Accuracy : 93.86%
Insertion : 319
Deletion : 1108
Substitution : 78
Correction : 23345
Reference tokens : 24531
Hypothesis tokens : 23742
ภายนอกถ้าหนูทำดีหนูทำงานส่งครูอย่างนี้ค่ะก็จะได้1ดาวถ้าหหนฯ-ุ(-ู)ช่วยเพื่อนก็จะได้3ดาวอย่างนี้ก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของเขาได้ว่าเขาจะตั้งใจเรียนจะช่วยเพื่อนไหมเพราะว่าเขาอยากจะได้ดาวค่ะไม่ว่าจะเป็นคะแนนเกรดฟีดแบค(ก)เราจะเห็นว่ามันเป็นข้างนอกหมดเลยมันไม่ได้เกิดจากตัวเราเราเป็นคนให้คนอื่นเป็นคนให้เราคนอื่นเป็นคนนำสิ่งนี้มากำหนดพฤติกรรมของเราอย่างนี้ค่ะอันนี้คือพฤติกรรมนิยมอย่างน-ี้นะคะเพราะฉะนั้นตัวล่อหรือสิ่งจูงใจภายนอกนีย(-่)ส่วนมากแล้วมันจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนจับต้องได้นะหรืออาจจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ได้คำชมยกย่องการทำแล้วได้เกียรติบัตรการเข้าอบรมการเข้าอบรมแล้วก็ได้ประกาศนียบัตรได้ลงเพจโรงเรียนอย่างนี้ค่ะก็เป็นตัวล่อที่เป็นนามธรรมนะคะครั้งแรกที่ครูมาสอนในห้องนี้ก็จะขรุกขรักนิดหนึ่งนะคะเป็นมนุษยนิยมมนุษยนิยมเป็นอีกมุมหนึ่งนะคะว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งจูงใจภายนอกแล้วแต่เป็นสิ่งที่...เขา...ทำ...เพราะ...เรา...ทำเพราะเราเห็นว่ามันดีเราท-ำว่ามันดีเราทำเพราะว่าเเราเห็นว่าเมื่อเราทำสิ่งนี้แล้วการเป็นนักศึกษาที่ดีควรทำแบบนี้นะการเป็นลูกที่ดีควรจะทำแบบนี้นะการเป็นครูที่ดีเราทำอันนี้เราจะได้เรียกตัวเองได้เต็มปากว่าเราคือครูที่ดีคนหนึ่งนะคะมันป็นเรื่องของภายในตัวเราทั้งนั้นเลยนะคะเพราะฉะนั้นมนุหมุษยนิยมน่ะเขามีทิศทางในการเลือกเป้าหมายของตัวเองอย่างไรนะคะซึ่งมันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องของการต้องการภายในของแต่ละคนมนุษย์ทุกคนต้องการเหมือนก-ันเป็น3เหลี่ยมตรงนี้เขาเรียกว่าความต้องการของmaslowนะความต้องการตรงนี้เราจะเห็นว่ามันจะเหมือนกันหมดเลยไม่ว่าจะเป็นใครหนเาไหนก็ตามนะคะอายุเท่าไรก็ตามก็ตจ้องหารข้างล่างสุดเราจะเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องของphysiologicalneedเรื่องของความต้องการทางกายต่างๆการมีอาหารกินการมีน้ำดื่มการมีอากาศหายใจอย่างนี้ค่ะคือมันจะเป็นสิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิตทำให้เราไม่ตายเราสามารถอยู่รอดได้อันนี้มนุษย์ทุกคนต้องการหมดไม่ว่าจะเป็นคนจนคนรวยผู้ชายผู้หญิงอะไรก็แล้วแต่ต้องการสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมดต้องการอาหารกินต้องการน้ำดื่มต้องการอากาศหายใจเหมือนกันนะคะลำดับที่2ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องของsafetyneeอง(d)ssafetyneedsหมายถึงเรื่องของความที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัยว่าชีวิตเราจะไม่เป็นอันตรายเรามีบ้านอยู่เราอยู่ในสังคมที่ดีเราอยู่ในสังที่ปลอด(คม)ที่ปลอดภัยปราศจากโจรขโมยอย-่างนี้ค่ะหรือการที่เรามีเงินใช้มันก็เป็นเรื่องของsafetyneedsเหมือนกันเพราะว่าถ้าเราไม่มีเงินใช้เราจะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ปลอดภัยล(แ)ล้ะเราจะปลอด(ว)ภถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวกินอะไรอย่างนี้ค่ะไม่มีเงินขึ้นรถเอะไรอย่างนี้เราก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยนะคะดังนั้นมันก็จะเป็นลำดับที่2เมื่อมนุษย์เราเรามีอาหารกินแล้วอย่างไรก็มีกินแหละมีน้ำดื่มอย่างไรเราก็ไม่ตายเรามีอากาศหายใจอย่างไรก็ไม่ตายแหละเ-้ว(รา)ค่อยมานึกถึงความปลอดภัยว่าเออว่ะเรามีบ้านอยู่หรือยังมีที่ซุกหัวนอนหรือยังมีเครื่องนุ่งห่มเครงน(-ื)-่องแต่งกายหรือยังอะไรอย่างนี้ค่ะแล้วก็ค่อยมานึกถึงลำดับที่3เรื่องของsocialneedsก็คือค่อยนึกถึงคนอื่นเอาตัวเองให้รอดก่อนใช่ไหม2ขั้นแรกเป็นเรื่องของตัวเองนะคะขั้นที่3socialneedก็เป็นเรื่องของคนอื่นแล้วเป็นเรื่องของในสังคมละได้รับการยอมรับในสังคมไหมมีความรักที่ดีไหมมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหมมีกลุ่มเพื่อนที่เราสบายใจในการอยู่ด้วยอะไรอย่างนี้ค่ะก็จะเป็นเรื่องของsocialneedsอันดับที่4สูงขึ้นไปสีเขียวก็จะเป็นเรื่องของesteemneedsแล้วesaf(te)et(m)yneedsนี่เป็นการได้รับการยอมรับจากสังคมหมู่มากสิ่งที่เราทำอยู่เราได้เรียนหนังสือได้เรียนเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไหมดีไหมได้เรียนเข้าวิชานี้แล้วเกรดดีไหมทอะไรอย่างนี้ค่ะได้รับรางวัลแข่งขันที่1ที่2ที่3ที่4อย่างนี้ได้การยอมรับจากสังคมทั่วๆไปอันนี้เป็น...เราค่อยมานึกถึงเรื่องของสังคมหมู่มากนะคะแล้วขั้นสุดท้ายขั้นสีน้ำเงินก็คือself-actualizationneedsอันนี้เป็นเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิตว่าจะได้เรียนจบจะได้มีชื่อเสียงจะได้มีการยอม...ไม-่ใช่...การที่เราเรียนจบแล้วเราสามารถดูแลตัวเองสามารถดูแลครอบครัวได้เรามีอาชีพที่มั่นคงแล้วค่อยวางรากฐานต่อไปอะไรอย่างนี้ค่ะเราจะเห็นว่าในสามเหลี่ยมนะมันจะเป็นสามเหลี่ยมแบบพีรมิดใช่ไหมคะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการแบบนี้ทุกคนเลยไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะแล้วไอ้สามเหลี่ยม5ขั้นนี่ค่ะมันจะไปทีละขั้นมันจะไม่มีการข้ามขั้นเพราะว่าเรานึกภาพว่ามันคงไม่มีมนุษย์คนไหนน่ะที-่แม้แต-่ข้าวยังไม่มีกินน้ำดื่มยัง...หาน้ำดื่มสะอาดมาประทังชีวิตไม่ได้เครื่องนุ่งห่มก็ยังไม่มีเขาจะไปนึกถึงเรื่องของการได้มีชื่อเสียงในสังคมไหมเขาคงไม่นึกแล้วตอนนี้เอาปากท้องให้รอดก่อนตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนอย่างนี้ค่ะมันเลยเป็นที่มาว่าทุกคนน่ะต้องการมันกันแล้วไปทีละขั้นเหมือนกันไม่มีใครข้ามขั้นเลยนะคะเพียงแต่ว่าตอนนี้คนแต่ละคนนี่อาจจะอยู่กันคนละขั้นบางคนอาจจะอยู่แค่ขั้น2แค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอแล้วมีเงินใช้แต่ลทุก(ะ)วันก็พอแล้วอันนี้คือชีวิตของเขากับอีกคนหนึ่งเขาอาจจะตอนนี้นึกถึงเรื่องการประสบความสำเร็จมากกว่านี้มีธุรกิจที่ใหญ่โตก็นี้ก็ได-้อย่างนี-้ค่ะเพราะเขาอยู่กันคนละขั้นอย่างนี้แต่ทุกคนมี5ขั้นเหมือนกันทั้งนั้นนะคะซึ่งไอ้5ขั้นตรงนี้ค่ะความต้องการที่เราพูดถึงเหล่านี้มันเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้มนุษย์มีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆเพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น5ขั้นนี้ก็ตามมันเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้นเลยที่ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรตอนนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตให้รอดไม่ตายอยู่ในสังคมที่อบอุ่นปลอดภัยตอนนี้ให้ความสำคัญกับการที่ได้รับการยอมรับในสังคมตอนนมการ(-ี้)ให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเงินใช้ตอนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องของกษ(า)รเรียนต่ออย่างนี้ค่ะมันก็เป็นความต้องการจากตัวเขาเองไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งจูงใจภายนอกอะไรเลยนะคะเพราะฉะนั้นแนวคิดมนุษนิยมกับแนวคิดพฤติกรรมนิยมที่เราพูดไปอันแรกจะคนละขั้วนคะมองกันคนละแบบพฤติกรรมนิยมสิ่งจูงใจภายนอกคนเราทำเพราะเรามีสิ่งจูงใจไงเราถึงทำแต่มนุษนิยมเราทำเพราะเรามีความต้องการของเราเองเราถึงทำอย่างนี้ค่ะคุยกันตั้งนานนะลืมขึ้นอันนี้ที่อธิบายไปแล้วนะคะอันนี้ก็เหมือนกันนะคะเมื่อกี้ไงอิ่มท้องก่อนถึงจะเรียนรู้เรื่องใช่หรือเปล่าครูก็เป็นนะที่ให้หิวข้าวน่ะยังไม่กินข้าวเลยต่อให้มาเรียนอย่างไรมาแค่ตัวน่ะแต่ใจอยู่โรงอาหารแล-้ะ(ว)อย่างี้เพราะฉะนั้นการที่คนเราจะทำสิ่งไหนก็ตามเราต้องอิ่มท้องก่อนเราต้องอยู่รอดก่อนเราถึงจะมีสมาธิทำสิ่งอื่นอย่างนี้ค่ะทุกคนเป็นเหมือนกันนะคะอันนี้คือneedsที่เราพูดถึงนะต่อไปเป็นแนวคิดการรู้คิดนะคะการรู้คิดนะคะก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่พูดถึงก็มาจ(ว่)ากแรงจูงใจนี่มันก็มาจากแรงจูงใจภายในเหมือนกันนะเหมือนมนุษยนิยมเมื่อกี้แต่เป็นแรงจูงใจที่มาจากการที่เราคิดแล้วคิดไตร่ตรองแล้วว่าเราจะทำสิ่งนี้มันดีหรือเปล่านะทำแล้วมันเกิดผลกระทบอย่างไรนะทำแล้วมันจะดีกับชีวิตเราอย่างไรนะนี่เขาเรียกว่า"การอนุมานสาเหตุ"เราทำจะสำเร็จจะสำเร็จหรือจะล้มเหลวอย่างนี้ค่ะนี่คือการที่เราคิดวางแผนคิดด้วยการ...ด้วยการไตร่ตรองด้วยตัวของเราเองว่าจะทำดีหรือเราไม่ทำดีนะทำแล้วมันจะสำเร็จไหมทำแล้วมันจะล้มเหลวถ้ามันจะล้มเหลวนี่มันจะล้มเหลวเพราะอะไรได้บ้างแล้วทำอย่างไรจะไมล้มเหลวทำอย่างไรจะสำเร็จได้อย่างนี้ค่ะผ่านการคิดหมดเลยนะคะฉะนั้นมันก็เลยคนละมุมกับมนุษนิยมเมื่อกี้ที่มนุษนิยมพูดถึงการคิดพูดถึงการที่เราขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตต่อไปแต่การรู้คิดนี่พูดถึงการที่ทุกคนมีความคิดของตัวเองนะแล้วความคิดนี่เราคิดในการไตร่ตรองในการใช้วิจารณญาณของเราในการที่เราจะวางแผนต่อว่าจะทำอะไรดีให้มันเวิร์กให้มันสำเร็จจะทำอย่างไรดีให้มันไม-่ล้มเหลวอย่างนี้ค่ะเพราะฉะนั้นแนวคิดของการรู้คิดนี่ค่ะเขาจะเน้นความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายว่าเราจะทำอะไรแล้วทำอย่างไรก็คือการวางแผนนะคือทำอย่างไรให้มันไปได้ตามเป้าหมายนั้นนะคะแล้วก้ค่อยมุ่งไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ก็เหมือนที่เราปาเป้าใช่เปล่ายิงธนูนี่เราเห็นแล้วเป้าหมายของเราคืออะไรเราจะพุ่งตรงไปแบบไหนบ้างอย่(-ัน)างนี้คือการรู้คิดของแต่ละคนนะคะทีนี้มันก็จะมีแบบสอบถามต่างๆแหละอันนี้เราหาในอินเทอร์เน็ตได้เลยนะคะถ้าเราจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะตรวจสอตัวเองหรือจะใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะใช้ในการเรียนการสอขอนรู้จักรักเรียนของเราเราก็จะได้วางแผนได้อย่างนี้ค่ะมันก็จะมีเรื่องของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ก็เป็นแรงจูงใจที่เราอยากจะสำเร็จนั่นแหละนะคะคนแต่ละคนก็จะมีแรงจูงใจที่อยากจะสำเร็จในเรื่องของการเรียนแตกต่างกันบางคนมีมากบางคนมีน้อยอย่างนี้ค่ะมันก็จะมีแบบทดสอบให้นะเดี๋ยวครูจะเอาแบบทดสอบมาให้ดูนะคะเดี๋ยวขอไปเนื้อหานี้ให้จบก่อนนะคะอันนี้คือลักษณะคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงเขาจะมีลักษณะอย่างนี้มีความรับผิดชอบมีการวางมาตรฐานของตัวเองต้องทำอันนี้ถึงจะดีนะคะมีการทำงานอย่างมีเป้าหมายมีวัตถุประสงค์คือไม่ทำส่งๆไม่ทำไปเรื่อยทำเพราะว่าเรามีวัตถุประสงค์ที่อยากจะทำเพราะอะไรมีความพยายามมีความอดทนมีการวางแผนระยะยาววางแผนระยะยาวคือไม่ใช่ทำให้มันเสร็จวันนี้แต่คือการมองทางกว้างนะมองทางไกลอีก1ปีข้างหน้าจะอย่างไรอีก3ปีข้างหน้าจะอย่างไรอีก5ปีจะอย่างไรนะคะอย่างนี้ค-่ะเพื่อให้เรามีทิศทางนะคะที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะเป็นคนที่ชอบแข่งขันมีความทะเยอทะยานสูงสูงมีความมุมานะในตัวเองสูงมีการที่ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลานะคะสิ่งเหล่านี้มันคือลักษณะของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงคือแรงจูงใจที่อยากจะทำอะไรสำเร็จเพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นลักษณะของคนที่ทำอะไรได้สำเร็จตามที่ตัวเองตั้งใจเขาจะมีลักษณะแบบนี้นี่ค่ะเพราะฉะนั้นแบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึงแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงที่พูดถึงมันจะช่วยทำให้เราเห็นตัวเองว่าแล้วเราล่ะเรามีแรงจูงใจมากน้อยแค่ไหนถ้ามันมีน้อยเกินไปแบบที่บอกว่าเป็นหางเสือมีน้อยเกินไปไอ้เรือของเรานี่มันก็คจะ(ง)ใช้เวลาจนานมากเลยน่ะจะแล่นไปถึงเป้าหมายเราควรจะปรับตัวเองอย่างไรเราควรจะทำตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไรเราควรจะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ให้มากขึ้นเพื่อที่ว่าไอ้เรือลำนั้นของเรานี่มันจะได้ใช้เวลาน้อยลงเ(ใ)นกพื-่อ(าร)ที่จะไปสู่เป้าหมายแทนที่จะใช้เวลา5ปีค่อยย่นระยะเวลาเป็น4ปีได้ไหมอะไรไอย่างนี้ค่ะมันก็จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้ดีมากขึ้นนะคะถ้าเรามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงนะคะต่อไปเป็นแนแวคิดทางสังคมแนวคิดทางสังคมนี่ก็คือให้ความสำคัญในเรื่องของสังคมก็คือการมีปฎ(ฏ)-ิสัมพันธ-์กับคนอื่นในการที่เราต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นนี่แหละแสดงว่าไอ้แรงจูงใจที่เรามีนี่ค่ะมันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่นเกี่ยวเนื่องกับการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเราจะทำหรือเราจะไม่ทำอะไรนี่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำแล้วคนอื่นเขาจะว่าอย่างไรเราทำแล้วคนอื่นเขาจะดีใจกับเราไหมเราทำแล้วพ่อแม่จะภูมิใจไหมเราทำแล้วแฟนเราจะเห็นด้วยไหมอย่างนี้ค่ะแสดงว่าแนวคิดทางสังคมนี่มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราแล้วเกี่ยวกับคนอื่นเกี่ยวกับ...ไม่ใช่สิ่งอื่นนะเกี่ยวกับคนอื่นเกี่ยวกับคนในชีวิตเราที่เราให้ความสำคัญกับพ่อแม่กับพี่น้องกับอาจารย์กับเพื่อนกับแฟนกับเพื่อนสนิทอะไรอย่างนี้ค่ะคนเหล่านี้ค่ะจะมีผลมีส่วนสำคัญมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราตัดสินใจทำพฤติกรรมอะไรก็ตามนะคะแนวคิดทางสังคมเขาก็ให้ความสำคัญเรื่องของแรงจูงใจเหมือนกันแต่เรียกว่า"แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์"เป็นเรื่องที่เราอยากจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่นเป็น...ให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเราที่เขาจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เราทำอย่างนี้ค่ะเขาเรียกว่า"แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์"นะคะเพราะฉะนั้นอันนี้จะแสรุดง(ป)ให้เห็นว่า4แนวคิดที่เราพูดถึงนี่เขาให้ความสำคัญแตกต่างกันพฤติกรรมนิยมให้เรื่องของอิทธิพลภายนอกเป็นสิ่งสำคัญก็คือเรื่องขเป-็น(อง)สิ่งเร้าหรือตัวล่อนะคะมนุษยนิยมให้ความสำคัญในเรื่องความงอกงามของตัวเองเราทำเพราะเราต้องการ...ต้องการเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวของเราเองแต่ความรู้คิดให้ความสำคัญเรื่องของการคิดการวางแผนเป้าหมายการวางแผนในชีวิตเราทำเพราะเรามีเป้าหมายของเราเองเราวางแผนแบบนี้เราก็เลยทำแบบนี้อย่างนี้นะคะส่วนสังคมนี่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสัมพันธภาพของคนอื่นคนอื่นในที่นี้คือคนที่มีความหมายของเราน่ะณเวลานั้นอาจจะเป็นพ่อแม่ณเวลาหนึ่งอีกเวลาหนึ่งอาจจะเป็นเพื่อนณตอนนี้อาจจะเป็นคุณครูตอนนี้เป็นแฟนอย่างนี้ค่ะขึ้นอยู่กับว่าใครมีความสำคัญกับชีวิตเขาเขาก็เลยอยากสร้างสัมพันธภาพกับคนที่ดีอย่านั-้(ง)นใ(-ี)ห-้ค่ด-ี(ะ)ทำให้คนนั้นเขาพอใจทำเพราะว่าให้คนนั้นเขาเห็นด้วยในสิ่งที่เราจะทำอย่างนี้ค่ะ4แนวคิดคนละแบบเลยนะคะหัวข้อที่2ก็คือเรื่องของกระบวนการที่จะไปสู่ความสำเร็จนั้นได้นะคะก็คือว่ามันมีอยู่2งานต้องพูดถึงเรื่องของแรงจูงใจก่อนนะมันจะมีแรงจูงใจภายในกับแรงจูงใจภายนอกเมื่อกี้ได้พูดถึงไปแล้วบาวงส่วนนะคะแรงจูงใจภายในก็มาจากตัวเองน่ะต้องการอะไรมีความอยากรู้อยากเห็นอะไรมีความสนใจในเรื่องไหนเราก็ทำเพราะไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเกี่ยวกับตัวเราล้วนๆเลยแต่แรงการจูงใจภายนอกก็คือเกิดจากข้างนอกมากระตุ้นเกิดจากสิ่งเร้ามใช่(าก)หร-ื(ะ)ตุอเปล(-้น)-่าเกิดจากตัวล่อที่มากระตุ้นหรืออาจจะเกิดจากบุคคลอื่นที่มีกระตุ้นอย่างนี้ก็ได้อย่างนี้ค่ะเขาเรียกว่า"แรงจูงใจภายนอก"ฉะนั้นในฐานะของครูแรงจูงใจภายนอกของเราที่เราจะกระตุ้นให้กับลูกศิษย์ได้มันก็เป็นเรื่องของบุคลิกภาพนะที่เด็กเห็นใช่ไหมคุณครูคนนี้เป็นคนที่ใจดีครูคนนี้เป็นคนที่สวยครูคนนี้เป็นคนที่เราเล่นด้วยได้อะไรอย่างนี้ค่ะเป็นบุคคลิกภาพของครูที่ส่งผลกับสิ่งที่เขาจะทำที(ใช)-่ไหมส่งผลกับการเรียนรู้ที่ดีของเด็กเกิดความประทับใจเกิดความอยากจะเรียนกับคุณครูอย่างนี้ค่ะอาจจะเป็นเรื่องของความสำเร็จของการทำงานก็ได้เด็กทำแล้วก็ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นเด็กทำแล้น(ว)ได้รับคำชมได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมห้องได้รับการยอมรับอย่างนี้ค่ะมันก็จะเป็นแรงจูงใจภายนอกกระตุ้นให้เขาทำได้นะคะอันเมื่อกี้พูดถึงแรงจูงใจภายนอกแรงจูงใจที่เราพูดถึงนะคะสรุปแล้วถ้าเป็นเรื่องของแนวคิดเมื่อกี้ใช่หรือเปล่าถ้าเป็นเรื่องแรงจูงใจภายในก็เป็นเรื่องของมนุษยนิยมกับการรู้คิดท(ล)-ั-้ง(ว)น-ั(ๆ)-้นเลยนะคะภายนอกก็เป็นเรื่องของอิทธิพลของรางวัลการลงโทษก็เป็นพฤติกรรมนิยมอย่างนี้ค่ะเพราะฉะนั้นสิ่งที่จะกระตุ้นแรงจูงใจภายในได้นะคะก็คือ1.ตัดสินใจแล้วก็เลือกด้วยตัวเองแสดงว่าผู้เรียนนี่จะมีโอกาสในการเลือกมากกว่าถูกควบคุมถูกเปล่ามันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเร้าภายนอกแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการจูงใจภายนอกอะไรแล-้ะ(ว)ตัวเขาเองน่ะเขารู้ว่าเขามีโอกาสที่จะเลือกเขาทำทำอะไรได้ทำอะไรไม่ได้อันนี้เขามันต้องเกิดจากตัวเขาเองแต่ไม่ได้เกิดจากการที่ถูกบังคับถูกควบคุมให้ทำหรือสั่งให้ทำอย่างนี้ค่ะส่วนที่2คือประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นแปลว่าอะไรนะประสบการณ์ที่ดีและความไหลลื่นในที่นี้แปลว่าทำแล้วเขาสนุกทำแล้วดเขามีความสุขวาดรูปนี่วาดรูปแล้วมีความสุขมากเลยฟังเพลงแล้วโอ๊ยhappyมีการนึกถึงสิ่งต่างๆเกิดกำลังใจรู้สึกหึกเหิมอย่างนี้ค่ะอันนี้เขาเรียกว่า"ความไหลลื่น"ฉะนั้นอะไรทำแล้วมันมีความไหลลื่นที่ดีหมายถึงทำแล้วสนุกทำแล้วมีความสุขทำแล้วเกิดกำลังใจทำให้เกิดประสบการณ์มากขึ้นอะไรอย่างนี้ค่ะเขาก็จะทำเพราะเขารู้สึกดีอันนี้คือความลื่นไหลนะคะอันที่3คือความสนใจทำแล้วเรารู้สึกสนใจสนใจแล้วทีนี้ทำแล้วมันมีสมาธิน่ะทำแล้วมันรู้สึกตัวเองสงบทำแล้วมันไม่ต้องวุ่นวายกับคนภายนอกอย่างนี้ค่ะเราก็จะทำต่ออันที่4คือการรู้คิดและการับผิดชอบต่อตัวเองหมายถึงว่าเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้แล้วน่ะมันจะมีผลดีกับชีวิตเรลย(า)อย่างไรถ้าเราอ่านหนังสือแล้วมันจะทำให้เราฉลาดขึ้นอย่างนี้ตั้งใจทำงานมันจะทำให้เรามีมีคะแนนมากๆอย-่า-่งนี้ค่ะมันเกิดจากการรู้คิดแล้วเรารับผิดชอบกับสิ่งที่เราทำนะคะทำให้เรามีความพยายามทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้นนะคะ4อันนี้มันยก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจภายในที่เกิดจากกที่เกิดจากตัวเราเองนะคะอันนี้จะเป็นความไหลลื่นที่พูดถึงเมื่อกี้นะคะทำแล้วนุกก็จะทำต่อทำแล้วน่าเบื่อเราก็ไม่ทำใช่ไหมคะทำแล้วมันไม่น่าสนใจเราก็เลิกทำแล้วยิ่งทำแล้วทำแล้วเราวิตกกังวลมากกว่าเดิมเราก็จะไม่ทำค่ะฉะนั้นตรงนี้ถ้าแยกก็คือว่าถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นน-่ะมันมีความท้าทายท้าทายให้เราทำแล้วเราก็รับรู้ว่าเราก็มีความสามารถนะเราก็เก่งพอที่จะทำได้เหมือนกันเราก็รู้สึกท้าทายแล้วอยากจะลองทำดูสิอยากจะลงมือทำดูสิแต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ค่อนท้าทายอย่างเช่นเราเคยเรียนมาแล้วน่ะ1+1=2น่ะโตป่านี้ใครก็ต้องรู้สินะ1+1=2เท่ากับ22+2เ(=)ท่ากับ4มันไม่ท้าทายสำหรับเราแล้วน่ะมันเบเบมันง่ายเกินไปอย่างนี้ค่ะมันก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความน่าเบื่อก็ฉันรู้แล้วน่ะฉันเคยดูมาแล้วน่ะฉันเคยเห็นมาแล้วมันก็จะน่าเบื่ออย่างนี้ค่ะแต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นก็มีความท้าทายต่ำนะแต่ผู้เรียนเขาก็ไม่ได้มีความเก่งมากพอเขาก็มีทักษะต่ำเหมือนกันอย่างนี้ค่ะมันก็จะยิ่งทำให้ตัวเขานไง(-ี่)ตัวเขามีทักษะที่ต่ำใช่หรือเปล่าแต่ให้มันท้าทายหรือไม่ท้าทายก็ตามเพราะฉะนั้นต่อให้มันมีความท้าทายหรือไม่ท้าทายก็ตามถ้าฉันไม่สนใจอยู่แล้วแต่ถ้าเกิดว่าสิ่งนั้นมีความท้าทายสูงแต่ว่าคนที่ทำน่ะมีทักษะต่ำคือไม่เก่า(ง)น่ะไม่รู้สิ่งนั้นอย่างนี้ก็จะเกิดความเครียดเกิดความวิตกกังวลอย่างเช่นว่าจะให้ไปสอนเรื่องแคลคูลัสอย่างนี้มันท้าทายมากเลยนะแคลคูลัสมันยากกว่าเราไม่เคยเรียนแคลคูลัสมาก่อนเลยฉันเรียนแล้วยังไม่เข้าใจเลยน่ะเรียนมา5รอบแล้วยังไม่เข้าใจเลยจะไปสอนคนอื่นได้ไงนะเกิดความวิตกกังวลแล้วว่าจะไปสอนได้ไหมน่ะเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไหมน่ะนี่คือความวิตกกังวลนะคะเพราะฉะนั้นความไหลลื่นที่พูดถึงนี่มันก็จะมีความไหลลื่นที่ไปฉิ-่วเลยคว(อย)ากทม(-ำ)สนุกที่จกแล้ว(ะทำ)มันท้าทายมันน่าเล่นน่ะมันน่าตื่นเต้นนะอย่างนี้ค่ะความไหลลื่นความไหลลื่นที่มากขึ้นใช่ไหมคะแต่ถ้าเกิดว่ามีความน่าเบื่อมีความไม่สนใจที่จะทำมีความวิตกกังวลนี-่แสดงว่าความไหลลื-่นมันก็มีน้อยอย่างนี้ค่ะมันก็เป็นส่วนที่ทำให้คนเกิดแรงจูงใจในการทที่จะทำหรือไม่ทำในการเรียนนะคะอันนี้นะอันนี้เราพูดถึงไปแล้วนะคะว่าถ้าเราสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษเราสนใจเรื่องนั้นมากๆอยากจะทำมากๆอย่าวงนี้เราก็จะมีความตั้งใจใส่ใจทำอยู่แล้วต่อให้เราไม่เคยทำก็ตามต่อให้มันยากก็ตามต่อให้มันเป็นสิ่งใหม่ก็ตามม-ันน่าสนใจน่ะมันพิเศษสำหรับเราน่ะถ้าเราทำได้เราจะเจ๋งมากเลยนี่ค่ะมันก็ทำให้เราใส่ใจที่จะลงมือทำใส่ใจที่จะ...ที่จะตัดสินใจที่จะตั้งใจทำมันนะคะอันนี้มันเรียกว่า"ความรับผิดชอบต่อตัวเอง"นะคะทีนี้โรงเรียนน่ะค่ะมักจะใช้แรงจูงใจภายนอกเป็นตัวสำคัญในการเสริมแรงเราจะเห็นนะในยุคหลังๆนี่จะเยอะมากเลยนะว่าใครที่สอบติดแพทย์มีป้ายติดหน้าโรงเรียนเลยเด็กชายตะวันเด็กชายตะวันฉายได้สอบติดแพทย์อย่างนี้ค่ะขึ้นเลยนะคะชื่ออะไรหน้าตาแบบนี้เร-ีย-ื่อ(น)งจบชั้นไหนอย่างนี้ค่ะอันนี้คือแรงจูงใจภายนอกที่มันจะทำให้...ถามว่ามีข้อดีไหมมันก็มีข้อดีตรงที่ว่ามันเป็นการเสริมแรงใช่ไหมคะเขาก็รู้สึกว่าภาคภูมิใจได้รับการชื่นชมอย่างนี้ค่ะแต่ข้อเสียมันก็อาจเกิดขึ้นได้ว่ามันเกิดการเปรียบเทียบแล้วถ้าเราไม่ได้สอบติดแพทย์น่ะเราสอบติดครุศาสตร์หรือน(ว)ะคนเรียนแพทย์เท่านั้นเหรอถึงจะได้ขึ้นป้ายหน้าโรงเรียนเราสอบติดคุรุศาสตร์มหาวิทยาลัย-ีราชภ-ัฏไม่ได้รับการชื่นชมเหรอวะมันจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้นะคะเพราะฉะนั้นการทำแบบนี้ค่ะมันเลยเป็นสิ่งที่ต้องระวังเหมือนกันการที่เราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่งแม้แต่ในห้องเรียนเราก็ตามเก่งมากเลยตอบคำถามถูกด้วยอะไรอย่างนี้แล้วคนอื่นที่เขาตอบไม่ถูกล่ะไม่เก่งเหรอเกิดการเปรียบเทียบแล้วเขาก็รู้สึกว่าน้อยเนื้อต่ำใจแล้วเราไม่เก่งพอก่อหน้าถามว่า5คนไม่มีใครตอบได้เลยพอถามคนที่6คนที่6ตอบได้โอ้ปรบมือให้คนที่6หน่อยอ้าวแล้ว5คนก่อนหน้าก่อนหน้าน-ั้นล่ะไม่ได้รับการชื่นชมไม่ได้รับการขอบคุณไม่ได้รับการเห็นว่าเขาพยายามแล้วมันก็ส่งผลต่อความรู้สึกเขาได้เหมือนกันนะคะเพราะฉะนั้นเรื่องของแรงจูงใจภายนอกถ้าเราจะใช้นี่ให้นึกถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นด้วยนะคะเหมห-ือนกันเหมือนที่เมื่อกี้ในรูปมีแครร-์อตใช่ไหมมีแครร-์อตห้อยอยู่ใช่ไหมเราก็ต้องวิ่งตามวิ่งตามวิ่งตามแคร-์รอตเพราะเราอยากจะได้เงินก้อนนั้นอย่างนี้ถ้าเกิดว่าไอ้คนที่มันวิ่งตามวิ่งตามทำเพื่อจะได้แคร์รอตทำเพื่อจะให้ได้เงินที่เราต้องการแล้วไอ้คนที่เหลือที่มันวิ่งตามไม่ทันน่ะมันก็จะเกิดผลเสียต่อคนที่เหลือได้อย่างนี้ค่ะมันก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่จะนึกถถ-ุ(-ึ)งได้เหมือนกันนะคะเพราะฉะนั้นในห้องเรียนของเรานะคะคุณครูสามารถลดผลกระทบได้ไหมลดได้ก็คือว่าพยายามลดการแข่งขันเพื่อให้มากที่สุดนะคะต่อให้เขาตอบไม่ได้เราก็ชมเขาไม่ใช่ชมแบบไม่จริงใจนะแต่เราชมในสิ่งที่เขาพยายามทำเพราะฉะนั้นการให้รางวัลการเสริมแรงอย่างนี่ค่ะคือเราไม่ได้ให้รางวัลหรือเสริมแรงในสิ่งที่เขาทำให้ได้แต่เราให้รางวัลให้การเสริมแรงในสิ่งที่เขาตั้งใจทำในสิ่งที่เขาพยายามทำแม้เขาจะทำได้ไม่ดีก็ตามอันนี้คือข้อดีที่เขากำลังโชว์ให้เห็นว่าเขาพยายามแล้วเขาได้ตั้งใจแล้วเพียงแต่ทำไม่ได้แค่นั้นเองนี่เพราะฉะนั้นการลดการแข่งขันการสร้างความเป็นกันเองฝ(ใ)นห้องเรียนนี่ค่ะเป็นสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราจะสอนเขาด้วยซ้ำนะคะถ้าเกิดว่าบรรยากาศถ้าพูดถึงบรนน(ร)ยากาศนะมันยังไม่มีความเป็นกันเองมันยังมีการแข่งขันมีการเปรียบเทียบแต่ให้สิ่งที่เราสอนมาดีแค่ไหนก็ตามอต่ให้เนื้อหาที่เราสอนเราเตรียมมาดีแค่ไหนก็ตามมันเจ๋งแค่ไหนก็ตามนักเรียนก็จะไม่รับแล้วเพราะรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่มันไม่โอเคครูคนนี้มีพฤติกรรมที่2มาตรฐานอย่างนี้น่ะค่ะมันก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้นะคะพูดถึงเมื่อกี้นะพูดถึงการรู้คิดใช่ไหมคะที่คนเราจะมีความสามารถในการคิดเองคือเรียก...มีการคิดถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นเรที่ได้เกิดขึ้นนะคะเร-ียกว่า"การอนุมานสาเหตุ"นะคะก็คือการมุ่งหาสาเหตุของ...ของสิ่งนั้นอันนี้มันบังแย้งไม่ได้การมุ่งหาสาเหตุของสิ่งที่เราจะทำนะคะว่าเราทำแล้วเพราะอะไรทำแล้วมันจะเกิดผลกระทบอย่าะ(ง)ไรอันนี้เขาเรียกว่า"การอนุมานสาเหตุ"ที่มันจะเกิดขึ้นท(")นะ-ี่มันจะเกิดขึ้นนะคะอันนี้คำถามง่ายๆนะไม่ถามพวด(ก)เราแล้วอันนี้คือการอนุมานสาเหตุคำถามคือนี่ผ่านไปเราได้คะแนนน้อยเพราะอะไรนะไม่ต้องตอบนะทุกคนตอบตัวเองไม่ได้ต้องครูเราได้คะแนนmidtermสอบไปได้น้อยเพราะอะไรอ่านหนังสือไม่พอหรือไม่ได้อ่านหรือไปนั่งเดาในห้องสอบหรือทำไม่ท-ันเวลาม-ันน-้อยหรืออะไรอย่างนี้อันนี้คือการอนุมานสาเหตุคือหาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไรพอเราหาสาเหตุได้แล้วนี่ค่ะเราก็จะได้รู้ว่าเราจะควบคุมจัดการมันอย่างไรให้มันดีขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะอันนี้คือการอนุมานสาเหตุนะถ้าเกิดว่าเราตีเป็นตารางอย่างนี้คาง(-่)ะการอนุมานสสาเหตอาจารย์รู้ว่าสาเหตุตรงนั้นน่ะมันอยู่ที่ภายนอกภายในล่ะที่มันทำให้เราได้คะแนนน้อยสอบได้ไม่ดีแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไหมหรือเราจะยังทำเหมือนเดิมต่อไปก็คือแล้วเราจะควบคุมจัดการมันได้ไหมเราจะควบคุมและจัดการมันอย่างไรเราจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้นอย่างนี้ค่ะอันนี้เรียกว่า"การอนุมานสาเหตุ"นะคะเพราะฉะนั้นงานชิ้นแรกที่ครูจะโพสต์ไว้ในclassroomให้กับเรานะก็คือเรื่องนี้เลยค่ะชวนให้เราไปอนุมานสาเหตุของตัวเองว่าคะแนนmidtermของเราได้น้อยเพราะอะไรอันนี้คือคำถามโจทย์คะแนนmidtermได้น้อยเพราะอะไรครูจะให้เราอนุมานสาเหตุของตัวเองโดยการตีตารางแบบนี้3ช่องนะะคะดูสิว่าสาเหตุที่พูดถึงนี่มันอยู่ภายในหรือภายนอกภายนอกมันเกิดจากสิ่งอื่นตัวเราเองคืออะไรถ้าเป็นเกิดจากสิ่งอื่นเกิดจากอะไรอย่างนี้ค่ะช่องที่2คือเราจะทำเหมือนเดิมไหมหรือเราจะเปลี่ยนแปลงช่องที่3คือแล้วเราจะควบคุมจัดการอย่างไรจะควบคุมจัดการได้ไหมเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเราจะทำวิธีไหนเพื่อให้มันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างนี้ค่ะนี่คือโจทย์นะคะเพราะฉะนั้นการที่เราอนุมานสาเหตุนี่ค่ะมันก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถรับรู้ความสามารถของตัวเองได้ว่าเรามีความสามารถมากน้อยแค่ไหนเออถ้าเราเห็นว่าเออว่ะจริงไ(ๆ)มันเกิดจากสาเหตุตัวเอราเองที่อ-่านหนังสือมาไม่ดีพอสมมตินะจริงๆเรามีสามารถมากกว่านั้นนะที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นอันนี้คือการรับรู้ความสามารถของตัวเองว่าเรามีมากหรือมีน้อยในการทำสิ่งนั้นนะคะฉันทำได้ฉันทำไม่ได้อย่างนี้ค่ะคือเรื่องของการรับรู้ความสามารถของตัวเองนะคะต่อไปคือการตั้งเป้าหมายอันนี้คือการรู้คิดแล้วนะการรู้คิดที่เราพูดถึงนะคะการตั้งเป้าหมายการวางแผนและการควบคุมตัวเองนะคะการที่เราตั้งเป้าหมายนะคะว่าเราจะทำอะไรก็ตามนี่เราควรจะตั้งเป้าหมายให้มันเฉพาะเจาะจงให้มันชัดเจนไปเลยว่าเราจะมุ่งไปไหนแล้วการตั้งเป้าหมายที่ดีก็คือว่าในกคว(า)รจะวางแผนนั้นน่ะควรจะวางแผนในระยะใกล้ๆก่อนนะคะเพื่อที่มันจะได้เป็นจริงน่ะไม่ใช่ว่าหนูอยากจะเรียนได้เกรดaสมมติวิชานี้นะหนูอยากจะเรียนได้เกรดaอย่างนี้น่ะแต่หนูวางแผนว่าเดี๋ยวอีก2ปีเราจะทำอะไรอย่างอีก2ปีค่อยมาลงเรียนใหม่อีก2ปีค่อยตมาล(-ั้)งใจเรียนอีกทีหนึ่งอย่างนี้อันนี้มันไกลไปฉะนั้นเราอยากได้เกรดaวิชานี้ระยะของเราก็มีครึ่งเทอมที่เหลือว่าเราจะทำอะไรบ้างอันนี้คือการที่มีระยะเวลาที่ใกล้ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราวางแผนสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้นะคะฉะนั้นข้อที่2ไอ้เมื่อกี้ข้อแรง(ก)อันนี้ข้อที่2ก็คือว่าอยากจะให้เรามาตั้งเป้าหมายในชีวิตของเราซึ่งในระยะ...ในระยะ1ปีนี้แล้วกันในระยะ...ไม่ใช่1ปีในระยะที่เหลือก่อนสิ้นปีก่อนถึงธันวาคมนี่ค่ะเรามีเป้าหมายในชีวิตเราอะไรเอาแค่อย่างเดียวก็พอนะคะหลักsmartที่พูดถึงนี่ค่ะs-m-a-r-tsแรกก็คือมันจะต้องspecificก็คือเป้าหมายนั้นต้องมีความเฉพาะเจาะจงว่าอะไรคืออะไรให้มันชัดเจนไปเลยอย่างเมื่อกี้ที่ครูพูดวิชานี-้จะต้องได-้aนี่คือการเฉพาะเจาะจงใช่ไหมคะจิตวิทยาสำหรับครูเราจะต้องเอาaให้ได้อันนี้คือเจาะจงคืออะไรไม่ใช่พูดกว้างๆนะคะmก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า...ว่าเราสำเร็จแล้วอยากจะได้เกรดaวิชานี้เราจะรู้ได้อย่างไรรู้จากคะแนนเกรดaคือ80ขึ้นไปอย่างนี้ค่ะสามารถวัดได้75คือb+70คือbอันน-ี้-ี้คืเกณฑ์ที่เขามีสามารถวัดได้จากคะแนนที่เรามีคะแนนเก็บเรามีเท่าไรเราขาดอีกเท่าไรอย่างนี้ค่ะคือสามารถวัดได้aคือaคือมันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ไหมสามารถบรรลุได้ไหมอย่างนี้ค่ะrคือrealisticอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงแสดงว่าถ้าการที่เราจะมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งนี่มันต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นความฝันเฟื่องฝันกลางวันไกลจากชีวิตเราอย่างนี้ค่ะอยากจะเป็นเศรษฐีอย่างนี้แสดงว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงแล้วว่าตอนนี้เราเป็นนักศึกษาชั้นปีที่2แต่ตอนนี้เราไปนึกฝันว่าเราอยากจะถูกรางวัลที่1แล้วเป็นเศรษฐีถูก30ล้านอย่างนี้ไมไ่ด้อยู่บนควงามเป็นจริงแล้วtสุดท้ายtก็คือtimelyอยู่ในระยะเวลาที่มันเป็นจริงเกิดขึ้นได้อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่าเป็นระยะเวลาที่อยู่ในช่วงเวลานั้นไม่ใช่ว่าวางแผนอีก5ปีข้างหน้าว่าฉันจะได้เกรดaวิชานี้มันไม่สอดคล้องกันแล้วนะคะฉะนั้นข้อที่2ที่ครูจะให้ทำก็คือว่าอยากจะให้เว(ร)าตั้งเป้าหมแผน(าย)ในชีวิตเราสัก1เรื่องโดยใช้หลักsmartนี่ล่ะในการตั้งเป้าหมายนั้นดูสิว่าเป้าหมาายที่เรานั้นน่ะค่ะใน1ก่อนถึงสิ้นปีนี้มันอยู่ในเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันspecificไหมมันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงไหมมันสามารถวัดได้ไหมอย่างนี้นะคะทีนี้ก็เป็นเรื่องของแนวคิดสังคมใช่ไหมที่เราพูดถึงว่าสัมพันธภาพของคนที่อยู่ในชีวิตเรานี่มันส่งผลนะตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของมนุษย์คนนั้นนะคะเพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นใครเป็นคนสำคัญในชีวิตเขาใช่ไหมคะพ่อแม่ใช่หรือเปล่าหรือแม้แต่การเลี้ยงดูกลุ่มเพื่อนครูครูก็เป็นคนสำคัญในชีวิตเขาอย่างที่เราคุยกับไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าตัวครูเองนี่ค่ะมีแรงจูงใจภายนอกให้กับนักเรียนได้มีบุคลิกภาพแบบไหนแต่งกายแบบไหนมีการพูดจาแบบไหนมีการวางตัวแบบไหนอย่างนี้ค่ะถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้เรากระทำอย่างดีเราเป็นตัวแบบที่ดีแล้วนี่เร(ข)าก็จะเต็มใจที่จะเรียนรู้กับเราเต็มใจที่จะเข้าเรียนกับคุณครูรัตนนาพรเพราะเรียนกับครูรัตนาพรแล้วเข้าใจครูรัตนาภรณ์ไม่ดุด่าเราเข้าใจเหต-ุ-ุอย่างไร้เหตุผลอย่างนี้ค่ะครูรัตนาพรสอนเข้าใจง่ายอย่างนี้ค่ะเป็นบุคคลิกภาพที่เราแสดงออกที่เราเป็นเพื่อให้เขารับรู้ว่าให้เชื่อมโยงสิ่งที่เขาจะเรียนอย่างนี้ค่ะเป็นเรื่องของสัมพันธภาพนะคะหมดแล้วเนื้อหาสรุปแล้วการบ้านที่ครูจะให้ทำนะมีอยู่2อันใช่ไหมคะมีการตั้งเป้าหมายของเรานะคะโดยใช้หลักsmartเป้าหมายแค่1เรื่องนะคะอันที่2ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราจะอนุมานสาเหตุของเราด้วยโจทย์ที่ว่าคะแนนmidtermได้น้อยเพราะอะไรนะคะในonlineมีคำถามอะไรไหมหรือนักศึกษามีคำถามอะไรไหม(นักศึกษาชาย)อาจารย์จะส่งงานลงlineอีกทีไหมครับ(อาจารย์)ค่ะอีกแป๊บหนึ่งนะคะเดี๋ยวขอเพิ่มเสียงก่อน(นักศึกษาชาย)อาจารย์จะส่งงานลงlineอีกทีไหมครับอาจารญ(ย)-์จะส่งงาน...(อาจารย์)ครับครูเพิ่มแล้วขออีกทีหนึ่ง(นักศึกษาชาย)อาจาร์ยจะส่งงานลงlineอีกทีไหมครับกลัวผมลืมน่ะครับ(อาจารย์)ค่ะเดี๋ยวครูจะโพสต์โจทย์ลงให้ในclassroomทั้ง2ข้ออีกทีหนึ่งว่าคืออะไรและทำอะไรบ้างนะคะ(นักศึกษาชาย)ก็คืองานทั้งหมดที่อาจารย์จะสั่งคือในclassroomทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ(อาจารย์)ใช่ค่ะใช่แม้แต่ตัวpowerpointก็โพสต์นะคะส่งไปให้แล้ว(นักศึกษาชาย)จนจบเทอมใช่ไหมครับ(อาจารย์)คะ(นักศึกษาชาย)จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ(อาจารย์)คะ(นักศึกษาชาย)จนจบเทอมเลยใช่ไหมครับ(อาจารย์)อ๋อจนจบเทอมเลยไหมใช่ไหมเพราะclassroomที่ให้เราเข้าก็คือเป็นช่องทางสำหรับการส่งงานครูจะไม่รับการส่งงานจากช่องทางอื่นไม่รับทางlineไม่รับทางอีเมลนะให้ส่งทางนี้เท่านั้นนะคะ(นักศึกษาชาย)ครับ(อาจารย์)ค่ะเดี๋ยวไปปักหมุดไว้ในlineอีกทีหนึ่งนะลิงกฎ(-์)ของการเข้าclassroomนะคะใครยังไม่ได้เข้าให้เข้านะเพราะงานทุกชิ้นต่อจากนี้จะส่งclassroomหมดเลยจ๊ะมีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะเอาอย่างนี้ถ้าใครไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติมแล้วก็สามารถออกจากห้องได้นะคะแล้วก็ถ้าใครมีคำถามก็อยู่รอถามครูได้เดี๋ยวคร-ุ(-ู)จะรอส่งพวกเราก่อนแล้วค่อบปิดห้องคะๆจ๊ะ(นักศึกษาหญิง)ไม่เช็กชื่อหรือคะไม่เช็กชื่อหรือค่ะครู...เดี๋ยวแป๊บหนึ่งอย่าเพิ่งออกนะครูขอแคปฯหน้าจอครูก่อนโอเคครูเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้วเช็กชื่อแล้วออกจากห้องได้นะคะมีคำถามอยู่รอถามครูได-้จ-้ะคาบหน้าคาบหน้าเราเรียนonsiteนะคะเจอกันในห้องเรียนกับบทที่8นะจ๊ะสวัสดีทุกคนนะคะแล้วเจอกันค่ะ(นักศึกษาหญิง)สวัสดีค่ะ(อาจารย์)สวัสดีค่ะ(นักศึกษาชาย)สวัสดีครับ(นักศึกษาหญิง)สวัสดีค่ค่ะ[สิ้นสุดการถอดความ]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-10-11 11:53:03
- exported from : Accuracy Worker
- version :registry.rtt.in.th/spinsoft-transcription/backend_accuracy_worker:main-42d874d90e320e04ce26da7eb329f0d888006afc
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :true
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}