สาขาการศึกษาพิเศษนะ ทุกคนก็คงจะรู้จักชื่ออาจารย์แล้วนะคะ ขอแนะนำตัวอีกรอบนะคะ สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเข้ามาสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกนะ วันนี้... วันนี้อาจารย์ก็จะมาสอนในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครูนะคะ อาจารย์ชื่อ ดร.วิกานดา ชัยรัตน์ เราสามารถเรียกชื่อเล่นได้ว่า "อาจารย์กาน" นะคะ อยู่สาขาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว คณะเดียวกันกับเรา ก็คือคณะครุศาสตร์เรียกชื่อเล่นก็ได้ จะได้เป็นกันเองนะคะ ทีนี้ในรายวิชานี้ก็จะเป็น 3 หน่วยกิตนะคะ 3 หน่วยกิตนะ วิชานี้ก็จะมีทั้งบรรยายและก็มีการทำกิจกรรมกลุ่มนะคะ วันนี้อาจารย์ก็จะมาพูดในบทที่ 1 ว่าในส่วนที่เป็นความหมายและความสำคัญของจิตวิทยา ส่วนที่ 2 ก็จะว่าในเรื่องพฤติกรรม ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นการศึกษาพฤติกรรมของนักจิตวิทยา แล้วก็ส่วนที่ 4 ก็จะว่าเรื่องแนวคิดพื้นฐานของนักจิตวิทยานะคะ เวลาอาจารย์อธิบาย ถ้าใครสงสัยตรงไหนสามารถยกมือถามได้เลยนะคะ วิชานี้อาจารย์ก็จะถามเยอะนิดหนึ่ง ในการถามของอาจารย์ ก็คือเปรียบเสมือนเป็นการวัดความรู้ เขาเรียกว่า "Pretest" นะคะ เพื่อที่จะได้วัดว่าเรามีความรู้ความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั่นเองนะคะ ทีนี้เรามาดูสัดส่วนในการเก็บคะแนน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ก็คือคะแนนเก็บ 60 คะแนน ส่วนที่ 2 ก็จะเป็นคะแนนสอบนะคะ คะแนนเก็บ เข้าชั้นเรียนตรงเวลาคือเท่าไรคะ 10 คะแนนนะคะ ส่วนที่ 2 กิจกรรมในชั้นเรียนก็จะแยกย่อยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ชิ้นงานด้วยกัน อันนี้ก็คืออย่างละ 5 คะแนน กิจกรรมในที่นี้ ก็คือจะทำกันเป็นแบบกลุ่มนะคะ อันนี้นะ ไล่ไปตั้งแต่วิเคราะห์พัฒนาการ 5 คะแนน นำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ 5 คะแนน การออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน อันนี้ก็ 5 คะแนนนะคะ ทำ Case Study หรือการศึกษารายกรณีก็ 5 คะแนน แล้วก็ฝึกกระบวนการปรึกษา 5 คะแนน เนื้อหาก็จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 12 บทด้วยกันนะคะ ส่วนแรกเริ่มตั้งแต่เปิดภาคจนกระทั้งสอบกลางภาค ก็จะเป็นอาจารย์วิกานดานะ แล้วก็หลังจากสอบกลางภาคก็จะเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งนะคะ ก็คือ ผศ.ดร. ฑิติการ โอเค ทุกคนพร้อมแล้วนะคะ ที่จะเรียน ทีนี้แบบฝึกหัด ถ้าใครเรียนบทที่ 1 แล้ว สามารถตอบคำถามได้ก็แสดงว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเรื่องนั้นแล้วนะคะ ทีนี้เรามาดูความหมาย ความเป็นมาของจิตวิทยา หรือเราเรียกันว่า "Psychology" นะคะ ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก ก็คือจะเป็นก่อนศตวรรษที่ 19 จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาทุกสิ่งทุกอย่างเขามองว่าการแสดงออกนี่ เขาเชื่อในเรื่องวิญญาณ ยังไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร แต่ทีนี้หลังศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการศึกษาจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ ก็จะมีการศึกษาเกี่ยวกับการแสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัยวิธีทางอะไรคะ วิทยาศาสตร์นั่นเองนะคะ เขาก็จะไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ เพราะว่าบางครั้งมันยังมองหาเหตุหาผลไม่ได้ ยุคหลังเขามองว่า เอ๊ะ พฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรนั่นเองนะคะ เขาก็เลยสร้างห้องทดลองที่เมืองไรซิก เพื่อจะดูพฤติกรรมว่ากลวิธีการแสดงออกทางพฤติกรรม สาเหตุมันเกิดขึ้นมาจากตรงไหนอย่างไร เขาก็เลยเชื่อว่าจะต้องอาศัยการศึกษาอย่างเป็นระบบ คำว่า "เป็นระบบ" ในทีนี้ ก็คือศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่เดี๋ยวเรามาดูกันนะ ทีนี้ความหมายของจิตวิทยา คืออะไร ทุกพฤติกรรม ย่อมมีสาเหตุ ดังนั้น จิตวิทยา ก็คือการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์แล้วก็สัตว์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกัน คำว่า "พฤติกรรม" "Behavior" นั่นเองนะคะ มันคืออะไร นักศึกษาตอบได้ไหมพฤติกรรมคืออะไร การกระทำนั่นเองนะคะ เช่นอะไรบ้างคะ การกินได้ไหม รับประทานได้ไหม การวิ่งได้ไหม ตอนนี้อาจารย์มีพฤติกรรมอะไรอันนี้ พูดหรือว่าสอน สอนได้ไหม การถ่ายทอดเนื้อหานะ นักศึกษาตั้งใจเรียน อันนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมไหมคะ เป็น เรารู้ได้อย่างไรว่าเราตั้งใจเรียน เพราะเราสังเกตตัวเองใช่ไหม ถูกไหม แสดงว่าเรารู้ตัวใช่ไหมคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมก็เป็นการกระทำที่เราทั้งรู้ตัว แล้วก็ไม่รู้ตัว ทีนี้พฤติกรรมอะไรที่บ่งบอกว่า เอ๊ะ เราไม่รู้ตัว อาการใจลอยได้ไหม ได้ เหม่อลอยได้ไหมคะ หรือว่าอาการแบบรู้จักหลับในไหมคะ มันคืออะไร หลับในน่ะ แบบง่วง ๆ และก็สติมันแบบไปนิดหนึ่งแล้วค่อยกลับมาใช่ไหม อันนี้นะ ทีนี้กล่าวได้ว่าพฤติกรรม ก็คือเป็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำโดยรู้ตัวแล้วก็ไม่รู้ตัว และก็เป็นพฤติกรรมที่คนอื่นเขาสังเกตเห็นเราได้ รวมถึงในบางครั้งเขาก็ไม่ทราบว่าเราแสดงพฤติกรรมอะไร ถ้าเขาไม่ได้สังเกตนั่นเองนะคะ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจเรียนสูงมาก ในสาขาการศึกษาพิเศษนะ เพราะอาจารย์รู้ได้อย่างไร เพราะอาจารย์ใช้การสังเกตทุกคน เรารู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์พูด เพราะเราสังเกตอะไรคะ อาจารย์ ในการสังเกต สังเกตทางไหน ตาใช่ไหมคะ หูฟังด้วยนะ อันนี้นะ ทีนี้เรามาดูกันนะคะ พฤติกรรมของมนุษย์ก็จะมีออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ก็คือทางด้านการรู้คิด การรู้คิดในที่นี้ ก็คือความรู้ ความรู้สึก ก็คือ Affective หรือ Attitude ทัศนคติ ส่วน Action ก็คืออะไรคะ การกระทำนั่นเอง ทีนี้เราอยู่ในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ความเป็นครู ก็คือเราจะต้องสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เนื้อหาได้ เราก็คือจะต้องมีการเขียนแผนใช่ไหมคะ ในการเขียนแผนเรา ก็คือจะต้องกำหนดจุดประสงค์ก่อน จุดประสงค์ก็คือผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเกิดอะไร จุดประสงค์ในทีนี้ ก็คือจะต้องล้อตามหลักบรูมนะ มีอะไรบ้างนะ KS แล้วก็อะไรคะ A นั่นเองนะคะ K คืออะไรคะ คือ ความรู้ใช่ไหมคะ Knowledge นะ S คืออะไรคะ Skill หรือว่าทักษะ A ก็คือคุณลักษณะ หรือ Attitude ทัศนคติ ทีนี้ของครุศาสตร์ เพราะเหตุใดเราถึงต้องเรียนจิตวิทยาสำหรับครู ตอบได้ไหม โอเค ทีนี้มันก็จะล้อกับปรัชญาของคณะครุศาสตร์ ก็คือเก่งศาสตร์ใช่ไหมคะ ศาสตร์ ก็คือศาสตร์ของเรา ก็คือการศึกษาพิเศษ ถ้าอาจารย์จะถามเกี่ยวกับศาสตร์ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรวมของการศึกษาพิเศษ อาจารย์ก็เชื่อมั่นว่าเรามีองค์ความรู้ในเรื่องศาสตร์นะคะ ทีนี้เก่งศาสตร์แล้วก็ต้องเก่งอะไรคะ เก่งสอน สอนในทีนี้ ก็คือกลวิธีเทคนิคการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในศาสตร์ของตัวเอง แล้วก็มีจิตวิญญาณของความเป็นครูตรงนี้ มันก็จะล้อกับ KSA เก่งศาสตร์ ก็คือมีความรู้ในเรื่องศาสตร์ เก่งล้อ เราเข้าใจเทคนิค แล้วเราก็สามารถออกแบบ แล้วก็ในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนให้สอนคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น จิตวิทยาครูก็มีความสำคัญว่า โอเค เราจะออกแบบเทคนิควิธีการสอน รวมถึงเมื่อเรามีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กวัยเรียน แล้วก็เด็กวัยรุ่นและทฤษฎีการเรียนรู้เราสามารถเอามาใช้... บูรณาการใช้ในชั้นเรียนของเราได้นั่นเองนะคะ ด้วยความเป็นครูที่เต็มเปี่ยมนั่นเองนะคะ ว่า เอ๊ะ จะทำอย่างไรให้เด็กได้มีความรู้ที่เราได้ถ่ายทอดออกไป และเขาก็สามารถใช้ความรู้ที่เราถ่ายทอดนั้น ไปใช้ในงานของเขาได้นั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค ทีนี้ เรามาดูความหมายของพฤติกรรมกันบ้าง พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม พฤติกรรมออกเป็น 2 กลุ่มนะคะ กลุ่มภายในแล้วก็ภายนอกนะคะ ภายใน ก็คือตัวเรา ภายนอกคืออะไรคะ ภายนอกคืออะไร ใช่นอกตัวเราไหม หรือว่าตัวเรา มันคืออะไร สงสัยไหม พฤติกรรมภายในกับภายนอก ย้อนกลับไปใหม่ 3 ส่วนนี้ เราคิดว่าส่วนไหนเป็นภายใน ส่วนไหนเป็นภายนอก รู้คิดกับรู้สึก รู้คิด ก็คือความรู้ที่เรามี มันเป็นภายใน รู้สึก ก็คือทัศนคติชอบ มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์ มีความซาบซึ้ง อันนี้ก็คือภายใน เพราะฉะนั้น ภายใน ก็คือในจิตใจเรา ในความรู้สึกเรา ในจิตใจเรานะคะ ภายนอก ก็คือการอะไรคะ กระทำ หรือว่าการแสดงออก อันนี้นะ ที่ทำให้คนอื่นเป็นอย่างไรคะ มองเห็นตัวเรา ที่บางครั้งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้นั่นเองนะคะ สรุปได้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ก็คือกระทำที่แสดงออกมา ที่เรารู้ตัว แล้วก็ไม่อะไรคะ รู้ตัว พฤติกรรมก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ภายในกับภายนอกนะคะ แต่ทีนี้ คุณก็จะเห็นว่าพฤติกรรมภายนอก จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย ๆ พฤติกรรมองค์รวมกับพฤติกรรมหน่วยย่อย องค์รวมภาษาอังกฤษก็เรียกว่า "เป็นพฤติกรรมหน่วยใหญ่" เรียกกันว่า "แบบ Molar" หน่วยย่อยจะเรียกกันว่า "โมเลกุล" ทีนี้ถามนักศึกษาอีกแหละ Mo... พฤติกรรมแบบ Molar ที่เรียกว่า "องค์รวม" หรือ "พฤติกรรมแบบโมเลกุล" หรือที่เรียกกันว่า "พฤติกรรมหน่วยย่อย" มันเป็นภายนอกเหมือนกัน แต่โมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไร ต่างกันอย่างไร ใครตอบได้เดี๋ยวให้ติ๊กชื่อ แล้วเดี๋ยวให้ 1 คะแนนเลย เกือบถูก แต่ยังไม่ถูก คำตอบ ก็คือถ้าเป็น Molar ประสาทสัมผัสของเรา ตาดู หูฟัง ลิ้นชิมรส ผิวหนังสัมผัส Molar ก็คือใช้ประสาทสัมผัสเข้าช่วยในการสังเกต แล้วก็บ่งบอกถึงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ อย่างเช่น เด็กเอกการศึกษาพิเศษ มีลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลได้แบบแม่นยำ เข้าประตูแบบทุกประตูได้เลย หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ มีลีลาในการเขาเรียกว่า "ชู้ตบาสเกตบอลแม่นมาก" หรือว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษ ฝีมือในการทำส้มตำนะ อร่อยใช่ไหมคะ นะ อาจารย์รู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเด็กเอกการศึกษาพิเศษลีลาการเตะ Free kick ลูกบอลแบบแม่นยำ หรือว่าชู๊ตบาสได้แบบแม่นยำ หรือว่ารสชาติฝีมือการทำส้มตำอร่อย อร่อย อาจารย์เห็นเราเล่นใช่ไหมคะ ทั้งฟุตบอลและบาสเก็ตบอล ใช้ตาในการสังเกต เป็นการกระทำของเรานะ ส่วนส้มตำใช่อะไรคะ ลิ้นชิมรสนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นแบบโมลาร์หน่วยใหญ่นะ หรือว่าห้องนี้ตั้งใจเรียนสูงมากเลย ถามอะไรปุ๊บ ตอบปั๊บ อาจารย์รู้ได้อย่างไร ก็สังเกตพฤติกรรมที่เราเรียน แต่ทีนี้โมเลกุลล่ะ มันเป็นหน่วยย่อย ๆ ในบางครั้งพฤติกรรมบางด้านที่เรายังไม่แสดง เรายังไม่กล้าตีพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามันคืออะไร เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ ในการอะไรคะ ยืนยันคุณไปหาหมอ หมอเขาเห็นอาการของคุณแล้วแบบหน้าแดง เป็นไข้ หมอเขาให้ยาทันทีได้ไหม เพราะว่าบางครั้งให้ยาผิด ชีวิตวินิจฉัยโรคอาจจะเปลี่ยน แนวทางในการวินิจฉัยของแพทย์ หรือว่าของหมอ ก็คือจะต้องใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ เพื่อยืนยันลักษณะอาการที่ปรากฏขึ้น ที่เขาสังเกตเห็นนั่นเองนะคะ หรือว่าลักษณะของคนโกหกที่เราเชื่อว่าเวลาเขาพูดนะ จะไม่สบตานะคะ พูดวกไปวนมา แต่เวลาเราสงสัยใครคนหนึ่ง ตำรวจเขาจะไม่ไปกล่าวหาทันที เขาก็คือจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนก่อน เรียกมาให้ปากคำก่อน เขาจะเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ทีนี้เขาจะทำอย่างไรว่าคนนี้โกหกหรือไม่โกหก เขาจำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องจับเท็จเข้ามาช่วยว่า เอ๊ะ คนนี้สรุปแล้ว เขาโกหกไหม อันนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบโมเลกุล ก็คือจะต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการตรวจสอบนั่นเองนะคะ นะ หรือว่าลักษณะของคนที่เป็นโรคความดันจะเป็นอย่างไรคะ หน้ามืดใช่ไหมคะ วิงเวียน คุณหมอเขาก็คือจะต้องมีเครื่องอะไรคะ เครื่องตรวจความดันอยู่ หรือว่าของเราน่ะ ไอ จาม ก็จะต้องมีเครื่องอะไรคะ แบบตรวจเพื่อยืนยันว่า เอ๊ะ เราเป็นโควิดหรือไม่นั่นเองนะคะ เราเข้าใจแล้วนะ ว่าโมลาร์กับโมเลกุลต่างกันอย่างไรนะคะ เดี๋ยววันนี้จะมีการบ้านให้เราทำดีไหม ดูการ์ตูน ตัวการ์ตูนบนซ้าย เราคิดว่าเขามีพฤติกรรมอะไร เศร้าก็ได้ เพราะน้ำตาไหลใช่ไหม แต่บางคนก็บอกว่าเขาอาจจะน้อยใจก็ได้ ถูกไหมคะ ล่างด้านซ้ายเราเขาเป็นอย่างไร ที่แคะจมูกน่ะ ...มันคืออะไรน่ะ บางคนก็บอกว่าเขินอายก็ได้ หรือว่า Happy ก็ได้ แต่เราสงสัยไหมว่าทำไมเราเห็นรูปเดียวกัน แต่เราทายพฤติกรรมไม่เหมือนกัน เนื่องมาจากประสบการณ์เดิมของแต่ละคนที่คนรอบตัว หรือเราเคยแสดงว่าถ้าเรามีลักษณะอาการเขินอาย หรือว่าคนรอบข้างที่มีลักษณะเขินอายจะแสดงลักษณะดังรูปนี้นั่นเองนะคะ ทีนี้เราจะย้อนกลับมาเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมภายในเขาเศร้า เสียใจ หรือว่าเขามีความสุข เราก็อาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกของเขานั่นเองนะคะ ที่เราเรียกกันว่า "ภาวะสันนิษฐาน" จากพฤติกรรมภายนอกมาสู่ภายใน ยกตัวอย่างตอนนี้ อาจารย์ผู้สอน เราคิดว่าถ้าเราทายจากพฤติกรรมอาจารย์ตอนนี้ คิดว่าภายในอาจารย์รู้สึกอย่างไร อะไรนะ พูดดัง... อยากสอนนักเรียน เรารู้ได้อย่างไร เราก็ทายจากการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอกของอาจารย์นั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้ เรามาดูเกี่ยวกับสิ่งที่นักศึกษาจะต้องรู้ ก็คือตามโครงสร้างของจิตวิทยา จะแบ่งออกเป็น S, O แล้วก็อะไรคะ R นั่นเองนะคะ S ในที่นี้ก็คือสิ่งเร้าหรืออะไร เราเรียกกันว่า "Stimulus" นั่นเองนะคะ สิ่งเร้า ก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา และก็กระตุ้นที่ทำให้เราเกิดความคิด ความรู้สึก แล้วก็มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้อาจารย์กำลังสอน นักศึกษา ก็คือคุยกันเสียงดัง สิ่งเร้าเกิดขึ้น ทีนี้ ก็จะต้องผ่านประสาทสัมผัสของอาจารย์ ก็คือ Sensation การรู้สัมผัส หูได้ยินเสียง ระหว่างสอนนี่ นักศึกษาคุยกัน ตาของอาจารย์ก็มองเห็น เราไม่สนใจตรง PowerPoint เราจะนี่ นั่งใกล้ ๆ กันน่ะ คุยกัน อาจารย์ก็รับรู้ รับรู้คือการแปลความหมายจากสิ่งที่แปลความหมายจากสิ่งเร้าที่เกิดขึ้น แปลงในที่นี้ ก็คือจากประสบการณ์เดิม โอเค อันนี้สะท้อนนักศึกษาแบบกำลังคุยกัน ไม่ตั้งใจเรียน มันก็จะมาสู่การมี Emotion หรือว่าอารมณ์ อารมณ์ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ก็คือบวกกับลบนะคะ แต่ทีนี้นักศึกษาคุยกัน จะให้อาจารย์มีความสุขไหม ไม่ อาจารย์ก็จะต้องมีความรู้สึกแบบไม่พอใจ เธอคุยกัน ความต้องการก็จะเกิดขึ้น อยากให้นักศึกษาหยุดคุยน่ะ ทำอย่างไรดี ทีนี้ก็จะเริ่มมาสู่การคิด การคิดเราสามารถเลือกได้แบบหลากหลายวิธีว่าจะทำอย่างไร จะเดินออกไปแบบ Walk Out เดินออกจากห้องไม่สอนเลยดีไหม หรือ เอ๊ะ จะตบโต๊ะดี เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจ ฉันจะเลือกอะไรดี อันนี้นะ ทีนี้ก็จะมาสู่การตัดสินใจ ก็ยังอยู่ในความคิดเรา โอเค ฉันเลือกวิธีการตบโต๊ะดีกว่า ทีนี้ Response หรือว่าการตอบสนอง ก็คือเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุด ก็แสดงออกเป็นพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เพราะฉะนั้น โครงสร้างทางจิตวิทยา ก็จะมีส่วนแรกเลย ก็คือสิ่งเร้านะคะ สมมติเราเดินตรงอาคาร 36 กลิ่นกาแฟมาแบบเตะจมูก สิ่งเร้า ก็คือกลิ่นกาแฟ หรือว่าช่วงพักเที่ยง เราได้กลิ่นกะเพรามาใช่ไหม รู้สึกสัมผัส ก็คือจมูกเป็นอย่างไรคะ ได้กลิ่นนะ รับรู้ ก็คือการแปลงจากประสบการณ์เดิมที่รุู้ว่าอันนี้มันคือกลิ่นอะไรคะ กะเพรานะ ทีนี้ พอใกล้ ๆ เที่ยง อารมณ์รู้สึกเป็นอย่างไรคะ มันหอมน่ะ เรารู้สึกชอบน่ะ ชอบแบบใกล้ ๆ จะต้องกินข้าวแล้วน่ะ ความต้องการ ก็คืออยากกินผัดกะเพรา ทีนี้ก็จะมาสู่การคิด Thinking จะสั่งเพื่อนให้ไปซื้อให้ดีไหม หรือว่าจะเดินเข้าไปซื้อข่าวผัดกะเพราด้วยตัวเอง การคิดก็บอกว่าเราสามารถคิดได้แบบ 3-4 แนวทางแต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจเราจะต้องเลือกแนวทางเดียวที่เราคิดว่ามันเหมาะกับเราที่สุดนั่นเองนะคะ การตัดสินใจก็จะยังอยู่ในระบบความคิดที่คิดว่า โอเค ฉันจะเลือกว่าฉันไปซื้อเองดีกว่า แล้วก็สิ่งไปเดินไปซื้อด้วยตัวเองนะ อันนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับดู O ก็คือมันจะอยู่ในส่วนที่เป็นพฤติกรรมภายในของเรา ส่วน R Response ก็จะถือได้ว่าเป็นส่วนของพฤติกรรมอะไรคะ ภายนอกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้ O ตรงนี้ก็จะแปลภาษาไทยว่าเป็น "อินทรีย์" อาจารย์ถามเราก่อนว่าอินทรีย์คืออะไร สิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ ถามว่าพืชก็เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ พืชมันร้องไห้ได้ไหม มันแสดงอารมณ์เศร้าได้ไหม ไม่ได้ เราต่างกับ AI อย่างไร เราต่างกับ AI อย่างไร AI มันก็ตอบโต้เราได้เหมือนกัน AI มันแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ไหม เห็นอกเห็นใจเราได้ไหม เพราะฉะนั้น อินทรีย์ ก็คือสิ่งที่มีชีวิตที่มีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ อารมณ์ความรู้สึกมาจากไหน ก็มาจากกระบวนการทำงานของระบบสมองนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้ เรามาดูกัน ในส่วนที่เป็นการศึกษาพฤติกรรม เราเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไรบ้าง ทุกพฤติกรรมย่อมมีสาเหตุ อย่างเช่น บางคนมา... เขาเรียกว่ามาสายนะ หรือว่าเข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา อาจารย์ก็เลยถามว่าเพราะอะไร เธอถึงแบบ... เข้าชั้นเรียนไม่ตรงเวลา การถามของอาจารย์ ก็คือเพื่อที่จะได้รู้สาเหตุ การรู้สาเหตุก็จะได้นำมาสู่การอธิบาย เพื่อเข้าใจในพฤติกรรมนั้น ๆ นั่นเองนะคะ อ๋อ สาเหตุที่มาสาย ก็คือเป็นอย่างไรคะ รถติดใช่ไหมคะ ฝนมันตกด้วยนะ ทีนี้ พอเราเข้าใจสาเหตุเราก็สามารถอธิบาย แล้วก็นำมาสู่การอะไรคะ พยากรณ์ พยากรณ์ ก็คือการทำนายนะคะ ก็คือถ้า... แล้วอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่น บางคนตื่นเป็นอย่างไรคะ ตื่นสายนะ สาเหตุการตื่นสายเนื่องมาจากอะไร นอนดึก มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ เพราะเราเข้าใจเหตุว่า โอเค ถ้าคุณนอนดึกนะ ต่อไปถ้าคุณนอนดึก แล้วโอกาสคุณจะตื่นสายสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้ หลักในการควบคุม ก็คือการควบคุมสาเหตุ ควบคุมอย่างไร ก็คือไม่ให้ตัวเองเป็นอย่างไรคะ นอนดึกนั่นเองนะคะ อันนี้นะ ทีนี้มีคำหนึ่ง คือ คำว่า "ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ" คืออะไร นักศึกษาเข้าใจคำนี้อย่างไร "ง่วงไม่ขับ" หรือว่า "เมาไม่ขับ" ควบคุม แต่ก่อนที่จะมาควบคุมได้นั้น ก็จะต้องมาเข้าใจสาเหตุก่อนใช่ไหมคะ ว่าสถิติในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้น เกิดมาจากอะไรนะคะ การเมาหรือว่าจากการง่วงแล้วทำให้หลับในนะ ทีนี้มันก็จะมาสู่การพยากรณ์ว่า โอเค ถ้าใครเป็นอย่างไรคะ ง่วงหรือใครเมา โอกาสขับรถที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างไรคะ สูง ก็เป็นการออกระเบียบในการควบคุมนั่นเองนะคะ ก็มีการเป็นอย่างไรคะ ควบคุมไม่ให้คนขับรถมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างการที่มันสูงเกินไปนะคะ อันนี้นะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหนไหมในการศึกษาพฤติกรรม ไม่มีนะคะ เหมือนกัน ยกตัวอย่างอีก 1 ตัวอย่าง เราคิดว่าที่เราได้คะแนนสอบน้อยน่ะ มันเกิดจากอะไร ไม่ใส่ใจ หรือว่าไม่ตั้งใจอ่านหนังสือใช่ไหมคะ ก็จะทำให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างไรคะ เข้าใจนะว่าที่เราสอบได้คะแนนกลางภาคได้น้อย เพราะว่าเราไม่มีการทบทวนเนื้อหาเลย ทีนี้ พอจะสอบเขาเรียกว่า "ปลายภาค" นะ หรือว่า "Final" เราก็มีการพยากรณ์ไว้ว่าถ้าฉันไม่ตั้งใจนะ โอกาสที่จะสอบได้คะแนนน้อยมีสูงไหมคะ สูงนั่นเองนะคะ แต่ถ้าฉันตั้งใจล่ะ การสอบได้คะแนนของฉันก็จะเป็นอย่างไรคะ สูงนั่นเองนะคะ ทีนี้ก็มาสู่การควบคุม ก็คือการควบคุมพฤติกรรมตนเอง ให้มีความตั้งใจในการอ่านหนังสือนั่นเองนะคะ โอเค เพราะฉะนั้น มาสรุปอีกรอบหนึ่งนะ ความเข้าใจของพฤติกรรม ก็คือความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น สาเหตุของการร้องไห้ สาเหตุของการหัวเราะนั่นเองนะคะ แล้วก็นำมาสู่การพยากรณ์จากการที่เราเข้าใจสาเหตุ การที่คุณมีความสุข ก็จะทำให้คุณเป็นอย่างไรคะ หัวเราะทำไมพยากรณ์ได้ เพราะเราเข้าใจสาเหตุของเขาแล้วว่าการที่เขาหัวเราะ เพราะเขาเป็นอย่างไรคะ มีความสุขนั่นเองนะคะ ทีนี้การควบคุมคืออะไร ก็เป็นการควบคุมที่จะทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดหรือไม่เกิด เพราะฉะนั้น การควบคุมก็เลยเป็นผลของความเข้าใจนั่นเองนะคะ แล้วเราก็สามารถควบคุมมันได้ อย่างเช่น เราอยากมีความสุข ก็คือเราจะต้องสร้างเสียงหัวเราะให้มันแบบเพิ่มขึ้นนั่นเองนะคะ อันนี้นะ โอเค เดี๋ยวอาจารย์ให้พักประมาณ 5 นาทีนะคะ เพราะอาจารย์ผู้สอนก็คอแห้งด้วย พักประมาณ 5 นาทีก่อน เชิญค่ะ สวัสดีค่ะ นักศึกษาาพร้อมที่จะรับเนื้อหาต่อเลยไหมคะ พร้อมแล้วนะคะ โอเค ขอเชิญล่ามนะคะ ค่ะ ทีนี้ก็จะมาส่วนต่อมานะคะ ก็จะว่าในเรื่องวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาพฤติกรรมนะ ทีนี้ในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนะคะ อันดับแรกเลย ก็คือเราจะต้องสงสัยในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เราก็จะเรียกกันว่า "การตั้งปัญหา" ว่า เอ๊ะ ปัญหาอะไร มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบรับในห้องเรียน มีอะไรนะ ทีนี้ในการตั้งปัญหาปุ๊บ เราก็จะต้องมีการตั้งสมมติฐาน สมมติฐานคืออะไร หมายความว่าเป็นการคาดคะเนคำตอบของพฤติกรรมที่เขาเกิดขึ้นมา แต่ทีนี้สมมติฐานเราอาจจะคาดคะเนแบบทายถูก หรือว่าทายผิดก็ได้ ดังนั้น เราก็ต้องจะมีการพิสูจน์สมมติฐาน ในการพิสูจน์สมมติฐาน เราก็คือจะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ว่า เอ๊ะ มันมีอะไรที่ทำให้นักศึกษาชอบนอนหลับ การรวบรวมในทีนี้ ก็คือใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เข้ามาช่วยด้วยก็ได้ ทีนี้อาจารย์ถามเราก่อนว่า เราตั้งปัญหาแล้ว เราว่าเพื่อนเราชอบนั่งหลับในชั้นเรียน เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร เราคิดว่ามันเกิดอะไร ที่ทำให้เขาชอบหลับในชั้นเรียน นอนไม่พอ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือว่าอาจารย์อาจจะสอนน่าเบื่อก็ได้ ถูกไหมคะ เราสามารถคาดคะเนสมมติฐาน ก็คือเป็นการคาดคะเนคำตอบ แต่การคาดคะเน เราจะเชื่อทันทีไหม ยังไม่เชื่อทันที เราจะต้องมีการพิสูจน์ หรือเราเรียกกันว่า "ทดสอบสมมติฐาน" นั้น ๆ เราคาดคะเน ว่า โอเค เพื่อนพักผ่อนไม่เพียงพอแน่เลย ทำให้เขาแบบหลับในชั้นเรียนนะ ทีนี้ อ้าว จอดับ ทีนี้ในการรวบรวมข้อมูล เราจะรวบรวมอย่างไรบ้าง ใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยใช่ไหมคะ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ได้ไหมคะ ได้ ทีนี้พอเราได้คำตอบจากแบบสอบถามแล้วก็แบบสัมภาษณ์ เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลไป จากเครื่องมือที่เราได้ใช้กับเพื่อน แล้วก็ค่อยมาสรุปผล การสรุปผล ก็คือเป็นการตรวจสอบว่าสมมติฐานที่ฉันตั้งขึ้นมามันสอดคล้องหรือไม่ นั่นเองนะคะ มีใครไม่เข้าใจตรงไหนมีไหม ถามได้นะคะ มีสงสัยตรงไหน มีไหม หรือว่าสาเหตุของพฤติกรรมน่ะ เราชอบกินจุบกินจิบ เพื่อนเราน่ะ ชอบแบบกินจุกกินจิกน่ะ เราจะตั้งสมมติฐานว่าอย่างไร ตั้ง... ตั้งได้อย่างไร เราจะคาดคะเนสาเหตุพฤติกรรมการกินของเพื่อนแบบกินไม่หยุดปากอย่างไร เราอาจจะตั้งสมมติฐานว่าบางครั้งเพื่อนกินข้าวไม่ตรงเวลาใช่ไหมคะ ทำให้เขา... หรือว่าไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้เขารู้สึกเป็นอย่างไรคะ รู้สึกหิวตลอดเวลา เราตั้งนะ สมมติเราตั้งว่าเพื่อนแบบมีพฤติกรรมที่แบบต้องกินแบบบ่อย ๆ ตลอดเวลา ทีนี้การรวบรวมข้อมูลเราก็ใช้หลักการอะไรคะ สัมภาษณ์หรือสอบถามเพื่อนว่า เอ๊ะ เธอที่เธอกินนี่ เป็นเพราะอะไรที่เธอกินบ่อย ๆ เพื่อนอาจจะบอกว่าเพราะฉันแบบทำ IF มาตั้งนาน พอหยุดทำ IF ปุ๊บ เป็นอย่างไรคะ ทำให้รู้สึกแบบตลอดเวลา เราก็มาวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เราได้รวบรวมข้อมูลจากคำตอบของเพื่อน ทีนี้พอวิเคราะห์ เราก็สรุปผลไดสรุปผลได้ว่า โอเค สมมติฐานที่เราตั้งกับคำตอบของเพื่อนตรงกันไหม ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ อันนี้นะ เข้าใจแล้วนะคะ ในการวิเคราะห์ในการศึกษาตรงนี้นะคะ ทีนี้เรามาดูลักษณะในรูปแบบการศึกษาพฤติกรรม ก็จะมีทั้ง 3 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรก ก็คือเป็นแบบการทดลองนะ การทดลองในทีนี้ ก็คือเป็นการทดสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุ แล้วก็ผลนั่นเองนะคะ ก็คือจะมีตัวแปรต้น แล้วก็ตัวแปรตาม ตัวแปรต้น ก็คือคืออะไร ก็คือเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับเหตุนั้น ๆ เหตุนี้เกิด ตัวแปรตามจะเกิดขึ้นไหม อันนี้นะคะ อย่างเช่น ตัวแปรต้น ก็คือการตั้งใจเรียน ก็ตัวแปรตาม ก็คือเมื่อคุณตั้งใจเรียนปุ๊บ คะแนนสอบกลางภาคของคุณจะสูงหรือไม่ คะแนนสอบสูง ก็คือเป็นตัวแปรอะไรคะ ตามนั่นเองนะ ทีนี้การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คืออะไร เป็นการหาความสัมพันธ์ รวมถึงทิศทาง ก็คือดูความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป อย่างเช่น คะแนนของการปรับตัว มันสัมพันธ์กับ IQ หรือว่าสติปัญญาหรือไม่นั่นเองนะคะ หรือว่าความสูงมันสัมพันธ์กับ