Accuracy : 42.33%
Insertion : 495
Deletion : 6062
Substitution : 381
Correction : 5588
Reference tokens : 12031
Hypothesis tokens : 6464
[เสียงดนตรี](คุณครูณัฏฐิกา)สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคนกลับมาพบกันอีกแล้วนะคะในคลิปนี้เราจะมาเรียนเรื่องของพลังงานการ(-ัน)ต่อค่ะโดยเราจะยังคงอยู่ที่หัวข้อของเชื้อเพลิงกันนะคะห(จ)ากที่เคยรู้กันมาแล้วว่าเชื้อเพลิงที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้นส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์แล-้ะ(ว)นักเรียนรู้กันไหมคะว่าเชื้อเพลิงย(ซ)ากจุด-ึกดำบรรพๆ(-์)ได้มาอย่างไรการขุดเจาะปิโตรเลี-่ยมจะได้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์จำพวกแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบค่ะซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแยกจะได้แก๊สธรรมชาติที่มีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สมีเทนออกมาก่อนเนื่องจากแก๊สมีเทนนะคะมีจุดเดือดต่ำนั-้(-่)นเองส่วนองค์ประกอบอื่นๆที่เหลือนะคะก็จะเข้าสู่กระบวนการกลั่นลำดับส่วนอื่นเพื่อแยกองค์ประกอบออกจากก-ันตามลำดับจุดเดือดสั(จา)กรูปนะคะจะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้นี-้(-่)นะคะจะมีการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายมากเลยค่ะนอกจากแก๊สธรรมชาติและน้ำมันแล้วนะคะเราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่นที่ได้จากเชื้อแห(เพ)ล-ิงซาก-่งน้ำมันใต้ดึกดำบรรพ์ด้วยนะค-่ะเช-่นถ่านหินซึ-่นงถ่านหินนี้นะคะก็จะได้มาจากการเกิดการทับถมกันขอจาก(ง)ซากพืชเป็นแหล่งผ(พ)ล-ิตภ-ังณฑ์(งาน)เก่าแก่แต่เนื่องจาแต(ก)ว-่ามีราคาถูกส(ก)ว-่น(า)น้ำมันนะคะในปัจจุบันจึงยังคงมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆค่ะถธ(-่)านห-ีร(-ิ)นนะคะ-ัตน์(จะ)มณ-ีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอนประมาณ85เปอร์เซ็นต์โดยมวAndroidด(ล)ค่ะห-ินน้ำมันจะเกิดจากการทับถมของหินและสารอินทรีย์สามารถนำมาเปลู(ผา)กเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ค่ะนอกจากนี้นะคะในปัจจุบันยังมีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อทดแทนเช-ื้อเพล-ิงซากดึกดำบรรพ์อีกด้วยนะคะเล(ช)-่นไบโอดีเซลซึ่งจะได้มาจากการทำปฏิกิริยาเคมีระหว่างไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืชกับแอลกอฮอล์รวมทั้งยังมีการใช้เอทานอลผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อให้ได้เป็นแก๊สโซฮอล์อีกด้วยค่ะรวมถึงแก๊สชีวภาพนะคะซึ่งจะได้อ(จ)ากาศกระบวนการยการใ(-่อย)ส-่(ล)หมายเ(ส)ขารอินทรีย์ก็จะมีการนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ด้วยค่ะสำหล(ร)-ัก(บ)การใช้เชื้อเพลิงในรถยนต์นั้นปฏิกิริยาการเผาไหม้ในห้องเครื่องที่มีอุณหภูมิสูงของรถยนต์นะคะอาจก่อให้เกิดแก๊สมลพิษบางชนิดเช่นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ซึ่งจริงๆแล้วนะคะแก๊สคาร์บอนมอนอกไซดนนะคะ(-์)นั้นสามารถทำปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจนได้เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ค่ะส่วนแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด-่(-์)นะคะเร(ก็)าสามารถสลายตัวให้เป็นแก๊สไนโตรเจนและแก๊สออกซิเจนได้ค่ะแต่เนื่องจากว่าปฏิกิริยาทั้ง2น-ั(-ี)-้นะคะเนว(ก)-ิดขึ-่ง(-้น)ได้ช้ามากในภาวะปกติค่ะดังนั้นนะคะจึงมีการคิดค้นเครื่องฟอกไอเสียเพ(ช)-ิ-่งเล(ร)-่งปฏิกิริยาขึ้นโดยมีการใช้โลหะบางชนิดเช่นแพลทินัมโงว(รเ)ดน-ียมเพื-้เ(-่)อช่วยใหน(-้)ปฏิกิริยาทั้งส(2)องนะคะเกิดได้เร็วขึ้นซึ่งห(ส)ารที่ทำให้ไปฏิกิริยาเคมีข(เ)กิ-ึ้น(ด)ได้ห(เ)ร-ือ(-็ว)ขึ้นนี่นะคะเราจอ(ะ)เรียกว่า"ตัวเร่งปฏิกิริยา"โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้ย(น)นะคะเมื่อมีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยานั้นเราจก-็(ะ)ยังคงได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นสารชนิดเดิมค่ะและเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้วนะคะเนึ(รา)กว(-็)-่าจะได้ตัวเร่งปฏิกิริยากล-ับคืนออกลับมาในปริมาณที-่เท-่าเดิมด้วยค่ะดัสระ(ง)น-ั-้-ำ(น)นะคะเราจึงสามารถใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาปริมาณเพียงเวล-็า(ก)น้อยเพื่อช่วยให้สารตั้งต้นเกิดปฏิกิริยาเคมีไดร-ี(-้)เร็วขึ้นในการเกิดปฏิกิยนเช(ร)-ิยาเคมญ(-ี)นะคะสารตั้งต้นจะเปลี่ยนไปเป-็นผลิตภัณฑ์ทำให้ปริมาณขอให(ง)สารตั้งต-้นลดลงขณะเดียวกันนะคะปริมาณของผลิตภัณฑ์ก-็จะเพิ่มขึ้นดังน-ั-้นนะคะถ้าสารต-ั-้งต้นลดลงอย่างรวดเร็วปริมาบอ(ณ)ผลิตภัณ-ีก(ฑ์)ที-่เพิ่มขึ้นนะคะก็จะเพิ่มเซ(ข)-ึ้ลล-์(น)อย่างรวดเร็วเช่นก-ันดังน-ั-้นการที่เราจะพิจารณาเมีว่าปฏิกิริยนายใดเป(ก)-ิดไให(ด)-้ชสมัค(-้าห)ร-ือ-ีเร็มล-์(ว)นะคะเราก็จะสามารถดูได้จากการเปลี่ยนแปลงปริมาณของสารตั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์เทียบกับเวลาค่ะซึ่งตรงนีะ(-้)นะคะนอก-็จะสัมพากกำล-ันธง(-์)กับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั่นเองค่ะนอกจากปฏิก-ิริยาเคล(ม)-ียร์แคชในเครื่องฟอกไอเสียเชิงเล(ร)-่งปฏิกิรินกีฬ(ย)าที่มีการใช้โลหะแพลทินัมและโรเดียมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแล้วนะคะยังมีปฏิกิริยาเคมีอโทรหาน-ั(-ื)-่นแหล(ที่)ะมีการใช้ตัวเอ-ื(ร)-่งปฏิกิริยน(า)อีกหรือเปล่านะเราบ-่(จ)ะได้มไป(า)ศึกษาจากกิจกรรมาอ(ต่)อกไปน-ี้-ิด(กั)น-ึงค่ะโดยในกิจกา(ร)รบ-ิ(ม)น-ี้นะคะเราจะได้ศึกษาปฏิกิริยะ(า)การสลายตัวของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งจท-ำ(ะ)ให้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำและแก๊สออกซิเจนค่ะนักเรียนดูสมการที่แสดงได้เลยนะคะเอแ(า)ล-้ว(-่ะ)ค่ะเรา…เ([)ส-ื่อว-ียงด-ิทัศน-์](คุณครูณัฏฐิกา)จากกาตรทดลองน-ี(ะ)คะเรารู้ว่ามีปฏิกิน(ร)-ิยาเคมย(-ี)เกิดขึ้นก็เพราะเราเห็นฟอหน-ู(ง)แก๊สที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะซึ่งถ้าดูอ(จ)ยากสมทำง(ก)ารเคมาน(-ี)นะคะจะเห็นว่าปฏิกิริยานี้มีแก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์แล้วนักเรียนคิดว่าเราเติมน้ำยาล้างจานลงไปทำไมคะนึกกันออกไหมเอ่ยลองสังเกตสมการแ(เ)ค-่(ม)น-ี-้นะคะเราจะพบว่าน้ำเยาล้างจ-็(า)นไม่ได้มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิร-ิยาเคมีเลยแล้วในการทดลองนะคะตอนที่เต-ื(-ิ)มน้ำยาล้างจานลงไปสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็ยังคงใสเหมือง(น)เดิมดังนั้นนะคะสาเหตุที่เราเติมน้ำยาล้างจานลงไปก็เพียงเพื่อให้เราสามารถอ(ส)-ังเกตเห็นผฤษ(ล)การทดลองได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเองล่ะค่ะคราว-ันน-ี้เรามาดูผลการทดลองกันเลยนะคะสิ่งที่เราสังเกห็น(ต)ได้อย่างชัดเจนเลยก็คือขวดที่ใส่โพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะสารละลายจะเปลี่ยนเป็นสารละลายสีเหลืองแต่ขวดที่ไม่ได้ใส่โพแทสเซียอะมไอโอไดด์อิ่มตัวนั้นสไ(า)รละลายก็(จะ)ยังคงใสไม่ม-ีส-ีเหมือนเดิมซึ่งถ้านักเรียนร(ล)องพิจารณาสมการเคมีนะคะจ-้องยังไงก-็(ะ)เห็นได้ชัดเลยคขา(-่ะ)ว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก-็คือน้ำและแก๊สออกซิเจนซึ่งสารทั้ง2ในออฟฟิ-ีศ(-้)นะคะจะเป็นสถาน(ร)ที่ไม่ม-ีสีทั้งคู่ดังนั้นสีเหลืองที่เราสังเกตเห็นนี้น-ีหา(ะ)คะ-ู่(จะ)ไม่ใช่ผลิตภัณยา(ฑ์)ที่ได้จากปฏิกิริยาเคมีเป็นเพียร-่(ง)สารที่เกิดขึ-้นระหว่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีเท่านั-้นแต่เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงเราจะได้น้ำและแก๊สออกซิเจนเช่ลืม(น)เซ(ด)-ียวกับขวดที่ไม่ได้เติมโพมไ(แ)ทสเซียมไอโอกไซ(ด)ด์อิ่มตัวค่ะจากที่เราดูคลิ-ั(ป)การทดลองสักครู่นะคะนักเรียนเห็นว่าปริมาณของฟองแก๊สในขวดที่เติมแล้วก็ไม่เติมโพแทสเซียมไอโก๊ส(อ)ไดด์อิ่มตัวนะคะแตกต่างกันหรือเปล่าชัดเจนนะว่าแเจ-็บ(ตก)ต่างกันนา(โด)ยก(ข)วดที่ไม่ได้คว(เ)ติมโพแทสเซียมไอโอไดด์อาย(-ิ)-่มว(ต)-ัน(ว)นะคะเราจะสังเกตเห็นฟองแก๊สได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ส่วนขวดที่เติมโพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะจะมีฟองแก๊สเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเลยค่ะแลสวัสดีสัตว์น(ะ)เมื-้(-่)องเกราลอซ(ง)เปรียบเทียบอWh(-ั)ตราการสลายตัวของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์นะคะในขวดทattheHeckแรงก(-ี)-่เติมแล้วก็ไม่ได้เติมโพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัว-่(เ)ราก็จะเห็นได้ว่าขวดทีา(-่)เดต-ิมโพแทสเซียมไอโอไดด์อิ่มตัวนะคะมีอัตราการห(ส)ลายต-ัวของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซ-ัว(ด)-์มากกว่าค่ะดังนั้นนะคะเราจคุ(-ึง)ณสามารถสรุปผลการทดลนึก(อ)งได้ว่าโพแทสเซียมไอโอไดด์นะคะเป็นตัว-่าเล(ร)-่น(ง)ปฏิกิร-่ะอ(-ิ)ยาที-่ทำให้าคิดถ(อ)-ัต-ึงนะ(รา)การสลายตัวของไฮโดรเขึ-้(จ)นเพอรนยัง(-์)ออกไซด์นะคะเกิดได้เร็วขึ้นเพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้แล้-ียบร-้(ว)ค่ะว่ามีปฏิกิริยาเคมีอื่นๆที่มีการอยค-่(ใ)ช้ตัะ(ว)เร่งปฏิกิริยาและหนอก-้(จ)าอกโลหะแล้วนะคะก็ยังมีสารเคมีชนิดอื่นที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาได้เช่นเดียวกันค่ะจริงๆแล้วนะคะในชีวิตประจำวันของพวกเราก็จะมีการใช้ประโยชน์จากตัวเร่งปฏิกิริยามากมายเลยค่ะเช่นจากร-ูก(ป)นะคะก็แสดงให้คะ(เ)ห็นเลม-ี(ย)ค-่-ำ(ะ)ว่าในร่างกายของเรานะคะมีการใช้เอนไซม์หลายชนิดเป็นตัวเร่งปฏิกิเราInsideน-ิยาการย่อยอาหารค่ะจากรูปนักเรียนจะเห็นได้นะคะว-ิท(-่)าเป็นการย-่อยคาร์โบไฮเดรตในร่างกายของเราโดยในการย่อยนี่นะคะจะมีเอนไซม์หลายชนิดที่ช่วยในการย่อยเช่นอะไมเลสมอลเทสตัวเร่งปฏิกิริยาเป็นปัจจัยที่ชย-่อยmarcusMorrisยังวยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้นแล-้วนักเรียะ(น)คิดว่ายังมีปัจจัยอื่นๆอีกไหมพ(ท)-ี่จะทร(ส่)งผลต่ม(อ)อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเราจะได้ไปศึกษาพร้อมๆกันจากกิจกรรมต่อไปน-ี้นะคะโดยในกิจกรรมนี้เราจะได้ศึกษาผลของความเข้มข้นค(อ)-ุณหภูม-ิพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นที-ิหยุดกลับ19:00น(-่)มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาระหว่างกรดไฮโดรฟ(ค)ลอร-ิกกล-ับแคลเซียมคาร์บอเนตหรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่า"หินปูน"นั่นเองเราวี(ไป)ด-ี(-ู)โอการทดลองพร้อมๆกันเลยนะคะเ([)ส-ื่อวีดิทัศน์](คุณครูณั-ียงดนตร(ฏ)ฐิกา-ี())เอาล่ะค่ะดูคลิปกันจบแล้วนะอย่างน-ั้นต่อไปเรามาดูผลการทดลองพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะโดยเราจะเปรียบเทียบผลการทดลองทีละคู่นะคะเรน-ื(-ิ)-่อ(ม)งจากเบร(-ี)กเกอร์ใบที่1เทียบกัเ(บ)บร(-ี)กเกอร์ใบที่2ก่อนค่ะนักเรียนคิดว่าสารที่ใช้ในบีกเกอร์ทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรคะถ้าใครจะ(-ำ)ไม่ได้ว่าบีกเกอร์ทั้ง2ใบใช้สารสอง(เค)มีอะไรก็ดูจากรูปที่ครูโชว์ได้เลยนะคะไม(ซึ)-่งเรยอม(า)นะคะก็จะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่าทั้ง2บ-ิ(-ี)-๊กเกอร์ใช้ผงแคลเซียมคาร์บอเนตในปริมาณที่เท่ากันแต่ในบีกเกอร์-ิด(ใบ)ที่2นะคะเราใช้กรดไฮโดรhydroคลอล(ร)-ิกที่มีความเข้มข้นมากกว่าแล้วแบบน-ีอก(-้)จากอัตราการเกิดฟองแก๊สในแต่ละบีกเกอร์แตกต่างกันไหมคะซึ่งอัตราคะ(ก)ารเกิดฟว(อ)งแจ(ก)-๊สนะคะเราจะดูได้จากปริมาณข(ฟ)องแก๊สที่เกิดขึ้นตล(-่)อดเวลาแต่ในการทดลองม(น)-ี-้นะคะเราใช้ปริมาณของแคลเซียมคาร์บอเนตเอา(ที่)เท่าๆกันในค(ท)-ุกบีกเด็กอร์ย-่า(ดั)งนั้นนะคะเราจึงสามน้ำก(า)ระ(ถ)เปจ(ร)-ียบเท-๊(-ี)ยบอัตราการเก-ิดร(ฟ)องแก๊สได้จากเวลาที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาจนกระทั่งไม่มีฟองแก๊สเกิดขึ้นอีกดังนั้นนะคะถ้าเราจับเวลาแล้นะคะ(ว)บีกเกอร์ไหนที่ใช้เวลาน้อยกว่าก็งวดน(จะ)-ี้มีอัตราการเกิอะไร(ด)ฟองแก๊สที่มากกว่านั-้(-่)นเองเมื่อเราลองเปรียบง(เ)ทียบ-่นั่งเด็(บี)กเกอร์-็ไป(ใบ)ที-่1และบีกเ-่(ก)หอร์ใบที่2นะคะเรม(า)ก็จะพบกพ(ว่)าเบร(-ี)กเกอร์ใบที่2ใช้เวลาน้อยกว่าดังนว-ั-้นนะคะอัตราการเกิดฟองแก๊สของบีกเกอร์ท-ั้ง2ใบนี้ก็แตกต่างกันโด-ั้ง(ย)บีกเกอร์ใบสอ(ท)-ี่2นะงแล-้ว(คะ)ก็จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สที่มากกว่าดังนัา(-้)นนะคะการเพิ่มความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริกจะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นค่ะมาดูคู่ต่อทุ(ไป)กว-ันเลยดีกว-่านะค-ัน(ะ)คราวนี้เรถมาจะเปรียบเทียบบ-ีกเกอร์ใบทร-ิ(-ี)-่1แล้วก็บีกเกอรม(-์)ใบที่3กันนะคะเหมือนเดิมนะคะลองดูว่าสารที่ใช้ในบีกเกอสถ(ร์)านท-ั้ง2น-ี-้เหมือนหรือแต-่(ก)ต่างกันอย่างไรเห็นได้ชัดเลยนะว่าบีกเธ(ก)อร์ทั้ง2ใบนี้เราใช้ผงแคลเสื้ซียมคาร์บอฟิตเนส(ต)ในปริมาณที่เท่ากันนะคะเหมือนเดิมแต่…แล้วเราก็ใช้กรดไฮโดรคลอริกที่มีคส(ว)าร(ม)เข้มข-้นเท่ากันด-้วยค่ะแต่ว่าในบีกเกอร์ใบท-ี-่3เราใช้กรดไฮโดรคล-ิน(อร)-ิกที่มีอ-ุณหภูมิสูงกว่าแล้วแบบนี้อัตราการเกิดฟองแก๊สในแ-ุณหภูม-ิ(ต)-่ละบีกเกอร์แตกต่างกGas(-ัน)หรือไม่อย่างไรคะต่างม(ก)-ันใช่ไหมคะโดยรับ-ีกเพ(ก)-ื่อร์ไป(ใบ)ที่ศ(3)าลนะคะจะมีอัตราการเกิดฟ-้องแก๊สมากกว่าดังนั้นนะคะการเพิ่มอุณหภูมิของกรดไฮโดรคลอริกนะคะจะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นค่ะต่อไปเป็นค-ู-่ะสุดท้ายนะคะเป็นการเปรียระห(บ)เทียบบีกเกอร์ใบที่1และบีกเกอร์ใบที่4ค่ะสารที่ใว่างdecommissioningและเบร(ช)-้ในบีกเกอร์ทั้ง2ใบเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรคะท-ั้ง2ริ(บี)กเกอร์นะคะใช้กรดไฮโดรคลอริด(ก)ที่มีความเข้มข้นเท่ากันแล้วก็ใช้แคล-ั-้(เ)ซียมคาร์บอเนตในปริมาณทีนวันอา(-่)เท่าๆกันนะคะแต่บีกเกทิ(อร)ตย-์ใบที่1เราใช้แคลเซียมคาร์บอเนตแบบผงส่วนบีกเกอร์-ำว(ใ)บที-่า(4)ใช้แคลได(เ)ซียมค-้ไหมเ(า)ร-์-ื-่(บ)อเนง(ต)แบบเม็ดนี(แล)-้วนักเรียนคิดว่าพื้นท-ี่ผิวของแคลเซียมคาร์บอเนตในแต่ละบ-ีกเกอร์แตกต่างกัน-่begerหรือไม่อย่างไรคะแตกต่างกัร(น)ใช-่-้นะ(ไหม)คะโดยบีกเกอร์ใบที่1จะมีพื้นที่ผิวของแคลเซียมคาร์บอเนตมากกว่าซึ่งถ้านักเรียนร(ล)-้องป(พ)ร-ิจารศ(ณ)นาล(ร)-ูปนี้นะคะก็จะเห็นว่าการทำใกอี(ห้)สารมีขนาดเล็กลงจะทำให-้พื-้นที่ผิวของสารเพิ่มขึ้นเห็นกันใช่ไหมคะแล้วอัตราการเกิดฟองแก๊สของปฏิกิริยาในแต่ละบีกเกอร์แตกตช-่างกันไหมคะM(ต)-่าegaค(งก)ะอ-ันนะโดยบีกเกอร์ใไป(บ)ที่1จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สมากกว่าดังนั้นนะคะการเพิ่มพื้นที่ผิวของแคลเซียมคาร์บอเนตนะคะให้สัมผัสกับกรดไฮโดรคลอริกมากขึ้นก็จะมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นอน-ัโด(-่น)เองค่ะสรุปผลการทดลองนะคะการเพิ่มความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริกกค(า)รเพิ่มอุณหภู-ับ(มิ)ในการทำปฏิกิริยาและการเพิ่มพื้นที่ผิวของแคลเซียมคาร์บอเนตคา(น)ะคะถา(จะ)ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนยา(ต)กับกรดไฮโดรคลอริกเพิ่มมากขึ้นจากการทดลองทั้ง2การทดลองที่เราได้ดูกันเ(ไ)ปนั-็(-้)นสามารถสรุปได้ว่าตัวเร่งปฏิกิน(ร)-ิยาความเข้มยปล(ข)-้นอุณหภูมิและพื้นท-ี่ผิวของสารตั้งต้นนะคะเ-ี-่(ป)-็นปัจจัยที่ส่งผลต่ออว-ัตรากาน(ร)เกิดผลปฏิกิริยาเคมีค-่ะถ้าอย่างนั้นนะคะเดี๋ยว-่ะ(ค)รูจะลองยด-ู(ก)ตัวอย่างเหตุการณ์สถานการณ์หรือการกระท-ำลั(บา)งอย่างท-ี่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากความรู้ในเรื่องนี้แล้วให้นักเรียนลองบอกกันนะคะว่าเป็-ี-่(น)การใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยใดที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีค่ะข้มา(อ)แล(ร)กค่ะน(ก)-้ำยารล้างห้องน้ำโดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำที่มีความเข้มข้นของกรดไฮโดรแ(ค)ลอริกมากกว่าจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับหินปูนได้เร็วกว่าลองตอบกันดูนะคะตัวอย่างนี้นะคะก็จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยในเรื่องขะคะ(อง)ความเข้มข้นนั่นเองไปทีพร(-่ข)-้อม(2)กันเลยดีกว่าค่ะถ้าร่างกายของมนุษย์นะคะมีอุณหภูมิสูงขึ้น1องศาเซลเซียสเนื้อเยื่อในร่างกายนะคะจะต้องการแก๊สออกซิเจ-้(น)งเพิ่มขึ้นซึ่ไ(ง)ม-่(-ี)ผลทม(-ำ)ให้อัตราการเต้นของชีพจรนะคะแล-้วก็อัตระ(า)การหายใจเพิ่มขึ้นปัจจัยที่เกง(-ี)-่ยวข้องนะคะก็จะเป็นเรื่องของอุณหภูมินั่นเองค่ะบ(ต)อก(บ)กันถูกไหมคะข้อต่อไปกันเลยนะคะในการรับประทานอาหารนัและ(ก)โภชนาการจะแนะนำให-้เราเคี้ยวอ-้ค(า)หารให้ละเนอ-ียดก่อน-ื-่(ก)ลืนเพราะจะทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงกรดและเอนไซม์ต่างๆในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารนะคะก็จะทำปฏิกิริยากับอาน(ห)ารได-้เร็วขึ้นอาหารจึงย-่อด(ย)ได้ง่ายขึ้นค่ะตก็(-ัว)อย-่ากม(งน)-ี-้นะคะปัจจัยที่เกี่ยวข้องก-็จะเป็-ับ(น)เรื่องของพื้นที-่ผิวนั่นเองและสุดท้ายนะคะการหมักเนื้อโดยการเ-่(ต)ผ-ิว(ม)ยางมะละกอซึ่งมีเอนไซม์ปาเปนลงไปจะทำให้เนื้อนุ่มขึ-้นข้อนี-้ก็จะเป็นเรื่องของตัวเร่งปฏิกิริยานะคะซึ่งนอกจากตัวอย่างต่างๆที่ครูยกมาบอกพวกเราไปเมื่อสักครู่แล้วนะคะก็จะยังมีการใช้ประโยชน์จากควานะคะ(ม)รู้ในเรื่องนี้ม(อ)-ีกเยอะเลยค่ะนักเรียนลองไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมกันดูนะคะเอาล่ะค-่ะเราค(ม)าท-ำแองค-ำ(บ)บฝึกหัดกันดูนะคะให้นักเรียนหยุดคล-ิด(ป)แล้วทำให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวเรามาดจะ(-ู)เฉลยไปพร้อมๆกันนะคะตว-ั(อ)นนี้คงทำกันเสร็จแล้วใช่ไหมคะเดี๋ยวเรามาดูเฉลยพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะโจทย์ถามว่าการกนะค(ร)ะทำต่อไปนี้ส่งผลต่ออ-ัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม-่อย-่างไรข้อแรกนะคะเจือราค(จ)างน้ำยาล้างห้องน้ำก่อนเทลงบนคราบหินปูนมีผลโดยทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีลดลงเพราะเป็นการลดความเข้มข้นของสารตั้งต้นข้อ2เคี้ยสอบ(ว)อาหารให้ละเอียดมากขึ้นก่อนกลืนข้อนี้ก็มีผลนะคะโดยจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนั่นเองข้อ3นะคะเก็บแกงกะทิไว้ในตู้เย็นข้อน-ี้ก็มีฝน(ผล)นะโดยจะมาทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีลดลงเนื่องจากเป็นการลดฤทธิ์ยาน(อ)-ุณหภูมิของปฏิกิริยาและข-้อสุดท้ายนะคะน(ท)-้-ำจิ(ให)-้มน้ำมันเป็นละร(อ)องด้วยหัวฉีดในกระบอกสูบเครื่องยนต์ข้อนี้ก็มีผลโดยจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มการ(ข)-ึ้นเนื่องจากเป็นการเพิหา(-่)มพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนั่นเองเอ(ร)ามาสรุปเนื้อหาอที่ได้เร-ีก(ย)นไะ(ป)พร้อมๆกันเลยดีกว่านะคะพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเรานะคะส่วนใหญ่จะได้มาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์การเปลี่ยนแปลงปริมาณของสารแส(ต)-ั้งต-้นหรือผล-ิตภัณฑ์ต่อดเวลานะคะจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดปฏิกิร-ิยาเคมีตัวเร่งปฏิกิริยานะคะจะทำให้ปฏิก-ิริยาเคมร(-ี)เกิดได้เร็วขึ้นโดยที่ไม่ไปเป็นส่วนหน-ึ่งของผลิตภัณฑ์ค่ะการเพิ่มความเข้มข้นอุณหภูมิหรือพ-ื้วก(น)ที่ผิวของสารตั้งต้นนะคะจะทำให้ปสัต(ฏ)-ิกิริยาเคมีเกิดไดว-์(-้)เร็วขึ้นและความรู้เกี่ยวกับไป-ัจจัยนะคะที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนะคะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและในอุตสาหกรรมได้มากมายเลยค่ะสำหรับหัวข้อของเชื้อเพลิรา(ง)นะคะก็จะต้องขอจบลงเพียงแค(เท)-่านี้ค-่ะหัวข้อต่อไปจะเป็-่ะ(น)เรื่องขอา(ง)อะไรกันนั้นนักเรียนอย่าลืมติดตามชมกันนะคะสวัสดีค่ะ[เสียงดนตรี]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-06-05 10:51:18
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :false
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}