Accuracy : 94.44%
Insertion : 190
Deletion : 723
Substitution : 39
Correction : 16372
Reference tokens : 17134
Hypothesis tokens : 16601
[เสียงดนตรี]([เสียงดนตรี](คุณครูธีรพัฒน์)สวัสดีครับนักเรียนวันนี้ก็มาพบกับผมอีกครั้งนะครับในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกันตอนที่2นะครับในเรื่องนี้นะครับจะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพหัวข้อที่2.4เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ2.4.2กลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับเมื่จุดประสงคการเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับเมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่าจะสามารถอธิบายแล้วก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกกลการปกป้องสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้ครับก่อนที่เราจะเรียนหัวข้อต่อไปนี้นะครับครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่1นะครับเดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับพร้อมสำหรับคำถามกันหรือยังเดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับคำถามแรกก็คือกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอต(ม)แบบจำเพาะนี่คืออะไรนะครับอันนี้เป็นคำถามแรกนะคำถามที่2ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่มีกลไกแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้วเหตุใดจึงยังต้องการกลไกกลการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะกลไกหนึ่งด้วยอันนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามให้นักเรียนดูนะถ้านักเรียนคิดคำตอบไม่ได้นะครับเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจโดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ที่สำคัญมี2ข้อคืออันแรกก็คือจะเป็นการต่อต้านหรือการทำงานที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราเลยนะครับอันที่2ก็คือกลไกนี้จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มกาทำงานเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์และนักเรียนจำกลุ่มลิมโฟไซต์เมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับถ้าลืมไปแล้วเดี๋ยวเราลองทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่คุณครูให้ไว้นะคะรับลิมโจุด(ฟ)ไซตเน้น(-์)ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์ก็คือเม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลายแอนติบอดีได้นะครับแล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วยเดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับเดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์เซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับชนิดแรกเรียกว่า"เซลล์b"หรือbลิมโฟไซต์ชนิดที่2นี่เรียกว่าเซลล์ทชนิด(-ี)"ที่2นี่เรียกว่าเซลล์ที"นะครับแล้วเจ้าเซลล์bและเซลล์tนี่จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนกับแอนติบอดีนะครับมีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก2คำแล้วนะคือคำว่าแอนติเจนนักเรียนพอจะรู้จัก2คำนี้ไหมครับถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จักกับ2คำนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับเดี๋ยวเราลองดูรูปที่คุณครูให้ลองพิจารณากันนะครับนักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับว่าแอนติบอดีกับแอนติเจนนี่มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับนักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะซึ่งจากรูปจะเห็นว่าโดยแอนติบอดีมันสามารถจับแอนติเจนได้นะครับและก็มีบริเวณที่สามารถจับได้ของแอนติบอดีนะครับการจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดีจะเป็นการจับกันแบบจำเพาะเรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะเป็นการทำงานแอนติเจนน-ี่ของสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆนะครับอาจจะเป็นพวกไวรัสเชื้อโรคหรือส่วนประกอบของเชื้อฌ(โ)รคนะครับหรือเป็นสิ่งต่างๆที่เชื้อโรคสร้างขึ้นหรือสารพิษสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของเราเมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่จะไปกระตุ้นในร่างกายเรานะครับให้เกิดกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่สิ่งขึ้นซึ่งกลไกต่อต้านแบบจำเพาะเกิดจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดีออกมานะครับและแอนติบอดีเองอาจจะไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะครับจากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้คุณครูก็มีคำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับที่จะให้นักเรียนเข้าไปเรียนในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับคำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บีเซลล์ท-ีแล้วเซลล์tอย่างไรนะครับคำถามต่อมาก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อจับกับแอนติเจนเพื่อนำไปทำลายต่อไปนะครับหน้าที่ของแอนติบอดีมีเพื่อจับนะครับเหตุใดจึงสร้างออกมาแล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับนักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับเราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอกเดี๋ยวเราเรียนต่อไปนักเร-ียา(น)จะเข้าใจมากยิ่่งนะครับเราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในเนื้อเยื้อผ่านในร่างกายของเราแล้วนี่มีการกระตุ้นหรือการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดอย่างไรบ้างนะครับอันแรกเลยคือทั้งเซลล์bและเซลล์tนี่จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะเซลล์bจะถูกกระตุ้นนะครับให้มีการแบ่งเซลล์และไปเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะครับเป็นเซลล์พลาสมาจะมีบทบาทสำคัญแล้วจะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจับแอนติเจนและทำลายต่อไปในขณะเดียวกันนะครับเซลล์แอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเราได้แล้วนี่ก็จะกระตุ้นเซลล์tให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันโดยเซลล์ทีที-่กระตุ้นจะมีหลักๆอยู่ด้วยกัน2อันหลักๆเซลล์tครับหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับและอีกชนิดหนึ่งคือเซลล์tผู้ช่วยนะครับนะครับหรือhwecytotoxictcellก็จะทำหน้าที่ในส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ก็จะไปกระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่างๆนะครับซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญมมากในบทบาทของเรานะครับนอกจากนี้นี่เซลล์bและเซลล์tบางส่วนนะครับก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีความจำนะครับซึ่งเมมโมรีเซลล์มีความสำคัญต่อแอนติเจนนั้นๆทำไมจะต้องจดจำก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่นะครับจะตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับแล้วก็กระตุ้นเซลล์บีนะครับสร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อเข้าไปจับกับแอนติเจนได้รวดเร็วเช่นเดียวกันครับจากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับก็จะเป็นรูปภาพกันเพื่ออาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับสิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในร่างกายเราแล้วก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์bเซลล์ทีผู้ช่วยแล้วก็เซลล์tที่ไปกระต-ุ้-ั(น)นะครับเมื่อกระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นเซลล์bนะครับจะเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนเซลล์พลาสมานะครับแล้วเซลล์ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับจะทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมาแอนติเจนซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาแล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับโดยเซลล์กลุ่มcโดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับเซลล์tผู้ช่วยนี่จะกระตุ้นในการเกิดจำนวนอีกด้วยเซลล์ทีทส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ความจำนะครับโดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ครับก็จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์bอื่นๆหรือเซลล์tเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสใหก(-้)เพิ่มจำนวนต่อไปนะครับในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวนหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกเซลล์ความจำหรือที่ทำลายส่วนที่ติดเชื้อก็จะทำหน้าที่ในส่วนของเขาเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอมหรืออันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์tที่ทำลายเซลล์แปลกปล...(อม)นะครับรูปนี้นะครับจะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะที่คุณครูบอกว่าเป็นการทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับลิมโฟไซต์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บีเซลล์ทีผู้ช่วยแปลกปลอมสามารถกับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับและเซลล์บีที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่ก็สามารถที่จะสร้างและหลั่งแอนติบอดีที่จับกลุ่มกันกับแอนติเจนครับจึงเป็นที่มาที่ไปของกลไกนี้นะครับจากที่เรียนมาทั้งหมดนี่เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับมาตรวจสอบความเข้าใจโดยคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่สามารถทำงานได้จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายแล้วนะครับนักเรียนลองไปคิดดูนะแล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับหลังจากที่เราได้ทำการตรวจสอบทำความเข้าใจกันแล้วนะครับครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับเราจะมีคำถามให้นักเรียนลองมาคิดนะครับปัจจุบข้อความก็คือหลักๆก็คือปัจจุบันนี่โลกพัฒนาไปมากขึ้นการคมนาคมก็สะดวกทำให้บางครั้งนี่เราสามารถพบโรคที่เคยพบในบางประเทศนี่ไปยังประเทศต่างๆนะครับเช่นโเมอร์สนะครับหรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครยังไม่มีการรับเชื้อมาก่อนครับอย่างเช่นcovid-19ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในปัจจุบันนี้ทุกคนนี่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อตัวนี้แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นที่อาจจะเกิดอันตรายกับโรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติก็อย่างเช่นเด็กเล็กหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับให้ลองช่วยกันคิดก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างมาช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับเรามาดูคำตอบกันคำตอบก็คือแน่นอนเราจะต้องทำการศึกษาข้อมูลแล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆเหล่านี่เพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อโรคก็อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะการกินร้อนการล้างมือบ่อยๆการใส่หน้ากากอนามัยนะครับรวมทั้งการทำsocaildistancingที่เราทำกันทุกวันนี้นะครับนอกจากนี้เราอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายต่างๆการเสริมสร้างภูมิคุ้นกันนั่นเองนะครับมีคำถามให้เราคิดเพิ่มคำถามก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายทำได้อย่างอย่างไรบ้างครับครูจะมีรูปตังอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนนักเรียนลองช่วยกันดูนะครับในรูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกนี่ที่กำลังดื่มกินน้ำนมของแม่นะแล้วก็รูปที่2ก็จะเป็นรูปของการฉีควัคซีนนะครับคำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิดก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง2รูปนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไรเดี๋ยวเราลองมาดูคำตอบกันนะครับการที่ทารกนี้ดื่มกินนมแม่เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับการเพิ่มภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงครับเราจะเรียกภูมิคุ้มกแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานะครับทารกจะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงส่วนการฉีดวัคซีนนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่จะต้องค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับเราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง"ครับซึ่งการสร้างภูิมคุ้มกันทั้ง2แบบนี้อาศัยหลักการการสร้างภูมิคุ้มกันการต่อต้านหรือกลไกเซลล์แบบว่าภูมคุ้มกันทั้ง2แบบนี่อาศัยกลไกอย่างไรนะนะครับของกลไลการต่อต้านหรือกลไลแบบจำเพาะเดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับบางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะความรู้เพิ่มเติมให้นะครับเรามาดูกันความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรครับความรู้เพิ่มเติมอันนั้นก็คือสถานเสาวภาของสภากาชาดไทยนี่จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มใหญเซ(-่)ทร-ุ(-ี)-่สุม(ด)ในของประเทศไทยเลยนะครับเซรุ่มคืออะไรเซรุ่มคือโดยการฉีดแอนติเจนเช่นพิษงูหรือเชื้อของต่างๆนะครับเพื่อกระตุ้นให้ม้านี่ทำตัวอย่างนะคร-ัรบหลังจากนั้นนี่เขาจะเจาะเลือดม้าแล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไปแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมาซึ่งเซรุ่มจะเป็นเซรุ่มซึ่งมีแอนติบิดีที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับคำถามก็คือว่าเซรุ่มนี่เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับแล้วก็อีกคำถามหนึ่งก็คือการผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับจากข้อมูลตรงนี้นะครับจะเห็นว่าเซรุ่มหรือบางทีเราเขียนซีร-ั(-ุ)มเขียนภาษาอังกฤาเหมือนกันเลยบางทีมันเหมือนกันแต่คนละแบบนะครับนี่สะกัดได้จากเลือดสัตว์อย่างที่บอกเมื่อกีอย่างเช่นเลือดของม้านะครับการได้รับเซรุ่มเข้าไปในร่างกายทำให้ได้รับแอนติบอดีต่อแอนติเจนนั้นโดยสมบูรณืแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่สามารถไปจับกับแอนติเจนทันทีนะครับแต่แอนติบอดีที่ได้รับทั่วไปอาจจะอยู่ใน่รางกายได้ไม่นานนักบางรายอาจจะอยู่ได้เป็นสัปหรือเป็นเดือนครับอันนี้ขึ้นอยู่กับแอนติเข้าไปนั่นเองนะครับนักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับการที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม-่นี-่ก็เป็นการภูมิคุ้มกันรับมาเช่นเดียวกันนะครับทารกก่อนที่จะคลอดนี่ทารกจะได้รับแอนติบอดีอยู่ในครรภ์ของแม่โดยที่อยู่ในครรภ์ของทารกระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์นะครับดังนั้นถ้าแม่มีต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆจากแม่นะครับแต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราว3เดือนก่อนจะคลอดนะครับการดื่มน้ำนมแม่นี่จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูกซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่จะพบแอนติบอดีได้ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนี่นะครับแล้วก็การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดนี่เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับเพราะจะใช้ในระบบคุ้มกันภูมิคุ้มกันซึ่งเราควรจะให้น้ำนมลูกจนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้ม2-3เดือนแรกหลังคลอดนี่นะครับเป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะครับหลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่มีอะไรบ้างนะครับและก็อาศัยหลักการของแอนติบอดีอย่างไรนะครับเดี๋ยวเรามาดูเพิ่มเติมให้นะครับปรากฎนะครับคนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับเช่นโรคคางทูมโรคอีสุกอีใสแล้วหายป่วยโรคเหล่านี้แล้วนี่เมื่อได้รับเชื้อที่เกิดโรคคางทูมหรืออีสุกอีใสตัวเดิมเข้ามาเราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยหรือบางคนอาจจป่วยและมีอาการที่ไม่รุนแรงมากน-ักเหตุใดจึงเป็นกัก(แ)บบนี้ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับลองช่วยกันคิดสิถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้เราลองมาศึกษากันไปนะครับมีข้อมูลนะครับเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเหล่านี้เป็นตารางการให้วัคซีนของไทน(ย)ปกตินะครับเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับอันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย2563นะครับก็จัดตารางตามที่เห็นด้านหลังครูมันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนก็เราก็จะมาปรับให้มาเป็นตารางให้ง่ายขึ้นเดี๋ยวมาดูรายละเอียดกันนรา(ะ)ครับจากข้อมูลนี่จะเห็นว่าในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดแรกเกิดนี่จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคหรือป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับและหลังจากนั้นนี่เมื่ออายุได้ประมาณ2เดือนจะได้รับวัคซีนคอตีบบาดทะยาทเพิ่มขึ้นมานะครับช่วงเวลา6เดือนถึง2ปีก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วก็ช่วงอายุประมาณ9เดือนถึง1ปีนี่ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนหัดคางทูมรวมถึงวัคซีนนะครับหลักจากนั้นนี่ตั้งแต่อายุ18เดือนถึง6ปีนี่จะได้รับวัคซีนเ(ช)นหมือน(-ิ)ดเดิมนะครับกระตุ้นมาเพิ่มขึ้น2ครั้ง3ครั้งก็แล้วแต่นะครับและหลังจากนั้นเมื่ออายุ11-12ปีนะครับในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาฉณป.5นี่จะได้รับวัคซีนนะครับจากเชื้อhpvนะครับ1ครั้งแล้วก็ในช่วงอายุเดียวกันของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ก็จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบบาดทะยักซ้ำนะครับแล้วก็หลังจากนั้นนี่จะต้องมีการฉีดวัคซันคอตีบบาดทะยักซ้ำกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับจากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเหล่านี้นะครับวัคซีนที่จำเป็นที่ให้สำหรับเด็กทุกคนนะครับคำถามที่ครูถามก็คือว่าวัคซีนนี่เป็นการเสริมสร้างแบบใดนะครับอันนี้เป็นคำถามแรกคำถามที่ตามอีกก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยการให้แอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนะครับเราลองช่วยคิดและลองทำตามกันดูนะครับนักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ทุกคนต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับก็บางคนอาจจะเจ็บแขนบางคนอาจจะเป็นไข-้การได-้รับวัคซีนก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า"ภูมิคุ้มกันก่อเองนะครับว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่เรามารู้จักวัคซีนนี่จะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นการองค์ประกอบของเชื้อโรคนะครับหรือบางชนิดอาจจะเป็นเชื้อโรคองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้วหรือบางชนิดอาจจะเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนกำลังลงหรือบางชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับองค์ประกอบเหล่านี้อาจจะนำมาใช้ผลิตในวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับการที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้เช่นวัคซีนป้องกันดรคปอิโอบาดทะยักหรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคที่ติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้นะครับตัวอย่างเช่นวัคซีนป้องกันโรคหัดนะครับโดยเจ้าตัววัคซีนบอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านี้นะครับที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองซึ่งในระบบภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นด้วยวัคซีนน-ี่จะมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วนะครับเช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคที่เข้ามาในร-่าค(า)งกายของเรานะครับเมื่อร่างกายได้รับวัคซีนที่เมื่อกี้บอกว่าเป็นแอนติเจนทำให้เป็นแอนติเจนแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดีเข้ามานะครับหรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่ไปสร้างจำเพาะเชื้อโรคนั้นๆนะครับให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับเพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไปและนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆด้วยนะครับและเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราได้รับวัคซีนไปนี่นะครับระบบภูมิคุ้นกันจะสามารถกระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดีให้ได้อย่างรวดเร็วหรือกระตุ้นเซลล์tที่...เชื้อโรคนั้นๆหรือต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมาและภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนะครับเดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่คุณครูขึ้นไว้ตรงนี้นะครับเดี๋ยวจะมีคำถามให้ช่วยกันลองคิดนะครับข้อความตรงนั้นก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะแล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ด้วยนะครับและนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการวัคซีนนะครับตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อยๆเป็นระยะเพื่อให้ร่างกายนี่สร้างและพัฒนาภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้อันตรายจากเชื้อโรคที่จะเข้ามาในแต่ละวันคำถามก็คือว่านักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอะไรมาบ้างแล้วลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อนๆนะตั้งแต่เกิดมาเลยแรกเกิดเราอาจจะยังจำไม่ได้จนถึงตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับซึ่งนักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างครับคุณครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมก็คือตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับจากตารางนี้คุณครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับคถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันซึ่เป็นระยะๆนะครับอย่างเช่นวัคซีนโปลิโอนี่อีก3ครั้งนะครับในช่วงวัยแรกๆของช่วงอายุแรกเกิดถึง12ปีนะครับคำถามที่2ก็คือว่านอกจาวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้วนักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนใดอีกบ้างที่เด็กหรือแม้กระทั่งโตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับอันนี้นี่เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิดและนักเรียนสามารถสืบค้นคข้(-ำต)อม(บ)-ูลได้นะครับจากแหล่งข้อมูลต่างๆโดยเฉพาะผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่ครูคิดว่านักดเรียนสืบค้นได้อย่างด-ีนะครับและลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบกันดูจากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับเราลองมาตรวจสอบในเรื่องของความเข้าใจเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับโดยจะมี2คำถามให้นักเรียนลองถามตัวเองดูว่าเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหนที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับคำถามแรกเพราะเหตุใดเมื่อที่กัดเรานี่นะครับหรือกัดคนอื่นนะครับคำถามที่2ก็คือว่าการให้วัคซีนและการให้เซรุ่มมีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรนะครับถ้าลองตอบคำถาม2คำถามนี้ดูนะครับถ้าเราตอบไม่ได้ต้องย้อนกลับไปทบทวนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่งแต่ถ้าตอบได้แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วนะครับและหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่เราลองดูกันว่าที่เราเรียนผ่านไปทั้งหมดนี่นะครับตั้งแต่เรื่องกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะเราสามารถสรุปเนื้อหาได้อย่างไรได้บ้างอันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปไว้ให้นะคร-ัรบอันแรกเลยก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ซึ่งก็ได้แก่เซลล์bเซลล์tนะครัฃ(บ)ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่า"แอนติเจน"นั่นเองเมื่อแอนติเจนน-ี่เข้าไปในเนื้อเยื-้(-่)อได้แล้วเซลล์บีจะกระตุ้นให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดีและจับกับแอนติเจนและจะถูกเอาไปทำลายต่อไปนะครับส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับให้ทำหน้าที่ตามแต่แล้วแต่ละชนิดของเซลล์นแล้วแต่ชนิดของเซลล์น-ั้นๆนะครับหรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า"เซลล์ความจ-ำ"นะครับมีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามาใหม่นะคร-ับมีความจำเ-่(พ)าง(ะ)ก-ับแอนติเจนนายจ(-ั)-้นนะม(ค)-ีการต(-ั)อบซสนอ(-ึ่)งเมืและส(-่อ)ร-้(-่)างกายได้รับแอนต-ิเจนเดิมกลับเข้ามาใ-ิบอ(ห)มด-ี(-่)หรือกระตุ้นให้เซลล์tนี่เป็นส่วนเรื่องของการเสริมสรา้งภูมิคุ้มกันจะสรุปได้ดังนี้ภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะแต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับอาจจะอยู่เป็นช่วงเวลาระยะสั้นๆนะครับเป็นสัปดาห์หรือเป็นรายเดือนส่วนภูมิคุ้นการแบบก่อนเองนี่เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมอาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับแล้วกระตุ้นให้ร่างกายเรานี่สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ทีที่ก่อเชื้อโรคนั้นนี่เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก็จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างความจำให้ร่างกายและเซลล์tขึ้นนะครับทั้งหมดนี่ทำขึเ(-้)นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่จะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานี่ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันก่อเองนี่ก็ยังคงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับในตอนต่อไปนี้นะครับเราก็ยังอยู่ในเรื่องระบบภูมิคุ้นกันซึ่งเป็นตอนที่3นะครับในตอนที่3นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่าถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่เกิดความผิดปกติเกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเราครับเราค่อน(ย)มาติดตามกันในตอนที่3นะครับสำหรับวันนี้สวัสดีครับ[เสียงดนตรี]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-04-30 15:49:20
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :true
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}