Accuracy : 98.75%
Insertion : 34
Deletion : 127
Substitution : 10
Correction : 13530
Reference tokens : 13667
Hypothesis tokens : 13574
(คุณครูธีรพัฒน์)สวัสดีครับนักเรียนวันนี้มาพบกันวันนี้เราจะมาเรียนเรื่องระบบภูมิคุ้มกันกันนะครับในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนี่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับจะอยู่ในเรื่เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกานมนุษย์นะครับในหัวข้อ2.4นี่จะมีด้วยกัน3หัวข้อย่อยหัวข้อแรกก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะหัวข้อที่2ก็จะเป็นกลไกแบบจำเพาะและหัวขอที่3ก-้(-็)จะเป็นเรื่องความผิดปกติภูมิคุ้มกันในวันนี้เราจะมาเรียนกันในหัวข้อย่อยแรกนะครับก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะแต่ว่าก่อนอื่นนี่เราจะมาเรียนเนื้อหาคร่าวๆกันก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันคืออะไรจุดประสงค์ของเรื่องนี้นะครับก็คาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบายบทบาทอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกันหรือทำลายหรือสิ่งแปลกปลอมได้อันที่2ก็คือสามารถอธิบายหรือเขียนแผนผังที่เกี่ยวข้องกับกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้ครับนักเรียนมาดูรูปนี้กันนะครับนักเรียนรู้จักอะไรในรูปนี้บ้างครูจะให้เวลาลองคิดนะครับมันก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่รอบตัวเรานั่นเองนะครับก็อาจจะมีทั้งแบคทีเรียราไวรัสปรสิตหรือแม้กระทั่งเรณูของดอกไม้นะครับในแต่ละวันนี่ร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมไวรัสแบคทีเรียหรือสารพิษต่างๆผ่านเข้ามาทางใดได้บ้างนักเรียนตอบคำถามนะครับอันที่2เมื่อร่างกายได้รับแล้วนี่จะทำให้เกิดอันตรายหรือเจ็บป่วยทุกครั้งเสมอไปหรือไม่นะครับอันนี้เป็น2คำถามที่คุณครูให้นักเรียนได้ลองคิดกันดูนะครับนอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มอีกว่าในบางครั้งร่างกายของแต่ละคนนี่อาจจะได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมชนิดเดียวกันอาจจะแสดงออกด้วยอาการที่เจ็บป่วยแตกต่างกันไปบางคนอาจจะไม่เจ็บป่วยเลยก็ได้เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับมี3คำถามด้วยกันนะที่ให้นักเรียนลองคิดเราจะมาหาคำตอบกันได้ในบทเรียนเรื่องภูมิคุ้มกันในว-ันนี้นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบคำถามได้นะครับว่าระบบภูมิคุ้มกันแต่ละคนนี่มีการตอบสนองต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันนี่เองจึงเป็นสาเหตุของการแสดงออกของโรคหรืออาการที่แตกต่างกันไปมีคำถามต่อมาอีกนะครับว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนองการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไรเดี๋ยวเราช่วยกันคิดนะ...จริงๆแล้วนักเรียนบางคนอาจจะพอตอบได้หรือบางคนอาจจะยังตอบไม่ได้ไม่แปลกครับจริงๆรบบภูมิคุ้มกันนี่เป็นระบบที่ค่อนข้างจะซับซ้อนก่อนอื่นที่เราจะมาเรียนว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่มีการทำงานมีการตอบสนองหรือต่อต้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรนี่เรามาดูว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของเราเรามาดูกันนะครับบว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้างกลุ่มแรกนี่สร้างแล้วก็พัฒนากลุ่มนิโคลไซต์ไขกระดูกและไทมัสครับนักเรียนจำคำนี้ไว้ก่อนนะครับ"ลิมโฟไซต์"อาจจะยังไม่รู้จักมันตอนนี้แต่ว่าครูจะบอกว่าเป็นลิมโฟไซต์มีบทบาทสำคัญในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับต่อมาจะเป็นกลุ่มที่เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมซึ่งก็ได้แก่ม้ามแล้วก็ต่อมน้ำเหลืองครับมาดูกลุ่มสุดท้ายกลุ่มสุดท้ายนี่จะเป็นเนื้อยเื่อบริเวณต่างๆที่ทำหน้าทีดักจับแล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอมเช่นทอนซิลแล้วก็เนื้อเยื่อน้ำเหลืองนักเรียนก็ได้ทราบกันมาแล้วนะครับว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต่อมาก็คืออวัยวะและเนื้อเยื่อเหล่านี้นักเรียนคิดว่าอยู่ที่บริเวณใดบ้างในร่างกายของเราเราลองมาช่วยกันคิดนะครน-ันบจากรูปนะครับนักเรียนจะเห็นได้ว่าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองเช่นไขกระดูกต่อมน้ำเหลืองหรือหลอดน้ำเหลืองนี่จะพบได้กระจายอยู่ทั่วไปในร่างกายของเราแต่ถ้าเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อบางอย่างเช่นทอนซิลม้ามหรือว่าไส้ติ่งนี่จะเป็นอวัยวะที่พบได้ในจุดเดียวของร่างกายแต่จะพบอยู่ในบริเวณที่แตกต่างกันไปนะครับคำถามต่อมาก็คือเหตุใดเราจึงพบอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเหล่านี้อยู่ทั่วไปในร่างกายของเรานักเรียนบางคนอาจจะยังตอบคำถามที่ครูถามเมื่อสักครู่ไม่ได้นะครับแต่ครูมีเกล็ดจากหนังสือเรียนให้แล้วดูสิว่าเราจะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือเมาดูอันแรกกันเลยนะครับอันแรกก็คือลิมโฟไซต์นี่คือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับโดยอาศัยสารที่สร้างขึ้นมาจากตัวลิมโฟไซต์นี่เช่นแอนติบอดีนักเรียนคุ้นๆคำว่า"ลิมโฟไซต์"กันใช่ไหมครับที่เราเพิ่งเจอกันไปเมื่อกี้แล้วก็จะมีคำใหม่ขึ้นมาคำว่า"แอนติบอดี"เดี๋ยวเราจะเรียนรู้เรื่องแอนติบอดีกันต่อไปนะครับเราลองมาโฟกัสที่ครูวงกลมสีแดงไว้ก่อนว่าตัวลิมโฟไซต์นี่เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้พอจะตอบคำถามได้หรือยังถ้ายังไม่ได้มาดูอันถัดไปนะครับก็คือความรู้เกี่ยวกับไส้ติ่งหรือappendixนี่อยู่บริเวณท่อปลายตันนะครับอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้นมีความยาว2-7เซนติเมตรภายในของไส้ติ่งนี่จะมีลิมโฟไซต์เจอคำว่าลิมโฟไซต์อีกแล้วนะอยู่กันหนาแน่นนะครับและก็ยังอาจจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วยเหมือนเดิมเราลองมาโฟกัสเฉพาะที่ครูวงกลมสีแดงเอาไว้นะครับว่าเจ้าไส้ติ่งนี่มันเป็นที่มีลิมโฟไซต์อยู่หน้าแน่นนะครับและลิมโฟไซต์ก็ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันด้วยพอจะตอบคำถามได้หรือยังครับอย่างน-ั้นเราลองมาทวนคำถามที่ครูถามเมื่อกี้กันอีกทีนะครับว่าเหตุใดอวัยวะและระบบเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่จึงพบอยู่ทั่วร่างกายของเราน่าจะตอบกันได้แล้วนะอย่างน-ั้นเราลองมาดูที่ครูเฉลยกันนะครับเหตุผลแรกก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนี่อย่างสไลด์แรกที่ครูพูดมาเลยนี่มันมีพบอยู่ทั่วไปรอบร่างกายเราเลยฉะนั้นมันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกายหรือเนื้อเยื่อเราได้เกือบทุกบริเวณเลยนะครับดังนั้นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่จะต้องกระจายอยู่ทั่วบริเวณต่างๆของร่างกายของเรานะครับเหตุผลต่อมาก็คือเจ้าลิมโฟไซต์ที่เป็นพระเอกของเรานี่เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วว-่เ(า)จะสร้างและพัฒนาที่บริเวณไหนครับบริเวณไขกระดูกแล-้(ะ)วไทมัสใช่ไหมครับซึ่งเมื่อสร้างที่บริเวณเหล่านั้นแต่ว่ามันจำเป็นต้องอาศัยเนื้อเยื่อหรืออวัยวะเนื้อเยื่ออื่นๆนะครับในการลำเลียงไปทั่วร่างกายของเรานะครับแล้วก็เหตุผลถัดมาก็คือเมื่อลำเลียงลิมโฟไซต์เหล่านี้ไปแล้วนี่ก็ยังจำเป-็-้(น)มีอวัยวะหรือเนื้อเยอะที่เป็นที่สะสมลิมโฟไซต์เหล่านี้เพราะเมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาที่บริเวณใดก็ตามนะครับลิมโฟไซต์ก็จะทำหน้าที่ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมท-ี่เข้าสู่ร่างกทายอันนี้ก็จะเป็นคำตอบที่สำหรับคำถามที่ครูถามไปเมื่อกี้ครับนักเรียนลองพิจารณาข้อความที่ปรากฏอยู่นี่นะครับแล้วเดี๋ยวเราลองมาคิดจากคำถามที่ครูจะถามกันนะครับคำถามที่จะให้นักเรียนลองคิดก็คือกลไกแบบไม่จำเพาะและกลไกแบบจำเพาะนี่คืออะไรและเหตุใดรร-่างกายของเราจึงต้องมีกลไกทั้ง2แบบเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันเดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กันไปทีละกลไลนะครับเริ่มต้นจากกลไลการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะก่อนในกลไกนี้จะแบ่งออกได้เป็น2กลไกหลักๆก็คืออันแรกจะเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่บริเวณหรือเน-ื้อเย-ื่อของร่างกายอันนี้คุณครูย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเรานั่นเองนะครับกลไกต่อมาเป็ฯกลไกลอม(ก)ารต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเนื้อเยื่อที่อยู่ในขงร่างกายของเราแล้วครับจากที่คุณครูได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่ากลไกในระบบภูมิคุ้มกันนี่เป็นระบบที่มีความซับซ้อนฉะนั้นเราทราบไปแล้วว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ-้มกันแต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่นๆในระบบต่างๆของร่างกายนี่ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเราเช่นกันนักเรียนพอจะทราบไหมครับว่าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่นๆของร่างกายนี่อะไรบ้างที่ทำหน้าที่ที่ครูกล่าวมานะครับถ้ามาดูจากรูปก็พอจะเห็นกันนะครับว่าครูทำเป็นกล่องไว้นะแล้วนักเรียนลองเดาสิว่าอวัยวะเหล่านี้ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าสู่เนื้อเยื่ออย่างไรบ้างเดี๋ยวครูจะให้เวลาลองคิดกันนะครับเรามาลองดูกันที่อวัยวะหรือเนื้อเยื้อเลยนะนะครับไล่จากล่างขึ้นบนเลยอันแรกก็คือหูของเรานี่แหละนะครับภายในหูนี่จะมีขี้หูทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองหรือว่าแมลงหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามานะครับต่อมาคือผิวหนังผิวหนังนี่จะมีบทบาทสำคัญมากเลยเพราะว่าทุกส่วนของร่างกายเราก็จะมีผิวหนังห่อหุ้มนะครับผิวหนังจะทำหน้าที่หลักๆในการป้องกันการบุกรุกแล้วก็สิ่งแปลกปลอมในขณะเดียวกันนะครับก็จะมีต่อมเหงื่อที่ผิวหนังก็จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันซึ่งน้ำมันจากต่อมเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมันนี่จะยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดได้นะครับถัดมาก็คือบริเวณตาของเรานี่แหละนะครับในตานี่จะมีน้ำตาซึ่งจะมีเอนไซม์ที่เรียกว่าไ(")ไลโซไซม"ย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรียซค-ึ่งก็เป็นสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับถัดมาก็จะเป็นระบบหายใจซึ่งก็จะมีจริงๆแล้วจะมีจมูกด้วยนะครับจมูกก็จะมีขนจมูกมีน้ำมูกมีเมือกต่างๆที่คอยดักจับสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้าไปในท่อลมนะครับซึ่งในท่อลมเองก็จะมีการหลั่งเมือกนะครับที่ดักจับฝุ่นละอองและก็เชื้อจุลินทรีย์ที่เข้ามาหรือว่าสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาได้ถึงท่อลมแล้วนี่ก็จะมีซีเลียที่จะคอยทำหน้าที่โบกพัดให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้นะครับมันกลับขึ้นไปในระบบหายใจทางจมูกแล้วก็จะกำจัดออกจากร่างกายด้วยการไอหร-ือจามเวลาที่ตอนนี้ที่มันมีสถานการณ์ของโควิดอยู่ฉะนั้นเขาเลยรณรงค์ให้เราใส่หน้ากากอนามัยเวลาที่จะออกมาจากการไอหรือจามของเรานั่นเองนะครับอันนี้ก็เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่เราเจออยู่ทุกวันนี้นะอวัยวะถัดมาก็คือกระเพาะอาหารนะครับกระเพาะอาหารนี่จะมีกรดก็คือกรดไฮโดรคลอริกที่เรารู้จักกันดีก็มีphแบบต่ำมากเลยก็จะทำลายแบคทีเรียที่ลงไปกัดอาหารที่เรากินเพราะว่าอาหารที่เรากินโดยเฉพาะของสดต่างๆอย่างเช่นผักผลไม้สดนี่ก็จะมีการเจือจ(ป)นและสิ่งแปลกปลอมอยู่มากจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่เนื้อเยื่อของเรานะครับถัดลงมาทางด้านล่างนะครับก็คือตัวกระเพาะปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะนี่จะทำหน้าที่ขับปัสสาวะออกจากร่างกายในขณะเดียวกันก็จะช่วยพาพวกเชื้อโรคอย่างจุลินทรีย์ต่างๆนี่ออกมาทางท่อปัสสาวะด้วยนะครับและสุดท้ายคือช่องคลอดซึ่งช่องคลอดนี่จะมีภาวะที่เป็นกรดก็จะทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคด้วยเหมือนกันครับนักเรียนก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับว่าในร่างกายของเรานี่นอกจากอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันแล้วยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่นๆที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่องของร่างกายเรานะครับแล้วถ้าแนวป้องกันเหล่านี้ถูกทำลายนะครับเช่นเกิดบาดแผลขึ้นครับหรือว่ามีเชื้อโรคที่สร้างเอนไซม์มาย่อยสลายเซลล์เยื่อบุผิวต่างๆนะครับร่างกายเราจะมีกลไกในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อของเราได้อย่างไรนะครับแล้วถ้าครูมีข้อความข้อความตรงนี้ให้ว่าเมื่อเกิดบาดแผลสิ่งที่เราสังเกตเห็นจากบาดแผลของเราจะมีเลือดไหลออกมาใช่ไหมครับเนื่องจากว่าหลอดเลือดฝอยของเรานี่ถูกทำลายหรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการบวมแดงหรือบริเวณบาดแผลนี่มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากอุณหภูมิปกติของร่างกายเรากลไกอันนี้ก็ถือว่าเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเนื้อเยื่อของเราคำถามก็คือกลไกลักษณะดังกล่าวะนี่เรียกว่าอะไรนะครับแล้วก็เหตุใดมักจึงเกิดลักษณะดังกล่าวขึ้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นตามร่างกายของเราลองตอบคำถามกันดูนะครับแล้วเดี๋ยวเราจะมาได้เรียนรู้กันต่อไปลักษณะบาดแผลที่เราเห็นได้นะครับก็เป็นกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยจำเพาะรูปแบบหนึ่งนะครับเกิดขึ้นเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเนื้อเยื่อเราได้นะครับเราจะเรียกกลไกนี้ว่า"การอักเสบ"หรือ(inflammation)นะครับการอักเสบนี่จะไปพร้อมๆกับการทำงานกับเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งนะครับที่เรียกว่า"ฟาโกไซต์"เซลล์กลุ่ม"ฟาโกไซต์จะคอยดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่เนื้อเยื่อของเราผ่านทางบาดแผลนะครับเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์เพิ่มเติมนะครับจริงๆเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์ก็เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งนะครับซึ่งได้แก่นิวโทรฟิลแล้วก็โมโนไซต์โดยเจ้าตัวโมโนไซต์มันจะสามารถแทรกตัวออกจากหลอดเลือดฝอยของเราได้นะครับไปตามเนื้อเยื่อต่างๆโดยเมื่อมันแทรกตัวไปที่เนื้อเยื่อแล้วนี่มันก็จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นนะครับกลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่าแมโครฟาจจะมีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่บาดแผลของเรานะครับอันนี้ก็คือรูปของนิวโทรฟิลโมโนไซต์แล้วก็แมคโครฟาจเมื่อฉายแจะมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างนี้นะครับกลไกที่เกิดขึ้นเมื่อเราเกิดบาดแผลแล้วก็เกิดการอักเสบตามมานี้เกิดขึ้นอย่างไรนะครับเมื่อเราเกิดบาดแผลนี่จะเกิดสัญญาณเคมีซึ่งสัญญาณเคมีนี้เกิดจากอะไรเกิดเนื้อเยื่อที่เสียหายหรือว่าตัวเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเองนะครับเมื่อมีสัญญาณเคมีเกิดขึ้นจะดึงดูดกลุ่มฟาโกไซต์มาที่หลอดเลือดฝอยมากขึ้นเมื่อมาถึงนี่เมื่อเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์มาถึงนี้จะดักจับดักจับนะครับเชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจายไปยังบริเวณต่างๆนะครับเราเรียกกระบวนการที่เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นี่ดักจับเชื้อโรคว่า"ฟาโกไซโทซิส"นะครับนอกจากนี้กระบวนการอักเสบยังทำให้เกิดลักษณะต่างๆตามมานะครับก็คือหลอดเลือดฝอยมีการขยายตัวเกิดขึ้นนะครับมีการนำเลือดแล้วก็สะสมเม็ล(ด)เลือดของเซลล์เม็ดเลือดนะครับมีการซึมผ่านของน้ำเหลืองแล้วก็เกิดอาการบวมแดงบริเวณนั้นอาจจะสูงขึ้นด้วยเราเรียกรวมกันว่าการเกิดการอักเสบและทำลายสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับอันนี้คือภาพรวมโดยสรุปของการอักเสบนะครับจะเห็นว่าภาพก.ก็คือสัญญาณเคมีจะถูกส่งออกมานะครับดึงดูดเซลล์ฟาโกไซต์โดยเฉพาะตัวแมโครฟาจนะครับให้เกิดกระบวนการฟาโกไซโทซิสที่จะคอยดักจับแล้วก็ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในภายบาดแผลนะครับหลังจากนั้นเชื้อโรคที่ถูดทำลายจะรวมกับฟาโกไซต์ที่ตายแล้วกลายเป็นหนองและนอกจากนี้ยังมีการแบ่งเซลล์บริเวณที่เกิดบาดแผลนี่เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายด้วยนะครับในหนังสือเรียนชีวภาพนี่จะมีกรอบความรู้จะมีกรอบความรู้นะครับอย่างอันนี้ก็จะเป็นกรอบที่เชื่อมโยงกับสุขภาพจะเห็นว่าสิ่งที่เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนี่จะพยายามเชื่อมโยงให้นักเรียนได้นำความรู้ในสิ่งที่ได้เรียนมานะครับไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่พบได้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนเพื่อที่ให้นักเรียนสามารถเข้าใจและอธิบายหรือรู้เท่าทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรานะครับอย่างตัวอย่างกรอบภาพนี้เป็นตัวอย่างความรู้ของการเกิดขึส-ิง(-้น)นะครับหรือสิวอักเสบที่พบได้มากในช่วงวัยรุุ่นหรือวัยของนักเรียนอย่างนี้นะครับหลังจากที่เราเรียนมาทั้งหมดแล้วเรามาลองตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเข้าใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับโดยเฉพาะในเรื่องกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะมากน้อยแค่ไหนนะครับรู้สึกว่าเราจะตรวจสอบความเข้าใจกันอย่างไรบ้างนะครับลองหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาแล้วก็เขียนแผนผังสรุปกลไลการต่อต้านและทำลายสิ-่งแวดล้อมไม่จำเพาะดูดูสิว่านักเรียนจะเขียนอย่างไรไม่ต้องเหมือนกันก็ได้นะครับเริ่มต้นจากตรงไหนก็ได้เหมือนกับที่คุณครูได้ทำมาเป็นตัวอย่างไหมนะครับอันนี้ก็เป็นตัวอย่างของแผนผังที่คุณครูเขียนให้นักเรียนดูนะครับลองไปศึกษากันดูก็จะมีทั้งกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่...ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราว่าว่ามีอะไรบ้างนะครับเมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนะครับแล้วหลังจากเรียนมาทั้งหมดแล้วนักเรียนสรุปเนื้อหาที่ได้จากบทเรียนนี้กันว่าอย่างไรบ้างอันนี้เป็นที่คุณครูสรุปได้นะครับก็คือข้อแรกเลยร่างกายของเรานี่มีกลไกการต่อต้านหรือทำลายแปลกปลอมนะครับโดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและที่เราเรียนวันนี้ก็คือกลไกการต่อต้านแบบไม่จำเพาะตัวอย่างเช่นผิวหนังหรือเหงื่อหรือน้ำตาหรือกรดจากกระเพาะอาหารนะครับที่จะเป็นด่านแรกหรือสิ่งป้องกันเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราได้ครับและเมื่อเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วนี่จะมีกลไกอื่นที่ตามมาคือการอักเสบโดยการอักเสบนี่จะทำงานกับเซลล์กลุ่มเม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับในครั้งต่อไปเราจะมาพบกับระบบภูมิคุ้มกันในตอนที่2นะครับซึ่งจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะเราจะมาดูกันว่ากลไกแบบจำเพาะกับไม่จำเพาะนี่เหมือนหรือแตกต่างอย่างไรเราถึงเรียกแบบนั้นนะครับสำหรับวันนี้สวัสดีครับ[เสียงดนตร-ี-ี][เสียงดนตรี]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-03-28 17:06:39
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :true
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}