[เสียงดนตรี] // สวัสดีครับ (คุณณัฐภัทรพล) คุณผู้ชมครับ ได้เวลาของข่าวรัฐสภาในช่วงเช้าแล้วนะครับ ผมณัฐภัทรพล จุติการพาณิชย์ อาจารย์คมคิด ศันสนะเกียรติ แล้วเดี๋ยวช่วงข่าวต่างประเทศพบกับคุณกิตติ เสรีประยูร นะครับ วันนี้เรามาพบกัน วันพฤหัสบดี 26 2567 นะครับ ต้องบอกว่าสถานการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ น่าเป็นห่วงเลยทีเดียว เมื่อคืนเขาทุชสถิติ แม่น้ำปิงนี่ สูงที่สุดในประวัติการณ์แล้วนะ สูงกว่าปี 2556 แล้วก็ปี 2554 ด้วยนะครับ หลายคนมีความกังวลเหมือนกันว่าน้ำที่ท่วมมานั้น มันไปท่วมในเขตเศรษฐกิจช้างคลาน ไนท์บาร์ซ่า ไม่ต้องพูดถึงเลย เห็นว่าวันนี้จะปิดตลาดวโรรสก่อน เพื่อความปลอดภัย แล้วก็เพื่อทรัพย์สินของพ่อค้าแม่ค้าด้วย แล้วก็ระดับน้ำเมื่อช่วงสายที่ผ่านมามันลดไปนิดหนึ่ง ประมาณสัก 2 เซนติเมตร (คุณวัฒนะ) นิดเดียวจริง ๆ // ประมาณสัก 2 เซนติเมต เดี๋ยบว เพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่า เพราะเห็นว่าช่วงปลายเดือนนี้อีก 2-3 วันนี้ล่ะ เดี๋ยวฝนมาอีกระลอกหนึ่ง (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ มีฝนตกโปรยปรายลงมา คุณผู้ชมก็ต้องระมัดระวังกันด้วยในครั้งนี้ใหญ่จริง ๆ นะครับ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนนี้ก็มีการส่งความช่วยเหลือไปในพื้นที่ภาคเหนือต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือว่าภาครัฐบาลเองนะครับ วันนี้คงต้องให้กำลังใจกันต่อไปก่อน ใครที่ยังไม่ท่วม แต่คาดว่าน้ำอาจจะมา เก็บของขึ้นไว้ที่สูงกาอนนะ ทีนี้แม่น้ำปิงจากเชียงใหม่ใช่ไหมครับ และแม่น้ำวังจากลำปางก็กำลังท่วมอยู่เหมือนกัน ปิง วัง มาแล้ว 2 เดี๋ยวมารวมที่ปากน้ำโพธิ์เจ้าพระยา มาแน่ ๆ นะครับ (คุณณัฐภัทรพล) สถานการณ์ปีนี้ค่อนข้างที่จะหนักเลยทีเดียว แต่หลายคนก็อาจจะเป็นกังวลนะครับ ว่าน้ำมันจะมาถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือเปล่า แต่ว่าเขาก็มีการคาดการณ์กันว่าปริมาณน้ำนี่มันยังไม่เยอะเท่าปี 2554 ทีเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ // อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ว่าพื้นที่บริเวณใกล้ตลิงนะครับ แม่น้ำเจ้าพระยาที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากบ่อย อันนี้ก็อาจจะระวัง ใช่ (คุณณัฐภัทรพล) ต้องระวังเหมือนกัน ต้องฟังข่าวสารเรื่องของน้ำท่วมให้ดี ๆ ด้วย ขณะทีเงิน 10,000 สำหรับกลุ่มเปราะบาง เห็นภาพคนไปต่อคิวกันที่หน้าธนาคารยาวเหยียดที่หลายธนาคารเลย อย่างนี้ (คุณณัฐภัทรพล) ธกส. ใช่ นอกจากสาขา ตู้ ATM คุณผู้ชม คิวก็ยาวเหมือนกันนะครับ เมื่อคืนเที่ยงคืนนะ รอบที่ 2 เข้าแล้วนะ ใครที่มีเลขบัตรประชาชนลงท้าย 1 2 3 ในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา แน่นอนว่าหลายคนเปิดมือถือขึ้นมาเช้านี้เช็กแล้วนะ 10,000 บาทเข้าหรือยัง // คือ เห็นในโซเชียลนะ มันจะมีการปล่อยคลิปออกมา บอกว่าไม่อยากจะเชื่อเลยเหมือนฝัน ได้เงินหมื่นจริง ๆ เหรอ แล้วไปกดเป็นเงินสดด้วย คือ หลายคนดีใจ กันเหมือนกันว่า เอ๊ะ จะเอาเงินไปทำอะไร เอาไปซื้อของกิน ของใช้นี่ล่ะ เป็นหลักนะ (คุณณัฐภัทรพล) ใช่ครับ เพราะว่าท่านนายกฯ แพทองธารก็มาบอกเกี่ยวกับเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเกี่ยวกับเรื่องของโครงการแจกเงิน 10,000 บาท นี่แหละครับ ก็ยังใช้คำว่า "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" เหมือนเดิมนะคุณธีรพงศ์ แล้วก็นี่ล่ะ ระบบดิจิทัลวอลเล็ตให้ได้ (คุณณัฐภัทรพล) คือตอนนี้กับรัฐบาล ก็มองเหมือนกันว่าไอ้เฟสต่อไปจะได้จริงหรือเปล่า 1. เมื่อไรอย่างไรและจะได้เป็นเงินสดเหมือนกันไหม ได้น่าจะดีนะ แต่คาดว่าไม่น่าจะใช่ (คุณณัฐภัทรพล) เพราะว่าน่าจะเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่เขาจะปูรากฐาน // เพราะว่ากลุ่มก้อนหลังนี่ จะต้องรอกลุ่มก้อนแรกนะครับวันนี้ คุณผู้ชมครับ ก็ต้องรอต่อไป นะครับ เดี๋ยวทางด้านกระทรวงการคลังจะมาแถลงความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน 10,000 หมื่นนี่ล่ะครับ ไปดูในสภาเมื่อวานที่ผ่านมาดีกว่าครับคุณผู้ชมครับ มีการประชุมผู้แทนราษฎรนะครับ เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือว่าเรียกกันสั้น ๆ ว่ากฎหมายไม่ตีเด็กนี่ล่ะครับ ก็มีการขอถอนร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับคุณผู้ชม ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็มองในความเห็นหลากหลายมุมไปดูกันดีกว่า กับบรรยากาศการประชุมผู้แทนราษฎรเมื่อวานที่ผ่านมาครับคุณผู้ชมครับ ได้มีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายไม่ตีเด็กนั่นเองนะครับ ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยคุณทรัพสิทธิ์ คุมประพันธ์ ครับ ได้มีการกล่าวชี้แจงในทุ่มประชุมว่าคณะกรรมการพิจารณาปรับแก้ในมาตราที่ 3 โดยมีเจตนาให้มีสิทธิการลงโทษของผู้ปกครองว่ากล่าวสั่งสอน ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะต้องการให้ผู้ปกครองมีทัศนคติเชิงบวกมีความสัมพันธ์แล้วก็ความผูกพันธ์ที่ดีกับบุตรนั่นเองครับ จากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณากฎหมายเป็นรายมาตราครับ เริ่มตั้งแต่ชื่อร่าง เรียงลำดับ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนใหญ่ และต่างก็มีความเห็นตรงกันนะครับ เช่น ทางด้านของคุณพิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นนะครับ ว่าควรเปลี่ยนความคิด รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี มาเป็นการกระทำที่อ่อนโยน เป็นการส่งความปรารถนาดีแก่บุตร ทางด้านของคุณศศินันท์ ลิทินันท์ นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครที่มีการกล่าวนะครับ ว่าสภาผู้แทนราษฎรได้มีการกล่าวไปแล้วจึงต้องมีการตั้งคำถามอะไรกับการคุ้มครองมนุษย์ด้วยกัน โดยสมาชิกหลายคนมองว่าการเฆี่ยนตี ก็เป็นรากฐานของสังคมไทยทำให้เด็กไทยโตมาเป็นคนดีจะต้องกลายเป็นคนดี ต่างกับอีกท่านหนึ่ง คุณวิชัย สุดสวาท ครับ ผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติที่มีการอภิปรายกฎหมายดังกล่าวนี้นะครับ พ่อและแม่ มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลบุตรหลาน แต่กฎหมายดังกล่าว มีบทบัญญัติการริบรอนสิทธิ์พ่อแม่ดูแลบุตรนั่นเอง เช่นเดียวกับจ่าอากาศเอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้มีการอภิปรายต่อร่างกฎหมายไม่ตีเด็กนี่นะครับ มีการอภิปรายส่วนตัวนี่ล่ะครับ มีการอภิปรายว่าการลงโทษเด็ก บุคคลนั้นเป็นใครหากเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็สามารถทำได้ เพราะว่าสังคมไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อให้เติบโตเป็นคนดี เช่น สิ่งใดที่ถูกทำดีก็ต้องชมเชย แต่หากทำผิด สามารถว่ากล่าวหรือว่าติติงได้ ซึ่งถ้าหากพ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ตีลูกอะไรจะเกิดขึ้นควรจะแยกแยะสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วก็พ่อแม่ควรที่จะตีลูกได้เหมือนเดิมนะครับ อีกท่านหนึ่งนะครับ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยครับ ก็อภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว ว่าก็มีสมาชิกสนับสนุนแล้วก็คัดค้านนะครับ ซึ่งก็ต้องอถิปรายตามความจริง ว่าขณะนี้เสียงส่วนใหญ่ยังคงคัดค้าน มีการเสนอให้คณะกรรมาธิการ นำร่างกฎหมายไปปรับแก้ร่างก่อน กฎหมายขัดกับหลักการนั่นเอง จนท้ายที่สุดครับคุณผู้ชมครับ หลังจากที่ประชุมมีการพิจารณาถึงมาตรา 3 คณะกรรมาธิการก็ได้มีความเห็นพ้องกัน ร่วมกันในการถอนร่างพระราชบัญญัติ ไปปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ขัดข้องนั่นเองนะครับคุณผู้ชมครับ เดี๋ยววันนี้ติดตามกันต่อ วันนี้มีประชุมสภาผู้แทนราษฎรกันในช่วงเวลา 09.00 น. นะคุณ ก็จะเป็นกระทู้ถามสดใช่ไหมครับ (คุณธีรพงศ์) ครับ ต่อเนื่องจากร่างกฎหมายไม่ตีเด็กครับ ทีนี้ไปฟังมุมมองของคุณณัฐวุฒิ บัวประทุมกันหน่อย คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติม กระบวนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. นะครับ หรือว่าเป็นรองประธานร่างกฎหมายไม่ตีเด็กนี่ ก็บอกว่าที่สภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ หลังจากมีมติให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ หลังจากก็มีการแถลงออกมานะครับ ก็มีการบอกว่าให้ออกไปทบทวนก่อน เสนอสภาพิจารณาอีกครั้ง ว่าชั้นกรรมาธิการได้ปรับแก้ร่างบนพื้นฐานที่ว่าการปรับแก้นั้นต้องไม่เป็นการทารุณกรรม และก็ไม่เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจเด็ก ยืนยันนะครับ ว่าเนื้อหาสาระในร่างที่มีการปรับแก้เป็นไปในแง่สนับสนุนผู้ปกครอง ให้ใช้วิธีการทำโทษเด็กที่เหมาะสม ไม่มีประเด็นที่ระบุว่าพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่สามารถลงโทษบุตรได้นะครับ ส่วนที่มีการอภิปรายท้วงติงเรื่องการเฆี่ยนตี หรือคำว่า "เฆี่ยนตี" คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มเข้าไปใหม่ แต่เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในหลักการในวาระที่ 1 ที่สภาให้ความเห็นชอบนะครับ ตนจึงมองว่าในการพิจาณาวาระ 2 และวาระ 3 ไม่มีเหตุผลใด ที่จะเพิกถอนร่างหรือไม่เห็นด้วยในพิจารณาผ่านร่างนะครับ อย่างไรก็ตามมติที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร อาจจะสะท้อนวาสพรรคประชาชนและคณะกรรมาธิการ ยังไม่สามารถสื่อสารทำความเข้าใจในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้มากพอนะครับ เพราะว่ายังมีความไม่เข้าใจอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ ว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ แม้เป็นกฎหมายฝ่ายค้าน เพียงพรรคเดียว ฉบับเดียวใน 2 สมัยประชุมสภาด้วยนะครับ ที่ผ่านมานี่ โดยที่ไม่มีร่างของพรรคการเมืองอื่นประกบในการพิจารณา แต่ไม่ควรนำเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองที่จะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว ควรจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระที่มุ่งเน้นการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กมากกว่านะครับ คุณณัฐวุฒิยังบอกว่าหลังจากนี้ทางคณะกรรมาธิการจะนัดประชุมเร่งด่วนที่สุดนะครับ เพื่อทบทวน มีเหตุจำเป็นหรือมีสิ่งใดที่ต้องปรับแก้ไขหรือไม่ จะมีการปรับแก้ถ้อยคำอื่นใดหรือไม่ เพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้ต่อประชาชน แล้วก็ผู้ปกครองของเด็กทุกคนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยคณะกรรมาธิการก็จะทบทวน ว่าการปรับแก้ไขร่างดังกล่าวขัดต่อหลักการที่มีการกล่าวอ้างในการอภิปรายหรือไม่ รวมถึงทบทวนว่ามีถ้อยคำใดที่ไม่ชัดเจนหรือไม่นะครับ ตลอดจนเรื่องการสื่อสารต่อสาธารณะที่อาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไรโดยภายหลังการพิจารณาทบทวนร่างแล้ว ก็จะรีบส่งกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภานะครับ เพื่อให้ทันในเวลาที่เหลืออยู่ของการประชุมสภา ในสมัยนี้นะครับ มีเสียงคุณณัฐวุฒิครับ (คุณณัฐวุฒิ) ผมยังยืนยันว่าเป็นเนื้อหาสาระที่สอดคล้อง มุ่งเน้นไปในแง่ของการสนับสนุนพ่อแม่ผู้ปกครองที่เหมาะสมในการทำโทษบุตร ไม่ใช่กรณีที่กล่าวอ้าง ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะไม่สามารถลงโทษบุตรได้ หรือมิใช่เป็นกรณีที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นความแตกแยกในครอบครัว จะนำไปสู่การฟ้องร้อง จะนำไปสู่การแทรกแซงหรือการดำเนินคดีต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ (คุณณัฐภัทรพล) หลังจนากไม่ตีเด็กเสร็จสิ้นลงไปครับคุณผู้ชม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานก็มีการพิจารณาเรื่องของกฎหมายชาติพันธุ์นะครับ เรื่องนี้เองครับ คุณผู้ชมครับ มีการพิจารณาการถึงช่วงเย็น ๆ นะครับ ท้ายที่สุดแล้วคุณผู้ชมครับ ประธานคณะกรรมาธิการ ร่าง พรบ. คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ ก็มีการถอนเรื่องของร่างกฎหมายนี้กลับไปนั่นเองนะครับ ร่างกฎหมายที่น่าสนใจอีกฉบับหนึ่ง ก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ มีทางด้านของของคุณปิยะณัฐ ปิยะไพรัศ ประธานคณะกรรมการวิสามัญ ร่างกฎหมายที่ร่างคณะกรรมาธิการร่างเสร็จแล้วในที่ประชุมโดยคุณปิยะรัฐได้มีการชี้แจงคณะกรรมาธิการนะครับ วาาคณะกรรมาธิการได้นำผลรับฟังความเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบทที่เกิดขึ้นมาพิจารณาร่วมกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าว จะเป็นวาระสำคัญที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดัน และเป็นก้าวแรกที่มั่นคงต่อประชาชน ชาวชาติพันธุ์ของประเทศ และสังคมพหุวัฒนธรรมที่โอบคนทุกกลุ่มจากนั้นที่ประชุมได้เริ่มมีการร่างกฎหมายรายมาตราทั้ง 35 มาตรานะครับ ซึ่งเริ่มพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่างเรื่องเรียงตา่มลำดับ จนถึงเรื่องมาตรา 35 ครับ โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมลงชื่ออย่างกว้างขวาง อย่างเช่น ทางด้านของคุณอัครเดช วงศ์พิทักษ์โจรน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติครับ ได้มีการใช้สิทธิในการอภิปรายในมาตราที่ 3 ทางด้านของคณะกรรมาธิการให้คำนิยามของคนชนเผ่าพื้นเมือง ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีความสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ ในการสร้างถิ่นฐาน ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติให้มีคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" อยู่ในร่างกฎหมาย เพราะว่ามองเรื่องของความมั่นคงเป็นหลักนะครับ เพราะว่ามีการกำหนดไว้ อนาคตสามารถแยกออกไปตั้งเป็นตนเองได้ มีประเทศไทยมี 50 กลุ่มชาติพันธุ์ ต่างก็อยากเป็นคนไทย ไม่อยากมีใครอยากเป็นชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมกับย้ำว่าประเทศไทยมีเผ่าเดียว คือ ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย แหม มาเป็นเพลงชาติเลยนะคุณอัครเดช (คุณธีรพงศ์) ซึ่งหลังจากนี้ครับ คุณมานพ กรรมาธิการครับ ได้มีการชี้แจงในความจำเป็นให้มีคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ว่าจะหลีกหนีในเรื่องนี้ไม่ได้ ที่ประเทศไทยมีการรวมกันของหลากหลายของชนเผ่า จึงจำเป็นต้องปกป้องคุ้มครองคนส่วนน้อยนี้ครับ ไม่มีเรื่องความแตกแยกเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาประเทศไทยร่วมลงนามว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองตาปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทำงานกับองค์กรนานาชาติมากมายเลยนะครับ ที่ล้วนแล้วแต่ใช้คำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" หากไทยไม่มีบทบัญญัตินี้จะไปคุยได้อย่างไรนั่นเองนะครับ อีกท่านหนึ่งครับ ไปดูทางด้านของคุณ... สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนนะครับ ได้สนับสนุนร่างกฎหมายพร้อมให้พิจารณาคุ้มครองสำหรับชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ควรมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันกับคนส่วนมาก เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุขฟรีและถ้วนหน้า สิทธิในดินแดนที่ดินทำกินและทางกฎหมายนั่นเองครับ โดยที่ประชุมพิจารณาต่องเนื่องมาถึงมาตรา 4 มีทางด้านของคุณปิยะรัฐ ติยะไพรัศ กรรมาธิการ ขออนุญาตที่ประชุม ขอถอนร่างกฎหมายส่งเสริม วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อที่จะมีการนำกลับไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งนะครับ โดยให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีอีกหลายมิติ หลายแง่มุมที่คณะกรรมาธิการต้องพิจารณาครอบคลุม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วทั้งประเทศนั่นเองนะครับ หลังจากนั้นครับคุณผู้ชม คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเหมือนกันได้ใช้สิทธิ์ในการอภิปรายด้วย ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้พิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบและเข้าใจดีของทุกฝ่าย ซึ่งตนเข้าใจว่าวิปทุกฝ่ายได้มีการพูดคุยกันแล้วนะครับ แล้วก็อาจจะมีบางประเด็นมีการพิจารณาหารือกันในที่ประชุมสภา อย่างเช่น คำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" และ "ชาติพันธุ์" นอกนั้นไม่มีสัญญาณที่จะเป็นการถอนร่างกลับไปพิจารณา จึงต้องการให้สภาพิจารณาต่อเนื่องครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ได้มีการเสนอกฎหมาย ทั้งของด้านประชาชน พรรคการเมือง แล้วก็คณะรัฐมนตรีนั่นเองนะครับ อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นมาเลย ในฐานะวิปฝ่ายค้านครับคุณผู้ชมครับ คุณ พิภพพิญโย ครับ สส. พรรคประชาชน ก็ลุกขึ้นมาอภิปรายครับ ว่าหากนำขึ้นมาในชั้นกรรมาธิการอีกครั้ง จะทำให้เสียเวลาของสภาครับ ในการประชุมและการทำงานของกรรมาธิการที่ผ่านมา มีทั้งฝ่ายรัฐมนตรี พรรคการเมืองทุกพรรค และจากพรรคประชาชน ตนจึงไม่เห็นด้วยกับการถอนร่างกฎหมายออกไปก่อน จึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าสมควรถอดร่างออกไปหรือไม่นั่นเองนะครับ ส่วนต่อมาครับคุณผู้ชมครับ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส. สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยครับ ก็ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายในที่ประชุมวิปรัฐบาลก็มีการหารือกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลยังมีความสับสนกันอยู่ ตนคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้เมื่อเข้าสภานะครับ เพราะว่าไม่ต้องการให้ระบุว่าฝ่ายรัฐบาลตามกฎหมายมายังไม่เคยเห็นกฎหมายใดที่โหวตมาตราเดียว แต่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่า ๆ นี่แหละครับ แล้วก็ไม่เข้าใจการโหวต จึงถอนร่างกฎหมายออกไปก่อน แล้วค่อยมาเจรจาความกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท้ายที่สุดแล้วคุณผู้ชมครับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้มีการถอนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ออกไปก่อน ตามที่ประธานคณะกรรมาธิการเสนอ ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 255 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียงอีก 1 เสียงนั่นเองครับ (คุณธีรพงศ์) มาดูอีก 1 มุมมองกันบ้างนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นจริยธรรมของคุณนิกร จำนง กันบ้าง เขาเคยเป็นอดีตคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 นะครับ เขาบอกว่าเห็นด้วยนะส่วนตัว ควรจะมีการแก้ไข แต่ว่าเรื่องจริยธรรมนักการเมืองนี่ คุณนิกร บอกว่าไม่ควรจะอยู่ในกฎหมาย ควรควรจะอยู่ในใจนักการเมืองมากกว่า แล้วก็ควรจะมีการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับนักการเแก้ไขโดยร่วมจากกระบวนการ สสร. และประชามติ นายนิกร จำนง อดีตที่ปรึกษาวิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ. และอดีตเลขานุคณะกรรมการจริยธรรม ชุดที่ 25 นะครับ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตราจริยธรรมในระบบการเมือง บอกว่าจริยธรรมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่ต้องสร้างให้อยู่ในใจนักการเมืองให้ได้ ซึ่งการที่นักการเมืองจะมีจริยธรรมนั้น มันตรวจสอบยากนะครับ เพราะฉะนั้น จึงมีการส่งเสริมให้จริยธรรมเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้การมีจริยธรรมเป็นหลักการเอาไว้ ก็จะทำให้สถาบันการเมืองและนักการเมืองดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าประมวลจริยธรรมไม่ว่าจะเขียนอย่างไร ก็มีความซับซ้อนละเอียดอ่อน โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญ ก็คือ สส. ต้องมีประมวลจริยธรรมเป็นของตัวเอง เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ภายใต้จริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มองว่าบางเรื่องทั้งหมด ไม่สอดคล้องกันของศาลรัฐธรรมนูญใกล้ชิดกับประชาชนไม่ได้ ไม่เหมือนกับหน้าที่ สส. ที่ต้องใกล้ชิดกับประชาชน เพราะหาก สส. ไม่ใกล้ชิดกับประชาชนอาจผิดจริยธรรมได้นะครับ นอกจากนี้คุณนิกรยังบอกด้วยนะครับ สส. ที่ผ่านมาออกประมวลจริยธรรมช้า การลงโทษจึงทำได้เพียงตำหนิและตักเตือนเท่านั้น ไม่มีการลงโทษร้ายแรง ส่วนหลักปฏิบัติที่จะทำให้เกิดจริยธรรม ตนมองว่าต้องเกิดจากแรงกดดันของประชาชน ซึ่งหลักจริยธรรมที่ออกเป็นกฎหมายก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่นักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะ ความรับรู้ของประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากนักการเมืองไม่ผิดหลักจริยธรรม แต่ประชาชนมองว่าผิด ก็ถือเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงกว่านะครับ ที่จะนำไปสู่การไม่ถูกเลือก และการไม่ได้รับการสนับสนุนในอนาคต ส่วนที่มีพรรคการเมืองเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของการเมืองนั้น คุณนิกร ย้ำนะ ว่าตนเห็นด้วย ว่าควรจะมีการแก้ไขแต่เนื่องจากจริยธรรมเป็นเรื่องนามธรรมที่เกี่ยวกับนักการเมือง หากแก้ไขแบบรายมาตรานี่ คุณนิกร บอกว่า มันเป็นไปได้ยากนะครับ จึงควรเริ่มที่ประชาชนก่อน ผ่านกระบวนการทำประชามติที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ได้กำหนดในการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กันนี้ คุณนิกรยังบอกด้วยนะคแก้ไข เนื่องจากบริบทจริยธรรมเป็นปัญหานะครับ ของราชการในแต่ละหน่วยนี่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การใช้จริยธรรมแบบเหมารวม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่มาตรฐานจริยธรรม มาตรา 219 ควรจะต้องแก้ไขที่มา ควรจะให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเหมือนเดิม เพียงแต่ในการตัดสินต้องยึดตามหลักของแต่ละหน่วยงานนะครับ มีเสียงของคุณนิกรครับ (คุณนิกร) ผมเห็นด้วยว่าจะต้องแก้ แต่ถ้ามาเป็นเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่แก้ที่เขาถูกมองว่า นักการเมือง ก็เลยคิดว่าน่าจะทำเป็นเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ ทำนองนี้ ควรเริ่มจากประชาชนดีกว่า จากทั้งฉบับ ให้ สสร. เขาคิดเอง ว่าจะจัดการกับนักการเมืองอย่างไรนะครับ ไม่ใช่เราคิดว่าควรจัดการอย่างนั้น มันก็คืบไปวา วาไปศอก ประชาชนก็จะได้เห็นด้วย และมันจะมีแรงต้าน อีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องพวกนี้ การทำรัฐธรรมนูญนี่ ต้องทำประชามติ ปัญหาคือแล้วจะผ่านประชามติได้เหรอ (คุณณัฐภัทรพล) ต่อกันเลยครับคุณผู้ชมครับ เรื่องของปมเรื่องของจริยธรรมนี่ล่ะครับ ก็มีเสียงออกมาจากคุณจารุศร จากพรรคเพื่อไทยนี่ครับ ก็มีการบอกออกมาว่าพรรคเพื่อไทยตอนนี้ยอมถอยแล้วนะครับ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปมจริยธรรมนะครับ หลังจากที่ทางด้านของพรรคร่วมรัฐบาลนี่ ไม่ค่อยเห็นด้วยหรือว่าเห็นต่างนี่ล่ะครับ บอกว่าไม่ใช่เป็นการเสียหน้านะครับ แต่เป็นการรับฟังเสียงนั่นเองนะครับ ไปดูทางด้านคุณอดิศร เพียงเกต นะครับ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องของจริยธรรมนักการเมืองว่าเพื่อไทยพูดคุย และเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หากไปแตะต้องเรื่องจริยธรรม ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตนเอง ตนคิดว่าพรรคเพื่อไทยรับฟังของประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลได้เห็นด้วยตรงกัน โดยเฉพาะประเด็นจริยธรรมไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนะครับ แต่เรื่องเร่งด่วนควรเป็นเรื่องน้ำท่วม และก็ปัญหาปากท้องประชาชนนี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้น พรรคเพื่อไทย ก็จะถอยออกมาก่อน แต่ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้นะครับ เราก็ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นมรดกบาปจากการที่ทำรัฐประหาร จำเป็นต้องมีการแก้ไขทั้งฉบับครับ เป้าหมาย ก็คือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือว่า สสร. จะเป็นการเสียหน้าหรือไม่นั้น เพราะว่าหลายคนมองว่าพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นเรื่องจริยธรรมขึ้นมา โดยคุณอดิศรยืนยันว่าไม่มีการเสียหน้า แต่ต้องฟังความคิดเห็นของประชาชน ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด ซึ่งก็เห็นด้วยนะครับ ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งตำแหน่งนี้ไม่มีภาระ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อคุณสมบัติ จึงควรชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนนะครับ หากไปแก้ไขรายมาตรา ก็จะต้องไปทำประชามติ ซึ่งจะสูญเสียเงินมากขึ้น โดยไม่จำเป็นนะครับ มีเสียงของคุณอดิสร เพียงเกษครับ (คุณอดิศร) ตอนแรก ๆ ก็คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะคิดเหมือนกัน แต่พอได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจากพรรคภูมิใจไทย หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ เราต้องให้เกียรตินะครับ ก็... // ไม่เป็นการเสียหน้าใช่ไหมครับ (คุณอดิสร) ไม่ ๆ เรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีการเสียหน้าครับ ก็ฟังความคิดเห็นทุกพรรค เราไม่พูดว่าใครริเริ่มนะครับ แต่ต้องฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เรื่องนี้มันเรื่องละเอียดอ่อน มีบางคนบอกว่าเรื่องตรวจสอบจะไปกลัวทำไม ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ ในการที่จะมาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องการคนที่ไม่มีภาระ ไม่มีอะไรที่ขัดต่อคุณสมบัติ ผมเห็นด้วยในการส่วนตัว ชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนเอาไว้แก้ทั้งฉบับ (คุณธีรพงศ์) ช่วงนี้พรรคกันครู่เดียว ช่วงหน้าไปดูฟากฝั่งวุฒิสภากันบ้างนะครับ สว. นันทนา วรโรภาส มีข้อคิดเห็นเรื่องของการไม่เห็นด้วยนะครับ ในรัฐสภาสูง กับว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มานะครับ เดี๋ยวช่วงหน้าติดตามรายละเอียดกันครับ [เสียงดนตรี]