﻿1
00:02:02,989 --> 00:02:04,750
ไม่เป็นโรค

2
00:02:04,750 --> 00:02:06,333
ส่วน

3
00:02:06,333 --> 00:02:07,388
ผู้ที่มี

4
00:02:07,388 --> 00:02:10,024
t จะเป็นโรค

5
00:02:10,024 --> 00:02:10,753
ในขณะ

6
00:02:10,753 --> 00:02:11,419
ที่ผู้ที่

7
00:02:11,419 --> 00:02:12,255
มี argan

8
00:02:12,255 --> 00:02:12,849
x และ T ใหญ่

9
00:02:12,849 --> 00:02:13,173
อย่างละ 1

10
00:02:13,173 --> 00:02:15,331
อันเลยนะคะ

11
00:02:15,331 --> 00:02:15,850
จะ

12
00:02:15,850 --> 00:02:17,065
ไม่เป็นโรคแต่ว่า

13
00:02:17,065 --> 00:02:17,066
เป็น

14
00:02:17,066 --> 00:02:20,438
พาหะ

15
00:02:20,438 --> 00:02:21,902
เช้านี้

16
00:02:21,902 --> 00:02:23,128
คำถาม ก็คือแอลลีล

17
00:02:23,128 --> 00:02:24,035
ดังกล่าวเหล่า

18
00:02:24,035 --> 00:02:24,037
นี้นี่ มัน

19
00:02:24,037 --> 00:02:25,509
ทำให้เกิดโรค

20
00:02:25,509 --> 00:02:26,244
หรือไม่

21
00:02:26,244 --> 00:02:26,246
เกิดโรค

22
00:02:26,246 --> 00:02:29,220
ได้อย่างไร

23
00:02:29,220 --> 00:02:29,735
วันนี้

24
00:02:29,735 --> 00:02:30,252
นะคะ เราจะ

25
00:02:30,252 --> 00:02:30,723
ได้มาเรียน

26
00:02:30,723 --> 00:02:32,294
กันในข้อนี้ค่ะ

27
00:02:32,294 --> 00:02:33,060
เรา

28
00:02:33,060 --> 00:02:33,525
มาลองชวน

29
00:02:33,525 --> 00:02:35,426
กันอีกนิดหนึ่งนะค ะ

30
00:02:35,426 --> 00:02:35,725
ว่า

31
00:02:35,725 --> 00:02:37,550
ลืมคืออะไร

32
00:02:37,550 --> 00:02:38,656
อย่าลืมนะ

33
00:02:38,656 --> 00:02:38,658
คะ ก็คือรูป

34
00:02:38,658 --> 00:02:39,909
แบบของยีน

35
00:02:39,909 --> 00:02:41,064
โดยที่ยีน

36
00:02:41,064 --> 00:02:43,084
นี่จะ

37
00:02:43,084 --> 00:02:43,509
ควบคุมลักษณะ

38
00:02:43,509 --> 00:02:43,933
ทางพันธุกรรมผ่านการ

39
00:02:43,933 --> 00:02:45,308
สังเคราะห์โปรตีน

40
00:02:45,308 --> 00:02:45,862
แล้ว

41
00:02:45,862 --> 00:02:46,389
การควบคุ

42
00:02:46,389 --> 00:02:47,062
มนั้นนี่มัน

43
00:02:47,062 --> 00:02:49,399
เกิดขึ้นได้อย่างไรนะคะ

44
00:02:49,399 --> 00:02:50,479
ยีนเป็น

45
00:02:50,479 --> 00:02:50,689
ช่วงเย็นของ

46
00:02:50,689 --> 00:02:52,534
สาย DNA นะคะ

47
00:02:52,534 --> 00:02:52,917
ที่

48
00:02:52,917 --> 00:02:54,177
จะควบคุม

49
00:02:54,177 --> 00:02:54,740
กำหนดลักษณะ

50
00:02:54,740 --> 00:02:56,142
ของโปรตีน

51
00:02:56,142 --> 00:02:58,163
ที่สังเคราะห์ได้ ซึ่ง

52
00:02:58,163 --> 00:02:59,068
ยีนน

53
00:02:59,068 --> 00:03:00,550
ั้นนี่ก็จะไปส่งผล

54
00:03:00,550 --> 00:03:01,212
ให้เกิดลักษณะ

55
00:03:01,212 --> 00:03:01,213
ทางพันธุกรรมต่าง ๆ

56
00:03:01,213 --> 00:03:02,610
ขึ้นอยู่กับ

57
00:03:02,610 --> 00:03:03,939
ชนิด

58
00:03:03,939 --> 00:03:05,802
แล้วก็หน้าที

59
00:03:05,802 --> 00:03:06,820
่พวกนี้อาจ

60
00:03:06,820 --> 00:03:07,221
จะยังไม่เห็น

61
00:03:07,221 --> 00:03:07,900
ภาพนะคะ

62
00:03:07,900 --> 00:03:09,315
เดี๋ยวเรามา

63
00:03:09,315 --> 00:03:09,532
ลองดูใน

64
00:03:09,532 --> 00:03:11,950
ส่วนของลักษณะ

65
00:03:11,950 --> 00:03:12,726
เผื่อเป็น

66
00:03:12,726 --> 00:03:13,222
ตัวอย่างก่อนนะ

67
00:03:13,222 --> 00:03:14,309
คะ ที่นักเรียน

68
00:03:14,309 --> 00:03:14,448
เคยได้เรียนมา

69
00:03:14,448 --> 00:03:15,672
แล้ว ว

70
00:03:15,672 --> 00:03:16,328
่าควบคุมการเกิด

71
00:03:16,328 --> 00:03:19,118
หรือ

72
00:03:19,118 --> 00:03:19,422
การ

73
00:03:19,422 --> 00:03:23,422
มีไม่มีลักษณะเผือก

74
00:03:24,556 --> 00:03:25,696
ได้อย่างไรค่ะ ลักษณะ

75
00:03:25,696 --> 00:03:26,493
เผือกนะค ะ

76
00:03:26,493 --> 00:03:28,328
เกิดจากการที่

77
00:03:28,328 --> 00:03:29,308
โดย

78
00:03:29,308 --> 00:03:30,199
มี

79
00:03:30,199 --> 00:03:30,581
แอลลีนะคะเป็น

80
00:03:30,581 --> 00:03:31,652
สารสีชนิดหนึ่ง

81
00:03:31,652 --> 00:03:31,654
ที่อยู่บริเวณ

82
00:03:31,654 --> 00:03:35,654
ผิวหนัง

83
00:03:35,783 --> 00:03:37,537
แล้วม

84
00:03:37,537 --> 00:03:41,537
่านตาค่ะ ในตัวอย่างยีนนะคะ ลักษณะเผือก

85
00:03:44,266 --> 00:03:44,268
โดยปริยาย

86
00:03:44,268 --> 00:03:46,018
นะคะ

87
00:03:46,018 --> 00:03:47,226
ที่ทำหน้าที่

88
00:03:47,226 --> 00:03:50,990
ในกระบวน

89
00:03:50,990 --> 00:03:54,187
การสังเคราะห์

90
00:03:54,187 --> 00:03:56,225
เมลลานิลลักษณะเปลี่ยนแปลงไป

91
00:03:56,225 --> 00:03:56,964
ให้

92
00:03:56,964 --> 00:03:58,670
ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ค่ะ

93
00:03:58,670 --> 00:03:59,023

94
00:03:59,023 --> 00:03:59,905
อย่างใน

95
00:03:59,905 --> 00:04:01,784
ที่นักเรียน

96
00:04:01,784 --> 00:04:03,576
ตอนนี้

97
00:04:03,576 --> 00:04:03,717
นะคะ ที่ทำงาน

98
00:04:03,717 --> 00:04:06,393
ได้ด้วยต้น

99
00:04:06,393 --> 00:04:09,109
ส่วน

100
00:04:09,109 --> 00:04:09,110
โปรตีนที่

101
00:04:09,110 --> 00:04:13,076
ทำงานไม่ได้

102
00:04:13,076 --> 00:04:13,952
คุณครูแทนด้วนโปรตีนสีเหลืองค่ะ คราวนี้

103
00:04:13,952 --> 00:04:15,712
แล้ว

104
00:04:15,712 --> 00:04:15,713
ยีนที่มี

105
00:04:15,713 --> 00:04:17,349
แอลลีน A

106
00:04:17,349 --> 00:04:18,244
เขา

107
00:04:18,244 --> 00:04:19,490
ควบคุมการ

108
00:04:19,490 --> 00:04:20,381
มีหรือไม่

109
00:04:20,381 --> 00:04:20,556
มีลักษณะ

110
00:04:20,556 --> 00:04:24,556
เผือกได้อย่างไรนะคะ

111
00:04:25,306 --> 00:04:26,275
ในผู้ที่

112
00:04:26,275 --> 00:04:27,416
มีแ

113
00:04:27,416 --> 00:04:27,911
อลลีล A 2 แ

114
00:04:27,911 --> 00:04:28,178
อลลีลนะคะ

115
00:04:28,178 --> 00:04:31,380
เขาก็จะสามารถ

116
00:04:31,380 --> 00:04:33,233
โปรตีน

117
00:04:33,233 --> 00:04:34,208
ที่ทำงานได้

118
00:04:34,208 --> 00:04:35,114
ที่ทำงานได้นี่

119
00:04:35,114 --> 00:04:35,116
ก็จะไปทำหน้าที่

120
00:04:35,116 --> 00:04:37,485
ในกระบวนการ

121
00:04:37,485 --> 00:04:39,091
เมลานิน

122
00:04:39,091 --> 00:04:40,667
นะคะทำให้พูด

123
00:04:40,667 --> 00:04:41,009
แบบนี้มีเมลานิน

124
00:04:41,009 --> 00:04:41,155
และทำให้ไม่

125
00:04:41,155 --> 00:04:43,945
มีลักษณะ

126
00:04:43,945 --> 00:04:45,874
ในขณะที่

127
00:04:45,874 --> 00:04:47,842
ผู้ที่มีเฉพาะ

128
00:04:47,842 --> 00:04:48,623
แอลลีน a  นะคะ

129
00:04:48,623 --> 00:04:49,646
จะสังเคราะห์

130
00:04:49,646 --> 00:04:50,335
โปรตีนออกมาเป็นโปร

131
00:04:50,335 --> 00:04:52,010
ที่ทำงานไม่ได้

132
00:04:52,010 --> 00:04:52,012
นะคะ

133
00:04:52,012 --> 00:04:53,348
ซึ่งทำให้

134
00:04:53,348 --> 00:04:54,437
ใน

135
00:04:54,437 --> 00:04:54,960
กระบวนการสังเคราะห์

136
00:04:54,960 --> 00:04:56,190
เมลานินนี่ ไม่

137
00:04:56,190 --> 00:04:57,534
มีเมลานิน

138
00:04:57,534 --> 00:04:57,536
เกิดขึ้นนะคะ

139
00:04:57,536 --> 00:04:59,613
และทำให้

140
00:04:59,613 --> 00:04:59,614
มีลักษณะ

141
00:04:59,614 --> 00:05:01,495
เผือกค่ะ

142
00:05:01,495 --> 00:05:03,006
เราทราบการควบ

143
00:05:03,006 --> 00:05:04,118
คุมลักษณะทางพันธุกรรมของ

144
00:05:04,118 --> 00:05:04,776
ผู้ที่

145
00:05:04,776 --> 00:05:05,608
มีเฉพาะแอลลีล A และ

146
00:05:05,608 --> 00:05:06,184
แอลลีล a แล้ว

147
00:05:06,184 --> 00:05:08,052
นก็พูด

148
00:05:08,052 --> 00:05:08,054
ที่มีเฉพาะเลขแล้ว

149
00:05:08,054 --> 00:05:09,067
นะคะคำถามก็คือ

150
00:05:09,067 --> 00:05:10,005
แล้ว

151
00:05:10,005 --> 00:05:10,168
ผู้ที่มีอายุ

152
00:05:10,168 --> 00:05:11,880
ทั้ง 2 รูปแบบ

153
00:05:11,880 --> 00:05:12,387
ก็คือ

154
00:05:12,387 --> 00:05:13,094
มี

155
00:05:13,094 --> 00:05:13,213
หลาย ๆ แล้วก็

156
00:05:13,213 --> 00:05:14,427
แอลลีน a นี่

157
00:05:14,427 --> 00:05:15,005
เขาจะ

158
00:05:15,005 --> 00:05:15,659
มีการควบ

159
00:05:15,659 --> 00:05:16,343
คุมลักษณะ

160
00:05:16,343 --> 00:05:17,320
ทางพันธุกรรม

161
00:05:17,320 --> 00:05:18,906
ออกมาเป็นอย่างไรนะ

162
00:05:18,906 --> 00:05:19,133
คะ เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณครู

163
00:05:19,133 --> 00:05:20,901
จะให้เวลาคิดประมาณ

164
00:05:20,901 --> 00:05:21,540
10 วินาทีนะ

165
00:05:21,540 --> 00:05:22,509
คะ ลองมา

166
00:05:22,509 --> 00:05:22,829
คิดเล่น ๆ

167
00:05:22,829 --> 00:05:23,212
กัน แล้วเดี๋ยว

168
00:05:23,212 --> 00:05:24,746
เราค่อยมา

169
00:05:24,746 --> 00:05:25,237
ดู

170
00:05:25,237 --> 00:05:29,237
คำตอบพร้อมกัน เริ่มเลยนะคะ

171
00:05:38,960 --> 00:05:40,297
ค่ะ อันนี้

172
00:05:40,297 --> 00:05:40,711
น่าจะพอตอบกัน

173
00:05:40,711 --> 00:05:41,442
ได้แล้วนะคะ

174
00:05:41,442 --> 00:05:42,387
อย่างนั้นเรามา

175
00:05:42,387 --> 00:05:45,516
ลองดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

176
00:05:45,516 --> 00:05:48,487
อันนี้เป็น

177
00:05:48,487 --> 00:05:52,487
พาหะ ทั้งตัวอย่างและ

178
00:05:52,980 --> 00:05:53,804
โดย

179
00:05:53,804 --> 00:05:54,855
การมีอะไรนะคะ

180
00:05:54,855 --> 00:05:55,648
ทำให้เขา

181
00:05:55,648 --> 00:05:56,343
มีการสร้างโปรตีน

182
00:05:56,343 --> 00:05:59,909
ทำงานไม่ได้

183
00:05:59,909 --> 00:06:00,691
แต่ในขณะเดียวกัน

184
00:06:00,691 --> 00:06:01,511
บุคคลนี้มี

185
00:06:01,511 --> 00:06:03,567
แอลลีน A อยู่ด้วยค่ะ

186
00:06:03,567 --> 00:06:04,963
ให้มีการ

187
00:06:04,963 --> 00:06:04,964
สร้างโปรตีน

188
00:06:04,964 --> 00:06:06,767
ที่ทำงานได้ด้วย

189
00:06:06,767 --> 00:06:08,429
จึงทำให้

190
00:06:08,429 --> 00:06:09,707
มีการสังเคราะห์

191
00:06:09,707 --> 00:06:11,068
มีอะไรเกิดขึ้น

192
00:06:11,068 --> 00:06:11,069
และทำให้บุคคล

193
00:06:11,069 --> 00:06:15,069
นี้ไม่มี

194
00:06:16,190 --> 00:06:17,645
ลักษณะเผือกค่ะ ตรงนี้นะ

195
00:06:17,645 --> 00:06:21,645
นักเรียนอาจจะ

196
00:06:22,137 --> 00:06:22,949
ระหว่างแอลลีล

197
00:06:22,949 --> 00:06:24,870
เด่นและแอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะ

198
00:06:24,870 --> 00:06:26,578
จะเห็น

199
00:06:26,578 --> 00:06:27,168
ได้ว่าการมี

200
00:06:27,168 --> 00:06:29,936

201
00:06:29,936 --> 00:06:33,936
แอลลีล 1 แอลลีล และทำให้สามารถที่จะแสดง

202
00:06:34,196 --> 00:06:34,938
เมลานิน A

203
00:06:34,938 --> 00:06:37,187

204
00:06:37,187 --> 00:06:38,411

205
00:06:38,411 --> 00:06:39,385
ทางกลับกันนะ

206
00:06:39,385 --> 00:06:40,738
คะ ถึงแม้ว่าจะ

207
00:06:40,738 --> 00:06:41,428
มี

208
00:06:41,428 --> 00:06:42,203
แอลลีน a อยู่ก็ตาม

209
00:06:42,203 --> 00:06:46,203
แต่การแสดงออกของ

210
00:06:46,430 --> 00:06:47,148
ลักษณะ ดังนั้น

211
00:06:47,148 --> 00:06:47,346
แอลลีน a จึงจะเป็น

212
00:06:47,346 --> 00:06:49,366
ลักษณะด้อยค่ะ จากอันนี้

213
00:06:49,366 --> 00:06:50,198
จาก

214
00:06:50,198 --> 00:06:51,191
ที่นักเรียน

215
00:06:51,191 --> 00:06:52,384
ได้เรียนมานะ

216
00:06:52,384 --> 00:06:52,924
คะ นักเรียนพอที่จะ

217
00:06:52,924 --> 00:06:54,552
สรุปความเชื่อมโยง

218
00:06:54,552 --> 00:06:55,016
แผนผัง

219
00:06:55,016 --> 00:06:55,558
ที่ครูให้

220
00:06:55,558 --> 00:06:56,088
ไว้ตั้งแต่

221
00:06:56,088 --> 00:06:57,973
ต้นคาบได้ไหมคะ

222
00:06:57,973 --> 00:07:00,264
ตารางนี้นะคะ

223
00:07:00,264 --> 00:07:01,865
ว่ายีนนี่ควบ

224
00:07:01,865 --> 00:07:03,263
คุมลักษณะ

225
00:07:03,263 --> 00:07:03,410
ทางพันธุกรรมได้อย่าง

226
00:07:03,410 --> 00:07:05,000
ไรนะคะ โดย

227
00:07:05,000 --> 00:07:05,864
ครูอยาก

228
00:07:05,864 --> 00:07:07,124
ให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่าง

229
00:07:07,124 --> 00:07:07,986

230
00:07:07,986 --> 00:07:08,665

231
00:07:08,665 --> 00:07:11,090

232
00:07:11,090 --> 00:07:11,792
แอลลีล A แอลลีล a ว่ามีหรือ

233
00:07:11,792 --> 00:07:12,977
ไม่มีลักษณะ

234
00:07:12,977 --> 00:07:13,801
เผือกท

235
00:07:13,801 --> 00:07:14,821
ี่เรียนมาเมื่อสักครู่นะคะ ตอนนี้

236
00:07:14,821 --> 00:07:18,821
เริ่มได้เลยค่ะ

237
00:07:29,811 --> 00:07:30,217
ค่ะ ได้

238
00:07:30,217 --> 00:07:30,691
เวลาแล้วนะคะ

239
00:07:30,691 --> 00:07:31,441
เรามาดู

240
00:07:31,441 --> 00:07:32,027
กันต่อไป

241
00:07:32,027 --> 00:07:32,814
เลยดีกว่าว่าคำตอบ

242
00:07:32,814 --> 00:07:32,816
ของเราเป็น

243
00:07:32,816 --> 00:07:35,745
อย่างไรกันบ้างคะ

244
00:07:35,745 --> 00:07:36,856
จากรูป

245
00:07:36,856 --> 00:07:37,856
นี้นะคะ จะ

246
00:07:37,856 --> 00:07:38,441
อธิบายการที่

247
00:07:38,441 --> 00:07:39,222
ยีนควบคุม

248
00:07:39,222 --> 00:07:40,941
ลักษณะทางพันธุกรรม

249
00:07:40,941 --> 00:07:41,451
ขอ

250
00:07:41,451 --> 00:07:42,927
งการมีหรือ

251
00:07:42,927 --> 00:07:42,996
ไม่มีลัก

252
00:07:42,996 --> 00:07:44,234
ษณะผิวเผือกได้

253
00:07:44,234 --> 00:07:46,002
เรามาลองดูกัน

254
00:07:46,002 --> 00:07:46,642
ค่อย ๆ

255
00:07:46,642 --> 00:07:47,428
ดูกันไปทีละ

256
00:07:47,428 --> 00:07:49,413
คนอีกครั้งหนึ่งนะคะ

257
00:07:49,413 --> 00:07:50,347
ยีนทำหน้าที่กำหนด

258
00:07:50,347 --> 00:07:50,455
ลักษณะ

259
00:07:50,455 --> 00:07:52,031
ของโปรตีน

260
00:07:52,031 --> 00:07:53,066
ยีนที่ควบ

261
00:07:53,066 --> 00:07:53,851
คุมลักษณะเผือก

262
00:07:53,851 --> 00:07:55,030
นะคะ มีอันเดียวเองง่าย ๆ

263
00:07:55,030 --> 00:07:55,116
ฉัน

264
00:07:55,116 --> 00:07:56,470
จะกำหนดลักษณะ

265
00:07:56,470 --> 00:07:57,458
ได้

266
00:07:57,458 --> 00:07:58,621
เป็นโปรตีน

267
00:07:58,621 --> 00:07:58,685
ที่ทำงานได้

268
00:07:58,685 --> 00:08:01,616
และ แอลลีน a

269
00:08:01,616 --> 00:08:01,853
ซึ่งกำหนดลักษณะเป็นโปรตีน

270
00:08:01,853 --> 00:08:03,492
ที่ทำงานไม่ได้

271
00:08:03,492 --> 00:08:05,804
นะคะ

272
00:08:05,804 --> 00:08:06,422
ต่อมานะ

273
00:08:06,422 --> 00:08:07,515
คะ

274
00:08:07,515 --> 00:08:08,811
โปรตีนนั้นก็จะส่ง

275
00:08:08,811 --> 00:08:08,813
ผลให้เกิด

276
00:08:08,813 --> 00:08:10,220
ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

277
00:08:10,220 --> 00:08:11,496
สำหรับ

278
00:08:11,496 --> 00:08:11,891
ลักษณะเผือก ก็

279
00:08:11,891 --> 00:08:13,096
คือการมี

280
00:08:13,096 --> 00:08:13,762
โปรตีนที่

281
00:08:13,762 --> 00:08:13,836
ทำงานได้หรือ

282
00:08:13,836 --> 00:08:14,790
ทำงานไม่ได้

283
00:08:14,790 --> 00:08:16,438
นี่ ทำให้

284
00:08:16,438 --> 00:08:17,454
สามารถ

285
00:08:17,454 --> 00:08:20,786
สังเคราะห์

286
00:08:20,786 --> 00:08:21,583
เมลานินได้ หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ

287
00:08:21,583 --> 00:08:21,585
ซึ่งการมีหรือไม่มี

288
00:08:21,585 --> 00:08:22,287
เมลานินนี้เอง

289
00:08:22,287 --> 00:08:24,941
ที่เป็น

290
00:08:24,941 --> 00:08:25,664
ลักษณะ

291
00:08:25,664 --> 00:08:26,170
ทางพันธุกรรมของเรา

292
00:08:26,170 --> 00:08:27,578
ก็คือการมีอยู่

293
00:08:27,578 --> 00:08:29,761
หรือไม่มีลักษณะแบบนั่นเอง

294
00:08:29,761 --> 00:08:30,538
ค่ะ

295
00:08:30,538 --> 00:08:31,108
จากตัวอย่างข้างต้น

296
00:08:31,108 --> 00:08:31,338
นะคะ ก็จะเห็น

297
00:08:31,338 --> 00:08:34,042
ได้ว่ายีน

298
00:08:34,042 --> 00:08:34,585
นี่ ควบคุมการแสดงออก

299
00:08:34,585 --> 00:08:36,102
ของลักษณะทางพันธุกรรม

300
00:08:36,102 --> 00:08:38,230
ผ่าน

301
00:08:38,230 --> 00:08:38,325
การสังเคราะห์โปรตีน

302
00:08:38,325 --> 00:08:39,935
แล้วคราวนี้

303
00:08:39,935 --> 00:08:41,167
ยีนนี่กำหนด

304
00:08:41,167 --> 00:08:41,169
ลักษณะของโปรตีน

305
00:08:41,169 --> 00:08:42,771
ได้อย่างไรนะคะ

306
00:08:42,771 --> 00:08:44,808
คำตอบ ก็คือ

307
00:08:44,808 --> 00:08:46,466
ลำ

308
00:08:46,466 --> 00:08:47,366
ดับนิวคลีโอไทด์

309
00:08:47,366 --> 00:08:48,006
ของยีนมี

310
00:08:48,006 --> 00:08:48,746
ผลต่อ

311
00:08:48,746 --> 00:08:51,253
โปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

312
00:08:51,253 --> 00:08:52,245
อันนี้นักเรียนอาจจะบอก

313
00:08:52,245 --> 00:08:52,938
นะคะ ว่า

314
00:08:52,938 --> 00:08:54,167
ครูคะ คำตอบแค่นี้

315
00:08:54,167 --> 00:08:55,506
ไม่ช่วยอะไร

316
00:08:55,506 --> 00:08:57,297
คะ

317
00:08:57,297 --> 00:08:57,870
ใคร

318
00:08:57,870 --> 00:08:58,452
ที่ลืมไป

319
00:08:58,452 --> 00:08:59,107
แล้วนะคะ หรือว่า

320
00:08:59,107 --> 00:08:59,683
อาจจะรู้สึก

321
00:08:59,683 --> 00:09:00,253
ว่าเหมือนไม่เคย

322
00:09:00,253 --> 00:09:01,219
เรียนมาก่อนเลย

323
00:09:01,219 --> 00:09:03,223
ไม่เป็นไรค่ะ

324
00:09:03,223 --> 00:09:05,746
เดี๋ยวคุณครูทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

325
00:09:05,746 --> 00:09:06,150
ย้อน

326
00:09:06,150 --> 00:09:07,951
กลับไปตั้งแต่ว่า

327
00:09:07,951 --> 00:09:08,870
ยีน คือ

328
00:09:08,870 --> 00:09:08,872
ช่วงหนึ่งของ

329
00:09:08,872 --> 00:09:10,435
สาย DNA

330
00:09:10,435 --> 00:09:10,437
แล้ว

331
00:09:10,437 --> 00:09:13,182
เรียนเอกคืออะไร

332
00:09:13,182 --> 00:09:15,321
นะคะ

333
00:09:15,321 --> 00:09:15,874
deoxyribonucleic Acid

334
00:09:15,874 --> 00:09:18,060
เป็น

335
00:09:18,060 --> 00:09:18,849
สารพันธุกรรม

336
00:09:18,849 --> 00:09:20,887
ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ค่ะ

337
00:09:20,887 --> 00:09:22,175

338
00:09:22,175 --> 00:09:23,392
อย่างในรูปตรงนี้

339
00:09:23,392 --> 00:09:23,761
นะคะ

340
00:09:23,761 --> 00:09:25,549
ในกรอบนี้คือ 1

341
00:09:25,549 --> 00:09:27,542
นิวคลีโอไทด์ค่ะ

342
00:09:27,542 --> 00:09:28,176
เรียงต่อกัน

343
00:09:28,176 --> 00:09:29,053
นะคะ เป็นสาย

344
00:09:29,053 --> 00:09:31,313
พอลินิวคลีโอไทด์

345
00:09:31,313 --> 00:09:32,234
จำนวน

346
00:09:32,234 --> 00:09:33,556
2-3

347
00:09:33,556 --> 00:09:34,198
ค่ะ อันนี้คือสาย

348
00:09:34,198 --> 00:09:34,933
หนึ่งนะคะ

349
00:09:34,933 --> 00:09:37,904
ส่วนอันนี้คือคนที่

350
00:09:37,904 --> 00:09:38,976
นิวคลินิวคลีโอไทด์

351
00:09:38,976 --> 00:09:40,020
สายคู่นี้

352
00:09:40,020 --> 00:09:40,425
นะคะ จะพันฏันเป็น

353
00:09:40,425 --> 00:09:42,781
โครงสร้างเกลียวคู่

354
00:09:42,781 --> 00:09:43,862
แ

355
00:09:43,862 --> 00:09:44,364
ต่ละนิวคลีโอไทด์จะประกอบ

356
00:09:44,364 --> 00:09:47,798
ไปด้วย น้ำตาล

357
00:09:47,798 --> 00:09:48,419
ฟอสเฟตและไนโตรจีนัสเบส

358
00:09:48,419 --> 00:09:49,414
ค่ะ อันนี้เดี๋ยวครู

359
00:09:49,414 --> 00:09:50,017
จะลองขยาย

360
00:09:50,017 --> 00:09:50,469
ดูส่วนของนิว

361
00:09:50,469 --> 00:09:51,151
คลีโอไทด์ที่มา

362
00:09:51,151 --> 00:09:51,250
ให้ใหญ่หน่อย

363
00:09:51,250 --> 00:09:54,889
นะคะ เราจะได้เห็น

364
00:09:54,889 --> 00:09:55,485
ชัด ๆ กัน ซึ่งนิวคลิโอไทด์ที่มาตกัน

365
00:09:55,485 --> 00:09:55,939
นี้นะคะ

366
00:09:55,939 --> 00:09:55,941
มี 4

367
00:09:55,941 --> 00:09:58,161
ชนิด

368
00:09:58,161 --> 00:09:58,250
ตามชนิดของ

369
00:09:58,250 --> 00:10:01,182
ไนโตรจีนัสเบสค่ะ

370
00:10:01,182 --> 00:10:03,529
แต่อาทิตย์นี้หรือ

371
00:10:03,529 --> 00:10:06,081
I Mean หรือ T

372
00:10:06,081 --> 00:10:09,769
ไป

373
00:10:09,769 --> 00:10:11,178
หรือ C ค่ะ

374
00:10:11,178 --> 00:10:11,339
โดย

375
00:10:11,339 --> 00:10:12,055
นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ

376
00:10:12,055 --> 00:10:13,490
จะจับ

377
00:10:13,490 --> 00:10:15,587
นิวคลีโอไทด์

378
00:10:15,587 --> 00:10:16,809
ที่มีเบส

379
00:10:16,809 --> 00:10:17,786
T ค่ะส่วน

380
00:10:17,786 --> 00:10:20,391
นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ

381
00:10:20,391 --> 00:10:20,714
จะจับกับนิว

382
00:10:20,714 --> 00:10:22,621
คลีโอไทด์ที่มีเบส C ค่ะ

383
00:10:22,621 --> 00:10:23,242
คราวนี้นะ

384
00:10:23,242 --> 00:10:24,620
คะ เราได้รู้

385
00:10:24,620 --> 00:10:25,329
จักกัยยีน

386
00:10:25,329 --> 00:10:26,054

387
00:10:26,054 --> 00:10:27,716
ดีกว่าค่ะ

388
00:10:27,716 --> 00:10:28,392

389
00:10:28,392 --> 00:10:30,576
มาที่รูป

390
00:10:30,576 --> 00:10:31,920
นี้อีกครั้งหนึ่งนะ

391
00:10:31,920 --> 00:10:32,017
คะ เป็นช่วงหนึ่งของสาย

392
00:10:32,017 --> 00:10:33,326
DNA นะคะ

393
00:10:33,326 --> 00:10:33,914
ที่มีลำ

394
00:10:33,914 --> 00:10:36,010
ดับนิวคลีโอไทด์

395
00:10:36,010 --> 00:10:36,587
ซึ่ง

396
00:10:36,587 --> 00:10:37,301
กำหนดลักษณะ

397
00:10:37,301 --> 00:10:37,389
ของโปรตีน

398
00:10:37,389 --> 00:10:38,979
ที่สังเคราะห์ขึ้น

399
00:10:38,979 --> 00:10:39,929
ดังนั้น

400
00:10:39,929 --> 00:10:41,917
ถ้าหากว่า

401
00:10:41,917 --> 00:10:42,803
ลำดับของนิวคลีโอไทด์

402
00:10:42,803 --> 00:10:42,993
เปลี่ยนแปลงไปนี่

403
00:10:42,993 --> 00:10:45,708
ก็อาจจะส่งผลให้ได้

404
00:10:45,708 --> 00:10:45,710
ที่เปลี่ยนแปลงไป

405
00:10:45,710 --> 00:10:46,732
ด้วยนะคะ

406
00:10:46,732 --> 00:10:48,728
เ

407
00:10:48,728 --> 00:10:50,884
พราะฉะนั้น DNA

408
00:10:50,884 --> 00:10:50,982
ยาวของเราอยู่ด้วยกันหลาย

409
00:10:50,982 --> 00:10:52,730
คนค่ะ

410
00:10:52,730 --> 00:10:54,342
โ

411
00:10:54,342 --> 00:10:56,898
ดยยีนแต่ละชนิดกันก็จะมีลำดับ

412
00:10:56,898 --> 00:10:57,412
นิวคลีโอไทด์แตกต่างกัน ได้โปรตีนมาต่างชนิดกัน

413
00:10:57,412 --> 00:10:58,450
และส่งผล

414
00:10:58,450 --> 00:11:02,450
ให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม

415
00:11:03,382 --> 00:11:03,860
ต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียน

416
00:11:03,860 --> 00:11:04,607
มานะคะ ยีนธาลัสซีมเลักษณะ

417
00:11:04,607 --> 00:11:06,010
เผือกนะคะ

418
00:11:06,010 --> 00:11:07,086
ก็

419
00:11:07,086 --> 00:11:07,632
เป็นยีนคืออะไร ยีน

420
00:11:07,632 --> 00:11:09,073
กัน

421
00:11:09,073 --> 00:11:09,974
มีลำดับนิวคลีโอไทด์

422
00:11:09,974 --> 00:11:10,619
ต่างกัน

423
00:11:10,619 --> 00:11:13,240
และได้เป็นโปรตีนแตก

424
00:11:13,240 --> 00:11:16,318
กัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิด

425
00:11:16,318 --> 00:11:17,215
คราวนี้นะ

426
00:11:17,215 --> 00:11:17,808
คะ เรามาลอง

427
00:11:17,808 --> 00:11:19,897
ดูที่อื่นกันบ้าง

428
00:11:19,897 --> 00:11:20,414
ใน

429
00:11:20,414 --> 00:11:22,335
กรณีของ

430
00:11:22,335 --> 00:11:23,132
ทีมเดียวกัน

431
00:11:23,132 --> 00:11:23,528
นะคะรูปแบบ

432
00:11:23,528 --> 00:11:24,404
การก็จะมี

433
00:11:24,404 --> 00:11:26,609
ลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตก

434
00:11:26,609 --> 00:11:27,973
ต่างกัน ทำ

435
00:11:27,973 --> 00:11:28,678
ให้มีความแตก

436
00:11:28,678 --> 00:11:30,180
ต่างของโปรตีน

437
00:11:30,180 --> 00:11:30,650
ที่สังเคราะห์

438
00:11:30,650 --> 00:11:31,653
ได้นะคะ

439
00:11:31,653 --> 00:11:31,655
ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิด

440
00:11:31,655 --> 00:11:32,991
เป็นฟิโนไทป์

441
00:11:32,991 --> 00:11:34,325
ที่แตกต่างกันไปด้วย

442
00:11:34,325 --> 00:11:35,914
ตัว

443
00:11:35,914 --> 00:11:36,693
อย่างนะคะ

444
00:11:36,693 --> 00:11:38,605
เช่น

445
00:11:38,605 --> 00:11:39,825
แอลลีล T และแอลลีล นะคะ

446
00:11:39,825 --> 00:11:39,992
ในกรณีตัวอย่าง

447
00:11:39,992 --> 00:11:41,730
ของโรคธาลัสซีเมีย

448
00:11:41,730 --> 00:11:42,504
จากในรูป

449
00:11:42,504 --> 00:11:43,548
นะคะจะเห็น

450
00:11:43,548 --> 00:11:45,011
ว่า ใหญ่

451
00:11:45,011 --> 00:11:45,899
กับอายุเล็กเนี่ย

452
00:11:45,899 --> 00:11:45,994
มีลำดับ

453
00:11:45,994 --> 00:11:48,018
นิวคลีโอไทด์

454
00:11:48,018 --> 00:11:49,417
แตก

455
00:11:49,417 --> 00:11:50,513
ต่างกันนะคะ

456
00:11:50,513 --> 00:11:51,148
ซึ่งก็ส่งผล

457
00:11:51,148 --> 00:11:51,573
ให้สังเคราะห์ออกมา

458
00:11:51,573 --> 00:11:51,598
เป็นโปรตีน

459
00:11:51,598 --> 00:11:52,777
ที่มีลักษณะ

460
00:11:52,777 --> 00:11:54,180
ต่างกัน

461
00:11:54,180 --> 00:11:55,961
และ

462
00:11:55,961 --> 00:11:56,920
ส่งผลต่อลักษณะ

463
00:11:56,920 --> 00:11:57,723
การเป็นหรือไม่

464
00:11:57,723 --> 00:12:00,978
เป็นโรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

465
00:12:00,978 --> 00:12:01,748
ค่ะ

466
00:12:01,748 --> 00:12:02,403
จากที่นักเรียน

467
00:12:02,403 --> 00:12:03,657
เรียนมาทั้งหมด

468
00:12:03,657 --> 00:12:06,144
นะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วว่า

469
00:12:06,144 --> 00:12:07,170
ยีนนี่เกี่ยวข้อง

470
00:12:07,170 --> 00:12:08,072
กับการควบ

471
00:12:08,072 --> 00:12:09,860
คุมลักษณะทาง

472
00:12:09,860 --> 00:12:10,519
พันธุกรรมได้อย่างไร

473
00:12:10,519 --> 00:12:10,521
นะคะ ตรงจุดนี้นะคะ อยากจะ

474
00:12:10,521 --> 00:12:13,523
ให้นักเรียน

475
00:12:13,523 --> 00:12:14,096
ลองตอบคำถามตรวจ

476
00:12:14,096 --> 00:12:15,335
สอบความเข้าใจ

477
00:12:15,335 --> 00:12:16,250
ของตัวเองนะ

478
00:12:16,250 --> 00:12:16,251
คะ โดยให้

479
00:12:16,251 --> 00:12:19,105
เขียนแผนผัง

480
00:12:19,105 --> 00:12:19,977
ความ

481
00:12:19,977 --> 00:12:21,328
สัมพันธ์ระหว่างยีน

482
00:12:21,328 --> 00:12:21,930
โปรตีน

483
00:12:21,930 --> 00:12:23,764
และลักษณะทางพันธุกรรม

484
00:12:23,764 --> 00:12:24,663
ในกรณี

485
00:12:24,663 --> 00:12:25,579
ของบุคคลที่

486
00:12:25,579 --> 00:12:25,581
มีเลือดหมู

487
00:12:25,581 --> 00:12:27,290
่ AB ค่ะ

488
00:12:27,290 --> 00:12:28,987
น่าจะ

489
00:12:28,987 --> 00:12:29,742
ไม่ยากนะ

490
00:12:29,742 --> 00:12:30,367
คะ สำหรับนักเรียนที่

491
00:12:30,367 --> 00:12:31,518
ตอบได้นี่

492
00:12:31,518 --> 00:12:32,101
แสดงว่าเข้าใจ

493
00:12:32,101 --> 00:12:32,612
แล้ว แต่ถ้า

494
00:12:32,612 --> 00:12:33,180
หากว่าใครยัง

495
00:12:33,180 --> 00:12:33,659
ตอบไม่ได้

496
00:12:33,659 --> 00:12:34,652
ก็ไม่เป็นไรนะคะ

497
00:12:34,652 --> 00:12:35,106
อาจจะ

498
00:12:35,106 --> 00:12:35,747
ลองย้อน

499
00:12:35,747 --> 00:12:36,195
กลับไปดูคลิป

500
00:12:36,195 --> 00:12:36,655
นี้อีกครั้ง

501
00:12:36,655 --> 00:12:37,674
หนึ่ง เพื่อที่

502
00:12:37,674 --> 00:12:38,124
จะทำความ

503
00:12:38,124 --> 00:12:38,436
เข้าใจ หรือ

504
00:12:38,436 --> 00:12:39,259
ว่าอาจจะ

505
00:12:39,259 --> 00:12:40,012
สืบค้น

506
00:12:40,012 --> 00:12:42,408
เพิ่มเติมนะคะ แล้วก็

507
00:12:42,408 --> 00:12:42,715
ลองคุยกับเพื่อนดู

508
00:12:42,715 --> 00:12:44,281
ว่าแต่ละคนนี่

509
00:12:44,281 --> 00:12:45,090
มีความ

510
00:12:45,090 --> 00:12:45,758
เข้าใจตรงกัน

511
00:12:45,758 --> 00:12:49,758
หรือแตกต่างกันยัอย่างไรบ้างนะคะ

512
00:12:53,551 --> 00:12:54,652
จากที่เรา

513
00:12:54,652 --> 00:12:55,153
ได้เรียนมานะ

514
00:12:55,153 --> 00:12:56,242
คะ คราวนี้เดี๋ยวเรา

515
00:12:56,242 --> 00:12:56,688
มาลองสรุป

516
00:12:56,688 --> 00:12:59,838
เนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

517
00:12:59,838 --> 00:13:01,255
การถ่าย

518
00:13:01,255 --> 00:13:02,654
ทอดลักษณะทางพันธุกรรม

519
00:13:02,654 --> 00:13:03,225
เกิดผ่านยีน

520
00:13:03,225 --> 00:13:03,620
ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของ

521
00:13:03,620 --> 00:13:03,621
สาย DNA

522
00:13:03,621 --> 00:13:05,301
นะคะ

523
00:13:05,301 --> 00:13:06,305
ที่อยู่บนโครโมโซม

524
00:13:06,305 --> 00:13:07,914
โดย

525
00:13:07,914 --> 00:13:08,408
ลำดับนิวคลีโอไทด์

526
00:13:08,408 --> 00:13:09,178
ของยีนกำหนด

527
00:13:09,178 --> 00:13:09,824
ลักษณะ

528
00:13:09,824 --> 00:13:10,106
ของโปรตีน

529
00:13:10,106 --> 00:13:12,537
ที่สังเคราะห์ขึ้น

530
00:13:12,537 --> 00:13:13,545
แอลลีลรูปแบบ

531
00:13:13,545 --> 00:13:14,527
ต่างกันจะมี

532
00:13:14,527 --> 00:13:15,180
ลำดับนิวคลีโอไทด์

533
00:13:15,180 --> 00:13:15,621
ต่างกัน

534
00:13:15,621 --> 00:13:15,993
และทำให้ได้

535
00:13:15,993 --> 00:13:15,995
โปรตีนที่

536
00:13:15,995 --> 00:13:19,995
มีสมบัติ

537
00:13:25,150 --> 00:13:29,150
ต่างกันค่ะ จบลงไปแล้วนะคะ กับหัวข้อยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

538
00:13:33,296 --> 00:13:37,296
สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

