Accuracy : 60.35%
Insertion : 218
Deletion : 3747
Substitution : 254
Correction : 6640
Reference tokens : 10641
Hypothesis tokens : 7112
[เสียงดนตรี](ด(ค)ร.(-ู)ปุณิกา)สวัสดีค่ะนักเรียนกลับมาพบกับคุณครูปุณิกาอีกครั้งนะคะในบทที่3เรื่องอาหารคราวที่แล้วนะคะในคลิปที่แล้วนี่เราพูดไปถึงเรื่องของไขมันและน้ำมันนะคะซึ่งคุณครูก็เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของสารประกอบอินทรีย์ชนิดอิ่มตัวแล้วก็ไม่อิ่มตัวนะคะในคลิปนี้ค่ะเราจะมาเรียนต่อในเรื่องของคาร์โบไฮเดรตนักเรียนมาดูสิคะว่าเราจะสามารถเชื่อมโยงไปเรื่องใดได้บ้างคาร์โบไฮเดรตนะคะเป็นสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญต(ข)-่องมนุษย์การรับประทานคาร์โบไฮเดรต1กรัมนี่ให้พลังงานถึง4กิโลแคลอรีค่ะแล้วคาร์โบไฮเดรตนะคะก็มีหลายประเภทเช่นพอลิแซ็กคาไรด์ไดแซ็กคาไรด์มอโนอแซ็กคาไรด์ใช(ซึ)-้ค-่งพา(อ)ล-ิแซ็กคาไรด์น่ะายขา(ค่ะ)ก็จะเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลขนาดใหญ-่ส่วนไดแซ็ก-่พ(ค)าไรด์เราด(ก)-็จะรู้จอ(-ั)กในชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตหรือว่าน้ำตาลโมเลกุลคู่นะคะส่วนมอโนอแซ็กคาไรด์ก็จะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวค่ะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเช่นอะไรคะก็เช่นข้าวอาหารหลักของเราในเมลย(-ื)-่นะ(อ)เราทานข้าวขนมปังเส้นก๋วยเตี๋ยวเผือกข้าวโพดหรือว่าน้ำตาลแล้วอาการของคนที-่ขาดคาร์โบไฮเดรตจะเป็นอย-่างไรคะถ้าเราไม่ได้รับประทานข้าวนี-่แน-่นอนว่าเป็นอย่างไรคะเราก็จะหงุดหงิดเราก็จะหิวใช่ไหมคะค-่ะถ้าเราไม่ได้ขาดโปรตีนขอโทษค่ะขาดคาร์โบไฮเดรตนี่เะแล-้ว(รา)ก็จะอ่อนเพลียสมองไม่ปลอดโปร่งอารมณ์ก็จะฉุนเฉียวหงุสู(ดห)ง-ิดง่ายๆนะคะแล้วนักเรียนเคยสงสัยไหมคะว่าการรับประทานข้าวนี่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานให้เราได้อย่างไรเราจะไปศึกษาจากภาพจำลองการย่อยโมเลกุลแป้งให้เป็นกลูโคสจากสื่อประกอบA…ขอโทษค-่ะจากสื-่อARประกอบหนังสือเรียนสสวท.กันค่ะถ้าพร้อมแล้วก็เชิญรับชมกันได้เลยค่ะค่ะเราจะมาดูภาพจำลองการย่อยโมเลกุลแป้งให้เป็นกลูโคสกันนะคะอันนี้เงก-ั(ป)-็นว่(ข้)าวจ(น)ะมา(เร)ภาพจำลองภาพจำลองของโมเลกุลแป้งนะคะที่อยู่…โมเลค(ก)-ุณ(ล)แป้งนั่นเองค่ะจะเห็นว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตสายยาวนะเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ที่มีการเชื่อมต่อของกลูโคสอยู่นะคะตอนนี้เป็ส(น)สายยาวอยู่เมื่อเราทานข้าวเข้าไปค่-ำ(ะ)ในปากของเราก็จะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่าอะไมเลสนะคะซึ่งตรงนี้นี่ก็จะเห็นว่าเป็นกรรไกรกรรไกรตรงนี้จะทำหน้าที่เป็นอะไรคะกรรไะเข้าใจ(กร)ตรง(-ัว)นี้เปทำห(-็)นตัว-้า(แ)ท-ี(น)-่ของเอนไซม์เอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ให้มีสายสั้นลงมีขนาดเล็กลงนั่นเองลกุลใหญ(ค)-่ะตัวเอนไซม์จะค่อยๆย่อยจแล(ะ)-้วค่อยๆย่อยนะคะค่อยๆทำให้มันมีโมเลกุลขนาดเล็กลงเมื่อข้าวเข้าไปคาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยอีกครั้งในลำไส้เล็อย(ก)ซึ่งในลำไส้เล็กก-็จะมีเอนไซนม์ชนิดอื่นๆอีกคค-่ะที่ทำหน้าที่ในการ…ในกระบวนการของการย่อยคาร์โบไฮเดรตเขาก็จะย่อยจากโม…คาร์โบไฮเดรย(ต)สายสั้นนไม(-ี)-่ให้เหลือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวให้เหลือแต่กล-ูโค-ัว(ส)อย่างเดียวซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กและซึ่งร่างกายของเรานี่ก็จะดูดซึมกลูโคสนะคะเข้าสู่กน(ร)ะแสเลือดเห็นไหมคะกลูโคสนี่ต่างๆนี่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กก็สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได-้จากนั้นค่ะตัวกลูโคสก็จะท-้ใค(-ำ)ปฏิกิริยากับออกซิร(เ)จนที่เราหายใะ(จ)เข้าไปเกิดกระบวนการสันดาปแล้วก็กลาะ(ย)เป็นพลังงานใหที-่(-้)เราได้ใช้นั่นเองค่ะค่ะหลังจากที่เราได้ดูสื่อARการย่อยโมเลกุลแป้งให้เป็นกลูโคสแล้วนะคะทีนี้เราจะดูที่ส-ู-ื-่อ(ตร)โครงสร้างภายในของเขาบ้างสำหรับโมเลค(ก)-ุณ(ล)แป้งหรือว่าข้าวนะคะเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ที่เรารู้จักแล้วแหละเขาชื่อว่าพอลิแซ็กคาไรด์นะส่วนกลูโคสนี่เป็ะ(น)น้ำตาลหรือเป็นคาร์โบไฮตาล(เ)ดรตโมเลกุลขนาดเล็กนะคะที่เราเรียกว่า"มอโนอแซ็กคาไรด์"ให้นักเรียนลองพิจารณาสูตรโครงสรถ-้างของม-ี(พ)อลิแซ็กคาไรด์กับมอโนแซ็กก(ค)าไรด์นะคะว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างไรนักเรียนลองส-ั-ำ(ง)เร็(กต)จก่อนว(อ)-ันนี-้จะเป็นสูตรโครงสร้างของกลูโคสส่วนด้านบนก็จะเป็นสูตรโครงสร-้างของพวกโมเลกุลแป้งนะคะหรือว่าอันนี้จะเป็นสูตรโครงสร้างหรือว่าพอลิแซ็กคาไรด์นั่นเองเป(ห)-็นอะไรไหมคะจะเห็นว่าสูตรโครงสร้างของพอลิแซ็กคาไรด์นี่คข(ล)-้ายๆกับว-่าห(เ)อามอโนแซ็กคาไรด์นมะลิ(-ี่)มาเล(ร)-ี-้ยงต่อกันแต่ถ้าเราสังเกตนี่จะเห็นว่าในสูตรโครงสร้างของพอลิแซ็กคาไรดเห็นว่า(-์)นี่จะมีวงเล็บอยู่ด้วยแล้วก็ที่สำคัญคือจะเห็นว่ามันมีห้อยnนะห้อยnในที่นี้คืออะไรห้อยnnก็คือจำนวนของมอโนแซ็บ(ก)คาไร-ุณ(ด์)ที่ไม-่(า)เชื่อมต่อก-ันด้วยพ-ันธะโคไป(เว)เล-่นต์นั่นเองค่ะซึ่งเขาก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันเพียงแค่1-2โมเลกุลนะคะเขาจะ…ในพอลิแซ็กคาไรด์น-ี่อาจจะเชื่อมต่อกันด้วยมอโนแซ็กคะ(า)ไรด์มากกว่าเป็น1…เป็นร้อยๆโมเลกุลเลยค่ะซึ่งสารเคมีที่โมเลกุลมีโครน(ง)สร้างขนาดใหญ่นะคะประกอบด้วยหน่วยย่อยจำนวนมากมาเชื่อมต่อก-ันนี่เราจะเรียกว่าบ(")พอลิเมอร์"ส่วนสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มารวมตัวกันเพื่อเกิดเป็นพอลิเมอร์เราจะเรีบอ(ย)กเขาว่า"มอนอเมอร์"ค-่ะดูที-่รูปนะคะหรือว่าถ้าจะให้เห็นชัดเจนนะคะวันนี้คุณครูจะ(ก็)มีของมาประกอบด้วยนักเรียนเห็นไหมคะอันน-ี้ก็คือสร้อยนะสร้อยคอสร้อยคอในที่นี้นี่จก-็(ะ)เป็นตัวแทนของพอลิเมอร์นั่นเองส่วนลูกปัดกลมๆสีชมพูอันนี้นะคะก็เป-็นตัวแทระเภท(น)ของมอนอเมอร์ก็คือมอนอเมอร์นี่ก็จะ…ขอโทษค่ะพอลิเมอร์ก็จะเกิดจากการเชื่อมต่อกันของมอนอเมอร์นั่นเองค่ะแล้วพอลิเมอร์มีสมบัติเหมือนหรือแตกต่างกับมอนอเมอร์อย่างไรเราจะไปศึกษากันที่กิจกรรมการทดลองเปรียบเทียบสมบัติบางประการของกลูโคสแล้วก็แป้งมันสำปะหลังค่ะเล(ช)-่นเดียวกันนะคะอันนี้นี่ในกิจกรรมนี้ก็มีARMarkerเช่นเดียวกันเพค่(รา)ะฉะนั้นนักเรียนก็สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันARนะคะแล้วก็สามารถใช้โทรศัพท์มือถ-ือเ(ข)อา(ง)นักเรียนน-ี่ที่ดาวน์โหลดApp(แอป)แล้วนี่มาศึกษากิจกรรมได้เช่นเดียวกันค่ะพร้อมแล้วก็เข้าไปดูกิจกรรมกันเลยนะคะการทดลองนี้นะคะจะเป็นการทดลองเปรียบเทียบสมบัติการละลายแล้วก็ความหนืดของกลูโคสกับแป้งมันสำปะหลังนะคะซึ่งตัวแทนของพอลิเมอร์ก็จะเป็นแป้งมันสำปะหล-ังส่วนต-ัวแทนของมอนอเมอร์ในที่นี้เราก็จะเป็นกลูโคสค่ะเรามาดูการทดลองกันเลยนะคะในตอนเริ่มต้นเราจะเอาแป้งมันสำปะหลังค่ะไปละลายน้ำนักเรียนลองสังเกตการละลายน้ำของแป้งมันสำปะหลังนะคะจะเห็นว่าเมื่อเอาแป้งมันสำปะหลังไปละลายนี่จะให้สารที่มีลักษณะคล้ายคอน(ล)ลอยด์นะคะแสดงว่าแป้งมันสำปะหลังนี่ไม่ค่อยละลายในน้ำเลยนะคะเปรียบเทียบกับการละลายน้ำของกลูโคส[เส-ียงดนตรี](ครูปุณิกา)นักเรียนลองสังเกตนะคะกลูโคสนี่จะละลายเป็นไงคะละลายได้ดีกว่าละลายในน้ำได้ดีอย(กว)-่าแป้งมันสำปะหลังไร(ใน)สารละลายสารไม่มีสีเลยนะคะจากนั้นเราจะมาศึกษาเปรียบเทียบสมบัติความหนืดกัาด(น)ค่ะโ-้ว(ด)ยเราจะเอาสารทั้ง2ชนิดนี่ไปต้มต้มประมาณ1(2)0นาทีนะคะนักเรียนดูทั้ง2ฝั่งนะฝั่งสารละลายกลูโคสก็จะเป็นสารละลายใสเหมือนเดิมแต่ฝัลายไ(-่ง)ของแป้งม-ันสำปะหล-ังน-ี่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วน้ำแป้งมันจะเปลี่ยนจากส(ท)-ี-่ขาวๆขุ่นๆน-ี่เป็นใสขึ้นนะแล้วก็จะมีลักษณะเป็นเหนียวๆหนืดๆแบบนี-้วยนะคะเมื่อครบเวลาค่ะแล(เ)ร-้ว(า)ก็จะมาวางไว้สักคร-ู่นะล(ค)ะประมาณ5นาทีเพื่อทิ้งไว้ให้สารทั้ง2ชนิดนี่เย็นตัวนะคะพอเย็นแล้วเราก็จะเอาสารนี่ไปทาบนกระดาษค่ะเอาสารละลายกลูโคสไปทาบนกระดาษอีกถ(ฝ)-ั-่งหนึ่งนี่ก็จะเอาน้ำแป้งมันสำปะหลังนะคะซึ่งตอนนี้นี่มีลักษณะคล้ายๆแป้งเปียกมา(ไป)แล้วนะมาทาบนกระดาษค่ะทาให้ต(ท)-ั-่วส(ท)-ั้งแ-ำค-ั(ผ)-่ญ(น)เลยนะคะนักเรียนแล้วนะคะเมื่อทาทั่วทั้งแผ่นแล้วนะคะเราก็จะเอากระดาษอีกแผ่นหนึ่งค่ะมาประกบนะคะเพื่อจะเปรียบเทียบว่าทั้ง2ฝั่งนี่ฝั่งที่เป็นสารละลายกลูโคสกับน้ำแป้งมันสำปะหลังน-่ะค-่ะมีสมบัติความหนืดหรืแ(อ)มละ(-ี)การติดกรขน(ะด)าษเดน-ั้(ป็)นอย่างไรนะคะเราจะมาวางผึ่งไว้ประมาณสัก10นาทีพอครบเวลาแล้วเราก็จะมาเปรียบเทียบกันค่ะนักเรียนมาดูฝั่งท-ี่เป็นสารละลายกลูโคส-ี-่(น)ะคะเห็นไหมคะขน(ว่)ากระดาษนี่แยกออกจากกันได้ง่ายมากนะคะแสดงว่าฝั่งกลูโคสนี่ไม่หนืดเลยนะคะแต่ฝั่งแป้งมันสำปะหล-ังนี่มันติดกระดาษแน่-ัง(น)เหนียวแน่นมากนเลย(ะคะ)กระดาษก็เลยขาดค่ะจากที่นักเรียนได้ศึกย(ษ)าวิด-ีโอนะคะกิจกรทำ(รม)การทดลองไปแล้วนะคะนักเรียฉ(น)พา(อ)ะตอบคำถามของครูได้หรือยังคะว่าพอลิเมอร์มีสมบัติเหมือนหรือแตกต่างกับมอนอเมอร์อย่างไรจากกิจกรรมนะคะเราก็จะสามารถสรุปได้ว-่าพอลิเมอร์มีสมบัติแตกต-่างกับมอนอเมอร์จะเห็นว่ามอนอเมอร-ื(-์)ค่ะในที่นี้ตัวแทนก็คือกลูโคสนะคะสามารถละลายตัว(น้ำ)ได้ดีกว่าส่วนพอลิเมอร์นะคะหรือว่าในที่นี้ก็คือแป้งมันสำปะหลังนี่ให้สารละลายที่มีความหนืดมากกว่าเมื่อสักครู่นะคะเราเป็นกิจกรรมการทดลองที่เราศึได้แล(ก)ษ-้ว(า)สมบัติของพอลิเมอร์กและ(-ับ)มอนอเมอร์ที่เป็นของก-ี่(-ิน)น-่ะค-่ะทีนี้เรามาดูพอลิเมอร์แล้วก็มอนอเมอร์ที่เป็นของใช้บ้างว่าจะมีสมบัติเป็นอย่างไรนะคะดูที่รูปนี้เลยค่ะรูปแผ่นสีขาวๆนี-่(-้)นะคะรูปแผ่นขาวๆท(น)-ี-่ก็คือแผ-่นโฟ6(ม)นะคะนักเรียนซึ่งแผ่นโฟมนี่ทำมาจากพอลิเมอร์ที่ชื่อว่าพอลิสไตรีนหรือว่าPSโดยPSน่ะค่ะนอกจากทำSEMSรัฐธรรมเป็นแผ่นโฟลง(ม)แล้วยังสามารถทำเป็นกล่องบรรจุอาหารประเภทกล่องโฟมก็ได้หรือว่าช้อนส้อมพลาสติกก็ได้นะคะซึ่งตัวPSค่ะหรือว่าพอลิสไตรีนน-ี่เขามีจุดหลอมเหลวประมาณ240องศาเซลเซียสโดยมีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องนะคะซคือ(-ึ่ง)ตัวPSค่ะหรือว่าพอลิสไตรีนนี่เขามีมอนอเมอร์ที่ชื่อว่าสไตรีนค่ะซึ่งตัวสไลด์…สไตรีนนะคะจะมีจุดหลอมเหลว-30องศาเซลเซียสแล้วก็มีสถานะเป็นของเหลวที่อ-ุณหภูมิห-ื(-้)อ-่น(ง)นักเรียนลองดูโครงสร้างของตัวพอลิเมอร์กและ(-ับ)มอนอเมอร์นะคะจะเห็นว่าจะหน้าเหม-ีส-ือ(-่ว)นที่เป็นส่วผ(น)ดลง(-้)านบนนะคะที่มีม(พ)าท-ัน-้ง(ธะ)คู่ค่ะตรงนี้นะคะของสไตรีนนี่พอเขามาสร้างเป็นพอลิเมอร์ค่ะเขาก็จะเป็นรูปร่างแบบด้านบนนี้นะคะมาดูตัวพอลิเมอร์อีกชนิดหนึ่งค่ะซึ่งพอลิเมอร์ชนิดนี้ค่ะเขาชื่อว่าโพลีไวนิสไ(ล)คลอไรด์นะคะหรือว่าPตรีน(V)CตัวPVCสามารถทำผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ห(ป)ระเภทพวกฟิล์มย-ืดห่ออาหารค่ะแล้วก็ผลิตภัณฑ์จำพวกหนังเทียมหรือว่าท่อประปานะคะโดยตัวโพลีไวนิลคลอไรด์ค่ะหรือว่าาหนังเทียม(P)VCนี่เขามีจุดหลอมเหลวที่120องศาเซลเซียสแล้วก็มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องคุณครูจะให้นักเรียนลองคาดเดานะคะว่าถ้าพอลิเมอร์เขาชื่อว่าโพลีไวนิลคลอไรด์ค่ะตัวมอนอเะไ(มอ)ร-์น-ี่จะชื่อว่าอะไรชื่ออะไรดีคะเก่งมากค่ะตัวมอนอเมอร์ของเขานะคะก็จะชื่อว่าไวนิลคลอไรด์ค่ะโดยเจ้าไวนิลคลอไรด์นะคะจะมีจุดหลอมเหลวที่-154องศาเซลเซียสแล้วก็มีสถานะเป็นแก๊สค่ะที่อุณหภูมิห้องจากกิจกรรมนะคะที่เร-ัก(า)ศึกษาในเรื่องของการละลายแล้วก็ความหนมาย(-ืด)ของกลูโคสแ(ก)-ัละ(บ)แป้งมันสำปะหลังรวมไปถึงดูเปรียบเทียบจุดหลอมเหลวกับขน(สถ)าดทม(นะข)องน(พ)อลิเมอร์แล-้วกะพ(-็ม)อลิ(นอ)เมอร์ค่ะเง(ร)าก็สม(า)มารถสร้างข้อสความสน(ร)-ุกแปไดล(-้)ว่าตัวมอละ(นอ)เมอร์มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าพอลิเมอร์ลองดูจากภาพก็ได้นะคะนอกจากนี้ค่ะตัวมอนอเมอร์ก็อาจจะมีสถานะที่แตกต่างจาก-ับพอลิเมอร์ของเขาหรือว่าอาจจะมีสถานะเหมือนกันก็ได้นะคะเช่นตัวกลูโคสกับแป้งมันสำปะหลังก็มีสถานะเป็นของแข็งเช่นเดียวกันทีนี้เรามารู้จักกับคาร์โบไฮเดรตอีกประเภทหนึ่งนะคะทีพ(-่)น-ักเรียะ(น)ควรจะรู้ไวะ(-้)น-ีะคะก-่(-็)คืออะไรคะก็คือเซลลูโลสนั่นเองค่ะเซลลูโลสนะคะเป็นเส้นใยในผนหญ่(-ัง…)ในผนังเซลล์พืชค่โดย(ะ)ช่วยตัวเซลลูโลสไปให้ความแถึ(ข็)งแล(ร)งของเซลล์พืชนะคะโดยตัวเซลลูโลสค-่ะเขามีมอนอเมอร์เป็นกลูโคสเช่นเดียวกับข้าวและแป้งแต่ว่าการจัดเรียงตัวของกลูโคสในเซลลูโลสนี่ค่ะแตกต่างจาก-ับ(ใน)ข้าวและแป้งนะคะซึ่งส่งผลให้ร่างกายของเราค่ะไม่มีเอนไซม์ย่อยเซลลูโลสนะคะแต่เราก็ต้อง…จึงไม่สามารถขอโทษค่ะพอเราไม่มีเอนไซม์ย่อยตัวเซลลูโลสนี่เราจึงไม่สามารถเอ(นำ)าเซลลูโลสมาเป็นแหเร-ื(ล)-่องของพลังงานให(ได)-้นะคะแต่เราก็ต้องรับประทานอาหารพวกที่มีเซลลูโลสเช่นรับประทานพืชผักผลไม้นะคแ(ะ)เพราล้วก-็(ะ)จะช่วยในเรื่องของกากอาหารค่ะช่วยระบบขับถ่ายของเราทีนี้คุณครูจะฝากการบ้านนะคะที่คุณครูเคยบอกไปว่าเอ๊ะแล้วโครงสร้างของกลูโคสในเซลลูโลสน-ี่แตกต่างจากในข้าวและในแปา(-้)งๆอย่างไรนะคะให้นักเรียนนะคะไ-ัก(ป)ศึกษาค-่ะสื-่อARประข(ก)อบหนังสือเรียคุณ(น)นะคะต(ล)-้องไปดูสิคะว่าแล้วจริงๆแล้วนี่โครงสร้างของเซลลูโลส…โครงสร้อ(า)งกลูโคสในเซลลูโลสค่ะแตกต่างจากข้าวและแป้งอย่างไรค่ะค่ะก่อนจะจบกันไปนะคะในหัวข้อ3.2คาร-์โบไฮเดรตน-ับ(ะ)คะคุณครูก็มีแบบฝึกหัดนะคะมาพ(ท)บทวกับ(น)ความรู้ของนักเรียนค่ะให้นักเรียนพิจารณาสูตรโครงสร้างของสารก(ท)-ั-้ง5ชนิดน-ี้นะคะแล้วก็ตอบคำถามค่ะเดี๋ยวคุณครูจะเว้นเวลาให้สักครู่นะคะนเร(-่)าจะทนัด(-ำ)กันได้แล้วนะมาดูที่ห(ข)-้อ1กัง(น)เลยค่ขาด(ะ)สารใดเป็นมอนอเมอร์ของEนักเรียนดูสูตรโครงสร้างของEก่อนค่ะข(ต)อบคร-ุณ(-ู)ได้ไหมคะว่าสารไหนคะเก่งมากค่ะก็คือผ(B)-ิดปก-ัติ(บC)นั่นเองนะค-่ะนักเรียนนักเรียนลองพิจารณาที่สูตรโครงสร้-ุด(าง)ของEก็จะเห็นว่ามอนอเมอร์ของEน-ี-่ค่ะก-็จะเที(ป็)นตะคะ(-ัวB)แล้วก็c(C)ค่ะมาดูกันที่คำถามข้อที่2นะคะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสารa(A)และDสารใดมีจุดหลอมเหลวสูงกว่าดูสูตรโครงสร้างของAก่อนเข(แล)-้วกา(-็)มาดูสูตรโครงสร้างของDก็จะเห็นว่านะคะท(D)-ีนี-้(-่)น่าจะเป็นพอลิเมอร์นะคะที่เกิดจากมอนอเมอร์เ(A)อนั่นเองค่ะเพราะฉะนัข(-้)นถ้าเรด(า)ต้องการจะท-ัดง(-ำน)าน(ย)จุดหลอมเหลวของสารทั้ง2ชนิดก็น่าจะตอบได้ว่าสารDนะคะมีจุดหโ(ล)อมเหลวสูงกว่าAค-่ะค่ะก่อนจะจากกันนะพคะเรามาสรุปบทเรียนนะคะดังนี้ค่ะคาร์โบไฮเดรตมีทั้งทีก-็(-่)เป็นพอลิแซ็กท(ค)างง(ไร)วดน(-์)-ี้ไปแล้วก็มอโนแซ็กคะ(า)ไรด์พอลิแซ-็ค(ก)คาไรด์เป็นสารที่มีโมเลกุลมีโครงสร้างขนาดใหญ่ประกอบด้วยมอโนแซ็กคาไรด์จำนวนมากมาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์สารที่มีโมเลกุลมีโครงสร้างขนาดใหญ่ประกอบด้วยหน่วยย่อยจำนวนมากมาเชื่อมต่อกันเช่นเก(ด)-ี-่ยวกับพบ(อ)ลิแซ็ริษัท(ก)คอะ(า)ไรด์เราเรียกว่า"พอลิเมอร์"ค่ะหน่วยย่อยหรือสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มารวมกันเพื่อเกิดเป็นพอลิเมอร์เราเรียกว่า"มอนอเมอร์"มอนอเมอร์และพอลิเมอร์ที่เกิดจากมอนอเมอร์ชนิดนั้นอาจมีสมบัติแตกต่างกันเช่นสถานะการละลายหรือจุดหลอมเหลวนะคะค-่ะสำหรับหัวข้อคาร์โบไฮเดรตนะคะก็จะขอจบเพียงเท่านี้ค่ะแต่อย่าลืมการบ้านที่คุณครูฝากไว้นะคะสวัสดีค่ะ[เสียงดนตรี]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-06-05 10:21:01
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :false
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}