Accuracy : 84.79%
Insertion : 1426
Deletion : 3797
Substitution : 770
Correction : 34833
Reference tokens : 39400
Hypothesis tokens : 37029
(อาจารย์อิสรา)สวัสดีครับสวัสดีพี่ลต-ั้(-่า)มนะครับครับสวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับครับเดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวนเรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยนะครับแล้วก็สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่ามีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บหนึ-่งนะครับโอเคนะครับอันนี้เราทบทวนจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น333ประเภทใช่ไหมครับอย่างแรกก็คือความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมองนะครับเข(ร)าเรียกว่าในกลุ่มพุท(ฒ)ธ-ิพิสัยนะคอ(ร)-ับส่กษร(วน)ภาษาอังกฤษก็คือCognitiค็อก(v)eDomainนนิสโดเมน(ะ)ครับส่วนความสามารถในกลุ่มที่2นะครับเป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัตินะครับเราเรียกว่าด้านทักษะพิสัยนะครับภาษาอังกฤษก็คือp(P)sychomotorDomainนะคว(ร)-ับส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่3ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจอารมณ์ความรู้สึกนะครับก็คือด้านจิตพ(ว)-ิสัยหรือภาษาอังกฤษคือEffectiveDomainนะครัโดเมน(บ)อันนี้คือมี3กลุ่มก็คือสมองร่างกายแลเรา(-้ว)ก็ต(จ)-ิด(ต)ใจนะครับมีอยู่3กลุ่มในการเรียนรู้นะครับเดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับหาที-่นี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วนะครับว่าการเรียนรู้ของเราของมนุษย์เรามีกี่มีก-ี่กลุ่มนะครับที-่นี้กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองท-ั(า)-้งด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ยมันก็จะมนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัดห(ใ)น-่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือวิธีการนะคล(ร)-ับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับข(ถ)นา(-ั)ดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับเราเรีน-ึ(ย)กว่ารูปแบบการเรียนรู้นะครับรูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้นะครับวิธีการที่ตนเองถนัดนะครับให้ทายนะครับให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เราใช้วิ…มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียนรู้อาจารย์ถามก็ได้น(ม)-ี-่ใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย-่-ั(า)งไง(ร)ถึงจะได้รู้จักมันถฉ-ัน(-ึง)ได้เรียนรู้มันได้สังเกตอะไรอีกครับลงมือทำอะไรอีกอีกอย่างหนึ-่งการสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ยดวงตาใช่ไหมครับลงมือทำก็คือการเคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางหนึ-่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไปในร่างในสมองเราท-ั(า)-้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟังนะครับวิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับซึ่งแต่ละคนนะครับแต่ละคนมีความถนัดในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับบางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่านะครับบางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการดูหรือการอ่านนะครับดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือข(ถ)นา(-ั)ดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟังนะครับแต่บางคนนะครับชอบเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆนะครับจแต(ะ)-่ถนัดแบบนั้นไม่ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานนาๆ(น)นะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือหรือไม-่อ-่านไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความนะครับชอบการปฏิบัติมากกว่านะครับอันนี้ดังนั้นนะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับเข(ร)าเรียกว่าวิธีการแบบVirtualLearningนะครับVirtualLearningเราเห็นรูปดวงตาน-้(ะ)อยที่เป็นสีม่วงนะครับอันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่1ที่คนถนัดอันที่ส(2)องก็คือเรียนรู้จากการฟังนะครับก็คือAuditorylearningนะครับAuditoryL(l)earningส่วนรูปแบบที่3ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือKineคล้า(s)thetยนิต-ิก(ic)Learningนะครับที-่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนหนึ-่งจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับคนคนหนึ-่งอาจจะมีความถนัด2อย่างรวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งส(2)องอย่างใช้วิธีทั้ง2อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง3อย่างใช้ทั้ง3วิธีในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับแล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกันมีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับเพราะฉะนั้นนะครับเราจึง…ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียนนะครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่านักเรียนของเรามีความ…มีรูปแบบการเร-ียนร-ู้อย่างไรบ้างนะครับมัน…เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับหรือว่าในระหว่างที่เราไปไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับว(อ)-ันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้วเป็นประจำทุกปีนะครับเราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้นะครับหรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูมนะครับซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับเแล้(รา)วก็สามารถสอบถามนักเรียนในที่ปรึกษาเราได้นะครับเราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรคร-ับทีนี้ทำไมอ-่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนถูกต้องครับมันมี…มันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับมันเป็นประโยชน์ในทั้ง2สองทั้งสองฝ่ายเลยนะครับหากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้วนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้วนักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับค(ต)นเองถนัดมากที่สุดนะครับแล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับเราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านเแล้(รา)วก็ไม่อยากอ่านถูกไหมเ(ค)ร-ัา(บ)เราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขหแล้ว(รือ)เราอยากฟังมากกว่านะครับมันเพก(ล)-ินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้นะครับให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับความถนัดของนักเรียนนะคข(ร)-ับเรถ(า)จะได้จัดกิจกรรมที่มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนะครับนักเรียนจะได้ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกันนะครับเพราะฉะนั้นหากในห้องมันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเรานะครับเป็นไปไม่ได้ว่า1ห้องเรียนนักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับเป็นไปไม่ได้แน่ๆนะครับเพราะฉะนั้นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลายนะครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ฟังด้วยมีกิจกรรมที่นักเรให-้(-ี)ยจะ(น)ได้ลงมือปฏิบัติด้วยนะครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้สังเกตให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วยนะครับก็ให้มันหลากหลายเพื่อที่จอ(ะ)ดตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรานะครับเดี๋ยวอ-ันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับทีนี้เรามาดูว่าแล้วทฤษ-ี่ส(ฎ)ด-ีการเรียนรู้นะครับเราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครัะ(บ)ว่าแล้วกคน(ล)ไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะคร-ับมันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึงในปัจจุบันนะครับมีทฤคด(ษฎ)-ีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้วทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎีแล้วก็ถูกจ-ัาก(ด)กลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่มนะครับมีทฤษฎีหลายกลุ่มมากหลักๆก็คือมีอยู่5กลุ่มนะครับมีอยู่5กลุ่มก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับเรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่าาlearningเชอรี่ก่อนนะครับว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไรนะคร-ับทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะเป็นข้อความเป็นหลักการเป็นกร(ฎ)ดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับเพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์นะคข(ร)-ับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิตินะครับว่าการเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคร-ับแล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้สิ่งนั้นของมนุษย์นะครับเป็นคำอธิบายนะครับว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะหล(คร)-ับในชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่ามันเกิดจากการส่งสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาทเซลล์เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับส่งผ่านข้อมูลจากDA(e)ndroitd(e)แล้วก็ส่งออกไปAxonแล้วซอยก(A)x-่อน(on)ก็จะไปต่อกับAndroidของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆนะครับจ-่าก…ถ้าเราจับหม(นะ)อย-่-ั(า)งประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือถูกไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอลนะครับเพราะเราได้สัมผัสลูกบอลแล้วประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็ส-ูงส-่งกระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับแล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วนพ(P)arาเล(i)etalLobeทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเราใช่ไหมคาข(ร)-ับที่สวนที่ควบคุมอวัยวะต่างๆก็คือส่วนนี้นะครับหรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือใช่ไหมครับไอ-้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับตรงOccipitaออฟฟี่เท-่(l)lาลูก(obe)ตรงนี้นะครับที่อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับอันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่…มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ยัใช่(ง…)ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับในอดีตเขาก็…การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวลองมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่มนะครับอัไป(น)นี้จัดเป็นกลุ่มเป็น5กลุ่มหลักๆนะครับกลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่มBec(h)ap(v)iota(r)lismนะพ(ค)ร-ับกล-ุ่ง(ม)นี้ก็จะมีหลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะที่(ได้)เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับเราอาจจะเคยได้ยินPavพับล(l)o-้อ(v)ใช่ไหมครับSkทิน(i)nneเนอร(r)-์ใช่ไหมครับอันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่2ก็คือมนุษย์นิยมนะครับหรือHumanexismนะครับอันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนในสาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับซึ่งแต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขาเขาศึกษาอย่างไรนะครับอย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่องเครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์ไม(ใช)-่ไหม-ีครับอย-่-ั(า)งPavlพักล-็อ(ov)คทดลองกับสุนัขใช่ไหมพ(ท)-ี่เอากระดิ่งมาสั่ง(น)แล้วก็สังเกตว่าน้ำ…แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับอันนพอ(-ั)-้นเขาเริ่มสังเกตเขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู-้ขึ-้นมานะครับแต่มันก็อาจจะไม่อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น-้(ะ)อยแต่ตอนนี้เป็นคนนะครับแต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์นะครับซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขาเอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรานะครับส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่2กลุ่มHumanในเสื้อเน-ี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นะครับแล้วเขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนน-ี่ให้มันเส(อ)-ื้อต่อความต้องการของผู้เรียนนะครับเป็นหลักก-็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับเพื่อให้อยู่ในสภาวะที่ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับแต่วิชาของเราจะมาสนใจใน3กลุ่มข้างล่างนะครับก็คือกลุ่มปัญญานิยมบางทีภาษาไทยเขาก็จะใช้คำว่า"พุทธินิยม"นะครับมาจากภาษาอังกฤษคือ"Cognitiviscazal(m")นะครับมาจากคำว่า"คอ(C)ogniร์ปอเ(t)ion"รชั่นที่แปลว่าการคิดนะคก(ร)-ับการรู้คิดนะครับที่แปลว่าCognitioมีช่าง(n)แต่อันนี้มันมันเป็นกลุ่มทฤษฎีถ้าเป็นทฤษฎ(ฏ)-ีเนี่ยมันจะลงท้ายisอีก(m)ซึมนะครับi-sไ(-)misปSMซ(m)น-ึม(ะ)ครับพ(i)sm-ี่ซึมก็คือเป็นการเกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแ(A)lcohอลกอฮ(o)lisอล์ล(m)-ิซึ่มเนี่ยใช่ไหมครับก็คือa(A)lcohol+ismนะครซึมเขา(-ับ)ก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับอันนี้ก็เหมือนกันนะครับลงท้ายiอ-ี(s)mกซึ่งก็คือเราหมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันเป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับก็คือค(C)ogniอมมิช(t)iช-ั่(on)นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซ(i)s-ึ-่(m)งเข้าไปก็คือเป็นการกลุผ(-่)มที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิดนะครับเพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดนะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่มCogniคอส(t)ivismTheoryนะครับสเมติกลิซึ่มเชอรี่ส-่วนทฤษฎีในกลุ่มที่4อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัยนะครับพ(ท)-ี่ทุกคนที่เรียน…ที่เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือConstructivisคอ(m)นสต(ะค)รับคติวิซึมคำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับในการเป็นครูนะครับถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่นะคฉ(ร)-ัน(บ)จึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัยนะครับอดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับซึ่งที-่นี้สำหรับConstructivismนี่จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ-่งของตัวมันเดี่ร-็(ย)วเดี่ยๆ(ว)นะครับเพราะว่าอยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยา(-ี่)มอยากให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นทฤ-ี-่ด(ษฎ)-ีที่อดีตใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎีในกลุ่มค(C)onstructอนสตรัคช-ั(i)onis-่นนิส(m)ซึ่มกับm(M)ultiplei(I)ntelligenceนะครับว(อ)-ันนี้เราน่าจะรู้จักm(M)ultiplei(I)ntelligenceเนาะส(ท)ฤว-ัส(ษฎ)ด-ีพหุปัญญานN(ะ)วova(-่า)มนุษย์เรามีความสามารถอยู่หลายด้านไ(ใ)ชด-้(-่)ไหมครับไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้นนะครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย8ด้านนะครับเดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะครับอีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎีCMal(onn)eficentivismConnectแปลว่าแปลว่าอะไรครับConnคนน(e)c-ี-้(t)เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับอันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎชิ้นจะด-ีนะครับอันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวโ(เ)รง(า)เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับอันนี้เป็นSkinดินเน(n)eอร(r)-์ใช่ไหมครับท-ี(ฤ)ษ-่จ(ฎ)ะด-ีของส(S)kiกิน(n)nเนอ(er)ร์เราเรียกว่าSkinnerBoสกินเนอร์บ(x)ล็อกนะครับเขาก็สังเกตพฤติกรรมของหนูนะครับมา(M)aslow,Thสโลว์ธอร-์(o)mdikนไดค-์(e)อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับนาทีนี้เรามาดูของเราทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยมนะครับหรือCognitivisคอสเมติก(m)นะครลิซึ-่ม(-ับ)ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไกของสมองนะครับว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคร-ับการเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือStตร-ี(i)muluมูรต-ิ(s)หรือSs(t)imi(u)lieอันนี้คือสิ่งกระตุ้นนะครับสิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่เรา…ทีอ(-่)มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้าทุกอย่างเลยนะครับสิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอกแล้วมามากระทบเราผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆนะคข(ร)-ับเรถ(า)เรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างตอเ(น)นี้ยอาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้นะครับก็คืออันนี้นะครับพ-่อมันสิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับประสาทสัมผัสของเราถ้าเราได้ยินเสียงShensoryMemorzhen(y)ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับถ้าเราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับสิ่งกระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่าสิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมๆกันนะครับทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรงประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้วเขาเรียกว่า"s(S)ensoryMemory"นะครับเป็นการเป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับเป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่าร่างกายของเราจะเกิดกลไกการจดจำจากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไปนะครอ้าว(-ับ)พ-่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้วมันจะมี2ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับหากตัวบุคคลหรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้นะครับหากเราไม่สนใจเราจะForgoกก(t)คืออะไรเอ่ยf(F)orgetf(F)orG(g)od(t)ก็คือลืมใช่ไหมครับถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้นรา(นะ)ครัา(บ)ข้อมูลที่ส่งมายังsensoryMemoryถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลยนะครับลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้นะครับเพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะ…เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับเพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับทีนี้ต่อมาหากเรามีความสนใจg(ก)-ับสิraphic(-่ง)กระตุ้นนี้นะครับข้อมูลที่อยู่ในSเซ(e)nsor-็นจูรี(yM)-่memoryมันจะถูกส่งมายังw(W)orkingMemoryนะครับความรู้ของเรานะครับมันจะส-ูงส-่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการนะคร-ับความจำปฏิบัติการหรือw(W)orkingMemoryนะครับw(W)orkingMemoryนี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะคกล(ร)-ับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับแปล(ต่)ว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จากs(S)ensoryMemoryมายังw(W)orkingMemoryแล้วเราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัดอาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือเอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู-่(-้)นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้นะครับหากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย-่(-ั)างw(W)orkingMemoryได้แล้วนะครับที-่นี้อย่างที่บอกว่าw(W)orkingMemoryมันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนานนะครับเราต้องมีวิธีการนะคร-ับวิธีการอย่างใดอย่างหนึ-่งที่เราเรียกว่า"Encodเป็(e")นโ(ะ)ครั-้ช(บ)End(c)Codeก็คือการเข้ารหัสนะครับเราต้องมีวิธีการแปลงจากw(W)orkingMemoryให้มันเอามากัด(ก)เก็บไว้ในLong-tรองเท(e)rอม(m)Memoryให้ได้นะครับl(L)ong-termMemoryคือความจำระยะยาวนะครับเมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยังl(L)ong-termMemoryได้แล้วตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราเป็ไ(น)ป-ีนะครับทีนี้แล้วEเอ(n)cod-็งโค(i)n-้ด(g)ยิ่งจะทำอย-่-ั(า)งไง(ร)ล่ะนะครับจะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจากw(W)orkingMemoryมายังl(L)ong-termMemoryได้นะครับว(อ)-ันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลอันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับบางคนใช้วิธีการEncoเองโค(d)ing-้ดดิ้งจากการแต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำบางคนอาจจะทำแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของน(M)yMายแบ(ap)บให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็นแทนตัวอักษรเพื่อให้Enเป-็(c)odiนโค-้(n)gชยิ่งได้ง่ายขึ้นแต่มีวิธีการหนึ-่งที่ที่ง่ายที่สุดไม่…ก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่แนๆ(-่)เรารู้ไหมว่าทำอย-่-ั(า)งไง(ร)รู้ไหมครับวิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่แนๆ(-่)ในการเ(E)ncป็น(o)dโค(e)-้ชที่เราจะสามารถแปลงจากw(W)orkingMemoryไปยังl(L)ong-termMemoryชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่าการที่เราจะจำอะไรได้นานนาๆเ(น)นี-่(-้)ยตรงเซลล์เซลล์ประสาทของเราตส(ร)งส(S)ynap-ัยเน-็ต(se)ที่มันเชื่อมต่อกันน-่ะระหว่างAxonแอกซอนกับDเด(e)ndriนไดรต์(te)ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรงนะครับข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้(เรา)วก็จะจำได้ดีเราจำได้ไหมว่าวิธีการใดถึงจะทำให้ตรงSสง(y)napsสัยแบ(e)บนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรงอาทิตย์ที่แล้วก็คือการทำซ้ำๆนะครับการทำซ้ำซ(ๆ)-้ำจะช่วยให้ตำแหน่งsi(Sy)napseเดี๋ยวเปิดให้ดus(-ู)นี่ครับนี่ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้นะครับตรงเนี้ยเวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวรDendriv(t)eใช่ไหมครับแล้วออกมาAเอ(x)oกซ(n)เรย์แล้วก็มาต่อที-่Dendrit-่เดนไดรต-์(e)ของเซลล์ส(ถ)-ัดไปนะครัตว-์(บ)มันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลถ้าเราอยากชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ยส(ตร)งSynaสัยเน(p)s-็ต(e)ตรงนี้มันต้องต่อกันให้มันแน่นเมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับเพราะว่าถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้Synapใส-่เ(se)นี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรงนะครับซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ยเราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับค(ท)-ำซ้ำๆค(ท)-ำซ้ำๆร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู-่แต-่เมื่อไหร-่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่งนะครับร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้วมัน…สมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออกนะครับเพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับเราจะสช่(ร้)างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็มนะครับม-ันต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออกนะครับเพราะฉะนั้นการEncโค(o)ding-้ดดิ้งนะครับการe(E)ndclot(d)hingการEncodiโค้(ng)ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อนน-ำข้อมูลจากw(W)orkingMemoryมายังl(L)ong-termMemoryได้เนี่ยวิธีการทก-ิน(-ี่)ง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือท-่องหรือท-ำซ้-ำๆซ้ำๆซ้ำๆนะครับเดี๋ยวมันจะมาถึงl(L)ong-termMemoryได้แต่ถ้าคนเรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรานะครับที-่นี้พอมันอยู่ในLong-tรองเ(e)rธอ(m)Memoryแล้วนะครับเราสามารถดึงเราสามารถRetrดีไซน(y)-์อันนี้ก็คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร-่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้างมาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับสมม-ุติว่าเราEncodingาเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้วความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในLong-terนรองเธอ(m)Memoryเราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้านะคกล(ร)-ับมีอาจารย์สั่งงานให้เราทำซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในLรอ(o)ng-termMeงเท้าเมมโม(m)oร-ี่(ry)เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้นะครับเราสามารถดึงหรือเรียกกล-ับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยังl(L)ong-termMemoryได้นะคกล(ร)-ับหรือความจำระยะยาวได้แล้วนะครับเราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับแต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้w(W)orkingMemoryแต่เราไม่สามารถส่งผ่านมายังl(L)ong-termMemoryถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายังl(L)ong-termMemoryได้เราก็ลืมได้เหมือนกันนะครับมันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกันนะครับเพราะฉะนั้นตรงEnเอ-็(c)odinนโค้ด(g)นเดอร์งาน(-ี)-่สำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการของเราเพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำระยะยาวใไม่(ห้)ได้นะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมองนะครับเราเรียกว่าทฤษฎีi(I)nformationp(P)rocessingt(T)heoryนะครับหรือทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลนะครับทฤษฎีต่อมานะครับก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าConstrucาคอนสต(t)ivismTheoryรั(นะ)ครติวิซึมเทียร-ี่(-ับ)ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับอย่างพ(ท)-ี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคนจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา2ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับเกิดจากค(ร)วาม2ทฤษฎีทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน-์ปัญญาของPiaเพีย(g)eเจ(t)ต์อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จักPiagetนะครับแต่ทฤษฎีที่2ที่เอามารวมนะครับว(อ)-ันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว(-ิง)น์ปัญญาของVygotskyคว(ร)-ัย(บ)ก๊อตจิอาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะข(ค)-ุ-้ด(น)อันนี้ไม่ค่อยมีรู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักPพญ(i)agetาเจคอนะสต(ค)รับConstrucคต-ิ(t)ivisวิซึม(m)หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดจากการรวมกันของทฤษฎี2ทฤษฎีนะครับโดยทฤษฎีแรกของPiaเพีย(g)eเจ(t)ต์เนี่ยจะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับของตัวบุคคลแต่ละคนแต่ถ้าเป็นVygotskyนไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับเก(ข)าห(เ)ล-ีล(ยร)วง(ม)เอา2ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกันนะครับแน่นอนแหล-้(ะ)วว-่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการเข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปคท(ล)-ุกคท(ล)-ีเข้าไปเผชิญกับปรากฏการณ์น-ัา(-้)นๆนะครับแต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับแต่เขามาเพิ่มที่Vygotไวก็อ(s)kyน่ะครัตสกี้ค-ำ(บ)ว่าบางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือนะครับเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของเราคนเดียวมันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนักแต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำหรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ-่งเพื่อให้เราทำเป็นแล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ-้นก็ได-้นะครับเราเคยไหมว่าเราพยายามเ(จ)ถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองแต(นี)-่มันได้แค่นี้จริงๆนะครับแต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้ม-ั(า)นแนะนำมาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่างเอ-้าเรถ(า)เริ่มทำได้มากขึ้นแล้วถูกไหมครับกระบวนการเนี-่(-้)ยเป็นคำอธิบายของVygotskyนะครับแไวก็อตส(-่)ก-ี้กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของPiagetนะครัเพียเจต-์ป(บท)-ีนี้เรามาดูรายละเอียดนะครัเขา(บ)ว่าPเฮ(i)a-ียเจ(get)อธิบายถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคนไหว-้อย่างไรนะครับแต่ละคนนะครับมีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง2ลักษณะนะครับก็คือกระบวนการดูดซึมกับกระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะคก(ร)-ับมี2อย่างดูดซึมหรือAssa(i)milar(t)it(o)anนะครับAat(s)simu(i)lationคือการดูดซึมนะครับส-่วนญ(ท)-ี่ปุ(กล)-่นคนไกลที่ส(2)องก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับหรือva(A)ccomin(od)ationนะครับมี2อย่างนะครับซึ่งa(A)ssimilationมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้มันมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับถ้ามัน3(…)ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข-้าหากันได้เนี่ยมันจะเกิดกระบวนการa(A)ssimilationอ(น)ะครับห(อ)ย-่-ั(า)งเช่นว่าเด็กคนหนึ-่งนะครับเกิดมาแล้วเห็นไก่ครั้งแรกนะกล(คร)-ับมใน(-ี)ปีกมีหางนะครับมีขา2ขานะกล(คร)-ับแล้วแล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีกนะครับซ(ค)-ื-้อไก่และเป็นสัตว์ปีกผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ-่งไม-่(า)เห็นเป็ดมีอ(ป)-ีกเหมือนกันใได้(ช่)ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ(2)ข-้องค้าเหมือนกันแล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าน่ะเห็นไหมมันมีพังผืดเหมือนกันนะครับแบบเนี-้(-่)ยมีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับนักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได-้แล-้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นส-ัตวาร(-์)ประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์ปีกนะครับมันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลยนะครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้มันจะเกิดกระบวนการa(A)ssimilationนะครับแต่เมื่อใดก็ตามนะครับถ้าความรู้ใหม่มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับนักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เหลร(-่)านั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับอันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการAcC(c)ommu(od)nicationหรือปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับง่ายๆก็คือถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมนักเรียนจะเกิดกลไกa(A)ssimilationซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่านะครับa(A)ssimilationจะเกิดได้ง่ายกว่าแต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับมันก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการAแอ(c)comodatioคคอมโมเดช-ั(n)-่นแทนนะครับดังนั้นเขาก็เลยบอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมีใช่ไหมครับในตอนต้นของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับอาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอนใหม่ในวันนี้นะคร-่ะ(-ับ)พยายามเชื่อมโยงให้ได้นักเรียนจะได้เกิดAssimexha(i)lationได้ง่ายกว่านะครับที-่นี-่(-้)กระบวนการAแอ(c)comoคคอมโ(d)atiมเดชั(on)-่นกับa(A)ssas(im)sin(l)ationนะครับมันก็มีถูกแบ่งออกเป็น4ระยะ4ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับแต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น2กระบวนการนะครับแต่ว่า2กระบวนการนี้มันก็มีการเรียนรู้จ-ั(า)กจากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนนะครับซึ่งPเพ(i)aget-ียงเจก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับเขาเสนอทฤษฎีพัฒนาการเชาวน-์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง3คนนะครับแล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง15ปีนะคข(ร)-ับแล้วก็เขาก็สรุปว่าลูกของเขาทั้งส(3)ามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยนะครับแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือนๆกันใช้วิ…ลักษณะการเรียนรู้เหมือนๆกันนะกล(คร)-ับแต่ว่าเขาสังเกตถึง15ปีนะครับเขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน-์ปัญญาของมนุษย์นี่แบ่งออกเป็น4ช่วงวัยนะครับแบ่งออกเป็น4ช่วงวัยโดยช่วงวัยแรกนะครับเป็นช่วงวัยในช่วง0ถ(-)-ึง2ปีนะครับเรอ(า)เรียกว่าขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสอันนี้ชื่อบอกไม่(ด้)ง่ายเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องนะช่วงแรกเกิดถึง2ปีเนี่ยเขายัง…แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับที-่นี้ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับดังนั้นนักเรียนในเด็กในช่วง2วัน(ย)แรกเ(น)ด-ี-๋(-่)ยวจะเรียนรู้จากการสัมผัสเป็นหลักนะคร-ับหยิบจ-ับนะครับกพี-่(-็)จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไรก็จะหยิบไปก่อนไ(ถ)ด-้าหยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อยนะคอ(ร)-ัพ(บ)เด-็ท(ก)ก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไปฉั(จะ)นต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บนะครับเขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัสนะคซ(ร)-ับในช่วง2วัน(ย)แรกนะครัหา(บ)ที-่นี้ในช่วงวัยที่2นะครับก็คือช่วง2ถ(-)-ึง7ปีนะครับหรือช่วงซึ่ง…หรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิดนะครับชด(-่)วง2-7ปีช่วงนี้จะเรียนรู้จากยังไหง(น)เอ่ยเราจำได้ไหมครับว่าช่วงอายุเท่านี้เลง(รา)เริ่มเรียนรู้จากอะไรเราเรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหมณตอนนั้นอย-่(-ั)างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ยสิ่งที่มันเป็นรูปภาพใช่ไหมครับเราเรียนจา-ัด(ก)สิ่งที่มันเป็นรูปภาพนะคกล(ร)-ับอย-่-ั(า)งตอนสอนดโ(เ)รง(า)เรียนบวกเลขตอนอนุบาลเป็นอย-่-ั(า)งไง(ร)ครับเขอ(า)เอารูปภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่ให้เห็นเลข2+3=5ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหมเริ่มจากเอาผลไ(ๆ)ม้เอ-้า2ลูกแอปเปิ-้ล2ลูกมารวมกับแอปเปิ-้ล3ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูกอย่างนี้ครับแล้วก็มานับ12345แสดงว่าได้5ลูกอย่างนี้ครับในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่2ช่วง2ถ(-)-ึง7ปีเนี่ยจะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับจากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับเพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียนของเรานะครับเราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับส่วนช่วงวัยที่3ช่วง7-11ปีนะครับช่วงนี้นะครับเรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรมนะครับ7-11ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับใช้สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้นะครับก็คือเราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับมีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที-่บ-่ผม(ง…)ที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข9มันมากกว่าเลข2มากน้อยแค่ไหนนะครับ100มากกว่า20มากขนาดไหนอย-่-ั(า)งนไง(-ี้)ครับใขาย(ช้)ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วนะคอ(ร)-ัพ(บ)7-เดทถึง11ปีแล้วสามารถเริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้วนะคก(ร)-ับ7-11ด(ป)-ีเนี่ยเริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับแต่ถ้าเป็นต่ำกว่า7ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดอย-่-ั(า)งไง(ร)เราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำหนึ-่งถึงคนรอบข้างนะครับแต่7-11ปีเริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับส่วนอายุ11-15ปีรายนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับการเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับที่เขาศึกษานะครับก็คือเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับมีตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ11-15ปีมีพัฒนาการในการเรียนรู้ม(น)-ี-่ใไข(กล)-้เก(ค)-ี-่ยว(ง)กับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้วนะครับซึ่งPiaเพีย(g)eเจ(t)ต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับบุคคลแต่ละคนตามนี้ว่าคนเราแต่ละคนมี…ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้2คน(กล)ไกลก็คือa(A)ssimilationกับa(A)ccommodationนะครับการดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะคกล(ร)-ับแล้วแต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไปตามวัยแต่ก็เกิดจากกลไก2อย่างนี้เหมือนกันนะครับเกิดจากกลไก2อย่างนี้เหมือนกันอันนี้เป็นส่วนของPiagetนะเกีย(ค)ร-์J(-ับ)ต่อมาVไว(y)gotsก็อตสกี้Whit(k)yนะคeGodท(ร)-ั-ี-่(บ)จะอธิบายถึงนะครับพัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเข(ร)าเรียกว่า"SocialSkills"นะครับแต่ถ้าPiagเกียร์(et)JคือIndividualSkilยินดีด้วย(ls)นะครับIndividualก็คือส่วนบุคคลอ้อเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟลป(-์)เอกสารให้นะครับในภายหลังนะครับเอกสารของวันนี้เดี๋ยวนะเห็นไหมครับถ้าเป็นเ(P)iพ-ี(a)gยงเ(et)จคือi(I)ndividug(a)lSkillsIndividualกoskinวีดีโอ(-็)คือส่วนบุคคลนะครับส่วนบุคคลทีนี้เรามาดูVygotskyไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไรนะครับVygoรไวก็อตส(t)sก-ี้(ky)จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับการช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่าs(S)caffoldingนะครับScaffoldingคือการให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่าScaffolาสแคฟโฟล(d)iด-ิง(ng)บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือบางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้านนะครัเ(บ)นี่ยไอ้ตัวนี้คือScaffoldingนะครับไอ้-ึก(ตั)ว-่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้านนะครับเวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อสร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับเขาเอาคำว่าScaffolสเก(d)i-็ต4(ng)หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึงการช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่านคุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียนเห(ป)-็นคว(น)รให้คำแนะนำนักเรียนนะครับเป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับหรืออาจจะเป็นเ(P)eeพีย(r)งก็คือเพื่อนนะครับPeerอัยา(น)นี้ก็คือเพื่อนอาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับหรืออาจจะเป็นToolsTor(o)lue(s)ก็คืออุปกรณ์หรือที่ค(ส)-ื-่อนะครับบางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับเมื่อนักเรียน…เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้วนะครับแล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้วนะครับสุดท้ายนั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหมเวลาเราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเขาเ-้(อ)าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออกการทำScสเก็(af)ตfoldingในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไปอาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรือสื่อหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วยเมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้วเราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับเหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับที-่นี-่(-้)การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเราไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเราให้ไปถึงZonโซน(e)ตัวสีแดงๆนะครับZoneO(o)fPfe(ro)ximalDep(v)elri(op)mentนะครับZoneofp(P)roximalDevelopmentบางทีเขาเขียนย่อเป็นZT(P)DZpd(PD)นี้ก็คือขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงเราเรียกว่าZoneofp(P)roximalDevelopmentคืออะไรเ(Z)ส้นPDคืออะไรลอง(เรา)มาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่3วงใช่ไหมครับมีวงสีเหลืองมีวงสีชมพูกับมีวงสีม่วงนะครับวงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเองถพ(-้)านักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามPiตาม(a)gเกี(et)ยเจอย่างเดียวนะครับผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี-่(-้)ยสามารถเป(ร)ล-ี-่ยนได้ในแค่ในขอบเขตเท่านี้นะครับเข(ร)-ียนได้แค่ในขอบGO(เ)ขT7(ต)เท่านี้บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ-่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุดในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับแต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองเก็(ขา)ทำได้เท่านี้แหละมากกว่านี้ไม่ได้แล้วทีนี้พอเรามีScaffสแคฟโ(o)ldiฟลด-ิง(ng)เข้าไปนะครับเราใส่Scaffสแคฟโ(o)ldinฟลดิง(g)หรือใส่ตัวช่วยเข้าไปนักเรียนจะสามารถขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีกนะครับในวงสีชมพูนะครับนี่WhatIC(c)anD(d)oW(w)ithhelpนั่นก็คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือเขาจะทำได้มากขึ้นในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับตรงสีชมพูนี-่(-้)แหละที่เราเรียกว่า"Zoneofp(P)roximalDevelopment"นะครับเป็นโซนเป็นขอบเขตสะ(ศั)แกยภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับแต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีSส(c)affoldingแคฟโฟลดิงเข้ามาช่วยนะครับส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถทำได้มันเกินความสามารถเราจริงจริๆ(ง)แม้ว่าจะม(S)caffoldin-ีสแคฟโฟลด-ิ(g)งแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้วแต่เราไปไม่ถึงนะครับแต่ว่าแ(Z)ซ่บPDคือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยนะครับทำให้เราไปที่ด(ถ)-ึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้อันนี้แหละที่เขาบอกว่าคุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพว(อ)-ันนี้นะครับเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเราเราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด4แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ที่เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่นะคจ(ร)-ัด(บ)ให้เต็มที่บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด3บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกร7(ด)2บางคนเราไม่มีScaffสแคฟโ(o)ldiฟลด-ิง(ng)เลยเขาไปถึงเกร7(ด)4อยู่แล้วถูกไหมครับศักสระแก(ย)ภ-้ว5(าพ)แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วยนะครับเรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึงZoneofp(P)roximalDevelopmentให้ได้นะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่งก็มี2ทฤษฎีที่มารวมกันนะครับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงแล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็มศักยภาพนะครับอัหา(น)นี้ก็ต่อมาทฤษฎ-ี-่แสดงร่วมสมัยทฤษ-ี่ส(ฎ)ด-ีแรกอันนี้ก-็เป-็นทฤษด(ฎ)-ีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกันนะครับอ๋อโอเคนะครับคือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับว(อ)-ันนี้เราต้องรู้นะครับทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่5เงื่อนไขนะครับเวลาเราจะจัดกิจกรรมไอ(ให)-้เด-็ช(ก)เป็นกลุ่มนะครับเราต้องคำหนึ-่งถึง5เงน-ั(-ื)-่อนไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่มว(ม)-ันเกิดศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือนักเรียนนะคก(ร)-ับจะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนอ(น)-ีอก(-่)เป็นกลุ่มย่อยที่แ(ไ)ม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไปนะครับจัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไปนะครับประมาณ3-5คนกำลังพอดีนะครับแต่ถ้ามันเป็นผ(…)-่านสมม-ุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน10คนทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ชิ้นงานท(ช)-ิ-ี-่เ(-้น)นี-้ง-่ายง่ายๆมากเลยแต่ให้สมาชิก10คนมันก็จ-ำ(ะ)ไม่ได้เกิดประสิทธิดความเสียห(ภ)าย(พ)อะไรมากนักใช่ไหมคเ(ร)-ัขา(บ)ทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิดกระบวนการครพ(-ุ)-่นพ(ค)-ิดไษใส(ตร)-่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับมันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพหรือใช-ิ-้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลยนะครับมันต้องใช้เวลาทำเยอะต้องมีคนเยอะในการรค(-่)วามห(ไ)มา(-้)ยร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้2คนทำงานชิ้นนี้เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหมมันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับเพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้วเราพ-ิจ-ี่น(ารณ)ายจำนวนคนนะครเขา(-ับ)ว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไปนะครเม(-ั)บ-ื-่อ(ก็)คืน(อ)จัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสมนะครับเงื่อนไขที่2นะครับเราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับเกิดการพึ่งพาเกื้อกูลระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มนะครับไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียวที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับเราต้องแนะนำนักเรียนนะครั-ำ(บ)ว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อนแล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับเงื่อนไขที่3นะครับเงื่อนไขที่3สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานอันน(ท)-ี-้(-่)4อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับเพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จนะครับต้องวางเป้าหมายร่วมกันค(อ)ร-ั-้(น)งสุดท้ายต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับมีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกันนะครับต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จนะครับเพราะฉะนั้นCoopeil(r)atiu(v)emL(l)earningนะครับมีเงื่อนไขอยู่ห้าง5อย่างนะครับพ(ท)-ี่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซ(จ)-ึ-่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มันเกิดประสิทธิภาพจ(น)ะครับเหลืออยู่2ทฤษฎีนะครับอีกนิดเดียวอันนี้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานต่างจากCคอ(o)nstructivนสตรัคติว-ิ(i)sซ-ึ(m)มนะครับเมื่อกี้Coคอน(n)structivสตรัคติว-ิ(i)sซ-ึ(m)มนะมันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆแต่อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเขก็(-้า)ไปแล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติมเติมตรงไหนครับเราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะมันชื่อคลข(-้)ายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกันชื่อมันคือCคอ(o)nstructivนสตรัคลิซ-ึ(i)s-่ม(m)ใช่ไหมครับCคอ(o)nstrนสตร-ั(u)ctivismCคติวิซึมพ(o)nstrรศักดิ(uc)-์แล้วก็tต-ิ(i)เลยนะแต่ถ้าอันนี้มันเป็นค(C)onstอนสตร(r)u-ัค(c)แล้วก็มีช(t)io-ั่น(n)ใช่ไหมครับมีtช-่(i)oาง(n)มาต่อนะครับมีConstrucความ(t)ioniรักซ-ึม(sm)นะครับมีคำว่าช(t)i-่าง(on)มาต่อนะครับหรือภาษาไทยใช้คำว่า"ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน"นะครับมันก็เป็นทฤษสิ่งที่ด(ฎ)-ีที่พัฒนาต่อมาจากConstructivismนัากคอนสตรัคติวิสต์คอนสตรัคติวิสต์ซึมนั-่นแหละนะครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองแต่ทฤษฎีนี้นะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับSeymourเผลอเ(P)aperป็นคน(t)เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่าการที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้นนะครับมันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยมีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับโดยใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมานั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับนักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหน-ึ่งนะครับแต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราสอนนักเรียนนะครับเพร(อ)าะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมายภาระงานนะให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ยมาใช้าในการสร้างชิ้นงานนะครับต่อเนื่องกันไปนะครับอหา(-ัน)นี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ-่งนะครับพ(ท)-ี่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนักมันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่ทฤษฎีนี้m(M)ultiplei(I)ntelligenceหรือว่าทฤษฎีพหุปัญญานะครับเขาอธิบายเอาไว้นะครับว่ามนุษย์เรานะคข(ร)-ับไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่2ด้านเท่านั้นนะคข(ร)-ับไม่ได้มีแค่ส(2)องด้านในอดีตเราเคยเข้าใจว่าหรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่งหรือใครเป็นอัจฉริยะข้(ก็)อต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้นอันนี้คือการยอมรับในอดีตแต่ในปัจจุบันนะกา(ค)รับGardnร์ดเนอร์(er)เขาก็ได้อธิบายนะครั-ำ(บ)ว่าจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัวอย่างน้อย8ด้านเขก-็(า)ใช้คำว่า"อย่างน้อย"นะครับเพราะตอนนี้เขาแค่ค-้นพบว่ามันมีอยู่8ด้านเขาเลยใช้คำว่า"อย่างน้อย"แต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่…เขายังไม่ได้พบนะคก(ร)-ับเขาค้นยังไม่พบนะครับแล้ว8ด้านนั้นมีอะไรด้านภาษาด้านที่1กล-ับด้านตรปาก(ร)กา(ะ)และคณิตศาสตร์ด้านที่2อันนี้เป็นการยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้วนะครับแต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับอย่างที่3ก็คือด้านมิติสัมพันธ์นะคก(ร)-ับด้านมิติสัมพันธ์สามารถมองภาพในส(3)ามม-ิติได้นะครับเห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้นะครับอย่างเช่นว่าอุ้ยเอาอะไรดีเอาขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้อันนี้เป็นรูปทรงอะไรครับสี่เหลี่ยมแต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไรหมุนเห็นไหมครสา(-ับ)เหตุ(-็น)ไหมครับอันนี้คือถ้าเราหมุนถ้าอาจารย์หมุนมันกลาย…มันจะกลายเป็นวงกลมใช่ไหมครับข(ถ)-้าอ(ห)ม-ุ-ูล(น)แบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็นไม่ไมในmes(-่)สsage(-ี่เ)หลี่ย-ั(ม)งสิหมุนแบบนี้ทรงกระบอกใ(เ)หญ่(-็น)ไหมเนี-้ถ้าห-่ยทำ(มุน)แบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกถูกไหมครับเห็นไหมอันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่างนะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับจะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้นะครับต่อมาว(อ)-ันที่4การเคลื่อนไหวร่างกายอันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับพร(กล)-ุ่ง(ม)นี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอ-ัจฉริยภาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกายด้านที่5ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรีนะครับต่อมาด้านการเข้าใจตนเองนะครับรู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไรนะกล(คร)-ับเมื่อเกิดความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการจัดการกับมันอย่างไรนะกล(คร)-ับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจอันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างหนึ-่งนะครับการเข้าใจตนเองอันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นอัๆ(น)นี้กลุ่มที่มีมีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นใน-ี่จะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์ระยะสัมพันธ์ดีนะครับอันนี้มันมีอาชีพอ(ห)าชีพนึ-่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดตนะครัท(บ)คิดเป็นชั่วโมงนะครับคิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการแค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆนะครับคอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นโน-ู-่นนี่เฉยๆค่ะไปเป็นคู่ออกเดท(ต)เฉยๆนะครับว(อ)-ันนี้ในญี่ปุ่นมีนะครับเขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของลูกค้าของเขานะครับแล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อนนะครับต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับสิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับทุกๆพรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหมครับมันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมดนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้องเราอย่ามุ่งสอนให้นักเรียนเก่งเพีจ-ั(ย)งด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียวมันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย8อย่างเราควรจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนนะครับเสริมต่อให้ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถมันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับสุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมอันนี้ก็มีCคน(on)เหมือนกันนะครับแต่ไม่ใช่Constrความร(u)c-ัก(t)แล้วไม่ค่อยไม่ใช่Constructคอนซัคช-ั(i)o-่น(n)ด้วยนะครับแต่เป็นc(C)onnectนะครับConnectivismนะคTVซ(ร)-ั-ึม(บ)ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับเชื่อมโยงนิยมอันนี้Siemensนะครับอันท(น)-ี-่(-้)เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมานะครับSiemensเปสำ(-็น)นักการศึกษาแคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี2000นะครับ2000นิดๆนะครับ2,000ต้นๆนะครับเพิ่งเกิดมานี-้(-่)เองนะครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้านะคก(ร)-ับยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับจึงเกิดทฤ-ี-่ส(ษฎ)ด-ีการเรียนรู้ที่เป็นCคอ(o)nnecนเนคต(t)ivi-ิวิส(s)mต์อุ้มขึ้นมานะครับเขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตใช่ไหมครับเกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิดสิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็นสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดนะครับตป-้า(-ัด)ส่วนที่มันเท-็ศ(จ)ทิ้งไปตับ้า(ด)นส-่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไปแล้วเอาที่เหลือมาต่อนะครับมาต่อไม-่(า)เชื่อมโยงกันมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับอันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับแปล(ต่)ว่าบางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ในiCloudหรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้นอาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้นะครับเอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ*(ช)-ี***(-่ย)วชาญในตัวบุคคลเนี่ยมาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตนะครับมาตัดตอ(-่)อกมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้(เรา)วก็ตัดทิ้งไปส่วนใดที่มันเป็นเทคส(-็จ)ที่เราไตร-่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไปนะครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่มย(า)เรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะคก(ร)-ับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรานะครับอันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมนะครับมันก็เป็นทฤษฎ-ี-่ดินสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับครับเราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎีมันมี…มันไม-่ม-ีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับมันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไปนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรมแล้วก็สอนนักเรียนนะครับเราจำเป็นต้องพิจารณาในน(ม)-ิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียนแล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ยมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณีนะครับไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนะครับคุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลายแล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอนให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียนนะครับไม่มีทฤษฎีใดเป็นยาวิเศษนะครับไม่มียาพารานะครับทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่างนะครับปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้นะครับโอok(เค)ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับมีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารประกอบการสอนบทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับในกลุ่มไลน์ด(พ)-ี-่ครับสำหรับเด็กที่…เด็กตาสามารถอ่านไฟล์ได้ไเลย(หม)ครับเขาอ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับโอเคโอเคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุมนะครับโอเคครับสวัสดีครับขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ[สิ้นสุดการถอดความ]
More information
- compare(ans and test) :
- ans: file reference
- test: file test
- export datetime : 2024-01-17 16:05:17
- exported from : Accuracy Worker
- version :develop
- lib :character
- your normalize config
-IsFilter :true
-ToLower :false
-ToArabicNumber :true
-WordToNumber :true
-OrderAndSimilar :true
-ListRemove :
- alignment method :Hirschberg
- score weight :{"Match":5,"Mismatch":-1,"PartialMatch":2,"GapPenalty":-1}