
Process ทำไมถึงเป็น Process เพราะ

1151
01:16:42,166 --> 01:16:46,166
Input เข้าไปบอกว่าเขาหิวข้าว

1152
01:16:46,168 --> 01:16:50,168
ถึงได้ซื้อข้าวกล่อง ข้างกล้อง

1153
01:16:50,170 --> 01:16:54,170
ข้าวกล่อง

1154
01:16:54,171 --> 01:16:58,171
ข้าวกล่อง

1155
01:16:58,172 --> 01:17:02,172
ข้าวกล่องนะคะ ข้าวกล่อง

1156
01:17:02,174 --> 01:17:06,174
ตรงข้าวกล่องตรงนี้ กลายเป็น Proco

1157
01:17:06,176 --> 01:17:10,176
เดี๋ยวอาจารย์ไปพิมพ์ตรงนี้นะคะ ข้าวกล่องตรงนี้

1158
01:17:10,179 --> 01:17:14,179
เป็น Process

1159
01:17:14,179 --> 01:17:18,179
เป็น Process นะลูกนะ

1160
01:17:18,180 --> 01:17:22,180
ตรงนี้ ข้าวกล่องเป็น Proc

1161
01:17:22,182 --> 01:17:26,182
เขาเป็นตัวนี้ได้ไหม

1162
01:17:26,184 --> 01:17:30,184
ขีดเส้นได้ไหม

1163
01:17:30,188 --> 01:17:34,188
ฟอนต์

1164
01:17:34,191 --> 01:17:38,191

1165
01:17:38,197 --> 01:17:42,197

1166
01:17:42,201 --> 01:17:46,201
เป็นตัวหนาแล้วกัน

1167
01:17:46,203 --> 01:17:50,203

1168
01:17:50,205 --> 01:17:54,205

1169
01:17:54,207 --> 01:17:58,207

1170
01:17:58,209 --> 01:18:02,209

1171
01:18:02,213 --> 01:18:06,213
นี่ เป็น Process นะคะ อาจารย์ขอ

1172
01:18:06,217 --> 01:18:10,217
เขียนอย่างนี้นะคะ เป็น process

1173
01:18:10,219 --> 01:18:14,219
Memory Memory อยู่ที่ไหน Memory อยู่กับ

1174
01:18:14,221 --> 01:18:18,221
ใครคะ

1175
01:18:18,222 --> 01:18:22,222
ถูกเก็บเอาไว้ที่

1176
01:18:22,223 --> 01:18:26,223
Me

1177
01:18:26,225 --> 01:18:30,225
Memory

1178
01:18:30,227 --> 01:18:34,227
โอเคนะคะ Memory ตัวนี้

1179
01:18:34,229 --> 01:18:38,229
A ทำการเก็บเอาไว้ในหัวแล้ว ว่า

1180
01:18:38,231 --> 01:18:42,231
ฉันหิวข้าว

1181
01:18:42,232 --> 01:18:46,232
ฉะนั้นแล้ว ถามว่า B มีหน่วยความจำ

1182
01:18:46,235 --> 01:18:50,235
อยู่ใน B  ไหมคะ ใครว่ามีหน่ยความจำอยุ่ใน

1183
01:18:50,237 --> 01:18:54,237
ดูหน่อยสิคะลูก ใครว่ามีหน่วยความจำอยู่ใน B ไหมลูก

1184
01:18:54,239 --> 01:18:58,239
เพราะอะไรลูก

1185
01:18:58,239 --> 01:19:02,239
เขาต้องจดจำ

1186
01:19:02,240 --> 01:19:06,240
เอาไว้ใช่ไหมคะ ว่าเขาสั่งอะไรไว้

1187
01:19:06,242 --> 01:19:10,242
ก็เขียนตรงนี้ได้เลยค่ะ ว่า

1188
01:19:10,244 --> 01:19:14,244
Memory

1189
01:19:14,245 --> 01:19:18,245
นี่ค่ะ Assignment 2 ได้แล้ว

1190
01:19:18,247 --> 01:19:22,247
เสร็จ ตามหน้าสไลด์ค่ะ

1191
01:19:22,249 --> 01:19:26,249
Input

1192
01:19:26,251 --> 01:19:30,251
ฉันหิวข้าว A บอกกับ B ว่า

1193
01:19:30,253 --> 01:19:34,253
ฉันหิวข้าว B เป็นเพื่อนที่ดีค่ะ รับรู้รับทราบแล้ว

1194
01:19:34,256 --> 01:19:38,256
B จึงทำการส่งข้าวกล่องให้กับ A

1195
01:19:38,259 --> 01:19:42,259
รู้ได้อย่างไรคะ ส่งข้าวกล่อง เพราะเขา Process เอาไว้

1196
01:19:42,260 --> 01:19:46,260
ว่า อ๋อ ก็เขาสั่งเป็นข้าว ก็เลยกลายมาเป็น

1197
01:19:46,262 --> 01:19:50,262
ข้าวกล่อง แล้วใครต้องเก็บหน่วยความจำเอาไว้

1198
01:19:50,264 --> 01:19:54,264
A ก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองเป็นคนร้องขอ

1199
01:19:54,265 --> 01:19:58,265
และ B จะเป็นคนไปซื้อ ก็ต้องเก็บไว้ในหน่วยความจำ

1200
01:19:58,266 --> 01:20:02,266
ไม่ใช่ความจำระยะสั้นใช่ไหมคะ เดิน

1201
01:20:02,268 --> 01:20:06,268
แล้วสะดุดล้ม ลืมค่ะ

1202
01:20:06,269 --> 01:20:10,269
ลืม ซื้อก๋วยเตี๋ยวไปให้ ยกตัวอย่างเพื่อนบอกว่าฉัน

1203
01:20:10,269 --> 01:20:14,269
เส้น แต่หนูไปซื้อข้าวกล่อง

1204
01:20:14,273 --> 01:20:18,273
แสดงว่าอะไรคะ Memory ของหนูกลายเป็น

1205
01:20:18,274 --> 01:20:22,274
ความจำระยะสั้น เดินสะดุด

1206
01:20:22,274 --> 01:20:26,274
เป็นปลาทองค่ะ เป็นปลาทองค่ะ หน่วยความจำระยะสั้น

1207
01:20:26,276 --> 01:20:30,276
นี่ค่ะ Assignment  ที่ 2 หนูสามารถที่จะเขียนแบบนี้

1208
01:20:30,278 --> 01:20:34,278
แต่ถ้าหากว่าหนูเขียนในกระดาษนะ เขียนในกระดาษ

1209
01:20:34,280 --> 01:20:38,280
หนูใช้แทนการอย่างนี้นะ ขีดเส้นใต้คำว่า "ข้าวกล่อง"

1210
01:20:38,282 --> 01:20:42,282
ให้อาจารย์นิดหนึ่งนะคะ ขีดเส้นใต้

1211
01:20:42,283 --> 01:20:46,283
ตรงนี้ค่ะ ขีดเส้นใต้นะคะ แล้วก็ทำลูกศร

1212
01:20:46,286 --> 01:20:50,286
ลงมาหา process แล้วก็เอา A

1213
01:20:50,286 --> 01:20:54,286
เอาลูกศรขึ้นไปหา Memory

1214
01:20:54,289 --> 01:20:58,289
โอเคนะคะ อาจารย์จะ Copy ไปใส่ใน Word ค่ะคราวนี้

1215
01:20:58,291 --> 01:21:02,291
Ctrl + C เข้า Word

1216
01:21:02,292 --> 01:21:06,292

1217
01:21:06,294 --> 01:21:10,294
มาที่นี่แล้วค่ะ

1218
01:21:10,296 --> 01:21:14,296
หนูจะได้เห็นไงคะ

1219
01:21:14,298 --> 01:21:18,298
ใส่แล้วค่ะ Process

1220
01:21:18,299 --> 01:21:22,299
ก็ขยับค่ะ ขยับ ๆ ๆ ขยับ

1221
01:21:22,301 --> 01:21:26,301
ใส่ลูกศรลูก

1222
01:21:26,302 --> 01:21:30,302

1223
01:21:30,303 --> 01:21:34,303

1224
01:21:34,309 --> 01:21:38,309

1225
01:21:38,312 --> 01:21:42,312
อาจารย์แทรกรูปร่าง อยู่ไหนนะร

1226
01:21:42,316 --> 01:21:46,316
รูปร่าง ลูกศร

1227
01:21:46,318 --> 01:21:50,318
เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำ แล้วก็

1228
01:21:50,321 --> 01:21:54,321
ทำการเก็บอีกค่ะ

1229
01:21:54,322 --> 01:21:58,322

1230
01:21:58,323 --> 01:22:02,323
B ก็เก็บเอาไว้ในหน่วยความจำนี่ เห็นไหมลูก

1231
01:22:02,326 --> 01:22:06,326
ใส่อย่างนี้ค่ะลูก แล้วทีนี้ Process ค่ะ Process

1232
01:22:06,327 --> 01:22:10,327
ส่งมาที่นี่ค่ะ

1233
01:22:10,329 --> 01:22:14,329
แล้วก็ทำการคลิกอีกอันหนึ่งค่ะ

1234
01:22:14,331 --> 01:22:18,331
ลากขึ้นไปค่ะ

1235
01:22:18,334 --> 01:22:22,334

1236
01:22:22,336 --> 01:22:26,336
เสร็จแล้วค่ะ

1237
01:22:26,338 --> 01:22:30,338
อันนี้

1238
01:22:30,340 --> 01:22:34,340
คือ Assignment 2 ตาะ ตามภาพเลยนะคะ

1239
01:22:34,342 --> 01:22:38,342
นี่คืองาน หนูสามารถยกตัวอย่างได้ อย่างนี้เลย

1240
01:22:38,345 --> 01:22:42,345
เป็นการติดต่อสื่อสารใช่ไหมลูก

1241
01:22:42,347 --> 01:22:46,347
หนูสมมติเรื่องขึ้นมา 1 เรื่อง แล้วหนูทำการ

1242
01:22:46,348 --> 01:22:50,348
คุยกันเช่น หนูอยากได้สเลอปี

1243
01:22:50,350 --> 01:22:54,350
เพื่อนจะไปซื้อสเลอบี้ให้หนูได้อย่างไร

1244
01:22:54,350 --> 01:22:58,350
ถ้าหนูไม่บอกเป้าหมายว่า สเลอปี้ เป็นน้ำโคลา

1245
01:22:58,352 --> 01:23:02,352
เราต้องทำไมคะ บอกรายละเอียดให้กับเขา

1246
01:23:02,355 --> 01:23:06,355
ถูกไหมคะ บอกรายละเอียดให้เขา ถ้าหนูไม่บอกรายละเอียด

1247
01:23:06,356 --> 01:23:10,356
ทำได้ใช่ไหมลูก ไม่มีใครทำได้

1248
01:23:10,358 --> 01:23:14,358
อาจารย์ถาม Assignment ที่ 2 หนูสามารถส่ง

1249
01:23:14,360 --> 01:23:18,360
ได้เย็นนี้ได้ไหมลูก ได้ไหมลูกนี่

1250
01:23:18,361 --> 01:23:22,361
อย่างนี้ค่ะ อาจารย์อยากรู้แค่นี้ ให้ยกตัวอย่าง

1251
01:23:22,362 --> 01:23:26,362
ให้หนูคุยกันแค่ 2 คน แต่ A กับ B อาจารย์ขอเลยนะคะ

1252
01:23:26,364 --> 01:23:30,364
ชื่อเลยนะลูกนะ เป็นชื่อ ไหวไหมคะ

1253
01:23:30,366 --> 01:23:34,366
ส่งเย็นนี้ก่อนเที่ยงคืน

1254
01:23:34,368 --> 01:23:38,368
ได้ไหมลูก

1255
01:23:38,370 --> 01:23:42,370
ตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ

1256
01:23:42,371 --> 01:23:46,371
แต่มีข้อแม้ว่าไม่ใช่ A กับ B นะคะ เป

1257
01:23:46,372 --> 01:23:50,372
ของนักศึกษา หนูคุยกับใคร

1258
01:23:50,375 --> 01:23:54,375
หนูใส่ชื่อมาเลย อาจารย์จะได้ให้คะแนน

1259
01:23:54,377 --> 01:23:58,377
อาจารย์จะไม่รู้เลยค่ะว่าเป็นคะแนนของใคร

1260
01:23:58,378 --> 01:24:02,378
ก็ถ้า... ถ้า 3 คน

1261
01:24:02,380 --> 01:24:06,380
ก็ถามเลยค่ะ 3 คน

1262
01:24:06,382 --> 01:24:10,382
1 คน จะต้องเป็นคนไปซื้อถูกไหมคะ

1263
01:24:10,382 --> 01:24:14,382
แล้วรับออเดอร์ 2 คน คราวนี้แหละ สมองของหนู

1264
01:24:14,384 --> 01:24:18,384
จะเป็นสมองลืม หรือความจำระยะสั้น

1265
01:24:18,385 --> 01:24:22,385
ใช่ไหม 3 คนได้ลูก

1266
01:24:22,387 --> 01:24:26,387
2 คนก็ได้ แต่ 3 คน หนูจะต้องให้เขาทำงานจนครบ

1267
01:24:26,389 --> 01:24:30,389
แบบนี้เลยนะคะ เพราะว่าอาจารย์มองว่าไม่ได้เยอะ

1268
01:24:30,391 --> 01:24:34,391
แล้วหนูติดต่อสื่อสารได้กัน

1269
01:24:34,393 --> 01:24:38,393
อยู่แล้ว แต่เพียงหนูไม่ได้แยกออกมาเป็นข้อมูลแบบนี้

1270
01:24:38,394 --> 01:24:42,394
ใช่ไหมคะ หนูไม่ได้แตกข้อมูลให้เห็นนะ

1271
01:24:42,395 --> 01:24:46,395
แล้วอาจารย์จะให้หนูส่งผ่านทาง Classroom oะคะ

1272
01:24:46,396 --> 01:24:50,396
วาดรูปก็ได้ ใช้ในการกระดาษก็ได้ ใช้ใน

1273
01:24:50,398 --> 01:24:54,398
Tablet ใช้ Tablet ได้ สะดวกใช้อันไหนก็ได้

1274
01:24:54,400 --> 01:24:58,400
ขอให้เป้นงานมาส่ง ไม่บังคับให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์

1275
01:24:58,401 --> 01:25:02,401
ใครสะดวกกระดาษวาดลงกระดาษ

1276
01:25:02,403 --> 01:25:06,403
ใครสะดวกใช้ใน tebll

1277
01:25:06,404 --> 01:25:10,404
มีปากกา ใช้ปากกาโทรศัพท์มือถือได้เลย

1278
01:25:10,405 --> 01:25:14,405
ไม่ฟิกใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ขอแค่มีงาน

1279
01:25:14,408 --> 01:25:18,408
ก่อนเที่ยงคืนนะคะ ได้ไหม โอเค

1280
01:25:18,410 --> 01:25:22,410
ได้นะคะ ได้ เที่ยงคืนได้

1281
01:25:22,411 --> 01:25:26,411
โอเค โอเคค่ะ โอเค

1282
01:25:26,413 --> 01:25:30,413

1283
01:25:30,414 --> 01:25:34,414
ให้ถ่ายส่งทุกคนเลยค่ะ อย่างเช่น ถ้าน้อง

1284
01:25:34,419 --> 01:25:38,419
2 คน คู่กันใช่ไหมคะ มีการคุยกัน

1285
01:25:38,421 --> 01:25:42,421
น้อง... ถ้าน้องส่งมาแค่คนเดียว ชื่อก็

1286
01:25:42,421 --> 01:25:46,421
ได้แค่คนเดียวเวลาให้คะแนน

1287
01:25:46,423 --> 01:25:50,423
ถ้าหนูคู่กันก็ส่งทั้งคู่เลย ส่งทั้งคู่ได้เลย

1288
01:25:50,425 --> 01:25:54,425

1289
01:25:54,428 --> 01:25:58,428

1290
01:25:58,430 --> 01:26:02,430

1291
01:26:02,431 --> 01:26:06,431

1292
01:26:06,435 --> 01:26:10,435

1293
01:26:10,437 --> 01:26:14,437

1294
01:26:14,439 --> 01:26:18,439
นั่นล่ะ ถึงได้

1295
01:26:18,441 --> 01:26:22,441
ถามงานที่ 1 งานที่ 1 จะให้เป็น Flow ค่ะ

1296
01:26:22,442 --> 01:26:26,442
อาจารย์แอนจะเปิดอีกหน้าหนึ่งนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

1297
01:26:26,444 --> 01:26:30,444

1298
01:26:30,446 --> 01:26:34,446
งานแรกเช่นหนุทำเรื่องเกม

1299
01:26:34,447 --> 01:26:38,447
เกมหนูจะต้องหาให้ได้ว่าเกมนี้เป็นของใคร

1300
01:26:38,447 --> 01:26:42,447
นะคะ เกม เอาเกมอะไรดี ตั้งชื่อเกม

1301
01:26:42,449 --> 01:26:46,449
ก่อนลูก Game

1302
01:26:46,450 --> 01:26:50,450
เกมต่อสู้แล้วกันนะ เกม

1303
01:26:50,452 --> 01:26:54,452
ภารกิจ เกมภารกิจ

1304
01:26:54,456 --> 01:26:58,456

1305
01:26:58,457 --> 01:27:02,457
ภารกิจ ภารกิจสร้างบ้าน

1306
01:27:02,460 --> 01:27:06,460
อาจารย์จะเอาแมมโบว์มาใช้แล้วค่ะ

1307
01:27:06,461 --> 01:27:10,461
ภารกิจสร้างบ้าน

1308
01:27:10,463 --> 01:27:14,463
ได้หัวข้อ พอได้หัวข้อปุ๊บ

1309
01:27:14,465 --> 01:27:18,465
ใครเล่น

1310
01:27:18,468 --> 01:27:22,468
ใครเล่น ใครเล่น

1311
01:27:22,473 --> 01:27:26,473
หมายถึง เช่น เด็กในระดับชั้น

1312
01:27:26,475 --> 01:27:30,475
2 ปี จนถึง 19 ปี เป็นต้น

1313
01:27:30,476 --> 01:27:34,476
คนเล่น

1314
01:27:34,479 --> 01:27:38,479
ใครเล่น แล้วเกมอันนี้เป็นอย่างไร

1315
01:27:38,482 --> 01:27:42,482
นะคะ ลักษณะของเกม

1316
01:27:42,484 --> 01:27:46,484
ลักษณะของเกม

1317
01:27:46,486 --> 01:27:50,486
คือ

1318
01:27:50,488 --> 01:27:54,488
เป็นเกม เป็นเกม

1319
01:27:54,490 --> 01:27:58,490
สร้างบ้านด้วย

1320
01:27:58,492 --> 01:28:02,492
เป็นเกมสร้างบ้าน

1321
01:28:02,494 --> 01:28:06,494
ด้วยไม้ไผ่ ด้วย

1322
01:28:06,495 --> 01:28:10,495
ไม้ไผ่ อาจารย์คิดต่างหมดเลยนะคะ เป็นเกมส้รางย้าน

1323
01:28:10,497 --> 01:28:14,497
ด้วยไม้ไผ่

1324
01:28:14,499 --> 01:28:18,499

1325
01:28:18,501 --> 01:28:22,501
ใช้มือเดียวนะคะ ลักษณะของเกม คือ เป็นการสร้างบ้านด้วย

1326
01:28:22,503 --> 01:28:26,503
ไม้ไผ่ และ

1327
01:28:26,505 --> 01:28:30,505
ต้องทำให้

1328
01:28:30,506 --> 01:28:34,506
เสร็จภาย

1329
01:28:34,507 --> 01:28:38,507
ในเวลา ขึ้นอยู่กับว่า

1330
01:28:38,509 --> 01:28:42,509
เวลาของหนูจบเท่ากับเท่าไรนะคะ เช่น เวลา

1331
01:28:42,511 --> 01:28:46,511
20 นาที เป็นต้น

1332
01:28:46,512 --> 01:28:50,512

1333
01:28:50,515 --> 01:28:54,515

1334
01:28:54,517 --> 01:28:58,517

1335
01:28:58,519 --> 01:29:02,519
ทำไมมันไม่มา

1336
01:29:02,523 --> 01:29:06,523

1337
01:29:06,525 --> 01:29:10,525

1338
01:29:10,528 --> 01:29:14,528
ได้แล้ว ลักษณะของเกม

1339
01:29:14,531 --> 01:29:18,531
ได้แล้ว พอลักษณะของเกมมาปุ๊บ ใครเป็นคนเล่น

1340
01:29:18,533 --> 01:29:22,533
ใครเล่น ลักษณะของเกม ถัดมาค่ะ

1341
01:29:22,534 --> 01:29:26,534
คราวนี้ผลสัมฤทธิ์ คือ

1342
01:29:26,536 --> 01:29:30,536
หลังจากทมี่สร้างบ้านได้แล้ว ก็คือผลนะคะ

1343
01:29:30,538 --> 01:29:34,538
ผลของเกมค่ะ ผล ผลลัพธ์ค่ะ

1344
01:29:34,539 --> 01:29:38,539
ผลลัพธ์ค่ะ อาจารย์ไม่ได้ต้องก

1345
01:29:38,541 --> 01:29:42,541
ไม่ได้ต้องการให้หนูไป Capture หน้าจอมานะคะ

1346
01:29:42,542 --> 01:29:46,542
ครั้งนี้ มีไหม ไม่มี

1347
01:29:46,544 --> 01:29:50,544
ละเว้น อาจารย์พิมพ์ผิดอะไรไม่รู้

1348
01:29:50,551 --> 01:29:54,551
ผลลัพธ์ คือ ได้บ้าน ได้บ้าน

1349
01:29:54,553 --> 01:29:58,553
บ้านไม้ไผ่

1350
01:29:58,555 --> 01:30:02,555
บ้านไม้ไผ่ บ้านไม้ไผ่

1351
01:30:02,557 --> 01:30:06,557
ที่สามารถ

1352
01:30:06,559 --> 01:30:10,559
ใช้อยู่

1353
01:30:10,560 --> 01:30:14,560
อาศัย

1354
01:30:14,562 --> 01:30:18,562
ได้ แต่ถ้านะคะ

1355
01:30:18,564 --> 01:30:22,564
แต่ถ้างานของหนูมีบอกว่าภารกิจการสร้างบ้าน เสร็จแล้วอะไร

1356
01:30:22,566 --> 01:30:26,566
คะ ตัวละคร หนูบอกว่าตัวละครของหนูน่ะค่ะ

1357
01:30:26,568 --> 01:30:30,568
มีเลือกตัวละคร

1358
01:30:30,570 --> 01:30:34,570
มีตัวละคร อันนี้ขึ้นอยู่กับเกมแต่ละคนนะคะ

1359
01:30:34,572 --> 01:30:38,572
ตัวละคร ตัวละครเลือกได้

1360
01:30:38,574 --> 01:30:42,574
เลือกได้

1361
01:30:42,576 --> 01:30:46,576
ตามความ

1362
01:30:46,577 --> 01:30:50,577
พอใจของผู้เล่น

1363
01:30:50,579 --> 01:30:54,579

1364
01:30:54,581 --> 01:30:58,581
ถ้าของใครมีตัวละครให้เลือกนะ

1365
01:30:58,583 --> 01:31:02,583
ใครเล่น เล่นอย่างไร แล้วเกมนี้

1366
01:31:02,585 --> 01:31:06,585
มีลักษณะนะคะ

1367
01:31:06,586 --> 01:31:10,586
ลักษณะของเกม หนูมองน่ะค่ะ ตาที่หนู

1368
01:31:10,588 --> 01:31:14,588
มองน่ะ มีสีอย่างไรนะคะ อันนี้เป็น

1369
01:31:14,593 --> 01:31:18,593
ลักษณะของเขาแล้วนะคะ ลักษณะของเกม

1370
01:31:18,595 --> 01:31:22,595

1371
01:31:22,597 --> 01:31:26,597
ลักษณะ...

1372
01:31:26,599 --> 01:31:30,599
สี

1373
01:31:30,601 --> 01:31:34,601
ขึ้นอยู่กับความคิดของตัวเองนะคะ

1374
01:31:34,604 --> 01:31:38,604
สีมีความมืด หนุอาจจะบอกว่าสีมืด

1375
01:31:38,605 --> 01:31:42,605
สีมืดมองไม่ชัด

1376
01:31:42,607 --> 01:31:46,607
เจน

1377
01:31:46,609 --> 01:31:50,609

1378
01:31:50,611 --> 01:31:54,611

1379
01:31:54,613 --> 01:31:58,613
ชื่องาน โอเคนะคะ

1380
01:31:58,614 --> 01:32:02,614
ชื่องาน ลักษณะ ก็คือตัวที่หนู

1381
01:32:02,615 --> 01:32:06,615
ดูที่หนูดูนั่นแหละค่ะ หนูมองแล้วเป็นอย่างไร

1382
01:32:06,616 --> 01:32:10,616
ถ้าของหนูเลือก ถ้าต้อง

1383
01:32:10,618 --> 01:32:14,618
จากนั้นลักษณะของเกมของหนูเป็นอย่างไร ถ้าเกมของหนูเป็น

1384
01:32:14,622 --> 01:32:18,622
การสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างบ้าน สร้างด้วยอะไรล่ะ

1385
01:32:18,624 --> 01:32:22,624
สร้างบ้านด้านไม้ไผ่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

1386
01:32:22,625 --> 01:32:26,625
คืออะไร ทำไมคะ อยู่อาศัยได้

1387
01:32:26,625 --> 01:32:30,625
อย่าไส.

1388
01:32:30,628 --> 01:32:34,628

1389
01:32:34,630 --> 01:32:38,630

1390
01:32:38,631 --> 01:32:42,631

1391
01:32:42,634 --> 01:32:46,634

1392
01:32:46,636 --> 01:32:50,636
แล้วก็...

1393
01:32:50,639 --> 01:32:54,639
อาจารย์วานให้หนูแคปฯ

1394
01:32:54,644 --> 01:32:58,644
นะคะ เอาภาพเกมออกมาค่ะ ที่อาจารย์เคยสอนน่ะลูก

1395
01:32:58,647 --> 01:33:02,647
เอาภาพเกมออกมาให้หนู ว่าเกมที่หนูใช้น่ะ

1396
01:33:02,648 --> 01:33:06,648
เป็นเกมหน้าตาเป็นอย่างไร แค่นั้นเสร็จ

1397
01:33:06,649 --> 01:33:10,649
แล้วหนูก็เขียนใส่หัวข้างบนนะคะ แทรก

1398
01:33:10,651 --> 01:33:14,651
หัวกระดาษ หรือหนูจะทำในแท็บเลต ก็ได้นะคะ

1399
01:33:14,652 --> 01:33:18,652
โดยการพิมพ์อย่างนี้ค่ะลูกแล้วออกมาเป็นไฟล์ แต่ขอให้เป็น

1400
01:33:18,653 --> 01:33:22,653
ไฟล์ PDF เป็นไฟล์ PDF นิดหนึ่งนะคะ

1401
01:33:22,655 --> 01:33:26,655
ภาพเกมอย่างเดียวนะคะ แคปเกม เดี๋ยวอาจารย์แคป

1402
01:33:26,656 --> 01:33:30,656
แคปเกมมาให้หนูจะได้เห็นชัดนะคะ เดี๋ยวอาจารย์แคป

1403
01:33:30,662 --> 01:33:34,662
หนูเห็นเลยนะคะลูก

1404
01:33:34,664 --> 01:33:38,664
เกม...

1405
01:33:38,665 --> 01:33:42,665
เกมสร้างบ้าน

1406
01:33:42,666 --> 01:33:46,666

1407
01:33:46,668 --> 01:33:50,668

1408
01:33:50,670 --> 01:33:54,670

1409
01:33:54,675 --> 01:33:58,675

1410
01:33:58,677 --> 01:34:02,677
รูปภาพ เห็นไหมคะ

1411
01:34:02,680 --> 01:34:06,680
อาจารย์มาแล้ว สมมติว่าอาจารย์แอนเอาภาพนี้

1412
01:34:06,682 --> 01:34:10,682
เอาภาพนี้ แล้วก็กดปุ่ม

1413
01:34:10,683 --> 01:34:14,683
หา Print Screen ก่อนค่ะ

1414
01:34:14,685 --> 01:34:18,685
Printscreen แล้วก็

1415
01:34:18,687 --> 01:34:22,687
เอาเมาส์วางไปเลยแล้วก็ตัดเลยครับ

1416
01:34:22,689 --> 01:34:26,689

1417
01:34:26,691 --> 01:34:30,691
เรารอค่ะ

1418
01:34:30,693 --> 01:34:34,693
กลับไปหา Word เราลูก

1419
01:34:34,694 --> 01:34:38,694

1420
01:34:38,695 --> 01:34:42,695
ยังไม่ได้ Save นะ

1421
01:34:42,697 --> 01:34:46,697

1422
01:34:46,698 --> 01:34:50,698

1423
01:34:50,701 --> 01:34:54,701

1424
01:34:54,706 --> 01:34:58,706

1425
01:34:58,709 --> 01:35:02,709

1426
01:35:02,712 --> 01:35:06,712
New ใหม่

1427
01:35:06,715 --> 01:35:10,715
New อีกรอบหนึ่ง ขอ New อีกรอบ

1428
01:35:10,718 --> 01:35:14,718

1429
01:35:14,720 --> 01:35:18,720

1430
01:35:18,723 --> 01:35:22,723

1431
01:35:22,726 --> 01:35:26,726

1432
01:35:26,728 --> 01:35:30,728
ก๊อบฯ

1433
01:35:30,730 --> 01:35:34,730
แต่ละฟังก์ชันไม่เหมือนกันค่ะ

1434
01:35:34,735 --> 01:35:38,735
ไม่ต้องงง

1435
01:35:38,737 --> 01:35:42,737
ทำไมคะ อาจารย์สอนอย่างไรลูก คลิกภาพ 1 ครั้ง

1436
01:35:42,739 --> 01:35:46,739
แล้วหนูก็ลด แล้วก็เลือกที่ตัวติดกล่อง

1437
01:35:46,743 --> 01:35:50,743
นะคะ มาทำในห้อง

1438
01:35:50,744 --> 01:35:54,744
ได้นะคะ อันนี้หนูมาทำในห้องได้เลย แล้วค่อยส่งก็ได้

1439
01:35:54,745 --> 01:35:58,745
นี่ค่ะ แล้วก็

1440
01:35:58,750 --> 01:36:02,750
อาจารย์อาจจะทำมีภาพที่แบบ...

1441
01:36:02,752 --> 01:36:06,752
อย่างนี้ค่ะ เรียบร้อยค่ะ

1442
01:36:06,752 --> 01:36:10,752
เสร็จค่ะ

1443
01:36:10,754 --> 01:36:14,754
เสร็จแล้วลูกภาพ อาจารย์จะทำ

1444
01:36:14,757 --> 01:36:18,757
เป็น PDF แล้วส่งไว้ให้ใน

1445
01:36:18,759 --> 01:36:22,759
Classroom เป็นตัวอย่างดีไหมลูกนะ หนู

1446
01:36:22,763 --> 01:36:26,763
จะได้เห็นเป้นตัวอย่างได้ด้วยนะคะ อย่างนั้น วันนี้นะคะ

1447
01:36:26,765 --> 01:36:30,765
วันนี้มีใครจะถามอาจารย์ไหมคะ อันนี้คืองานแรก

1448
01:36:30,766 --> 01:36:34,766
งานที่ 2 หนูส่งก่อนเที่ยงคืนนะคะ Input

1449
01:36:34,768 --> 01:36:38,768
Output Process นะคะ แล้ว

1450
01:36:38,770 --> 01:36:42,770
สัปดาห์หน้า อาจารย์จะให้หนูมาพ

1451
01:36:42,771 --> 01:36:46,771
พูดให้ฟังนะคะ ถามว่าพูดอย่างไร หนูก็มาเล่าเกมนั่นแแหละค่ะ

1452
01:36:46,774 --> 01:36:50,774
มาเล่าว่าเกมนั้น เล่นอย่างไร

1453
01:36:50,776 --> 01:36:54,776
อาจารย์ก็ไม่ได้ให้หนูเล่น แต่ให้หนูดูว่า

1454
01:36:54,778 --> 01:36:58,778
เขาจะไปในแนวทางอย่างไรเฉย ๆ นะคะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก

1455
01:36:58,781 --> 01:37:02,781
นะคะ อาจารย์อยากเห็นเฉย ๆ ว่าหนูสังเคราะห์

1456
01:37:02,782 --> 01:37:06,782
กับที่เขาบอกไหม แต่ถ้าว่า

1457
01:37:06,783 --> 01:37:10,783
ใครเล่น เล่นกับใคร เป็นอย่างไร หนูเอาข้อมูล

1458
01:37:10,785 --> 01:37:14,785
มาจากไหน บางเกมเขาบอกนะคะ

1459
01:37:14,786 --> 01:37:18,786
แต่บางเกมไม่ได้บอก แต่ถ้าเกมไหนไม่ได้บอก ให้หนูคิดว่า

1460
01:37:18,788 --> 01:37:22,788
เกมแบบนี้ หนูคิดว่าเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

1461
01:37:22,790 --> 01:37:26,790
นะคะ เหมาะกับเด็กอายุเท่าไร อย่างนั้นโอเค

1462
01:37:26,791 --> 01:37:30,791
นะคะ วันนี้ มีอะไรถามอาจารย์ไว้ในกลุ่ม Line

1463
01:37:30,793 --> 01:37:34,793
เลยนะคะ ถามได้เลย อาจารย์จะส่งภาพเอาไว้ในไลน์ก็มีนะคะ

1464
01:37:34,797 --> 01:37:38,797
จะได้เห็นภาพด้วย จะได้ส่งเข้า Cle

1465
01:37:38,799 --> 01:37:42,799
อย่างนั้นวันนี้อาจารย์เอาไว้แค่นี้นะ สัปดาห์หน้าอาจารย์

1466
01:37:42,800 --> 01:37:46,800
ขอเป็น 2 บท แล้วก็อีกครั้งงหนึ่งก็เป้นอีกบท

1467
01:37:46,801 --> 01:37:50,801
หมดเลยนะคะ จะเป็นปฏิบัติแล้ว จะจบปฏิบัติได้เลย

1468
01:37:50,803 --> 01:37:54,803
วันนี้เอาไว้แค่นี้นะคะ เด็ก ๆ สวัสดีค่ะ

1469
01:37:54,805 --> 01:37:58,805

1470
01:37:58,807 --> 01:38:02,807
สวัสดีค่ะทุกคน สวัสดีค่ะ สวัสดี

1471
01:38:02,808 --> 01:38:06,808

1472
01:38:06,809 --> 01:38:10,809
[สิ้นสุดการถอดความ]

1473
01:38:10,811 --> 01:38:14,811

1474
01:38:14,813 --> 01:38:18,813

1475
01:38:18,814 --> 01:38:22,814

1476
01:38:22,818 --> 01:38:26,818

1477
01:38:26,820 --> 01:38:30,820

1478
01:38:30,822 --> 01:38:34,822

1479
01:38:34,825 --> 01:38:38,825

1480
01:38:38,826 --> 01:38:42,826

1481
01:38:42,830 --> 01:38:45,830

1482
01:38:46,832 --> 01:38:49,834

1483
01:38:50,835 --> 01:38:53,839

1484
01:38:54,836 --> 01:38:57,836

1485
01:38:58,838 --> 01:39:01,839

1486
01:39:02,840 --> 01:39:02,842

1487
01:39:06,843 --> 01:39:06,846

1488
01:39:10,846 --> 01:39:10,850


