﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:01,478

2
00:00:02,029 --> 00:00:06,211

3
00:00:06,949 --> 00:00:12,807

4
00:00:12,911 --> 00:00:15,876

5
00:00:15,920 --> 00:00:19,987

6
00:00:20,988 --> 00:00:26,481
สวัสดี ค่ะ สำหรับทริปนี้นะคะ เป็นคลิปการสอน ในหัวข้อที่ 12

7
00:00:26,430 --> 00:00:26,849

8
00:00:26,879 --> 00:00:29,732
ยีนกับการควบ คุมลักษณะทางพันธุกรรม

9
00:00:29,698 --> 00:00:32,144
ให้ความรู้โดย ครูเบญจพรค่ะ

10
00:00:32,180 --> 00:00:32,420

11
00:00:32,311 --> 00:00:36,892
โดย ที่หัวข้อ นี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่  4 เรื่อง

12
00:00:37,061 --> 00:00:43,264
พันธุกรรม และวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชีวภาพระดับ

13
00:00:43,210 --> 00:00:45,220
ฉัน ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 4 ค่ะ

14
00:00:45,509 --> 00:00:48,553
ผสม นะคะก็คือให้ นักเรียนสามารถที่จะ

15
00:00:48,459 --> 00:00:50,741
อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างยีน

16
00:00:50,830 --> 00:00:52,288
การสังเคราะห์โปรตีน

17
00:00:52,239 --> 00:00:54,328
และ ลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ

18
00:00:54,421 --> 00:00:55,006

19
00:00:54,989 --> 00:00:57,857
ก็ดีนะคะ นักเรียนจำ ไหมคะเกี่ยวกับ

20
00:00:58,009 --> 00:01:02,298
โรคธาลัสซีเมีย ที่ได้เรียนมา ในคลิป  1 ข้อที่ แล้วนะคะ

21
00:01:02,229 --> 00:01:02,503

22
00:01:02,549 --> 00:01:04,116
ธาลัสซีเมียคืออะไร

23
00:01:04,153 --> 00:01:04,484

24
00:01:04,469 --> 00:01:04,884

25
00:01:04,600 --> 00:01:08,413
ธาลัสซีเมีย คือโรคทาง พันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

26
00:01:08,379 --> 00:01:10,008
โดย เป็นโรคโลหิต

27
00:01:09,981 --> 00:01:11,489
ตามแบบเรื้อรัง

28
00:01:11,650 --> 00:01:14,186
ซึ่งคนไทยเนี่ย

29
00:01:14,281 --> 00:01:20,314
ผู้ที่เป็น โรคนี้เป็นจำนวน มากนะคะและ มีผู้ที่เป็น พาหะของโรค นี้โดยไม่แสดงอาการ

30
00:01:20,229 --> 00:01:22,023
จำนวน มากยิ่งกว่า

31
00:01:21,970 --> 00:01:27,877
งั้นก็แปลว่า โรคธาลัสซีเมีย มีความจริงอยู่ใกล้ ตัวคนไทยเรา มากๆเลยนะคะ

32
00:01:28,180 --> 00:01:28,713

33
00:01:28,749 --> 00:01:33,258
ที่นักเรียน ได้เรียนมา ในเขตที่ แล้วนะคะโรคธาลัสซีเมีย

34
00:01:33,242 --> 00:01:37,761
ถูกควบ คุมโดยยีน นะคะ โดยมีอันใหญ่

35
00:01:37,909 --> 00:01:41,218
ที่ควบคุมลักษณะ ไม่เป็นโรคและ

36
00:01:41,250 --> 00:01:42,376
Aris

37
00:01:42,270 --> 00:01:42,529

38
00:01:42,459 --> 00:01:44,034
ที่ควบคุมลักษณะ

39
00:01:44,000 --> 00:01:44,806
เป็นโรค

40
00:01:44,899 --> 00:01:45,244

41
00:01:45,090 --> 00:01:50,353
งั้น ทำให้ผู้ที่ มีอันใหญ่  2 อันเลวดังในรูปนะคะ

42
00:01:50,339 --> 00:01:54,806
จะ ไม่เป็นโรค ส่วนผู้ที่ มี อันเล็ก 2 อันเลว

43
00:01:54,902 --> 00:01:55,877
จะเป็นโรค

44
00:01:56,559 --> 00:02:01,601
ในขณะ ที่ผู้ที่ มีอายุที่เล็กและพิธีใหญ่อย่าง ละ 1 อัน เร็วนะคะ

45
00:02:02,058 --> 00:02:04,353
ไม่ เป็นโรคแต่ว่า

46
00:02:04,380 --> 00:02:06,249

47
00:02:06,230 --> 00:02:06,759

48
00:02:06,809 --> 00:02:12,479
เช้านี้ คำถามก็คือ ดังกล่าวเหล่านี้ เนี่ยมันทำให้เกิดโรค

49
00:02:12,638 --> 00:02:15,040
หรือไม่ เกิดโรค ได้อย่างไร

50
00:02:15,260 --> 00:02:15,929

51
00:02:15,968 --> 00:02:19,212
เดี๋ยว วันนี้นะคะ เราจะได้มา เรียนกัน ในข้อนี้ค่ะ

52
00:02:19,178 --> 00:02:19,836

53
00:02:19,821 --> 00:02:22,034
เรา มาลองชวน กันอีกนิดนึงนะคะ

54
00:02:22,178 --> 00:02:24,201
ว่า ไอ้เลวคืออะไร

55
00:02:24,420 --> 00:02:27,174
ดีนะคะก็ คือรูปแบบของยีน

56
00:02:27,240 --> 00:02:28,422
โดย ที่ยิง

57
00:02:28,398 --> 00:02:32,480
ควบคุม ลักษณะทาง พันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

58
00:02:32,428 --> 00:02:35,557
แล้ว การควบคุม นะเนี่ยมัน เกิดขึ้นได้ยังไงนะคะ

59
00:02:35,578 --> 00:02:35,903

60
00:02:36,021 --> 00:02:39,190
ยีนเป็น ช่วงหนึ่งของ สาย DNA นะคะ

61
00:02:39,099 --> 00:02:43,557
ที่ จะควบคุม กำหนดลักษณะ ของโปรตีน ที่สังเคราะห์ได้

62
00:02:43,509 --> 00:02:44,309
ซึ่ง

63
00:02:44,418 --> 00:02:49,732
โรบินสันเนี่ยก็จะ ไปส่งผลให้ เกิดลักษณะทาง ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆขึ้นอยู่กับ

64
00:02:49,658 --> 00:02:52,460
แล้ว ก็หน้าที่

65
00:02:52,549 --> 00:02:57,246
พรุ่งนี้อาจ จะยังไม่เห็น ภาพนะคะ เดี๋ยวเรามาลอง ดูในส่วนของ

66
00:02:57,218 --> 00:02:58,266
ลักษณะ

67
00:02:58,439 --> 00:03:04,087
เผื่อเป็น ตัวอย่างก่อนนะ คะที่นักเรียน เคยเรียนมา แล้วว่ายีนควบคุมการเกิด

68
00:03:04,210 --> 00:03:04,804

69
00:03:04,848 --> 00:03:07,909
การ มีไม่มีลักษณะยังไง

70
00:03:07,979 --> 00:03:10,706

71
00:03:10,678 --> 00:03:19,288
ลักษณะ เผื่อนะคะ เกิดจากการที่ โดย มีนะคะเป็นนิดนึงที่อยู่บริเวณ

72
00:03:19,457 --> 00:03:20,572

73
00:03:20,540 --> 00:03:25,942
แล้วมันปลา ดีนะคะลักษณะเผือก

74
00:03:26,119 --> 00:03:29,313
ฉันมี

75
00:03:29,187 --> 00:03:29,637

76
00:03:29,448 --> 00:03:32,753
นะคะ

77
00:03:32,778 --> 00:03:39,566
ที่ทำ หน้าที่ในกระบวน การสังเคราะห์มีอะไรนะคะ

78
00:03:39,630 --> 00:03:42,674
เปลี่ยนแปลงไป

79
00:03:42,778 --> 00:03:45,518
ให้ ไม่สามารถขับขี่ได้

80
00:03:45,718 --> 00:03:53,611
ยาง ในซอยที่โรงเรียน อยู่ตอนนี้นะคะ ที่ทำงานได้ด้วย ต้นแดง

81
00:03:53,598 --> 00:03:58,207
ส่วน โปรตีนที่ ทำงานไม่ได้

82
00:03:58,467 --> 00:03:58,713

83
00:03:58,788 --> 00:04:04,252
คราวนี้แล้ว ยีนที่มี อลูใหญ่ๆ

84
00:04:04,419 --> 00:04:09,104
โครงการมี หรือไม่มีลัก เผือกได้ยังไง

85
00:04:09,038 --> 00:04:11,167
พร้อมกัน

86
00:04:11,148 --> 00:04:16,619
ในผู้ที่ มีอายุเวลา 14:00 น ลืม นะคะ เขาก็จะสามารถ

87
00:04:16,728 --> 00:04:23,644
โปรตีน ที่ทำงานได้ ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้ เนี่ยก็จะ ไปทำหน้าที่ ในกระบวนการ

88
00:04:23,519 --> 00:04:29,649
เมลานิน นะคะทำให้พูด แบบนี้เนี่ยมีอะไรและ ทำให้ไม่มีลักษณะ

89
00:04:29,539 --> 00:04:30,136

90
00:04:30,298 --> 00:04:30,508

91
00:04:30,498 --> 00:04:30,768

92
00:04:31,016 --> 00:04:31,302

93
00:04:31,337 --> 00:04:32,457
ในขณะที่

94
00:04:32,488 --> 00:04:38,868
ผู้ที่มีเฉพาะ alvarez นะคะ จะสังเคราะห์ โปรตีนออกมาเป็นโปร ที่ทำงานไม่ได้

95
00:04:38,767 --> 00:04:44,801
ซึ่งทำ ให้ในกระบวน การสังเคราะห์เมลานิน ไม่มีเมลานิน เกิดขึ้นนะคะ

96
00:04:44,978 --> 00:04:46,087
และทำให้

97
00:04:46,126 --> 00:04:48,109
มี ลักษณะเสือ

98
00:04:48,246 --> 00:04:56,299
โลตัสการควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมของ ผู้ที่มีเฉพาะ เร็วๆๆแล้วก็ ผู้ที่มีเฉพาะเล็ก แล้วนะคะคำถามก็คือ

99
00:04:56,127 --> 00:04:56,392

100
00:04:56,317 --> 00:04:58,621
แล้ว ผู้ที่มีอายุทั้ง 2 รูปแบบ

101
00:04:58,748 --> 00:05:02,026
ก็คือมี ไก่แล้วก็ไอเล็กเนี่ย

102
00:05:01,817 --> 00:05:07,545
เขา จะมีการควบ คุมลักษณะทาง กลับมาเป็นยัง ไงนะคะ เดี๋ยวต้องมีคุณ จะให้เวลาคิดประมาณ

103
00:05:07,776 --> 00:05:11,631
10 วินาที นะคะลองมา คิดเล่นๆ กันแล้วเดี๋ยว เราค่อยมาดูกัน

104
00:05:11,499 --> 00:05:12,809
เอากัน

105
00:05:12,777 --> 00:05:16,842
แล้วไหนล่ะ

106
00:05:17,329 --> 00:05:17,863

107
00:05:17,836 --> 00:05:24,077

108
00:05:24,059 --> 00:05:24,303

109
00:05:24,566 --> 00:05:24,867

110
00:05:25,137 --> 00:05:25,669

111
00:05:25,717 --> 00:05:26,003

112
00:05:25,977 --> 00:05:30,705
อัน นี้น่าจะพอ ต่อกัน ได้แล้วนะคะ งั้นเรามาลองดูคำตอบ พร้อมกันเลยค่ะ

113
00:05:30,586 --> 00:05:30,865

114
00:05:31,416 --> 00:05:31,678

115
00:05:31,616 --> 00:05:32,245

116
00:05:32,318 --> 00:05:33,997
วันนี้เป็นทหาร

117
00:05:33,976 --> 00:05:36,969
และ

118
00:05:36,996 --> 00:05:43,712
โดย การมีอะไรนะคะ ทำให้เขามีการ สร้างโปรตีน

119
00:05:43,589 --> 00:05:44,784
ทำงานไม่ได้

120
00:05:44,876 --> 00:05:51,182
อยู่กัน บุคคลนี้มี อะไรด้วย ค่ะ

121
00:05:51,018 --> 00:05:56,514
ได้ด้วย จึงทำให้มีการ เกิดขึ้น

122
00:05:56,536 --> 00:06:00,414
และ ทำให้บุคคลนี้ไม่มี

123
00:06:00,436 --> 00:06:00,909

124
00:06:00,767 --> 00:06:00,999

125
00:06:00,955 --> 00:06:06,514
โรง เด็กนี้ นะคะนักเรียน อาจจะสังเกตถึงความแตกต่าง

126
00:06:06,457 --> 00:06:08,584

127
00:06:08,506 --> 00:06:11,489
Android  ที่นักเรียนไม่เคยเรียน มาแล้วนะคะ

128
00:06:11,336 --> 00:06:11,679

129
00:06:11,656 --> 00:06:18,726
อีเมลใหญ่ เพียงแค่ 1  อันนึง

130
00:06:18,576 --> 00:06:19,027

131
00:06:18,767 --> 00:06:19,564

132
00:06:19,657 --> 00:06:20,034

133
00:06:19,857 --> 00:06:23,324
จึงจะ เป็นอันนี้

134
00:06:23,377 --> 00:06:23,787

135
00:06:23,886 --> 00:06:30,745
ใน ทางกลับกันนะ คะถึงแม้ว่าจะ มีอเล็กซ์อยู่ก็ตาม แต่ไม่มีการแสดงออก

136
00:06:30,616 --> 00:06:31,775

137
00:06:31,956 --> 00:06:35,829
จากนั้นจึงจะเป็นอันนี้

138
00:06:35,736 --> 00:06:41,347
จาก ที่นัก เรียนได้เรียนมา นะคะนักเรียน พอที่จะสรุปความเชื่อมโยง

139
00:06:41,377 --> 00:06:44,515
แผนผัง ที่ครูให้ไว้ ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ

140
00:06:44,777 --> 00:06:45,033

141
00:06:44,896 --> 00:06:46,488
ตาราง นี้นะคะ

142
00:06:46,498 --> 00:06:51,801
ยีนควบ คุมลักษณะทาง พันธุกรรมได้อย่างไร นะคะ

143
00:06:51,816 --> 00:06:54,286
กูอยาก ให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่าง

144
00:06:54,257 --> 00:06:55,602
ruk ใหญ่

145
00:06:55,465 --> 00:06:56,411
relx

146
00:06:56,555 --> 00:07:02,176
กับการมี หรือไม่มี ลักษณะเปลือกทุเรียน มาเมื่อสัก สำหรับตอนนี้

147
00:07:02,195 --> 00:07:03,257
เริ่มได้เลยค่ะ

148
00:07:03,416 --> 00:07:06,320

149
00:07:06,426 --> 00:07:08,106

150
00:07:08,158 --> 00:07:09,340

151
00:07:09,306 --> 00:07:09,517

152
00:07:09,435 --> 00:07:12,023

153
00:07:12,185 --> 00:07:15,743

154
00:07:15,716 --> 00:07:16,256

155
00:07:16,225 --> 00:07:16,517

156
00:07:16,545 --> 00:07:21,426
ได้เวลาแล้ว นะคะเรา มาดูกันต่อไป เลยดีกว่าว่าคำ ตอบของเราเป็น ยังไงกันบ้างค่ะ

157
00:07:21,416 --> 00:07:21,814

158
00:07:22,245 --> 00:07:27,649
จากรูปนี้ นะคะจะอธิบาย การที่มียีนควบ ลักษณะทางพันธุกรรม

159
00:07:27,567 --> 00:07:27,775

160
00:07:27,816 --> 00:07:32,708
ของ การมีหรือไม่ มีลักษณะ ผิวเผือกได้เรามาลองดูกัน

161
00:07:32,756 --> 00:07:33,035

162
00:07:33,015 --> 00:07:35,858
ไม่ค่อย ดูกันไปทีละคนอีกครั้ง นึงนะคะ

163
00:07:35,765 --> 00:07:38,889
ยืนทำหน้าที่กำหนด ลักษณะ ของโปรตีน

164
00:07:38,836 --> 00:07:42,302
ยีนที่ควบ คุมลักษณะเผือก นะคะมีอันใหญ่ๆ

165
00:07:42,234 --> 00:07:43,702
ฉัน ตัดถนนอักษะ

166
00:07:43,705 --> 00:07:47,363
ใช้เป็นโปรตีน ที่ทำงานได้ และ alexa

167
00:07:47,095 --> 00:07:50,362
ซึ่งเป็นโปรตีน ที่ทำงานไม่ได้

168
00:07:50,696 --> 00:07:51,295
นะคะ

169
00:07:51,265 --> 00:07:51,932

170
00:07:51,978 --> 00:07:55,434
ต่อมานะ คะ รสดีนั้น ก็จะส่งผลให้เกิด

171
00:07:55,296 --> 00:08:02,282
ลักษณะ ทางพันธุกรรมนะคะ สำหรับลักษณะ เผื่อก็คือ การมีโปรตีน ที่ทำงานได้ หรือทำงานไม่ได้เนี่ย

172
00:08:02,346 --> 00:08:03,266
ทำให้

173
00:08:03,245 --> 00:08:10,009
สามารถ สังเคราะห์ เมลานินได้หรือ ไม่ได้นะคะ หรือไม่มี อะไรนี้เอง

174
00:08:09,906 --> 00:08:10,768
ที่เป็น

175
00:08:10,735 --> 00:08:16,007
ลักษณะ ทางพันธุกรรมของเรา ก็คือการมีอยู่ หรือไม่มีลัก แบบนั้นเอง

176
00:08:16,315 --> 00:08:19,789
ค่ะ จับตัวอย่างข้างต้น นะคะก็จะเห็น ได้ว่ายีนส์

177
00:08:19,834 --> 00:08:23,031
ชุดคุมการแสดงออก ของลักษณะทางพันธุกรรม

178
00:08:22,975 --> 00:08:26,783
ผ่านการสังเคราะห์ โปรตีน แล้วคราวนี้

179
00:08:26,815 --> 00:08:29,616
กำหนด ลักษณะของโปรตีน ได้อย่างไรนะคะ

180
00:08:29,835 --> 00:08:31,264
คำตอบก็คือ

181
00:08:31,947 --> 00:08:37,253
ลำ ดับนิวคลีโอไทด์ ของยีนมี ผลต่อ โปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

182
00:08:37,338 --> 00:08:43,958
นักเรียน อาจจะบอกนะคะว่า คู่ค้าเขาตอบแค่นี้ ไม่ช่วยอะไร คะ

183
00:08:44,115 --> 00:08:44,583

184
00:08:44,575 --> 00:08:48,656
ใคร ที่ลืมไป แล้วนะคะหรือว่า อาจจะรู้สึก ว่าเหมือนไม่เคย เรียนมาก่อนเลย

185
00:08:48,535 --> 00:08:48,739

186
00:08:48,734 --> 00:08:51,778
ไม่ เป็นไรค่ะเดี๋ยว คุณครู ชวนให้ฟังอีกครั้งนึงนะคะ

187
00:08:51,994 --> 00:08:52,651

188
00:08:52,895 --> 00:08:54,651
ย้อน กลับไปตั้งแต่ว่า

189
00:08:54,696 --> 00:08:59,028
ยีนคือ ช่วงหนึ่งของสาย DNA แล้วเรียนเอกคืออะไร

190
00:08:58,914 --> 00:09:03,327
DNA นะคะ หรือชื่อเต็ม  deoxyribonucleic  Acid นะคะ

191
00:09:03,336 --> 00:09:07,275
เป็น สารพันธุกรรม ซึ่งประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ค่ะ

192
00:09:07,375 --> 00:09:08,224

193
00:09:08,205 --> 00:09:14,132
อยาก ได้รูป ตอนนี้นะคะ ของตั้งในกรอบนี้ คือ 1 นิวคลีโอไทด์ค่ะ

194
00:09:14,094 --> 00:09:17,551
จะ มาเรียงต่อกัน นะคะเป็น สายพอลินิวคลีโอไทด์

195
00:09:17,815 --> 00:09:23,150
จำ นวน 23  ค่ะอันนี้คือสาย นึงนะคะส่วนอันนี้ก็คือ

196
00:09:23,004 --> 00:09:23,990

197
00:09:24,285 --> 00:09:28,875
พอลินิวคลีโอไทด์ สายคู่นี้ นะคะจากกันการเป็น โครงสร้างเตียงคู่

198
00:09:28,967 --> 00:09:34,722
ทีโอไทยเนี่ย จะประกอบไปด้วย น้ำตาล ฟอสเฟตและ ไนโตรเจน

199
00:09:34,666 --> 00:09:40,072
อันนี้ เดี๋ยวครูจะลอง ขยาย ดูส่วนของพี่มาให้ ใหญ่หน่อยนะ เราจะได้เห็น

200
00:09:39,856 --> 00:09:40,448

201
00:09:40,685 --> 00:09:46,359
ที่มา ต่อกันนี้ นะคะมี 4 ชนิด ตามชนิด ของไนโตรจีนัสเบส

202
00:09:46,193 --> 00:09:46,662

203
00:09:46,644 --> 00:09:49,699
ได้ แก่อาทิตย์นี้หรือ

204
00:09:49,905 --> 00:09:52,014
I Mean หรือ T

205
00:09:51,967 --> 00:09:52,271

206
00:09:52,214 --> 00:09:54,608
ไซโทซีนหรือ C

207
00:09:54,525 --> 00:09:59,849
และ วันยินดีค่ะ โดย นิวคลีโอไทด์ที่ มีเบส a นะคะ

208
00:09:59,904 --> 00:10:01,886
จะจับกับนิว คลีโอไทด์ที่มีเบส

209
00:10:01,824 --> 00:10:06,382
ทีเด็ด ค่ะที่มีเบสจีนนะคะ

210
00:10:06,303 --> 00:10:09,150
จะจับ กับนิวคลีโอไทด์ที่ มีเบสดีค่ะ

211
00:10:09,254 --> 00:10:14,601
เท่านี้นะ คะเราได้ รู้จัก กัน แล้วกลับ มาที่ยืน กว่าค่ะ

212
00:10:15,214 --> 00:10:20,489
กลับ มาพรุ่งนี้ อีกครั้งนึงนะ คะเป็นช่วงหนึ่งของสาย  DNA นะคะ

213
00:10:20,534 --> 00:10:22,446
ที่มีลำ ดับนิวคลีโอไทด์

214
00:10:22,454 --> 00:10:25,836
ซึ่งกำหนด ลักษณะของโปรตีน ที่สังเคราะห์ขึ้น

215
00:10:25,783 --> 00:10:31,519
ดังนั้น ถ้าหากว่าลำดับ ของนิวคลีโอไทด์ เปลี่ยนแปลงไปให้ได้

216
00:10:31,363 --> 00:10:31,971

217
00:10:32,005 --> 00:10:34,193
ขี้เกียจแปลงไปด้วยนะคะ

218
00:10:34,113 --> 00:10:39,424
คุณ สาย DNA  ยาวยีนส์ค่ะ

219
00:10:39,374 --> 00:10:45,253
ก็จะมี ลำดับนิวคลีโอไทด์แตกต่างกันได้ โปรตีน ต่างชนิดกันและส่ง

220
00:10:45,003 --> 00:10:51,276
ลักษณะ ทางพันธุกรรม ต่างๆนะคะ อย่างที่เราเรียนมานะคะ

221
00:10:51,284 --> 00:10:53,106
ยีนลักษณะเผือกนะคะ

222
00:10:53,073 --> 00:10:59,083
ก็ เป็นยีนคืออะไรยีน กัน มีลำดับนิวคลีโอไทด์ ต่างกัน และได้เป็นโปรตีนแตก

223
00:10:58,904 --> 00:10:59,505

224
00:10:59,613 --> 00:11:02,691
ซึ่งจะส่งผล ให้เกิด ลักษณะทางพันธุกรรมคนละอย่าง

225
00:11:02,683 --> 00:11:06,249
เท่านี้นะ คะเรามาลอง ดูที่อื่นกันบ้าง

226
00:11:06,274 --> 00:11:06,520

227
00:11:06,783 --> 00:11:06,993

228
00:11:07,103 --> 00:11:12,844
ใน กรณีของ เยี่ยวกัน นะคะรูปแบบการก็จะมี ลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตก

229
00:11:12,743 --> 00:11:15,972
ทำให้ มีความแตกต่างของ

230
00:11:15,943 --> 00:11:21,448
เพราะได้ นะคะซึ่งจะส่งผลให้เกิด เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปด้วย

231
00:11:21,523 --> 00:11:28,472
ตัว อย่างนะคะ เช่นผู้ใหญ่แล้วนะคะ ในกรณีตัว ของโรคธาลัสซีเมีย

232
00:11:28,304 --> 00:11:34,529
จาก ในรูปนะ คะแต่เห็นว่า  alp ใหญ่ กับเล็กเนี่ย มีลำดับ นิวคลีโอไทด์

233
00:11:34,585 --> 00:11:40,092
แตก ต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผล ให้สังเคราะห์ ออกมาเป็นโปร ตีนที่มีลักษณะ

234
00:11:40,034 --> 00:11:41,214
แตกต่างกัน

235
00:11:41,183 --> 00:11:46,165
และ ส่งผลต่อลักษณะ การเป็นหรือ ไม่เป็นโรค ธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

236
00:11:46,183 --> 00:11:46,902

237
00:11:46,895 --> 00:11:47,805

238
00:11:47,852 --> 00:11:52,195
ค่ะ จากที่นัก เรียนมาทั้ง หมดนะคะเจ้าหน้าที่จะผ่อน ผ้าแปลว่า

239
00:11:52,014 --> 00:11:53,138
ยิงเมีย

240
00:11:53,094 --> 00:11:59,053
เกี่ยวข้อง กับการควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรม ได้อย่างไรนะ คะต้องกดนี่นะคะอยากจะให้นักเรียนรอ

241
00:11:58,992 --> 00:12:04,742
ตอบคำถามตรวจสอบ ความเข้าใจของ ตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผัง

242
00:12:04,693 --> 00:12:10,367
แสดงความ สัมพันธ์ระหว่าง ยีนโปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรม

243
00:12:10,462 --> 00:12:14,032
ในกรณี ของคนที่มีเลือด หมู่ AB ค่ะ

244
00:12:14,173 --> 00:12:22,016
น่าจะ ไม่ยากนะ คะ สำหรับนักเรียนที่ สอบได้เนี่ย แสดงว่าเข้าใจ แล้วแต่ถ้า หากว่าใครยัง ตอบไม่ได้ก็ ไม่เป็นไรนะคะ

245
00:12:21,933 --> 00:12:28,470
อาจจะ ลองย้อน กลับไปดูคลิป นี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะ ทำความเข้า ใจหรือว่า อาจจะสืบค้น เพิ่มเติมนะคะแล้วก็

246
00:12:28,272 --> 00:12:34,004
ลองคุย กับเพื่อนดูว่า แต่ละคน เนี่ยมีความเข้าใจ ตรงกันหรือแตกต่าง กันยังไงบ้าง

247
00:12:34,233 --> 00:12:39,385

248
00:12:39,863 --> 00:12:45,246
จากที่เรา ได้เรียนมานะ คะ วันนี้เดี๋ยวเรามาลอง สรุปเนื้อหา ในบทเรียนกันค่ะ

249
00:12:46,592 --> 00:12:52,051
การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม เกิดจากยีน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของ สาย DNA นะคะ

250
00:12:51,974 --> 00:12:57,817
ที่อยู่บน โครโมโซมโดย ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน กำหนดลักษณะ ของโปรตีน

251
00:12:57,671 --> 00:12:58,599
ขึ้น

252
00:12:58,572 --> 00:13:04,394
รูป แบบต่างกัน จะมีลำดับ นิวคลีโอไทด์ ต่างกันและ ทำให้ได้โปร ที่มีสมบัติ

253
00:13:04,272 --> 00:13:05,269

254
00:13:05,234 --> 00:13:05,758

255
00:13:05,934 --> 00:13:06,405

256
00:13:06,452 --> 00:13:08,403

257
00:13:08,443 --> 00:13:13,652

258
00:13:13,692 --> 00:13:16,546

259
00:13:16,702 --> 00:13:16,935

260
00:13:16,893 --> 00:13:17,097

261
00:13:17,282 --> 00:13:17,485

262
00:13:17,602 --> 00:13:21,672
กันค่ะ

263
00:13:21,822 --> 00:13:22,072

264
00:13:22,012 --> 00:13:22,240

265
00:13:22,333 --> 00:13:22,810

266
00:13:22,911 --> 00:13:23,154

267
00:13:23,232 --> 00:13:23,496

268
00:13:23,432 --> 00:13:27,951

269
00:13:27,973 --> 00:13:34,487

270
00:13:34,452 --> 00:13:42,858


