﻿1
00:09:33,901 --> 00:09:36,566
สาขาการศึกษาพิเศษนะ

2
00:09:36,566 --> 00:09:40,566
ทุกคนก็คงจะรู้จักชื่ออาจารย์

3
00:09:42,153 --> 00:09:43,425
แล้วนะคะ ขอแนะนำตัวอีกรอบนะคะ สำหรับ

4
00:09:43,425 --> 00:09:47,425
นักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาสัปดาห์นี้เป็น

5
00:09:49,220 --> 00:09:52,207
ครั้งแรกนะ วันนี้... วันนี้อาจารย์ก็จะมาสอน

6
00:09:52,207 --> 00:09:54,894
ในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับ

7
00:09:54,894 --> 00:09:58,894
ครูนะคะ อาจารย์ชื่อ ดร.วิกานดา ชัยรัตน์

8
00:10:00,625 --> 00:10:04,625
เราสามารถเรียกชื่อเล่นได้ว่า "อาจารย์กาน

9
00:10:09,253 --> 00:10:13,253
" นะคะ อยู่สาขาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว คณะเดียวกันกับเรา ก็คือ

10
00:10:13,528 --> 00:10:17,095
คณะครุศาสตร์เรียกชื่อเล่นก็ได้ จะได้เป็นกันเองนะคะ

11
00:10:17,095 --> 00:10:21,095
ทีนี้ในรายวิชานี้ก็จะเป็น 3

12
00:10:21,098 --> 00:10:22,864
หน่วยกิตนะคะ 3 หน่วยกิตนะ

13
00:10:22,864 --> 00:10:26,864
วิชานี้ก็จะมีทั้งบรรยาย

14
00:10:27,914 --> 00:10:30,417
และก็มีการทำกิจกรรมกลุ่มนะคะ

15
00:10:30,417 --> 00:10:34,417
วันนี้

16
00:10:35,348 --> 00:10:37,951
อาจารย์ก็จะมาพูดในบทที่ 1

17
00:10:37,951 --> 00:10:41,951
ว่าในส่วนที่เป็นความหมายและความสำคัญ

18
00:10:42,830 --> 00:10:46,830
ของจิตวิทยา ส่วนที่ 2 ก็จะว่า

19
00:10:47,497 --> 00:10:51,497
ในเรื่องพฤติกรรม ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นการ

20
00:10:53,779 --> 00:10:54,918
ศึกษาพฤติกรรมของนักจิตวิทยา แล้วก็

21
00:10:54,918 --> 00:10:58,871
ส่วนที่ 4 ก็จะว่าเรื่อง

22
00:10:58,871 --> 00:11:02,196
แนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยานะคะ

23
00:11:02,196 --> 00:11:06,196
เวลาอาจารย์อธิบาย ถ้าใครสงสัยตรงไหน

24
00:11:14,154 --> 00:11:14,182
สามารถยกมือถามได้เลยนะคะ วิชานี้อาจารย์ก็จะถามเยอะนิดหนึ่ง

25
00:11:14,182 --> 00:11:18,182
ในการถามของอาจารย์ ก็คือเปรียบเสมือนเป็นการ

26
00:11:20,652 --> 00:11:24,652
วัดความรู้ เขาเรียกว่า "Pretest" นะคะ เพื่อที่จะได้

27
00:11:31,250 --> 00:11:35,250
วัดว่าเรามีความรู้ความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั่นเองนะคะ ทีนี้เรามาดูสัดส่วนในการเก็บคะแนน จะแบ่งออกเป็น

28
00:11:37,108 --> 00:11:41,108
2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ก็คือคะแนนเก็บ

29
00:11:46,204 --> 00:11:46,471
60 คะแนน ส่วนที่ 2 ก็จะเป็นคะแนนสอบนะคะ คะแนนเก็บ

30
00:11:46,471 --> 00:11:50,471
เข้าชั้นเรียนตรงเวลาคือเท่าไรคะ

31
00:11:53,688 --> 00:11:55,300
10 คะแนนนะคะ ส่วนที่ 2

32
00:11:55,300 --> 00:11:59,300
กิจกรรมในชั้นเรียนก็จะแยกย่อย

33
00:12:00,192 --> 00:12:02,399
แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ชิ้นงานด้วยกัน

34
00:12:02,399 --> 00:12:06,161
อันนี้ก็คืออย่างละ 5 คะแนน

35
00:12:06,161 --> 00:12:10,161
กิจกรรมในที่นี้ ก็คือจะ

36
00:12:16,267 --> 00:12:19,609
ทำกันเป็นแบบกลุ่มนะคะ อันนี้นะ ไล่ไปตั้งแต่วิเคราะห์พัฒนาการ

37
00:12:19,609 --> 00:12:23,609
5 คะแนน นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ 5 คะแนน

38
00:12:27,407 --> 00:12:28,810
การออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน

39
00:12:28,810 --> 00:12:31,799
อันนี้ก็ 5 คะแนนนะคะ ทำ Case Study หรือ

40
00:12:31,799 --> 00:12:35,256
การศึกษารายกรณีก็ 5 คะแนน

41
00:12:35,256 --> 00:12:39,256
แล้วก็ฝึกกระบวนการปรึกษา

42
00:12:46,336 --> 00:12:46,386
5 คะแนน เนื้อหาก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด

43
00:12:46,386 --> 00:12:49,728
12 บทด้วยกันนะคะ ส่วนแรก

44
00:12:49,728 --> 00:12:53,728
เริ่มตั้งแต่เปิดภาคจนกระทั้งสอบกลางภาค

45
00:12:57,802 --> 00:13:01,802
ก็จะเป็นอาจารย์วิกานดานะ แล้วก็หลัง

46
00:13:03,250 --> 00:13:04,256
จากสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่ง

47
00:13:04,256 --> 00:13:08,256
นะคะ ก็คือ ผศ.ดร. ฑิติการ

48
00:13:15,267 --> 00:13:17,465
โอเค ทุกคนพร้อมแล้วนะคะ ที่จะเรียน ทีนี้แบบฝึกหัด ถ้าใครเรียนบทที่ 1 แล้ว

49
00:13:17,465 --> 00:13:18,688
สามารถตอบคำถามได้ก็แสดงว่า

50
00:13:18,688 --> 00:13:22,688
เรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเรื่องนั้นแล้ว

51
00:13:24,609 --> 00:13:28,609
นะคะ ทีนี้เรามาดู

52
00:13:29,039 --> 00:13:33,039
ความหมาย ความเป็นมาของจิตวิทยา หรือเราเรียกันว่า "

53
00:13:39,012 --> 00:13:42,370
Psychology" นะคะ ก็จะแบ่งออกเป็น

54
00:13:42,370 --> 00:13:45,180
2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก ก็คือจะเป็น

55
00:13:45,180 --> 00:13:46,759
ก่อนศตวรรษที่ 19

56
00:13:46,759 --> 00:13:50,759
จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิญญา

57
00:13:55,277 --> 00:13:57,343
ทุกสิ่งทุกอย่างเขามองว่าการแสดงออกนี่ เขาเชื่อในเรื่องวิญญาณ ยังไม่เป็นเหตุเป็นผล

58
00:13:57,343 --> 00:14:01,343
เท่าที่ควร แต่ทีนี้หลัง

59
00:14:01,664 --> 00:14:05,664
ศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษ

60
00:14:07,169 --> 00:14:08,138
าจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ ก็จะมีการศึกษา

61
00:14:08,138 --> 00:14:11,215
เกี่ยวกับการแสดงออกทางพฤติกรรม

62
00:14:11,215 --> 00:14:15,215
ของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัยวิธี

63
00:14:17,864 --> 00:14:19,729
ทางอะไรคะ วิทยาศาสตร์นั่นเองนะคะ

64
00:14:19,729 --> 00:14:23,729
เขาก็จะไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ เพราะว่าบางครั้งมันยังมองหาเหตุ

65
00:14:27,347 --> 00:14:28,984
หาผลไม่ได้ ยุคหลังเขามองว่า เอ๊ะ

66
00:14:28,984 --> 00:14:31,638
พฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร

67
00:14:31,638 --> 00:14:35,638
นั่นเองนะคะ เขาก็เลยสร้างห้องทดลองที่เมือง

68
00:14:43,286 --> 00:14:44,068
ไรซิก เพื่อจะดูพฤติกรรมว่ากลวิธีการแสดงออกทางพฤติกรรม สาเหตุมันเกิดขึ้น

69
00:14:44,068 --> 00:14:48,068
มาจากตรงไหนอย่างไร เขาก็เลยเชื่อว่าจะต้อง

70
00:14:49,751 --> 00:14:53,751
อาศัยการศึกษาอย่างเป็นระบบ คำว่า "เป็นระบบ" ในทีนี้

71
00:14:57,563 --> 00:14:59,648
ก็คือศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่เดี๋ยวเรามาดูกันนะ

72
00:14:59,648 --> 00:15:03,648
ทีนี้ความหมาย

73
00:15:04,006 --> 00:15:08,006
ของจิตวิทยา คืออะไร ทุกพฤติกรรม ย่อมมี

74
00:15:10,996 --> 00:15:14,173
สาเหตุ ดังนั้น จิตวิทยา ก็คือการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม

75
00:15:14,173 --> 00:15:18,173
ต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์แล้วก็สัตว์

76
00:15:19,219 --> 00:15:21,993
นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

77
00:15:21,993 --> 00:15:25,771
ทีนี้เรามาดูกัน คำว่า

78
00:15:25,771 --> 00:15:29,771
"พฤติกรรม" "Behavior" นั่นเองนะคะ

79
00:15:31,329 --> 00:15:35,124
มันคืออะไร นักศึกษาตอบได้ไหม

80
00:15:35,124 --> 00:15:39,124
พฤติกรรมคืออะไร การกระทำนั่นเองนะคะ

81
00:15:42,026 --> 00:15:46,026
เช่นอะไรบ้างคะ การกินได้ไหม รับประทาน

82
00:15:46,939 --> 00:15:50,939
ได้ไหม การวิ่งได้ไหม ตอนนี้

83
00:15:51,257 --> 00:15:55,257
อาจารย์มีพฤติกรรมอะไรอันนี้ พูดหรือว่าสอน

84
00:15:58,832 --> 00:16:02,832
สอนได้ไหม การถ่ายทอดเนื้อหานะ นักศึกษาตั้งใจเรียน อันนี้ถือว่าเป็นพ

85
00:16:05,212 --> 00:16:07,158
ฤติกรรมไหมคะ เป็น เรารู้ได้อย่างไรว่าเรา

86
00:16:07,158 --> 00:16:11,158
ตั้งใจเรียน เพราะเราสังเกตตัวเอง

87
00:16:15,739 --> 00:16:18,614
ใช่ไหม ถูกไหม แสดงว่าเรารู้ตัวใช่ไหมคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น

88
00:16:18,614 --> 00:16:22,614
พฤติกรรมก็เป็นการกระทำที่เราทั้ง

89
00:16:25,522 --> 00:16:29,522
รู้ตัว แล้วก็ไม่รู้ตัว ทีนี้พฤติกรรมอะไร

90
00:16:32,138 --> 00:16:35,600
ที่บ่งบอกว่า เอ๊ะ เราไม่รู้ตัว อาการใจลอยได้ไหม ได้ เหม่อลอยได้ไหมคะ

91
00:16:35,600 --> 00:16:39,600
หรือว่าอาการแบบรู้จักหลับในไหมคะ

92
00:16:42,667 --> 00:16:46,667
มันคืออะไร หลับในน่ะ แบบง่วง ๆ และก็สติ

93
00:16:47,851 --> 00:16:51,851
มันแบบไปนิดหนึ่งแล้วค่อยกลับมาใช่ไหม

94
00:16:54,192 --> 00:16:56,680
อันนี้นะ ทีนี้กล่าวได้ว่าพฤติกรรม

95
00:16:56,680 --> 00:17:00,680
ก็คือเป็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำ

96
00:17:03,600 --> 00:17:06,732
โดยรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว และก็เป็นพฤติกรรมที่คนอื่นเขาสังเกต

97
00:17:06,732 --> 00:17:10,732
เห็นเราได้ รวมถึงในบางครั้ง

98
00:17:15,140 --> 00:17:19,140
เขาก็ไม่ทราบว่าเราแสดงพฤติกรรมอะไร ถ้าเขาไม่ได้

99
00:17:20,217 --> 00:17:23,499
สังเกตนั่นเองนะคะ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจเรียนสูงมาก ในสาขาการศึกษาพิเศษนะ

100
00:17:23,499 --> 00:17:27,499
เพราะอาจารย์รู้ได้อย่างไร เพราะอาจารย์ใช้การสังเกต

101
00:17:29,668 --> 00:17:32,591
ทุกคน เรารู้ได้อย่างไร

102
00:17:32,591 --> 00:17:33,619
ว่าอาจารย์พูด เพราะเราสังเกตอะไรคะ

103
00:17:33,619 --> 00:17:37,619
อาจารย์ ในการสังเกต สังเกตทางไหน ตา

104
00:17:37,753 --> 00:17:41,753
ใช่ไหมคะ หูฟังด้วยนะ อันนี้นะ

105
00:17:42,643 --> 00:17:46,643
ทีนี้เรามาดูกันนะคะ พฤติกรรม

106
00:17:48,528 --> 00:17:51,468
ของมนุษย์ก็จะมีออกเป็น 3 ส่วน

107
00:17:51,468 --> 00:17:54,012
ด้วยกัน ก็คือทางด้านการรู้คิด

108
00:17:54,012 --> 00:17:58,012
การรู้คิดในที่นี้ ก็คือความรู้

109
00:18:01,752 --> 00:18:05,752
ความรู้สึก ก็คือ Affective หรือ Attitude ทัศนคติ

110
00:18:07,254 --> 00:18:11,254
ส่วน Action ก็คืออะไรคะ การกระทำนั่นเอง ทีนี้เราอยู่ใน

111
00:18:11,827 --> 00:18:14,985
หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ความเป็นครู ก็คือ

112
00:18:14,985 --> 00:18:18,985
เราจะต้องสามารถถ่ายทอด

113
00:18:22,320 --> 00:18:25,541
องค์ความรู้ เนื้อหาได้ เราก็คือจะต้องมีการเขียนแผนใช่ไหมคะ

114
00:18:25,541 --> 00:18:29,541
ในการเขียนแผนเรา ก็คือจะต้องกำหนด

115
00:18:35,180 --> 00:18:38,016
จุดประสงค์ก่อน จุดประสงค์ก็คือผู้สอน

116
00:18:38,016 --> 00:18:38,356
ต้องการให้ผู้เรียนเกิดอะไร จุดประสงค์

117
00:18:38,356 --> 00:18:42,356
ในทีนี้ ก็คือจะต้องล้อตามหลักบรูมนะ

118
00:18:46,569 --> 00:18:48,287
มีอะไรบ้างนะ KS แล้วก็อะไรคะ

119
00:18:48,287 --> 00:18:52,287
A นั่นเองนะคะ K คืออะไรคะ

120
00:18:53,703 --> 00:18:57,703
คือ ความรู้ใช่ไหมคะ Knowledge นะ S คืออะไรคะ

121
00:18:59,269 --> 00:18:59,467
Skill หรือว่าทักษะ A

122
00:18:59,467 --> 00:19:03,467
ก็คือคุณลักษณะ หรือ Attitude

123
00:19:11,336 --> 00:19:14,568
ทัศนคติ ทีนี้ของครุศาสตร์

124
00:19:14,568 --> 00:19:18,568
เพราะเหตุใดเราถึงต้องเรียนจิตวิทยาสำหรับครู

125
00:19:19,185 --> 00:19:23,185
ตอบได้ไหม

126
00:19:24,596 --> 00:19:28,596

127
00:19:30,261 --> 00:19:34,261
โอเค ทีนี้มันก็จะล้อกับปรัชญา

128
00:19:36,893 --> 00:19:40,893
ของคณะครุศาสตร์ ก็คือเก่งศาสตร์ใช่ไหมคะ

129
00:19:47,040 --> 00:19:47,631
ศาสตร์ ก็คือศาสตร์ของเรา ก็คือการศึกษา

130
00:19:47,631 --> 00:19:51,631
พิเศษ ถ้าอาจารย์จะถามเกี่ยวกับศาสตร์

131
00:19:52,360 --> 00:19:56,360
เกี่ยวกับการจัดการเรียนรวมของการศึกษาพิเศษ อาจารย์ก็เชื่อมั่นว่าเรามีองค์ความรู้ในเรื่องศาสตร์

132
00:19:59,752 --> 00:20:00,286
นะคะ ทีนี้เก่งศาสตร์แล้วก็ต้องเก่งอะไรคะ

133
00:20:00,286 --> 00:20:03,340
เก่งสอน สอนในทีนี้ ก็คือกล

134
00:20:03,340 --> 00:20:07,340
วิธีเทคนิคการถ่ายทอดองค์ความรู้

135
00:20:11,568 --> 00:20:13,480
ที่เรามีอยู่ในศาสตร์ของตัวเอง แล้วก็

136
00:20:13,480 --> 00:20:14,796
มีจิตวิญญาณของความเป็นครู

137
00:20:14,796 --> 00:20:18,796
ตรงนี้ มันก็จะล้อกับ KSA เก่งศาสตร์ ก็คือ

138
00:20:25,221 --> 00:20:27,586
มีความรู้ในเรื่องศาสตร์ เก่งล้อ

139
00:20:27,586 --> 00:20:31,586
เราเข้าใจเทคนิค แล้วเราก็สามารถออกแบบ แล้วก็

140
00:20:35,000 --> 00:20:35,545
ในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนให้สอนคล้องกับพัฒนาการของ

141
00:20:35,545 --> 00:20:39,486
ผู้เรียนนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น จิตวิทยาครู

142
00:20:39,486 --> 00:20:43,486
ก็มีความสำคัญว่า โอเค เราจะออกแบบเทคนิค

143
00:20:46,222 --> 00:20:50,222
วิธีการสอน รวมถึงเมื่อเรามีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กวัยเรียน

144
00:20:51,378 --> 00:20:55,378
แล้วก็เด็กวัยรุ่นและทฤษฎีการเรียนรู้เราสามารถ

145
00:20:59,799 --> 00:21:00,214
เอามาใช้... บูรณาการใช้

146
00:21:00,214 --> 00:21:01,806
ในชั้นเรียนของเราได้นั่นเองนะคะ

147
00:21:01,806 --> 00:21:05,806
ด้วยความเป็นครูที่เต็มเปี่ยมนั่นเองนะคะ

148
00:21:09,551 --> 00:21:10,845
ว่า เอ๊ะ จะทำอย่างไรให้เด็ก

149
00:21:10,845 --> 00:21:14,845
ได้มีความรู้ที่เราได้ถ่ายทอดออกไป

150
00:21:21,895 --> 00:21:22,352
และเขาก็สามารถใช้ความรู้ที่เราถ่ายทอดนั้น ไปใช้ในงานของเขาได้

151
00:21:22,352 --> 00:21:25,701
นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค

152
00:21:25,701 --> 00:21:29,701
ทีนี้ เรามาดูความหมาย

153
00:21:32,726 --> 00:21:34,077
ของพฤติกรรมกันบ้าง

154
00:21:34,077 --> 00:21:37,952
พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2

155
00:21:37,952 --> 00:21:41,328
กลุ่ม

156
00:21:41,328 --> 00:21:45,328
พฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มนะคะ กลุ่ม

157
00:21:48,534 --> 00:21:48,775
ภายในแล้วก็ภายนอกนะคะ

158
00:21:48,775 --> 00:21:52,775
ภายใน ก็คือตัวเรา

159
00:21:53,930 --> 00:21:57,930
ภายนอกคืออะไรคะ ภายนอกคืออะไร

160
00:21:59,792 --> 00:22:03,792
ใช่นอกตัวเราไหม หรือว่าตัวเรา

161
00:22:07,037 --> 00:22:08,734
มันคืออะไร สงสัยไหม พฤติกรรมภายในกับภายนอก

162
00:22:08,734 --> 00:22:12,734
ย้อนกลับไปใหม่

163
00:22:15,889 --> 00:22:19,889
3 ส่วนนี้ เราคิดว่าส่วนไหนเป็นภายใน

164
00:22:27,374 --> 00:22:29,197
ส่วนไหนเป็นภายนอก

165
00:22:29,197 --> 00:22:33,197
รู้คิดกับรู้สึก

166
00:22:35,552 --> 00:22:39,552
รู้คิด ก็คือความรู้ที่เรามี มันเป็นภายใน

167
00:22:39,663 --> 00:22:40,895
รู้สึก ก็คือทัศนคติชอบ

168
00:22:40,895 --> 00:22:44,895
มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์ มีความซาบซึ้ง

169
00:22:48,618 --> 00:22:51,246
อันนี้ก็คือภายใน เพราะฉะนั้น ภายใน ก็คือในจิตใจเรา ในความรู้สึกเรา

170
00:22:51,246 --> 00:22:52,887
ในจิตใจเรานะคะ

171
00:22:52,887 --> 00:22:56,887
ภายนอก ก็คือการ

172
00:22:59,473 --> 00:23:03,473
อะไรคะ กระทำ หรือว่าการแสดงออก

173
00:23:05,465 --> 00:23:09,465
อันนี้นะ ที่ทำให้คนอื่นเป็นอย่างไรคะ มองเห็น

174
00:23:15,385 --> 00:23:18,793
ตัวเรา ที่บางครั้งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่

175
00:23:18,793 --> 00:23:20,845
รู้ตัวก็ได้นั่นเองนะคะ

176
00:23:20,845 --> 00:23:24,845
สรุปได้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ก็คือ

177
00:23:26,832 --> 00:23:29,772
กระทำที่แสดงออกมา

178
00:23:29,772 --> 00:23:33,772
ที่เรารู้ตัว แล้วก็ไม่อะไรคะ รู้ตัว

179
00:23:37,314 --> 00:23:40,324
พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2

180
00:23:40,324 --> 00:23:43,624
กลุ่มด้วยกัน คือ ภายในกับภายนอก

181
00:23:43,624 --> 00:23:45,537
นะคะ แต่ทีนี้

182
00:23:45,537 --> 00:23:49,537
คุณก็จะเห็นว่าพฤติกรรม

183
00:23:51,342 --> 00:23:55,342
ภายนอก จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย ๆ

184
00:24:00,093 --> 00:24:04,093
พฤติกรรมองค์รวมกับพฤติกรรมหน่วยย่อย

185
00:24:05,041 --> 00:24:09,041
องค์รวมภาษาอังกฤษก็เรียกว่า "เป็นพฤติกรรมหน่วยใหญ่"

186
00:24:13,756 --> 00:24:15,654
เรียกกันว่า "แบบ Molar"

187
00:24:15,654 --> 00:24:17,471
หน่วยย่อยจะเรียกกันว่า

188
00:24:17,471 --> 00:24:21,471
"โมเลกุล" ทีนี้ถาม

189
00:24:22,426 --> 00:24:24,173
นักศึกษาอีกแหละ Mo... พฤติกรรม

190
00:24:24,173 --> 00:24:28,173
แบบ Molar ที่เรียกว่า "องค์รวม" หรือ "พฤติกรรม

191
00:24:34,135 --> 00:24:34,994
แบบโมเลกุล" หรือที่เรียกกันว่า  "พฤติกรรมหน่วยย่อย"

192
00:24:34,994 --> 00:24:38,994
มันเป็นภายนอกเหมือนกัน แต่โมลา

193
00:24:39,267 --> 00:24:41,260
ร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไร

194
00:24:41,260 --> 00:24:45,260
ต่างกันอย่างไร ใครตอบได้เดี๋ยวให้ติ๊กชื่อ แล้วเดี๋ยวให้

195
00:24:53,314 --> 00:24:57,314
1 คะแนนเลย

196
00:25:00,665 --> 00:25:04,665

197
00:25:06,756 --> 00:25:10,756
เกือบถูก แต่ยังไม่ถูก

198
00:25:12,760 --> 00:25:16,760
คำตอบ ก็คือถ้าเป็น Molar

199
00:25:18,181 --> 00:25:20,841
ประสาทสัมผัสของเรา

200
00:25:20,841 --> 00:25:24,649
ตาดู หูฟัง ลิ้นชิมรส

201
00:25:24,649 --> 00:25:27,853
ผิวหนังสัมผัส Molar ก็คือใช้

202
00:25:27,853 --> 00:25:31,853
ประสาทสัมผัสเข้าช่วยในการสังเกต แล้วก็บ่งบอกถึง

203
00:25:35,736 --> 00:25:39,736
พฤติกรรมนั้น ๆ ได้ อย่างเช่น เด็กเอกการศึกษาพิเศษ มีลีลาการ

204
00:25:41,318 --> 00:25:42,944
เตะ Free kick ลูกบอลได้แบบ

205
00:25:42,944 --> 00:25:46,944
แม่นยำ เข้าประตูแบบทุกประตู

206
00:25:50,709 --> 00:25:54,474
ได้เลย หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ

207
00:25:54,474 --> 00:25:58,474
มีลีลาในการเขาเรียกว่า "ชู้ตบาสเกตบอล

208
00:26:00,001 --> 00:26:04,001
แม่นมาก" หรือว่าเด็ก

209
00:26:06,047 --> 00:26:08,606
เอกการศึกษาพิเศษ ฝีมือในการทำส้มตำนะ

210
00:26:08,606 --> 00:26:12,606
อร่อยใช่ไหมคะ นะ อาจารย์รู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษลีลา

211
00:26:15,543 --> 00:26:19,543
การเตะ Free kick ลูกบอลแบบแม่นยำ หรือว่าชู๊ตบาสได้

212
00:26:19,719 --> 00:26:23,719
แบบแม่นยำ หรือว่ารสชาติฝีมือการทำส้มตำอร่อย

213
00:26:24,837 --> 00:26:28,837
อร่อย อาจารย์เห็น

214
00:26:29,131 --> 00:26:33,131
เราเล่นใช่ไหมคะ ทั้งฟุตบอลและบาสเก็ตบอล

215
00:26:33,225 --> 00:26:37,225
ใช้ตาในการสังเกต เป็นการกระทำของเรานะ

216
00:26:38,270 --> 00:26:40,387
ส่วนส้มตำใช่อะไรคะ ลิ้นชิม

217
00:26:40,387 --> 00:26:43,964
รสนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็น

218
00:26:43,964 --> 00:26:46,029
แบบโมลาร์หน่วยใหญ่นะ

219
00:26:46,029 --> 00:26:50,029
หรือว่าห้องนี้

220
00:26:58,045 --> 00:27:00,932
ตั้งใจเรียนสูงมากเลย ถามอะไรปุ๊บ ตอบปั๊บ อาจารย์รู้ได้อย่างไร

221
00:27:00,932 --> 00:27:04,932
ก็สังเกตพฤติกรรมที่เราเรียน แต่ทีนี้โมเลกุลล่ะ มันเป็นหน่วยย่อย ๆ

222
00:27:06,934 --> 00:27:10,934
ในบางครั้งพฤติกรรมบางด้านที่เรายังไม่แสดง

223
00:27:15,432 --> 00:27:16,996
เรายังไม่กล้าตีพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามันคืออะไร เราจำเป็น

224
00:27:16,996 --> 00:27:20,996
ที่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย

225
00:27:26,013 --> 00:27:29,405
ในการตรวจสอบ ในการอะไรคะ ยืนยันคุณไปหาหมอ หมอเขาเห็นอาการของคุณแล้ว

226
00:27:29,405 --> 00:27:31,730
แบบหน้าแดง เป็นไข้ หมอ

227
00:27:31,730 --> 00:27:35,730
เขาให้ยาทันทีได้ไหม เพราะว่าบางครั้ง

228
00:27:36,022 --> 00:27:40,022
ให้ยาผิด ชีวิตวินิจฉัยโรคอาจจะเปลี่ยน

229
00:27:45,118 --> 00:27:49,118
แนวทางในการวินิจฉัยของแพทย์ หรือว่าของหมอ ก็คือจะต้องใช้เครื่องมือ

230
00:27:49,762 --> 00:27:50,574
เข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ

231
00:27:50,574 --> 00:27:54,574
เพื่อยืนยันลักษณะอาการที่ปรากฏขึ้น

232
00:27:59,259 --> 00:28:03,259
ที่เขาสังเกตเห็นนั่นเองนะคะ หรือว่าลักษณะของคนโกหกที่เรา

233
00:28:03,766 --> 00:28:06,772
เชื่อว่าเวลาเขาพูดนะ จะไม่สบตานะคะ

234
00:28:06,772 --> 00:28:10,772
พูดวกไปวนมา แต่เวลา

235
00:28:10,964 --> 00:28:14,643
เราสงสัยใครคนหนึ่ง ตำรวจเขาจะ

236
00:28:14,643 --> 00:28:18,643
ไม่ไปกล่าวหาทันที เขาก็คือจะต้อง

237
00:28:20,640 --> 00:28:24,640
มีการสืบสวนสอบสวนก่อน เรียกมา

238
00:28:25,988 --> 00:28:29,988
ให้ปากคำก่อน เขาจะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยยัง

239
00:28:31,484 --> 00:28:33,430
เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ทีนี้เขาจะทำอย่างไรว่าคนนี้

240
00:28:33,430 --> 00:28:36,549
โกหกหรือไม่โกหก เขาจำเป็นจะต้องอาศัย

241
00:28:36,549 --> 00:28:40,549
เครื่องจับเท็จเข้ามาช่วย

242
00:28:44,978 --> 00:28:47,907
ว่า เอ๊ะ คนนี้สรุปแล้ว เขาโกหกไหม อันนี้ก็

243
00:28:47,907 --> 00:28:51,907
จะถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบโมเลกุล ก็คือจะต้องมีเครื่องมือ

244
00:28:52,268 --> 00:28:55,839
เข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเอง

245
00:28:55,839 --> 00:28:59,839
นะคะ นะ หรือว่าลักษณะของคนที่เป็น

246
00:29:02,381 --> 00:29:04,012
โรคความดันจะเป็นอย่างไรคะ หน้ามืดใช่ไหมคะ

247
00:29:04,012 --> 00:29:08,012
วิงเวียน คุณหมอ

248
00:29:09,312 --> 00:29:13,312
เขาก็คือจะต้องมีเครื่องอะไรคะ เครื่องตรวจ

249
00:29:18,516 --> 00:29:22,516
ความดันอยู่ หรือว่าของเราน่ะ ไอ จาม ก็จะต้องมีเครื่องอะไรคะ แบบตรวจเพื่อยืนยันว่า เอ๊ะ

250
00:29:24,366 --> 00:29:28,366
เราเป็นโควิดหรือไม่นั่นเองนะคะ

251
00:29:29,706 --> 00:29:33,706
เราเข้าใจแล้วนะ ว่าโมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไร

252
00:29:39,472 --> 00:29:43,472
นะคะ เดี๋ยววันนี้จะมีการบ้านให้เราทำดีไหม

253
00:29:47,083 --> 00:29:50,340
ดูการ์ตูน

254
00:29:50,340 --> 00:29:54,340
ตัวการ์ตูนบนซ้าย

255
00:29:54,466 --> 00:29:58,466
เราคิดว่าเขามีพฤติกรรมอะไร

256
00:30:00,651 --> 00:30:04,651
เศร้าก็ได้ เพราะน้ำตาไหลใช่ไหม

257
00:30:08,037 --> 00:30:10,836
แต่บางคนก็บอกว่าเขาอาจจะน้อยใจ

258
00:30:10,836 --> 00:30:14,836
ก็ได้ ถูกไหมคะ

259
00:30:15,940 --> 00:30:19,940
ล่าง

260
00:30:20,803 --> 00:30:24,803
ด้านซ้ายเราเขาเป็นอย่างไร

261
00:30:31,875 --> 00:30:35,875
ที่แคะจมูกน่ะ ...มันคืออะไรน่ะ

262
00:30:36,821 --> 00:30:40,821
บางคนก็บอกว่าเขิน

263
00:30:45,572 --> 00:30:48,526
อายก็ได้ หรือว่า Happy ก็ได้

264
00:30:48,526 --> 00:30:52,526
แต่เราสงสัยไหมว่าทำไมเราเห็นรูปเดียวกัน แต่

265
00:30:54,069 --> 00:30:58,069
เราทายพฤติกรรมไม่เหมือนกัน เนื่องมาจากประสบการณ์เดิมของแต่ละคน

266
00:30:59,516 --> 00:31:03,516
ที่คนรอบตัว หรือเราเคยแสดง

267
00:31:05,787 --> 00:31:09,787
ว่าถ้าเรามีลักษณะอาการเขินอาย หรือว่าคนรอบข้าง

268
00:31:13,563 --> 00:31:15,606
ที่มีลักษณะเขินอายจะแสดงลักษณะ

269
00:31:15,606 --> 00:31:19,606
ดังรูปนี้นั่นเองนะคะ ทีนี้เราจะย้อนกลับมาเราจะรู้ได้อย่างไรว่า

270
00:31:23,721 --> 00:31:26,034
พฤติกรรมภายในเขาเศร้า เสียใจ หรือว่าเขา

271
00:31:26,034 --> 00:31:26,263
มีความสุข เราก็อาศัยการ

272
00:31:26,263 --> 00:31:29,505
สังเกตจากพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอก

273
00:31:29,505 --> 00:31:33,505
ของเขานั่นเองนะคะ ที่เราเรียกกันว่า

274
00:31:38,691 --> 00:31:42,691
"ภาวะสันนิษฐาน" จากพฤติกรรมภายนอก

275
00:31:45,922 --> 00:31:47,068
มาสู่ภายใน ยกตัวอย่างตอนนี้ อาจารย์ผู้สอน เราคิดว่า

276
00:31:47,068 --> 00:31:51,068
ถ้าเราทายจาก

277
00:31:51,348 --> 00:31:55,348
พฤติกรรมอาจารย์ตอนนี้ คิดว่าภายในอาจารย์รู้สึกอย่างไร

278
00:32:01,838 --> 00:32:03,783
อะไรนะ พูดดัง...

279
00:32:03,783 --> 00:32:07,783
อยากสอนนักเรียน เรารู้ได้อย่างไร

280
00:32:10,135 --> 00:32:14,135
เราก็ทายจากการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอก

281
00:32:14,650 --> 00:32:18,650
ของอาจารย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ

282
00:32:23,014 --> 00:32:27,014
ทีนี้ เรามาดูเกี่ยวกับสิ่งที่นักศึกษา

283
00:32:31,394 --> 00:32:35,394
จะต้องรู้ ก็คือตามโครงสร้างของจิตวิทยา จะแบ่งออกเป็น

284
00:32:35,836 --> 00:32:39,265
S, O แล้วก็อะไรคะ

285
00:32:39,265 --> 00:32:43,265
R นั่นเองนะคะ S ในที่นี้ก็คือสิ่งเร้า

286
00:32:51,515 --> 00:32:55,515
หรืออะไร เราเรียกกันว่า "Stimulus" นั่นเองนะคะ สิ่งเร้า ก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา และก็กระตุ้นที่ทำให้เราเกิดความคิด

287
00:32:56,266 --> 00:33:00,266
ความรู้สึก แล้วก็มีการตอบสนอง

288
00:33:02,803 --> 00:33:03,801
ต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเองนะคะ

289
00:33:03,801 --> 00:33:07,801
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาจารย์กำลังสอน

290
00:33:08,515 --> 00:33:12,515
นักศึกษา ก็คือคุยกันเสียงดัง

291
00:33:12,577 --> 00:33:15,419
สิ่งเร้าเกิดขึ้น ทีนี้

292
00:33:15,419 --> 00:33:19,419
ก็จะต้องผ่านประสาทสัมผัสของอาจารย์ ก็คือ

293
00:33:22,433 --> 00:33:26,433
Sensation การรู้สัมผัส

294
00:33:26,609 --> 00:33:27,091
หูได้ยินเสียง ระหว่างสอนนี่ นักศึกษา

295
00:33:27,091 --> 00:33:31,091
คุยกัน ตาของอาจารย์ก็

296
00:33:31,593 --> 00:33:35,593
มองเห็น เราไม่สนใจตรง PowerPoint เรา

297
00:33:36,104 --> 00:33:39,439
จะนี่ นั่งใกล้ ๆ กันน่ะ คุยกัน

298
00:33:39,439 --> 00:33:43,439
อาจารย์ก็รับรู้ รับรู้คือ

299
00:33:44,816 --> 00:33:48,816
การแปลความหมายจากสิ่งที่แปลความหมายจากสิ่ง

300
00:33:51,971 --> 00:33:55,971
เร้าที่เกิดขึ้น แปลงในที่นี้ ก็คือจากประสบการณ์เดิม โอเค อันนี้สะท้อน

301
00:33:58,334 --> 00:34:00,758
นักศึกษาแบบกำลังคุยกัน ไม่ตั้งใจเรียน

302
00:34:00,758 --> 00:34:04,758
มันก็จะมาสู่การมี Emotion

303
00:34:05,948 --> 00:34:09,136
หรือว่าอารมณ์ อารมณ์ก็จะแบ่งออกเป็น

304
00:34:09,136 --> 00:34:11,088
2 ส่วน ก็คือบวกกับลบ

305
00:34:11,088 --> 00:34:15,088
นะคะ แต่ทีนี้นักศึกษาคุยกัน จะให้อาจารย์มีความสุข

306
00:34:21,391 --> 00:34:23,592
ไหม ไม่ อาจารย์ก็จะต้องมีความรู้สึกแบบ

307
00:34:23,592 --> 00:34:25,610
ไม่พอใจ เธอคุยกัน ความต้องการก็จะเกิดขึ้น

308
00:34:25,610 --> 00:34:29,610
อยากให้นักศึกษาหยุดคุยน่ะ ทำอย่างไรดี

309
00:34:31,292 --> 00:34:35,292
ทีนี้ก็จะเริ่มมาสู่การคิด

310
00:34:36,008 --> 00:34:40,008
การคิดเราสามารถเลือกได้แบบหลากหลายวิธี

311
00:34:41,099 --> 00:34:44,375
ว่าจะทำอย่างไร จะเดินออกไปแบบ Walk Out

312
00:34:44,375 --> 00:34:48,375
เดินออกจากห้องไม่สอนเลยดีไหม หรือ เอ๊ะ

313
00:34:53,176 --> 00:34:56,145
จะตบโต๊ะดี เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ ฉันจะเลือก

314
00:34:56,145 --> 00:35:00,145
อะไรดี อันนี้นะ ทีนี้ก็จะมาสู่การตัดสินใจ ก็ยังอยู่ในความคิดเรา โอเค ฉันเลือก

315
00:35:02,705 --> 00:35:05,521
วิธีการตบโต๊ะดีกว่า ทีนี้

316
00:35:05,521 --> 00:35:09,521
Response หรือว่าการตอบสนอง ก็คือ

317
00:35:10,737 --> 00:35:14,737
เลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด ก็แสดงออกเป็น

318
00:35:16,331 --> 00:35:19,163
พฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น โครงสร้าง

319
00:35:19,163 --> 00:35:23,163
ทางจิตวิทยา ก็จะมีส่วนแรก

320
00:35:25,746 --> 00:35:26,403
เลย ก็คือสิ่งเร้านะคะ สมมติ

321
00:35:26,403 --> 00:35:30,403
เราเดินตรงอาคาร 36 กลิ่นกาแฟมา

322
00:35:35,289 --> 00:35:37,919
แบบเตะจมูก สิ่งเร้า ก็คือ

323
00:35:37,919 --> 00:35:41,919
กลิ่นกาแฟ หรือว่าช่วงพักเที่ยง เราได้กลิ่นกะเพรามา

324
00:35:44,474 --> 00:35:44,810
ใช่ไหม รู้สึกสัมผัส ก็คือจมูก

325
00:35:44,810 --> 00:35:46,183
เป็นอย่างไรคะ ได้กลิ่นนะ รับรู้

326
00:35:46,183 --> 00:35:50,183
ก็คือการแปลงจากประสบการณ์เดิมที่รุู้ว่า

327
00:35:56,442 --> 00:35:58,825
อันนี้มันคือกลิ่นอะไรคะ กะเพรานะ ทีนี้

328
00:35:58,825 --> 00:36:02,825
พอใกล้ ๆ เที่ยง อารมณ์รู้สึกเป็นอย่างไรคะ มันหอมน่ะ เรารู้สึกชอบน่ะ

329
00:36:05,852 --> 00:36:09,835
ชอบแบบใกล้ ๆ จะต้องกินข้าวแล้วน่ะ

330
00:36:09,835 --> 00:36:13,835
ความต้องการ ก็คืออยากกินผัดกะเพรา

331
00:36:16,283 --> 00:36:17,308
ทีนี้ก็จะมาสู่การคิด Thinking

332
00:36:17,308 --> 00:36:21,308
จะสั่งเพื่อน

333
00:36:21,345 --> 00:36:23,077
ให้ไปซื้อให้ดีไหม หรือว่าจะเดิน

334
00:36:23,077 --> 00:36:27,077
เข้าไปซื้อข่าวผัดกะเพราด้วยตัวเอง

335
00:36:30,031 --> 00:36:31,699
การคิดก็บอกว่าเราสามารถ

336
00:36:31,699 --> 00:36:34,721
คิดได้แบบ 3-4

337
00:36:34,721 --> 00:36:38,570
แนวทางแต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจ

338
00:36:38,570 --> 00:36:42,570
เราจะต้องเลือกแนวทางเดียวที่เราคิดว่า

339
00:36:46,993 --> 00:36:50,993
มันเหมาะกับเราที่สุดนั่นเองนะคะ การตัดสินใจก็จะยังอยู่ในระบบความคิด

340
00:36:52,169 --> 00:36:56,169
ที่คิดว่า โอเค ฉันจะเลือกว่าฉันไปซื้อเองดีกว่า

341
00:37:01,726 --> 00:37:03,919
แล้วก็สิ่งไปเดินไปซื้อด้วย

342
00:37:03,919 --> 00:37:06,839
ตัวเองนะ อันนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับดู O ก็คือมันจะอยู่ใน

343
00:37:06,839 --> 00:37:10,839
ส่วนที่เป็นพฤติกรรมภายในของเรา ส่วน R

344
00:37:19,570 --> 00:37:20,866
Response ก็จะถือได้ว่าเป็นส่วนของพฤติกรรมอะไรคะ

345
00:37:20,866 --> 00:37:24,647
ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้

346
00:37:24,647 --> 00:37:28,647
O ตรงนี้ก็จะ

347
00:37:29,239 --> 00:37:33,239
แปลภาษาไทยว่าเป็น "อินทรีย์" อาจารย์

348
00:37:34,690 --> 00:37:35,652
ถามเราก่อนว่าอินทรีย์คืออะไร

349
00:37:35,652 --> 00:37:39,074
สิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ

350
00:37:39,074 --> 00:37:43,074
ถามว่าพืชก็เป็นสิ่งมีชีวิต

351
00:37:51,579 --> 00:37:54,453
ไม่ พืชมันร้องไห้ได้ไหม มันแสดงอารมณ์เศร้าได้ไหม ไม่ได้ เราต่าง

352
00:37:54,453 --> 00:37:58,453
กับ AI อย่างไร เราต่าง

353
00:37:59,510 --> 00:38:03,510
กับ AI อย่างไร AI มันก็ตอบโต้เราได้เหมือนกัน

354
00:38:09,049 --> 00:38:11,004
AI มันแสดงอารมณ์ความรู้สึก

355
00:38:11,004 --> 00:38:15,004
ได้ไหม เห็นอกเห็นใจเราได้ไหม เพราะฉะนั้น อินทรีย์ ก็คือ

356
00:38:15,505 --> 00:38:19,505
สิ่งที่มีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ อารมณ์ความรู้สึก

357
00:38:25,803 --> 00:38:29,803
มาจากไหน ก็มาจากกระบวนการทำงานของระบบสมองนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้

358
00:38:30,029 --> 00:38:34,029
เรามาดูกัน ในส่วนที่เป็นการศึกษาพฤติกรรม

359
00:38:41,769 --> 00:38:41,876
เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไรบ้าง ทุกพฤติกรรม

360
00:38:41,876 --> 00:38:45,876
ย่อมมีสาเหตุ อย่างเช่น

361
00:38:46,082 --> 00:38:50,082
บางคนมา... เขาเรียกว่ามาสายนะ

362
00:38:52,480 --> 00:38:55,048
หรือว่าเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา

363
00:38:55,048 --> 00:38:59,048
อาจารย์ก็เลยถามว่าเพราะอะไร เธอถึงแบบ

364
00:38:59,130 --> 00:39:03,130
... เข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา การถามของอาจารย์ ก็คือ

365
00:39:04,935 --> 00:39:08,935
เพื่อที่จะได้รู้สาเหตุ การรู้สาเหตุก็จะได้

366
00:39:14,851 --> 00:39:17,651
นำมาสู่การอธิบาย เพื่อเข้าใจในพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ อ๋อ สาเหตุที่มาสาย

367
00:39:17,651 --> 00:39:19,829
ก็คือเป็นอย่างไรคะ รถติดใช่ไหมคะ ฝนมันตกด้วยนะ

368
00:39:19,829 --> 00:39:23,471
ทีนี้

369
00:39:23,471 --> 00:39:27,391
พอเราเข้าใจสาเหตุเราก็สามารถ

370
00:39:27,391 --> 00:39:30,567
อธิบาย แล้วก็นำมาสู่การอะไรคะ

371
00:39:30,567 --> 00:39:34,023
พยากรณ์

372
00:39:34,023 --> 00:39:38,023
พยากรณ์ ก็คือการทำนายนะคะ

373
00:39:47,598 --> 00:39:48,475
ก็คือถ้า... แล้วอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่น บางคนตื่นเป็น

374
00:39:48,475 --> 00:39:52,475
อย่างไรคะ ตื่นสายนะ สาเหตุการตื่นสายเนื่องมาจากอะไร

375
00:39:54,442 --> 00:39:58,442
นอนดึก มันก็จะมา

376
00:40:00,343 --> 00:40:00,638
สู่การพยากรณ์ เพราะเราเข้าใจเหตุว่า

377
00:40:00,638 --> 00:40:04,280
โอเค ถ้าคุณนอนดึกนะ ต่อไปถ้าคุณนอนดึก

378
00:40:04,280 --> 00:40:08,280
แล้วโอกาสคุณจะตื่นสายสูงไหมคะ สูง

379
00:40:08,909 --> 00:40:11,278
นั่นเองนะคะ ทีนี้

380
00:40:11,278 --> 00:40:15,278
หลักในการควบคุม ก็คือการควบคุม

381
00:40:16,775 --> 00:40:18,939
สาเหตุ ควบคุมอย่างไร ก็คือ

382
00:40:18,939 --> 00:40:22,506
ไม่ให้ตัวเองเป็นอย่างไรคะ นอนดึก

383
00:40:22,506 --> 00:40:26,506
นั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้มีคำหนึ่ง

384
00:40:28,839 --> 00:40:31,302
คือ คำว่า "ง่วงไม่ขับ"

385
00:40:31,302 --> 00:40:35,302
หรือว่า "เมาไม่ขับ" คืออะไร

386
00:40:40,806 --> 00:40:44,806
นักศึกษาเข้าใจคำนี้อย่างไร "ง่วงไม่ขับ

387
00:40:47,688 --> 00:40:51,688
" หรือว่า "เมาไม่ขับ"

388
00:40:52,601 --> 00:40:56,601
ควบคุม แต่ก่อน

389
00:41:00,231 --> 00:41:04,231
ที่จะมาควบคุมได้นั้น ก็จะต้องมาเข้าใจสาเหตุก่อน

390
00:41:06,655 --> 00:41:10,107
ใช่ไหมคะ ว่าสถิติในการ

391
00:41:10,107 --> 00:41:12,819
เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้น เกิดมาจากอะไรนะคะ

392
00:41:12,819 --> 00:41:16,819
การเมาหรือว่าจากการง่วงแล้วทำให้หลับในนะ

393
00:41:19,823 --> 00:41:23,823
ทีนี้มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ว่า โอเค ถ้าใครเป็นอย่างไรคะ ง่วง

394
00:41:26,050 --> 00:41:30,050
หรือใครเมา โอกาสขับรถ

395
00:41:32,300 --> 00:41:36,300
ที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างไรคะ สูง ก็เป็น

396
00:41:37,768 --> 00:41:41,768
การออกระเบียบในการควบคุมนั่นเองนะคะ ก็มีการเป็นอย่างไรคะ ควบคุมไม่ให้คนขับรถมี

397
00:41:42,705 --> 00:41:46,705
ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการที่มันสูงเกินไปนะคะ

398
00:41:51,615 --> 00:41:52,946
อันนี้นะ มีใครไม่เข้าใจ

399
00:41:52,946 --> 00:41:54,305
ตรงไหนไหมในการศึกษาพฤติกรรม

400
00:41:54,305 --> 00:41:58,305
ไม่มีนะคะ เหมือนกัน

401
00:41:59,455 --> 00:42:03,455
ยกตัวอย่างอีก 1 ตัวอย่าง

402
00:42:04,176 --> 00:42:06,745
เราคิดว่าที่เราได้คะแนนสอบน้อยน่ะ

403
00:42:06,745 --> 00:42:09,625
มันเกิดจากอะไร

404
00:42:09,625 --> 00:42:13,625

405
00:42:14,675 --> 00:42:18,675
ไม่ใส่ใจ หรือว่าไม่ตั้งใจอ่านหนังสือใช่ไหมคะ

406
00:42:25,495 --> 00:42:26,521
ก็จะทำให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างไรคะ เข้าใจ

407
00:42:26,521 --> 00:42:27,479
นะว่าที่เราสอบได้คะแนนกลางภาคได้น้อย

408
00:42:27,479 --> 00:42:31,479
เพราะว่าเราไม่มีการทบทวนเนื้อหาเลย

409
00:42:32,210 --> 00:42:32,869
ทีนี้

410
00:42:32,869 --> 00:42:36,869
พอจะสอบเขาเรียกว่า

411
00:42:39,400 --> 00:42:42,714
"ปลายภาค" นะ หรือว่า "Final" เราก็มีการ

412
00:42:42,714 --> 00:42:46,714
พยากรณ์ไว้ว่าถ้าฉันไม่ตั้งใจนะ

413
00:42:46,986 --> 00:42:50,986
โอกาสที่จะสอบได้คะแนนน้อยมีสูงไหมคะ สูงนั่นเอง

414
00:42:56,501 --> 00:43:00,501
นะคะ แต่ถ้าฉันตั้งใจล่ะ การสอบได้คะแนนของฉันก็จะเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเอง

415
00:43:00,806 --> 00:43:03,061
นะคะ ทีนี้ก็มาสู่การควบคุม ก็คือ

416
00:43:03,061 --> 00:43:07,061
การควบคุมพฤติกรรมตนเอง ให้มีความ

417
00:43:13,023 --> 00:43:13,192
ตั้งใจในการอ่านหนังสือนั่นเองนะคะ โอเค

418
00:43:13,192 --> 00:43:17,192
เพราะฉะนั้น

419
00:43:17,945 --> 00:43:21,945
มาสรุปอีกรอบหนึ่งนะ ความเข้าใจของพฤติกรรม

420
00:43:28,039 --> 00:43:30,294
ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น

421
00:43:30,294 --> 00:43:34,294
สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการ

422
00:43:35,764 --> 00:43:39,764
หัวเราะนั่นเองนะคะ แล้วก็นำมาสู่การ

423
00:43:42,527 --> 00:43:46,527
พยากรณ์จากการที่เราเข้าใจสาเหตุ การที่คุณ

424
00:43:48,010 --> 00:43:52,010
มีความสุข ก็จะทำให้คุณเป็นอย่างไรคะ หัวเราะทำไม

425
00:43:57,433 --> 00:44:01,433
พยากรณ์ได้ เพราะเราเข้าใจสาเหตุของเขาแล้วว่าการที่เขาหัวเราะ

426
00:44:01,758 --> 00:44:05,758
เพราะเขาเป็นอย่างไรคะ มีความสุขนั่นเองนะคะ ทีนี้การควบคุมคืออะไร

427
00:44:06,466 --> 00:44:10,466
ก็เป็นการควบคุมที่จะทำให้พฤติกรรมนั้นเกิด

428
00:44:18,094 --> 00:44:20,381
หรือไม่เกิด เพราะฉะนั้น การควบคุมก็เลยเป็นผลของ

429
00:44:20,381 --> 00:44:21,426
ความเข้าใจนั่นเองนะคะ

430
00:44:21,426 --> 00:44:25,426
แล้วเราก็สามารถควบคุมมันได้

431
00:44:33,229 --> 00:44:34,715
อย่างเช่น เราอยากมีความสุข ก็คือเราจะต้องสร้างเสียงหัวเราะ

432
00:44:34,715 --> 00:44:36,095
ให้มันแบบเพิ่มขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

433
00:44:36,095 --> 00:44:40,095
โอเค เดี๋ยวอาจารย์ให้พักประมาณ 5 นาที

434
00:44:40,831 --> 00:44:44,831
นะคะ เพราะอาจารย์ผู้สอนก็คอแห้งด้วย พักประมาณ 5 นาที

435
00:44:49,040 --> 00:44:53,040
ก่อน เชิญค่ะ

436
00:46:47,718 --> 00:46:51,718

437
00:52:23,106 --> 00:52:27,106
สวัสดีค่ะ นักศึกษา

438
00:52:29,115 --> 00:52:29,967
าพร้อมที่จะรับเนื้อหาต่อเลยไหมคะ

439
00:52:29,967 --> 00:52:33,729
พร้อมแล้วนะคะ โอเค ขอเชิญล่ามนะคะ

440
00:52:33,729 --> 00:52:34,878
ค่ะ ทีนี้ก็จะมาส่วน

441
00:52:34,878 --> 00:52:38,878
ต่อมานะคะ ก็จะว่าในเรื่อง

442
00:52:38,903 --> 00:52:42,903
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษา

443
00:52:45,842 --> 00:52:49,130
พฤติกรรมนะ ทีนี้ในการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

444
00:52:49,130 --> 00:52:49,578
กับพฤติกรรมนะคะ

445
00:52:49,578 --> 00:52:53,578
อันดับแรกเลย ก็คือ

446
00:52:55,925 --> 00:52:59,925
เราจะต้องสงสัยในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เราก็

447
00:53:06,197 --> 00:53:06,290
จะเรียกกันว่า "การตั้งปัญหา" ว่า เอ๊ะ ปัญหาอะไร มันมีอะไร

448
00:53:06,290 --> 00:53:10,290
ที่ทำให้นักศึกษาชอบรับ

449
00:53:15,692 --> 00:53:17,716
ในห้องเรียน มีอะไรนะ ทีนี้

450
00:53:17,716 --> 00:53:18,587
ในการตั้งปัญหาปุ๊บ เราก็จะต้องมีการ

451
00:53:18,587 --> 00:53:22,264
ตั้งสมมติฐาน

452
00:53:22,264 --> 00:53:25,899
สมมติฐานคืออะไร

453
00:53:25,899 --> 00:53:29,899
หมายความว่าเป็นการ

454
00:53:35,586 --> 00:53:38,790
คาดคะเนคำตอบของพฤติกรรมที่เขาเกิดขึ้นมา

455
00:53:38,790 --> 00:53:42,790
แต่ทีนี้สมมติฐานเราอาจจะคาดคะเน

456
00:53:48,431 --> 00:53:50,362
แบบทายถูก หรือว่าทายผิดก็ได้

457
00:53:50,362 --> 00:53:52,987
ดังนั้น เราก็ต้องจะมีการพิสูจน์

458
00:53:52,987 --> 00:53:56,546
สมมติฐาน ในการพิสูจน์สมมติฐาน

459
00:53:56,546 --> 00:53:58,570
เราก็คือจะต้องมีการเก็บรวบรวม

460
00:53:58,570 --> 00:54:02,570
ข้อมูล ว่า เอ๊ะ มันมีอะไร

461
00:54:04,723 --> 00:54:06,138
ที่ทำให้นักศึกษา

462
00:54:06,138 --> 00:54:10,138
ชอบนอนหลับ การรวบรวมในทีนี้ ก็คือ

463
00:54:12,503 --> 00:54:16,503
ใช้แบบสอบถาม

464
00:54:19,513 --> 00:54:22,420
แบบสัมภาษณ์เข้ามาช่วยด้วยก็ได้

465
00:54:22,420 --> 00:54:25,131
ทีนี้อาจารย์ถามเราก่อนว่า เราตั้งปัญหาแล้ว

466
00:54:25,131 --> 00:54:26,530
เราว่าเพื่อนเราชอบนั่งหลับ

467
00:54:26,530 --> 00:54:30,530
ในชั้นเรียน

468
00:54:31,255 --> 00:54:35,255
เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร

469
00:54:37,371 --> 00:54:39,978
เราคิดว่า

470
00:54:39,978 --> 00:54:43,408
มันเกิดอะไร ที่ทำให้เขาชอบหลับในชั้นเรียน

471
00:54:43,408 --> 00:54:47,408

472
00:54:48,873 --> 00:54:52,873
นอนไม่พอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือว่าอาจารย์อาจจะสอนน่าเบื่อ

473
00:54:59,061 --> 00:55:03,061
ก็ได้ ถูกไหมคะ เราสามารถคาดคะเนสมมติฐาน ก็คือเป็นการคาดคะเนคำตอบ

474
00:55:05,840 --> 00:55:09,603
แต่การคาดคะเน เราจะเชื่อทันทีไหม ยังไม่เชื่อทันที เราจะต้องมีการพิสูจน์

475
00:55:09,603 --> 00:55:12,804
หรือเราเรียกกันว่า "ทดสอบสมมติฐาน" นั้น ๆ

476
00:55:12,804 --> 00:55:15,980
เราคาดคะเน ว่า โอเค

477
00:55:15,980 --> 00:55:19,980
เพื่อนพักผ่อนไม่เพียงพอแน่เลย

478
00:55:24,998 --> 00:55:27,380
ทำให้เขาแบบหลับในชั้นเรียนนะ ทีนี้ อ้าว

479
00:55:27,380 --> 00:55:31,380
จอดับ ทีนี้ในการรวบรวมข้อมูล เราจะรวบรวมอย่างไรบ้าง

480
00:55:33,490 --> 00:55:37,490
ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยใช่ไหมคะ

481
00:55:42,822 --> 00:55:45,259
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ได้ไหมคะ ได้ ทีนี้พอเราได้คำตอบจากแบบสอบถาม

482
00:55:45,259 --> 00:55:48,929
แล้วก็แบบสัมภาษณ์ เราก็มา

483
00:55:48,929 --> 00:55:52,929
วิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวม

484
00:55:54,006 --> 00:55:58,006
ข้อมูลไป จากเครื่องมือที่เราได้ใช้กับเพื่อน

485
00:56:00,499 --> 00:56:02,826
แล้วก็ค่อยมาสรุปผล การสรุปผล ก็คือ

486
00:56:02,826 --> 00:56:06,826
เป็นการตรวจสอบว่าสมมติฐานที่ฉันตั้งขึ้นมา

487
00:56:12,629 --> 00:56:14,466
มันสอดคล้องหรือไม่

488
00:56:14,466 --> 00:56:15,900
นั่นเองนะคะ มีใครไม่เข้าใจ

489
00:56:15,900 --> 00:56:19,900
ตรงไหนมีไหม ถามได้นะคะ

490
00:56:21,112 --> 00:56:25,112
มีสงสัยตรงไหน มีไหม

491
00:56:29,131 --> 00:56:30,341
หรือว่าสาเหตุ

492
00:56:30,341 --> 00:56:34,341
ของพฤติกรรมน่ะ เราชอบกินจุบกินจิบ

493
00:56:38,325 --> 00:56:40,327
เพื่อนเราน่ะ ชอบแบบกินจุกกินจิกน่ะ

494
00:56:40,327 --> 00:56:44,327
เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร

495
00:56:48,515 --> 00:56:52,515
ตั้ง... ตั้งได้อย่างไร เราจะคาดคะเนสาเหตุ

496
00:56:54,255 --> 00:56:58,255
พฤติกรรมการกินของเพื่อนแบบกินไม่หยุดปากอย่างไร

497
00:57:11,903 --> 00:57:15,903
เราอาจจะตั้งสมมติฐานว่าบางครั้งเพื่อนกินข้าว

498
00:57:16,975 --> 00:57:20,975
ไม่ตรงเวลาใช่ไหมคะ ทำให้เขา... หรือว่าไม่ได้กิน

499
00:57:22,258 --> 00:57:23,534
ข้าวเช้า ทำให้เขารู้สึกเป็นอย่างไรคะ รู้สึก

500
00:57:23,534 --> 00:57:25,995
หิวตลอดเวลา

501
00:57:25,995 --> 00:57:29,995
เราตั้งนะ สมมติเราตั้งว่าเพื่อน

502
00:57:31,049 --> 00:57:35,049

503
00:57:38,061 --> 00:57:38,983
แบบมีพฤติกรรมที่แบบต้องกินแบบบ่อย ๆ ตลอดเวลา

504
00:57:38,983 --> 00:57:42,983
ทีนี้การรวบรวมข้อมูล

505
00:57:44,339 --> 00:57:48,339
เราก็ใช้หลักการอะไรคะ สัมภาษณ์หรือ

506
00:57:50,483 --> 00:57:53,903
สอบถามเพื่อนว่า เอ๊ะ เธอที่เธอกินนี่

507
00:57:53,903 --> 00:57:55,415
เป็นเพราะอะไรที่เธอกินบ่อย ๆ

508
00:57:55,415 --> 00:57:59,415
เพื่อนอาจจะบอกว่า

509
00:58:00,314 --> 00:58:04,314
เพราะฉันแบบทำ IF มาตั้งนาน

510
00:58:06,954 --> 00:58:09,407
พอหยุดทำ IF ปุ๊บ เป็นอย่างไรคะ ทำให้รู้สึก

511
00:58:09,407 --> 00:58:12,588
แบบตลอดเวลา เราก็มา

512
00:58:12,588 --> 00:58:16,588
วิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลจาก

513
00:58:19,180 --> 00:58:23,180
คำตอบของเพื่อน ทีนี้พอวิเคราะห์ เราก็สรุปผลได

514
00:58:27,923 --> 00:58:27,954
สรุปผลได้ว่า โอเค สมมติฐานที่เราตั้งกับคำตอบของเพื่อนตรงกันไหม

515
00:58:27,954 --> 00:58:31,954
ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ

516
00:58:38,092 --> 00:58:40,795
เข้าใจแล้วนะคะ ในการวิเคราะห์ในการศึกษา

517
00:58:40,795 --> 00:58:44,795
ตรงนี้นะคะ ทีนี้เรามาดูลักษณะในรูปแบบ

518
00:58:47,611 --> 00:58:47,659
การศึกษาพฤติกรรม ก็จะมี

519
00:58:47,659 --> 00:58:51,659
ทั้ง 3 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรก ก็คือ

520
00:58:58,836 --> 00:59:02,836
เป็นแบบการทดลองนะ การทดลองในทีนี้ ก็คือเป็นการทดสอบความสัมพันธ์

521
00:59:03,538 --> 00:59:07,538
เชิงเหตุ แล้วก็ผลนั่นเองนะคะ ก็คือจะมีตัวแปรต้น แล้วก็ตัวแปรตาม

522
00:59:09,322 --> 00:59:12,926
ตัวแปรต้น ก็คือคืออะไร

523
00:59:12,926 --> 00:59:16,926
ก็คือเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับเหตุนั้น ๆ

524
00:59:17,622 --> 00:59:21,622
เหตุนี้เกิด ตัวแปรตามจะเกิดขึ้นไหม

525
00:59:21,976 --> 00:59:25,976
อันนี้นะคะ อย่างเช่น ตัวแปรต้น

526
00:59:26,107 --> 00:59:30,107
ก็คือการตั้งใจเรียน ก็ตัวแปรตาม ก็คือเมื่อคุณตั้งใจเรียนปุ๊บ

527
00:59:31,873 --> 00:59:33,725
คะแนนสอบกลางภาคของคุณ

528
00:59:33,725 --> 00:59:37,725
จะสูงหรือไม่ คะแนนสอบสูง ก็คือเป็น

529
00:59:39,851 --> 00:59:41,404
ตัวแปรอะไรคะ ตามนั่นเองนะ

530
00:59:41,404 --> 00:59:45,404
ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คืออะไร

531
00:59:46,816 --> 00:59:49,145
เป็นการหาความสัมพันธ์ รวมถึง

532
00:59:49,145 --> 00:59:53,145
ทิศทาง ก็คือดูความสัมพันธ์ของ

533
00:59:56,785 --> 00:59:56,857
ตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป

534
00:59:56,857 --> 00:59:58,864
อย่างเช่น คะแนนของการ

535
00:59:58,864 --> 01:00:02,864
ปรับตัว มันสัมพันธ์กับ

536
01:00:05,723 --> 01:00:09,723
IQ หรือว่าสติปัญญา

537
01:00:14,665 --> 01:00:18,665
หรือไม่นั่นเองนะคะ หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับ

